ตอนที่ 152
หน้าด่านสุดท้าย
การเดินทางเพื่อมุ่งตรงหน้าลงใต้จากเขตชายแดนระหว่างเมืองมังกรเทวะกับเขตปกครองของสำนักหงส์อัคคี ในช่วงแรกนั้นเป็นไปด้วยความราบรื่นและไร้ซึ่งอุปสรรคใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะสัตว์อสูรในเขตรอยต่อเกือบจะทั้งหมดมีพลังอยู่ในระดับพื้นฐานลมปราณ จึงไม่สามารถทำอันตรายผู้ฝึกตนในระดับลมปราณแรกธรรมชาติขั้นกลางถึงสองคนที่เดินทางมาด้วยกันได้เลย หนำซ้ำยังตกเป็นอาหารของคนทั้งคู่เสียด้วยซ้ำไป
เมื่อเข้าสู่เขตป่าทึบที่เนืองแน่นไปด้วยสัตว์อสูรแรกธรรมชาติที่กินพื้นที่กว่าหมื่นไร่ ซึ่งทั้งสองจำต้องเดินทางตัดผ่านป่าแห่งนี้เพื่อตรงไปยังสำนักหงส์อัคคี เพราะหากจะให้เดินทางหลบอ้อมเขตป่า และวกผ่านเขตแดนอื่นก็คงต้องกินเวลาเพิ่มขึ้นอีกสิบวันครึ่งเดือน
"แฮก แฮก"หลิงจือหอบหนักเมื่อต้องต่อกรกับเสือลายไม้สัตว์อสูรแรกธรรมชาติขั้นกลางถึงสองตัว แม้ท้ายที่สุดนางจะสามารถเอาชนะได้ด้วยทักษะโจมตีเพลิงไฟอันดุดัน แต่ก็ต้องแลกมาด้วยพลังและเรี่ยวแรงที่มีถูกใช้ออกไปจนเกือบหมดสิ้นเช่นกัน
"เจ้า เจ้า...คนนิสัยไม่ดี!" หลิงจือตวาดเสียงดังพร้อมหันมามองค้อนใส่เสวี่ยหมิง ที่ไม่ได้ช่วยนางสู้แม้แต่น้อย แต่เมื่อนางได้รับชัยชนะ เสวี่ยหมิงกลับเป็นคนแรกที่เดินเข้าไปสำรวจซากของเสือลายไม้ ทั้งฉีกทึ้งเนื้อน่องสะโพกแยกออก และเก็บวัตถุดิบสูงค่าในตัวของเสือลายไม้ไปจนสิ้น "ข้าสังหารมัน ทำไมเจ้าถึงเข้ามาขโมยวัตถุดิบของข้า" แม้หลิงจือจะไม่สบอารมณ์นัก แต่เพราะเสวี่ยหมิงนั้นถือไพ่เหนือกว่าตัวเองอยู่ นางไม่รู้ว่าอาการท้องผูกที่เริ่มจะรุนแรงขึ้นนั้นเป็นผลมาจากยาพิษที่ถูกป้อนให้ก่อนหน้าหรือไม่ จึงโวยวายเพียงถ้อยคำแต่สองเท้ากลับเลือกที่จะเดินตรงไปยังเสือลายไม้อีกตัวที่เสวี่ยหมิงยังไม่ได้ชำแหละ "คนชั่วช้า ทั้งกินแรงแถมยังขี้ขโมยอีก"หลิงจือบ่นพึมพำเบา ๆ กับตัวเองพลางลงมือฉีกกระชากระบายอารมณ์ใส่ซากของเสือลายไม้ด้วยใบหน้าบูดบึ้ง
"ข้าช่วยชีวิตเจ้า ดังนั้นตอนนี้เจ้าก็ควรจะชดใช้คืนนั่นก็ถูกต้องแล้ว"
หลิงจือหันขวับมาทางเสวี่ยหมิง "พูดมาได้หน้าไม่อาย เจ้าช่วยข้าเพื่อแลกกับสิ่งของที่เจ้าต้องการต่างหาก"
เสวี่ยหมิงไม่ได้แสดงสีหน้าหรืออาการสะทกสะท้านแม้แต่น้อย "นั่นมันเป็นสิทธิ์ของข้าที่ควรจะได้ ดูจากระดับพลังและความสามารถของเจ้าที่ข้าสัมผัสได้ ข้าว่าขนหางหงส์อัคคีเต็มวัยห้าเส้นนั้นยังน้อยไปด้วยซ้ำ ดังนั้นระหว่างทางที่นำตัวเจ้าไปก็ถือซะว่าการทำหน้าที่คุ้มครองข้ารวมถึง..."เสวี่ยหมิงชี้นิ้ววน ๆ ลงไปที่ซากของเสือลายไม้ที่ไม่หลงเหลือวัตถุดิบมีค่าอยู่อีก "ก็คิดซะว่าเป็นดอกเบี้ยละกัน" แม้ปากเอ่ยจะดูเย็นชาไร้เยื่อใย แต่แท้จริงตั้งแต่ย่างก้าวเข้ามาในเขตใจกลางของป่าใหญ่แห่งนี้ เสวี่ยหมิงก็รับรู้ได้ถึงพลังลมปราณที่แข็งแกร่งและแปรปรวน ทำให้เสวี่ยหมิงจำต้องรักษาจิตสมาธิเพื่อตรวจสอบและป้องกันอยู่ตลอดเวลา อีกทั้งหลิงจือเองก็ไม่ใช่เพื่อนร่วมทางที่อ่อนแอดังนั้นเสวี่ยหมิงที่ประเมินแล้วว่าเพียงแค่เสือลายไม้สองตัว สำหรับนางแล้วคงรับมือได้ไม่ยากนัก
"เอาเปรียบผู้คนจนเกินไป เจ้าไม่กลัวข้าจะฉีกหน้าลงมือกับเจ้ารึไงกัน" แม้หลิงจือจะรับรู้ว่าเสวี่ยหมิงในตอนนี้มีระดับพลังไม่ต่ำเตี้ยกว่าตัวเองเฉกเช่นเมื่อคราที่นางชมการประลองระหว่างเสวี่ยหมิงกับฉีปิงในสำนักมังกรเทวะ แต่เพราะภาพทักษะวิชาอันอ่อนด้อยของเสวี่ยหมิงยังคงติดอยู่ในความทรงจำ ทำให้หลิงจือยังคงประเมินว่าเสวี่ยหมิงยังน่าจะอ่อนแอกว่าตัวเองอยู่อีกครึ่งก้าว
"เจ้าเริ่มจะท้องผูก และมีปัญหาอึดอัดในท้องบ้างแล้วใช่มั้ยละ"
"เจ้า..."หลิงจือลุกขึ้นยืนหลังจากรื้อค้นซากของเสือลายไม้จนพอใจ ก่อนจะขยี้เท้าลงบนหนังที่ฉีกขาดของอสูรร้ายเป็นการระบายความหงุดหงิดที่เกิดขึ้น "ข้า...ข้าเกลียดเจ้า"
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า" เสวี่ยหมิงหัวเราะร่าก่อนจะแบมือผายยื่นออกไปที่เบื้องหน้า เป็นการบ่งบอกว่าให้หลิงจือเดินนำหน้าต่อไป
...เด็กสาวผู้นี้หน้าตางดงามไร้เดียงสาแต่ความคิดไร้เดียงสายิ่งกว่าหน้าตาของนางเสียอีก โดนยาพิษกำมะลอของเราหลอกเสียสนิทใจ อย่างว่าเด็กสาวผู้นี้คงไม่รู้ว่าหากกินแต่เนื้อของสัตว์อสูรย่างรีดมันออกโดยที่ไม่กินพืชผักเข้าไป แถมยังไม่นิยมดื่มน้ำอีก ท้องจะผูกก็ไม่แปลก ฮ่า ฮ่า ฮ่า
"อ้าวยังไม่รีบเดินนำไปอีก จะรอให้พระอาทิตย์ตกดินก่อนรึไงกัน" เสวี่ยหมิงกระแทกคำด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริง
"อึ๊ยยยย" หลิงจือชักเท้าที่ขยี้หนังเสือขึ้น ก่อนจะสะบัดหน้านำทางเสวี่ยหมิงที่แผ่พุ่งพลังจิตวิญญาณออกเฝ้าระวังอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกฝีก้าว
"เจ้าหยุดเท้าทำไมกัน" เสวี่ยหมิงเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นหลิงจือหยุดเดินคืบหน้า
"เจ้าโง่ดูนั่น" หลิงจือชี้นิ้วไปยังสัญลักษณ์รูปหงส์อัคคีที่ติดเตือนเอาไว้บนต้นไม้ใหญ่ที่เบื้องหน้านับสิบต้น "นี่คือปราการด่านสุดท้ายก่อนที่พวกเราจะหลุดออกจากป่าแห่งนี้ สู่เขตด้านหน้าของสำนักหงส์อัคคี"
"ก็ดีแล้วนี่ ทำไมยังไม่เร่งเดินทางเสียละ"
"ใกล้มืดแล้ว"
"ใกล้มืด...เดินทางมาด้วยกันตั้งหลายวัน ข้าไม่เห็นว่าเจ้าจะเกรงกลัวอสูรร้ายแม้ยามมืดค่ำ"เสวี่ยหมิงเอ่ยขึ้นด้วยความสงสัย
"นั่นมันอสูรทั่วไป แต่หากเราเข้าไปยังอาณาเขตเบื้องหน้าก็มีความเสี่ยงที่จะได้เผชิญหน้ากับจิ้งเหลนลาวา สัตว์อสูรธาตุไฟที่มีระดับพลังแรกธรรมชาติขั้นต้นตั้งแต่กำเนิด แต่ตัวเต็มวัยของมันอาจมีระดับสูงได้ถึงพลังลมปราณเชื่อมฟ้าดินขั้นต้น และที่ข้ารู้เพราะการต่อสู้กับจิ้งเหลนลาวาระดับเชื่อมฟ้าดินในป่าแห่งนี้ คือหนึ่งในเงื่อนไขของการทดสอบเพื่อขึ้นเป็นผู้อาวุโสของสำนักหงส์อัคคี"
"อสูรธาตุไฟ ระดับเชื่อมฟ้าดิน" เสวี่ยหมิงพอจะเข้าใจแล้วว่าสิ่งมีชีวิตที่ตัวเองรับรู้ถึงอันตรายก่อนหน้าก็คือตัวหัวหน้าของจิ้งเหลนลาวานั่นเอง และที่มันยังไม่ลงมือโจมตีคงเพราะมันไม่สามารถออกมานอกเขตแดนที่สำนักหงส์อัคคีกางกั้นเอาไว้ได้ และมันคงจะรอจนกระทั่งเสวี่ยหมิงและหลิงจือเดินทางเข้าสู่อาณาเขตของตัวมันเสียก่อน "ก็ดี...งั้นคืนนี้ก็พักแรมกันที่ด้านหน้านี่ละ แล้วพรุ่งนี้ค่อยตะลุยฝ่าออกไปทีเดียว"
"อืม"
เมื่อท้องฟ้ามืดค่ำเสวี่ยหมิงซึ่งรับหน้าที่เป็นพ่อครัวตลอดมาก็ลงมือปิ้งย่างเนื้อเสือลายไม้ชุดใหญ่ให้หลิงจือทานจนอิ่มแปล้ ก่อนจะกำชับให้เด็กสาวพักผ่อนฟื้นคืนพลังให้เต็มที่เพราะวันรุ่งขึ้น เสวี่ยหมิงยังต้องอาศัยฝีมือของนางช่วยคุ้มกันตัวเอง
หลิงจือที่ได้ยินคำกล่าวก็ชักสีหน้าด้วยความไม่พอใจ ก่อนจะรับคำแบบขอไปที ก่อนจะย้ำกับเสวี่ยหมิงว่า...เจ้าก็อย่าได้ทำตัวให้เป็นภาระมากนักก็แล้วกัน...เพื่อเป็นการเหน็บแนมกลับคืน
เสวี่ยหมิงที่ได้ฟังคำก็หาได้มีความรู้สึกใด ๆ เพียงขอตัวแยกย้ายไปนอนพักผ่อน ก่อนจะอ้างว่าเพื่อเหตุฉุกเฉินยามหนีความไวของตนเองจะได้ไม่ตกลงไป เพราะหากถูกจับได้อาจจะถูกเจ้าจิ้งเหลนลาวาจับแก้ผ้าฝังเอาไว้ในดินก็ได้...ไม่ทันเอ่ยจบเสวี่ยหมิงก็ต้องทะยานหลบไปหาที่นอนเสียก่อนเพราะมีกระดูกเสือชิ้นโตถูกปาไล่หลังมา