นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

ตอนที่ 363 แผนสอง

        ตอนที่ 363 แผนสอง

         

         

        “ขอบคุณอีกครั้งนะครับคุณเรนเดล” โฟเรลที่จัดการเรื่องหนักอกของตนไปได้ดูจะผ่อนคลายกว่าเดิมไม่น้อย แม้แต่ใบหน้านิ่งเฉยของเขาตอนนี้ยังแฝงด้วยความสุขที่แสดงออกผ่านสีเทาขาวในดวงตาที่เริ่มเติมเต็มด้วยสีเหลือง

         

        ‘คุณโฟเรลจริง ๆ ไม่ต้องช่วยเหลือต่อก็ได้นะคะ แค่มาถึงนี่ก็มากพอสำหรับเห็ดก่อรูปทรายแล้วจริง ๆ’ เรนเดลลองกล่าวย้ำอีกครั้ง ใช้ความพยายามอีกครั้งหนึ่งที่จะไล่โฟเรลออกไป

         

        ไม่ใช่ว่าโฟเรลไม่มีประโยชน์ แต่เพราะก่อนหน้านี้เขาได้รับการติดต่อมาจากไพลินว่ามนตรานั้นยินดีช่วยเหลือ จากประสบการณ์ตรงของนิทาน ไอ้หมอนั่นต้องตามหาวิหารจนเจอในเวลาไม่นานอย่างไม่ต้องสงสัย

         

        “ผมมีศักดิ์ศรีในฐานะนักผจญภัยที่จะไม่ทิ้งงานครับ” โฟเรลส่ายหน้า เขาเองก็เป็นคนหัวดื้อคนหนึ่ง หากไม่ใช่คนประเภทนี้ย่อมไม่มีทางไปได้ไกลในเส้นทางนักผจญภัย

         

        นิทานพยายามแสดงสีหน้าตื้นตันปนขอบคุณทั้งที่ในใจลอบถอนหายใจ ได้แต่ปลอบใจตนเองว่าทนอีกเพียงไม่นาน ถ้าได้รับศิลาแม่เหล็กบรรพกาลมาเร็วขึ้นสักวันก็คุ้มค่ากับความเหนื่อยล้าแล้ว

         

        ระหว่างนี้ไพลินคงจะให้มนตราช่วยอยู่ ทางฉันเองก็คงจะเอื่อยเฉื่อยไม่ได้ล่ะนะ

         

        ‘หลังจากนี้ก็รบกวนคุณโฟเรลด้วยนะคะ’ เรนเดลยิ้มบางพร้อมกับก้มหัวน้อย ๆ หากเป็นตัวนิทานเองคงจะเลือกไปนั่งที่ร้านเหล้าแล้วจับตาดูนักผจญภัยที่ทำเรื่องชั่ว ๆ หลังจากนั้นค่อยจับตัวพวกนั้นไปแล้วเค้นข้อมูลหรือไม่ก็ตามตัวไปถึงพวกหัวหน้า

         

        โฟเรลพยักหน้ารับพร้อมนัยน์ตามุ่งมั่น หลังจากที่เรนเดลให้เห็ดก่อรูปทรายเขามาความไว้วางใจในตัวเธอของเขาก็เพิ่มขึ้นมาก ในตอนนี้เขาไม่เพียงคิดว่าจะทำงานให้เสร็จ ๆ ไปอีกแล้ว แต่ตั้งใจจะช่วยเธออย่างจริงจัง

         

        แล้วไอ้หมอนี่จะทำยังไงนะ ถึงจะเป็นนักผจญภัยแต่ดูจากชื่อเสียงแล้วคงไม่น่าทำอะไรเสี่ยง ๆ บางทีคงจะสืบจากพวกคนรู้จักล่ะมั้ง? อย่างอาจารย์หอสมุดอะไรนั่น?

         

        “ผมพอจะมีความคิดอยู่ครับ ในหมู่พวกนักผจญภัยมักมีพวกที่ทำผิดกฎหมายอยู่ แต่เพราะไม่มีหลักฐานเลยทำอะไรไม่ได้ ส่วนใหญ่พวกนี้มักมีหัวหน้าอยู่แล้ว” โฟเรลเสนอขึ้น

         

        ? เรนเดลเอียงคอน้อย ๆ

         

        "แบบเดียวกันกับพวกโจรสลัดที่ลักลอบทำผิดพันธสัญญาแล้วให้หัวหน้ากลบข่าวเพื่อหลบธงจรจัดนั่นแหละครับ" 

         

        "เราไปตามหาพวกนี้สักคน จับมาสอบปากคำ ถ้ามันไม่รู้ก็ให้พาไปหาหัวหน้า พวกหัวหน้ามักจะมีแหล่งข่าวอยู่แล้ว ยังไงไม่นานก็น่าจะได้ข้อมูลแล้วล่ะครับ" โฟเรลพูดอย่างมุ่งมั่น

         

        “..” วินาทีนั้นเรนเดลเผยอปากขึ้นเตรียมส่งเสียง ห้ะ? ไปอย่างงุนงง โชคยังดีที่เธอยังตั้งสติได้ทัน จึงเพียงเผยอปากทำสีหน้าตื่นตกใจเพื่อกลบเกลื่อน

         

        โฟเรลกลับมีความคิดอ่านเหมือนเขาทุกประการ ภาพของเพชฌฆาตผู้พูดมากฉายทับลงบนโฟเรลผู้พูดน้อยโดยอัตโนมัติ ความหุนหันพลันแล่นและความมั่นใจเต็มเปี่ยมเช่นนี้ช่างคล้ายกันจนน่าเหลือเชื่อ

         

        พวกอัจฉริยะมันสมองกล้ามแบบนี้กันหมดเลยรึเปล่าเนี่ย เรนเดลถอนหายใจยาวในใจ ภายนอกส่ายหน้ารัว ๆ ทำท่าทางปฏิเสธ

         

        “ไม่ต้องห่วงไปครับ พวกนั้นอย่างมากก็แค่นักสลักเอก พวกหัวหน้าก็คงนักสลักโท ผมกับคุณเรนเดลรับมือสบายมาก” โฟเรลพูดอย่างมั่นใจเพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจ เขาหลงเข้าใจไปว่าท่าทางปฏิเสธของเธอมาจากความกลัว

         

        แถมไอ้หมอนี่ยังจะให้นักบวชหญิงตัวเล็ก ๆ ไปช่วยบุกถล่มด้วยอีก หนังตาของเรนเดลกระตุกยิก ๆ เธอรีบส่ายหน้าปฏิเสธต่อทันที

         

        ‘การใช้ความรุนแรงไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องนะคะ องค์เดรฟัสท่านต้องไม่ยินดีแน่นอนค่ะ!’ เรนเดลปั้นท่าทางปฏิเสธแม้ภายในใจจะเห็นด้วยกับวิธีของโฟเรลอยู่เต็มอก

         

        “พวกนั้นเป็นคนไม่ดีนะครับ จริงอยู่ที่ผมกับคุณมิใช่ผู้ที่สมควรตัดสิน เพราะงั้นเรามาช่วยกันส่งพวกนั้นไปให้ทีรานตัดสินกันเถอะครับ” โฟเรลเอียงคอตอบ พูดอย่างหน้าตาเฉยราวกับเป็นเรื่องธรรมดา

         

        เท่แฮะ เหตุผลใช้ได้

         

        ‘ไม่ได้นะคะ! บางคนอาจเพียงแค่ผิดพลาดในอดีตเท่านั้น ในอนาคตเขาอาจกลับตัวและชดใช้ให้แก่โลกก็ได้นะคะ!’

         

        “ถ้าปล่อยไว้พวกเขาจะยิ่งทำชั่วมากกว่าเดิมรึเปล่าครับ ถ้ากำจัดได้ก็ต้องดีกว่าอยู่แล้ว จะได้ไม่ต้องมีผู้คนที่สูญเสียเพราะพวกนั้นอีก” โฟเรลเลิกคิ้วขึ้นน้อย ๆ เขาไม่เคยศึกษามันตราจริงจังจึงไม่เคยทราบว่าศาสนาปฐมมันตรานั้นไม่เห็นด้วยเรื่องการสังหารถึงเพียงนี้

         

        พูดอีกก็ถูกอีก ไอ้หมอนี่น่าสนิทด้วยแฮะ

         

        ‘ยังไงก็ไม่ได้ค่ะ! โชคชะตาของใครคนนั้นย่อมต้องเขียนเอง การที่เราไปขีดเขียนชะตาคนอื่นก็เท่ากับเราล่วงล้ำเขตแดนของชะตาแล้วค่ะ!’

         

        “แต่ไม่ใช่ว่าก่อนหน้านี้คุณก็เข้าช่วยเหลือคนอื่นหรอกเหรอครับ ในสถานการณ์แบบนั้นคุณก็จะไม่สังหารเหรอ?” โฟเรลถามอย่างมึนงง ในความเห็นของเขา เขาพอจะเข้าใจได้ที่นักบวชสมควรมีเมตตามากกว่าคนทั่วไป แต่กับเรนเดลที่แข็งแกร่งถึงเพียงนั้นการมีจิตใจไร้เดียงสาเพียงนี้เป็นเรื่องแปลก

         

        จริง ตอนนั้นกะฆ่าเรียบเลย

         

        ‘การช่วยคนตรงหน้าโดยไร้การสูญเสียนั้นเป็นไปไม่ได้ค่ะ ฉันเพียงช่วยในสิ่งที่ฉันเห็น แต่จะไม่แส่เอาตัวเองเข้าไปในชะตาชีวิตของคนอื่น’ เรนเดลส่ายหน้าอย่างจริงจัง คำพูดของเรนเดลไม่ได้มีช่องโหว่ในด้านของตรรกะ หากเธอพบเห็นเธอก็ยินดีจะช่วย แต่เธอย่อมไม่สละทั้งชีวิตเพื่อช่วยคนทุกคนที่เธอได้ยินข่าวมา

         

        'แต่ส่วนหนึ่งฉันเองก็เห็นด้วยกับคุณโฟเรลนะคะ ถ้าคนคนนั้นชั่วช้าสามานย์ฉันเองก็ยินดีจะเป็นผู้ตัดสินแทนองค์เทวะ แต่ในตอนนี้ที่ยังมีตัวเลือกอื่นเราหลีกเลี่ยงกันเถอะค่ะ' 

         

        คำพูดส่งท้ายของเรนเดลทำให้โฟเรลเข้าใจความคิดของอีกฝ่ายในที่สุด เรนเดลมิได้ปฏิเสธการสังหารถึงเพียงนั้น หากหลีกเลี่ยงได้ก็ยินดีจะเลี่ยง แต่หากอีกฝ่ายนั้นล้ำเส้นในใจของเธอ เธอก็ยินดีเลือกเส้นทางแห่งการเข่นฆ่า

         

        “ถ้าคุณเรนเดลยืนยันแบบนั้น…. ก็ได้ครับ ผมจะหาวิธีอื่น” ท่าทางจริงจังของเธอทำให้โฟเรลยอมถอดใจ หากเป็นก่อนหน้านี้เขาคงจะรำคาญเป็นอย่างยิ่ง แต่ในเมื่อเธอยินดีช่วยเหลือเขาก่อนเขาก็จะตอบแทน

         

        เขาไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยแนวคิดของเธอ เขาเป็นนักผจญภัยที่โตมากับการเอาตัวรอดและกลิ่นคาวเลือด แต่การไม่เห็นด้วยก็ไม่ได้หมายความว่าเขาและเธอจะอยู่ร่วมกันไม่ได้ และในกรณีนี้ การที่ตัวโฟเรลเป็นฝ่ายยอมให้ก่อนจะทำให้เรื่องง่ายที่สุด

         

        ภายนอกของนิทานเผยท่าทีระมัดระวังโฟเรลมากขึ้นกว่าเดิม ส่วนภายในใจเขาคือความอ่อนล้าอย่างหนัก การที่ต้องพยายามปั้นเรื่องและเหตุผลให้เข้ากับตัวตนที่มีแนวคิดต่างกับเขาอย่างสิ้นเชิงนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายแม้แต่น้อย

         

        ตัวเขาเองมีนิสัยขี้บ่นและชอบค่อนแคะในใจอยู่แล้ว เมื่อเอามารวมกันจึงเหมือนกับเขาต้องแบ่งสมองทำสองอย่างไปพร้อมกัน การตอบและการประชดในใจนั้นทำให้จิตของเขาอ่อนล้ากว่าปกติ

         

        “ฟืด!”

        เก่งนะเนี่ย!

         

        คีตาหัวเราะขำกับความสองหน้าของนิทาน มันได้ยินทั้งเสียงในใจของนิทานและคำพูดที่เรนเดลแสดงผ่านกระดาษแปรสภาพไปพร้อมกันตลอดเวลามันจึงพยายามทำตัวให้สงบที่สุดเพื่อกลั้นหัวเราะ

         

        โฟเรลนิ่งคิดอยู่พักหนึ่งก่อนที่จะเสนออีกแนวทางหนึ่ง

         

        “ถ้างั้นนายหน้าข่าวล่ะครับ?”

         

        ‘นายหน้าข่าวเหรอคะ’ เรนเดลถามกลับทั้ง ๆ ที่ตนรู้อยู่แล้วว่านายหน้าข่าวคืออะไร

         

        “ครับ พวกคนที่ทำงานสีเทา อาจมีหน้าฉากเป็นนักผจญภัย พ่อค้าแม่ค้า หรือแม้แต่ชาวเมืองทั่ว ๆ ไป แต่หลังฉากคือพวกเขาทำหน้าที่ขายข่าวสารครับ” โฟเรลอธิบาย

         

        “ที่ผมบอกว่าสีเทา ๆ หมายถึงวิธีในการได้ข่าวมาและเนื้อหาของข่าวนะครับ ตัวตนของพวกเขาเองไม่ได้ผิดกฎหมายอะไร เพราะงั้นไม่ขัดกับมันตราข้อไหนแน่นอนครับ” โฟเรลรีบเสริมเนื้อหาอย่างว่องไวเมื่อเรนเดลเปลี่ยนสีหน้าตอนเขาพูดว่า ‘ทำงานสีเทา’

         

        เขาไม่อยากไปนั่งคิดวิธีใหม่อีกแล้ว จึงพยายามกล่าวความจริงแบบไม่หมดออกไปแทนการโกหก นายหน้าข่าวอาจไม่ผิดกฎหมายก็จริง แต่ก็ไม่ได้ถูกกฎหมายและมีการคุ้มครองดังเช่นอาชีพอื่น ๆ เช่นกัน

         

        ยิ่งนายหน้าข่าวบางคนที่มีสายข่าวของตนเองกว้างขวางเป็นพิเศษโฟเรลแทบจะเอาหัวเป็นประกันได้เลยว่านายหน้าข่าวคนนั้นต้องทำผิดกฎหมายสักยี่สิบสามสิบเรื่อง เพียงแต่ความผิดเหล่านั้นจะไม่ตกลงไปที่พวกเขาก็เท่านั้น

         

        แน่นอนว่าข้อมูลส่วนนี้เรนเดลไม่จำเป็นต้องรับรู้ ในการหาข้อมูลเช่นนี้นายหน้าข่าวสมควรเหมาะสมที่สุดแล้ว ถ้าพวกเขาจะไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับวิหารที่บรรจุแท่นแม่เหล็กบรรพกาล ก็ยังสามารถจ้างวานให้พวกเขาหาคนที่รู้ได้

         

        “ในเรื่องการข่าว นอกจากแกนกลางของขุมกำลังหลักแล้วก็ไม่มีใครเหนือกว่านายหน้าข่าวประจำพื้นที่แล้วล่ะครับ ผมรู้จักนายหน้าข่าวรายใหญ่ของนครโอคานอสจากการทำภารกิจครั้งก่อน เขาน่าจะมีข้อมูลอยู่บ้าง” โฟเรลพูดรัวเร็ว เสริมข้อมูลเข้าไปรัว ๆ เพื่อให้อีกฝ่ายลืม ๆ เกี่ยวกับส่วนที่เขาปิดบังไปเสีย

         

        เรนเดลทำสีหน้าลำบากใจเล็กน้อยราวกับไม่ต้องการจะพึ่งพาบุคคลเช่นนั้น หลังจากสีหน้านั้นตึงจนถึงที่สุดก็คลายออกพร้อมกับลมหายใจ เธอพยักหน้ารับอย่างจำยอมราวกับไร้ซึ่งทางเลือกอื่นแล้วจริง ๆ

         

        เซเรนเซ่ที่อยู่ด้านหลังลอบกลอกตาเป็นวง ท่าทีของนิทานมองจากภายนอกแล้วเหมือนกับนักบวชที่พยายามสู้กับมารในใจจนท้ายที่สุดก็ยอมแพ้อย่างเสียไม่ได้อย่างไร้ที่ติ ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วตัวนิทานเองตอบตกลงตั้งแต่คำว่านายหน้าข่าวแล้ว

         

        ‘ถ้าไม่ได้ผิดกฎหมายอะไร…ก็ได้ค่ะ’ เรนเดลพยักหน้ารับในที่สุด มือของโฟเรลที่ซ่อนอยู่ในเสื้อคลุมกำหมัดแน่นอย่างดีใจ ในที่สุดพวกเขาก็จะได้ไปต่อเสียที

         

        “คุณเรนเดลซื้อเสบียงติดไว้ด้วยนะครับ อาหารของนครโอคานอสจะรสค่อนข้างจืดและเค็ม อาจจะไม่ถูกปากชาวไฟกัลป์นัก ครั้งนี้เราต้องไปถึงขอบนครอีกฟากเลย” โฟเรลเริ่มการนำทางโดยไม่รีรอ ระหว่างทางเขาหันไปกล่าวเตือนอีกเล็กน้อย

         

        ‘นายหน้าข่าวคนนี้อยู่ที่ไหนเหรอคะ’ เรนเดลถามขึ้นเมื่อได้ยินว่าต้องไปยังอีกฟากของนคร ตอนนี้พวกเขาก็อยู่ใกล้ใจกลางนครมากแล้ว หากจะต้องไปอีกฟากก็จะเข้าสู่เขตแดนที่นิทานเพียงได้มองผ่าน ๆ จากบนเรือเท่านั้น

         

        “สถานที่ที่งดงามที่สุดเป็นอันดับที่ 4 ของมหาทวีป พื้นที่ที่นักท่องเที่ยวมากมายต่างแวะไปยามมาเยี่ยมเยียนนครโอคานอส เขตทุ่งปะการังครับ” โฟเรลตอบ