เรย์ค่อย ๆลืมตาขึ้นจากความมืดสลัวของห้องแกรนด์สูทดวงตาสีน้ำตาลเข้มของเขาสอดส่องไปรอบห้องที่ยังคงมีกลิ่นอายของบทรักที่เพิ่งจบลงเงียบสงบเสียจนได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเอง มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศเบา ๆและเสียงคลื่นจากทะเลเบื้องนอกที่สลับไปมาเล็ดลอดเข้ามาในห้องผ่านทางระเบียง เขาขยับตัวขึ้นจากเตียงนุ่มขนาดคิงไซส์ที่ยังคงมีร่องรอยของบทรักอยู่มุมเตียงยับย่น ผ้าปูเตียงยับยู่ยี่ไปทั่ว และผ้าห่มกองลงที่ปลายเตียงบนหมอนที่เขาหนุนนอน ยังคงมีกลิ่นหอมจาง ๆ ของน้ำหอมที่เธอใช้ เบียทริกซ์หญิงสาวที่เขาเพิ่งได้ร่วมรักกับเธอไปในหลาย ๆ จุดของห้องนี้ รอยจาง ๆจากการเคลื่อนไหวของพวกเขายังคงหลงเหลืออยู่ทุกมุมเหมือนเศษเสี้ยวความทรงจำที่เพิ่งผ่านไป
เขาเหลือบไปมองตรงปลายเตียงเห็นกางเกงในลูกไม้สีม่วงเข้มของเบียทริกซ์ที่ถูกวางทิ้งไว้บนผืนผ้าบางเบานั้นมีคราบของเขาเปื้อนอยู่เป็นหลักฐานชัดเจนว่าเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นนี้ไม่ใช่ความฝัน
เขาลุกขึ้นจากเตียงร่างกายแข็งแรงของเขารู้สึกได้ถึงความกระปรี้กระเปร่า แม้แต่ลมหายใจก็ยังรู้สึกถึงไอร้อนทว่า กลิ่นกายของเบียทริกซ์ยังคงอบอวลอยู่รอบตัว กลิ่นหอมอ่อน ๆของเธอแทรกซึมเข้ามาในทุกความรู้สึก ปลุกเร้าความปรารถนาที่เพิ่งได้รับการตอบสนองแต่กลับยังไม่คลายหายไปเสียที
เรย์เดินไปที่โซฟาในห้องนั่งเล่นตรงที่พวกเขาเริ่มต้นบทรักกันครั้งแรกหลังจากเดินเข้าห้องเสียงเตียงที่เคลื่อนไหวไปพร้อมกับร่างกายของทั้งคู่ยังคงดังก้องอยู่ในความทรงจำผิวของโซฟาหนังยังคงอุ่นจากการสัมผัสของเรือนร่างที่เร่าร้อนกระจกบานใหญ่ที่ติดตั้งเป็นผนังส่วนหนึ่งสะท้อนเงาของเขากลับมาเขามองภาพสะท้อนของตนเอง พลางยิ้มแผ่ว ๆ ความทรงจำยังก้องอยู่ในหัวไม่เพียงแต่บนโซฟาเท่านั้น แต่มุมระเบียงด้านนอกซึ่งเขากับเบียทริกซ์มีอะไรกันอย่างตื่นเต้น ก็ยังหลงเหลือความรู้สึกนั้นอยู่เสียงลมหายใจของเธอ เสียงครางเบา ๆ ของเขา ทั้งหมดนี้ยังชัดเจนในหัว
ทุกการเคลื่อนไหวของเธอนั้นช่างมั่นคงและเชี่ยวชาญเธอเป็นสาวใหญ่ที่มากด้วยประสบการณ์และเขายังคงรู้สึกถึงสัมผัสของเธอที่ยังติดอยู่บนผิวกายไม่ว่าจะเป็นในห้องนั่งเล่น บนเตียง หรือในห้องน้ำ ทุกครั้งที่เธอแตะต้องเขามันเหมือนกับว่าร่างกายได้รับการปลดปล่อยจากความรู้สึกที่อัดอั้นมานาน
และมันเป็นคืนแห่งการค้นพบอันยิ่งใหญ่เกี่ยวกับวิชากำลังภายในของเขา
ในยามปกติผู้ฝึกจะสำเร็จเคล็ดวิชาลมปราณจักรพรรดิเจ็ดภพขั้นที่หนึ่งได้นั้นอาจต้องใช้เวลาหลักสิบปีหากไม่เกิดธาตุไฟเข้าแทรกหรือชีพจรในร่างเสียหายจนไม่อาจฝึกวิชาใดๆ ได้อีกไปเสียก่อน
แต่บัดนี้ตัวเขากลับพบทางลัดได้โดยบังเอิญ
พอนึกย้อนไปถึงฉากที่กำลังร่วมรักกับเบียทริกซ์อยู่นั้นเขาดันเผลอโคจรกุณฑาลินีอย่างไม่ตั้งใจ โดยยามฝึกเขาจะตั้งสมาธิควบคุมกุลฑารินีเอาไว้เมื่อมันตื่นขึ้นแต่ในสถานการณ์ที่เขาไม่ได้ตั้งใจควบคุมนั้น ร่างกายกลับมีปฏิกิริยาตอบสนองโดยอัตโนมัติ จึงเผลอโคจรลมปราณดันกุลฑาลินีขึ้นด้วยความเคยชินขณะแก่นกายแทรกอยู่ภายในร่องลึกของหญิงสาว ในขั้นตอนสุดท้ายกว่าเขาจะรู้สึกตัวได้บังเอิญถ่ายเทกระแสลมปราณส่วนเกินเข้าสู่จุดตานเถียนล่างหรือจักระที่สองของเบียทริกซ์ด้วยความกังวลที่เธอจะเป็นอันตรายจึงควบคุมกระแสลมปราณให้หมุนวนไหลเวียนผ่านตานเถียนล่างของเธออย่างแผ่วเบาก่อนจะดึงกลับเข้าสู่จักระที่หนึ่งของตัวเขาผ่านการเชื่อมต่อร่างกายอันแนบสนิท
ทว่านั่น...เรย์กลับพบว่าตนเองไม่รู้สึกถึงความร้อนในร่างกาย เหมือนในระหว่างฝึกตลอดหลายวันที่ผ่านมาประหลาดใจมากกว่ามันไม่เกิดเหตุการณ์ธาตุไฟเข้าแทรก เส้นชีพจรต่าง ๆของพวกเขาทั้งคู่ไม่เกิดความเสียหาย แม้เพียงเล็กน้อยก็ไม่มี
เขามีทฤษฎีที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดที่ทำให้ร่างกายทั้งสองไม่ได้รับผลกระทบอย่างแรกคือการไหลของกระแสลมปราณในเวลานั้นเป็นไปอย่างพอดิบพอดีไม่มากและไม่น้อยจนเกินไปอย่างที่สองนั่นคือ กุลฑาริณีของหญิงสาวปรากฏขึ้นอย่างตรงเวลาการหลั่งของเธอชโลมกระแสลมปราณร้อนที่ไหลผ่านเข้าสู่กายจนอุณหภูมิเย็นลงเปรียบดั่งหยินกับหยาง ร้อนกับเย็น หลอมรวมเกื้อหนุนกัน
หลังจากนั้นเขาตัดสินใจทดสอบทฤษฎีของตัวเองอีกครั้ง ควบคุมท่วงท่า และจับจังหวะสังเกตการตื่นของกุลฑารินีภายในกายของหญิงสาวก่อนส่งผ่านกระแสลมปราณร้อนอย่างประณีตเข้าสู่กายอย่างตรงจังหวะเคลื่อนเป็นวงกลมผ่านจุดตานเถียนล่างแล้วเดินกระแสลมปราณย้อนทวนกลับสู่จักระที่หนึ่งของเขา และผลปรากฏเป็นไปดั่งที่เขาตั้งทฤษฎีไว้อุปสรรคคอขวดที่สำคัญของการฝึกได้หายไปแล้วพบว่าสิ่งที่ตัวเองคิดนั้นถูกต้อง ทำให้ต่อแต่นี้ไป เขาสามารถฝึกโคจรกุณฑาลินีได้วันละหลายครั้ง โดยไม่ต้องกังวลว่าร่างกายจะถูกธาตุไฟเข้าแทรกเร่งรุดพลังฝึกปรือได้แบบก้าวกระโดด
ทว่าขณะนี้…เบียทริกซ์ไม่อยู่ที่นี่แล้วเขามองไปรอบ ๆ ห้องอย่างครุ่นคิดถึงบางสิ่งที่ลึกซึ้งกว่าการร่วมรักนั่นคือความรู้สึกที่ยังคงรบกวนจิตใจของเขา เขายังไม่สามารถลืมคางูยะได้ผู้หญิงอีกคนที่ยืนอยู่ในความทรงจำของเขามาโดยตลอดบางทีเบียทริกซ์ก็อาจจะเป็นเพียงทางหนีจากความเจ็บปวดที่ตนเองไม่สามารถลบเลือนได้
เมื่อเรย์เปิดประตูห้องแกรนด์สูทออกมาเสียงคลื่นที่กระทบตัวเรือในยามดึกและบรรยากาศภายนอกที่เยือกเย็นเงียบสงบกำลังถูกทำลายด้วยเสียงกรีดร้องแผ่วเบาและเสียงฝีเท้าของคนหลายคนที่ดังเข้ามาใกล้เขาเงยหน้ามองไปตามทางเดินยาวตรงหน้า ซึ่งสว่างด้วยแสงไฟนีออนสลัว ๆที่สะท้อนพื้นไม้ขัดมันของเรือสำราญหรูทุกอย่างดูเหมือนจะสงบถ้าไม่ใช่เพราะภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าสายตา
ชายสามคนในเครื่องแบบของลูกเรือกะลาสียืนหันหลังอยู่ตรงมุมหนึ่งของทางเดิน พวกมันกำลังสังหารชายคนหนึ่งอย่างโหดเหี้ยมมีดคอมแบทสีดำถูกเสียบทะลุเข้าที่ชายโครงของเหยื่อจนเลือดไหลรินลงบนพื้นสีแดงสดที่ตัดกับสีน้ำเงินเข้มของชุดกะลาสี ทำให้ภาพนั้นดูน่าขนลุกยิ่งขึ้น
เรย์หยุดนิ่งเพียงชั่วครู่รู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลได้ทันที แต่จังหวะนั้นเหล่าผู้ก่อการร้ายก็หันขวับมาทางเขาพวกมันมองเห็นชายหนุ่มที่เพิ่งออกจากห้อง ทั้งสามคนยกอาวุธขึ้นพร้อมเพรียง ตาวาวโรจน์ด้วยความดุดันเสียงฝีเท้าของพวกมันดังก้องไปทั่วทางเดินยาวอย่างเร่งรีบ ชายคนแรกในเครื่องแบบกะลาสีที่ใกล้ที่สุดชักมีดคอมแบทออกจากกลางหลังเส้นใบมีดเงาวับสะท้อนแสงไฟ มันเป็นมีดที่ดูไม่ธรรมดาใบมีดคมที่ติดสนับมือเหมือนเป็นอุปกรณ์รบขั้นสูง เมื่อเรย์เพ่งมองด้วยเนตรมารเขาเห็นได้ทันทีว่าใบมีดนั้นมีพลังงานไฟฟ้าสถิตวิ่งผ่าน เปล่งประกายสีฟ้าบางเบา อุปกรณ์รบเพื่อการต่อสู้แบบนี้ไม่ใช่สิ่งที่กะลาสีทั่วไปจะพกพากัน
มีดถูกแทงเข้าใส่ใบมีดเหล็กกล้าเสริมวัสดุพิเศษนั้นมองเห็นว่ามีไฟฟ้าสถิตอยู่
เรย์เยือกเย็นมีสติสีหน้าจึงไร้คลื่นอารมณ์ใด ตอบสนองสถานการณ์ตรงหน้าอย่างสุขุมตั้งแต่แรกที่เห็นความผิดแผก เขาใช้เนตรมารตรวจสอบศัตรูตั้งแต่ก่อนหน้าที่อีกฝ่ายจะพุ่งเข้าหาแบบนี้หากเบี่ยงตัวหลบ ก็จะถูกประจุไฟฟ้าที่ถูกอัดไว้อย่างผิดปกติปล่อยกระแสสปาร์คใส่จนเป็นอัมพาตและพลังงานนั้นคงไม่ใช่แค่ระดับบาดเจ็บแต่ไม่ถึงชีวิตแต่เป็นระดับพลังงานที่เอาถึงตายเลยทีเดียวสำหรับคนธรรมดา
แทนที่จะหลบมีดแค่ฉิวเฉียดเรย์เลือกกระโดดถอยหลังไปไกล ระหว่างทางใช้สันมือซ้ายที่ปรากฏแสงจาง ๆ ฟันไปยังพื้นที่ว่างเปล่าตรงหน้าทว่าหากมองผ่านสายตาของเนตรมาร มันกลับเป็นเส้นแสงยึกยือที่พบได้ทั่วไป เปรียบเสมือนเส้นชีพจรของโลกปกติเขามองเห็นเส้นเหล่านี้เพียงแค่จาง ๆ แต่ภายหลังที่ใช้เนตรมารบ่อยขึ้นก็ทำให้เรย์เห็นเส้นเหล่านี้ปรากฏชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ เขาสร้างเขตแดนสุญตาขนาดเล็กขึ้นจากการทำลายเส้นเหล่านั้นจนเกิดรอยแยกปริแตกบนช่องว่างที่ไม่มีใครมองเห็นนอกจากเขา
มันเปรียบเสมือนรอยบาดรูรั่วเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นกับโลกดูดทุกสรรพสิ่งที่เป็นพลังงานออกไปจนเกิดเป็นพื้นที่ว่างเปล่าชั่วระยะเวลาหนึ่งจนกว่าโลกจะเห็นถึงความผิดปกติ เป็นผลให้ทุกอย่างกลับคืนสู่สถานะเดิมก่อนที่รอยรั่วจะเกิดขึ้นเพิกเฉยต่อกระบวนการดังกล่าว ปรากฏการณ์ในรูปแบบที่โลกหมุนกลับ รีเซ็ตสภาพแวดล้อมอันผิดปกติที่เรย์สร้างขึ้นเพื่อรักษาสมดุล
ประกายไฟฟ้าสปาร์คจากใบมีดแต่ไฟฟ้าที่ถูกปล่อยออกมากลับสลายไป
เมื่ออีกฝ่ายชะงักไปด้วยความงุนงงเรย์ก็พุ่งเข้าประชิดตัวอย่างฉับพลันกระแทกใส่ด้วยฝ่ามือที่เร่งออร่าใส่ถึงสิบส่วนบริเวณตำแหน่งลูกกระเดือกละทิ้งการป้องกันอย่างสิ้นเชิง เพื่อปิดเกมเร็ว
สติของชายผู้นั้นหลุดลอยไปทันที
เขาไม่มั่นใจว่าหากโจมตีใส่ชุดเกราะภายใต้ชุดกะลาสีโดยตรงพลังฝ่ามือของเขาจะถูกลดทอนอานุภาพลงด้วยผลของอุปกรณ์ป้องกันมากเพียงใดเลยจำเป็นต้องเล็งไปยังช่องว่างอันน้อยนิดที่มีอยู่
หมวกกะลาสีที่ชายคนนั้นสวมลึกลงมาบังหน้าคงเพื่อปกปิดหน้าตาตัวเอง หลุดออกด้วยแรงขณะล้มลง เผยให้เห็นใบหน้าที่อายุน่าจะราวๆ ปลายสามสิบปี
เรย์ไม่มีเวลาที่จะสังเกตชายคนนั้นโดยละเอียดเพราะศัตรูกำลังพุ่งเข้าใส่ด้วยความเร็วสูงจากทั้งซ้ายและขวามันทั้งสองต่างสวมชุดกะลาสีแบบเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องใคร่ครวญให้มากมายก็รู้ว่าเป็นพวกเดียวกัน
พวกมันสองคนจู่โจมเข้าใส่ทิ้งช่วงระยะห่างกันแค่น้อยนิดเรย์จงใจก้าวประชิดคนขวามือ ซึ่งหากยืนอยู่เฉย ๆ คงจะเป็นคนที่เข้าถึงตัวก่อน
เขาไม่ได้จู่โจมดักทาง แค่สวนผ่านกันเฉยๆ
เหมือนศัตรูเองที่กำลังเร่งความเร็วจะชักเท้าทันทีเลยไม่ได้มันเลยสะบัดมีดฟันออกข้าง แต่ก็ต้องแปลกใจที่กระแสสปาร์คทำงานเพียงชั่วครู่สั้น ๆแล้วดับไป
เรย์เบี่ยงก้าวหลบมีดที่ฟันใส่วกเข้าไปอยู่ด้านหลัง สับสันมือใส่ท้ายทอยจนอีกฝ่ายไถลลงไปนอนกับพื้นเขารีบเบนความสนใจไปยังชายที่กำลังพุ่งเข้ามาจากทางซ้ายแม้จะเห็นพรรคพวกลงไปกองกับพื้นแล้วถึงสองคน แต่กระนั้นก็ไม่ได้ลดท่าทีที่จะโจมตีลงแม้แต่น้อยแถมอัตตราเร่งของวิชาตัวเบายังเพิ่มขึ้น
แม้ความเร็วของอีกฝ่ายจะเป็นสิ่งที่พึงจับตามองแต่เทคนิคการต่อสู้นั้นดูเหมือนจะไม่ได้ขัดเกลามา เมื่อต้องสู้โดยปราศจากพลังของอุปกรณ์พิเศษคอยช่วยพอดูจากสายตาแล้วก็คือชั้นสวะแม้จะหักลบในข้อที่ว่าเอาคนอย่างอิจิกะหรือจุนเปย์มาเป็นตัวเทียบแล้วก็จริงแต่ต่อให้เทียบโดยใช้มาตรฐานทั่ว ๆ ไปก็ตาม ด้วยมุมมองแบบเป็นกลางก็ยังถือว่าชั้นเชิงด้อยกว่าอยู่ดี
ไม่ใช่ว่าฝึกฝนไม่เพียงพอแต่เพราะอีกฝ่ายพึ่งพาอุปกรณ์พิเศษมากเกินไปจนเคยชินพอไม่สามารถใช้งานได้อย่างเต็มที่เลยทำให้จิตสำนึกของร่างกายตอบสนองช้าไปครึ่งส่วน
เรย์ตั้งท่าแบสองฝ่ามือออก
ข้อมือของศัตรูที่กำลังตวัดมีดใส่ในแนวระนาบถูกดูดเข้ามาในอุ้งมือของเรย์ราวกับเสนอยื่นมือให้คว้าจับ
เรย์สลายน้ำหนักและแรงเฉื่อยของตัวเองด้วยวิชาตัวเบาใช้แขนศัตรูแทนคาน เหนี่ยวส่งตัวเองพุ่งขึ้นไปโดยสลายน้ำหนักและแรงเฉื่อยเฉพาะชั่วพริบตาสั้น ๆ นั้น
ทำให้แขนที่ยื่นออกมาของศัตรูถูกน้ำหนักที่จู่ ๆ ก็เพิ่มขึ้นมาถ่วงจนร่างถูกดึงถลำคว่ำหน้าลง
เท้าของเรย์คล่อมทับอยู่บนแขนของอีกฝ่ายเป็นท่าหลอกเหมือนจะกระโดดล็อคแขนทำอาร์มบาร์ด้วยเท้าแต่กลับเตะใส่ศีรษะจนร่างเหวี่ยงพลิกฟาดกับพื้น
ถือว่าโชคยังดีที่เขาจดจำเทคนิคการต่อสู้ระยะประชิดแบบCQC ที่เคยฝึกซ้อมจากโทชิโร่ได้บ้างเลยได้มีโอกาสนำมาประยุกต์ใช้ในสถานการณ์คับขันเช่นนี้ แต่เรย์มั่นใจได้เลยว่าสถานกาณ์จะกลับกันทันทีหากต้องเผชิญหน้ากับยอดฝีมือ โดยใช้เพียงแค่มือเปล่า
เรย์กำลังจะโจมตีซ้ำเพื่อให้ศัตรูสิ้นสติทันทีแม้จะไม่เอาให้ถึงตายแต่ก็ดูจะไม่ใส่ใจว่าจะมีอาการบาดเจ็บตกค้างหรือเปล่าแต่เท้าที่ง้างกำลังจะชู้ตหัวให้เต็มหลังเท้าแทนลูกฟุตบอลก็ไม่ได้เตะออกไป
!!
เรย์กระโดดถอยหลังพลางสร้างช่องว่างสุญตากันพื้นที่ด้านหน้าของตัวเองสลายพลังงานบางอย่างที่พุ่งเข้ามาให้หมดประสิทธิภาพไป
ที่สุดทางเดินทางทิศเหนือเขาเห็นชายฉกรรจ์ร่างสูงใหญ่ไหล่ฝึ่งผาย สูงกว่าตนเองร่วมหนึ่งศีรษะ มองเผิน ๆแล้วเหมือนร่างท้วม แต่ด้วยเหตุนี้แม้จะตัวโตจึงไม่รู้สึกว่าล่ำถึกอืดอาดหุ่นแบบที่ถ้าถูกแนะนำตัวว่าเป็นนักมวยระดับโลกก็คงจะไม่รู้สึกแปลกใจ ที่มือของเขามีพลองสั้นสีแดงมีเงี่ยงแหลมรูปร่างคล้ายตะขาบ
เพียงแค่กวาดตามองด้วยเนตรมารก็มองเห็นชัดเจนเลยว่ารูปร่างใหญ่โตนั่นสัมพันธ์กับพลังงานภายในกายของเขา ทั้งมั่นคงและนุ่มลึกเหมือนกับจุนเปย์ไม่มีผิด

อีกฝ่ายมีใบหน้าแลดูธรรมดาไม่มีพิษมีภัยทว่ากลับแผ่รังสีอันน่าเกรงขามและจ้องมองมาอย่างเฉียบขาด
‘นี่คือยอดฝีมือของฝ่ายศัตรูตัวจริง’
เพียงแค่มองดูอยู่ห่างๆ ยังรู้สึกได้นี่แหละคือสิ่งที่เขากำลังหวาดกลัวเมื่อต้องเผชิญในขณะที่ไม่มีดาบประจำกายติดตัว
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงของชายร่างยักษ์ยังคงดังก้องไปทั่วทางเดินขณะที่เรย์เตรียมพร้อมรับมือ จู่ ๆ ก็มีเสียงคล้ายรองเท้าส้นสูงดังขึ้นใกล้ ๆสาวร่างเพรียวในชุดบอดี้สูทสีดำอมเขียวน้ำเงินเข้มโผล่มายืนเคียงข้างชายร่างใหญ่ เครื่องแบบรัดรูปเน้นให้เห็นแนวเส้นร่างกายอย่างเด่นชัดเธอสะพายปืนสองกระบอกไว้ในซองหนัง โดยเหนือเอวข้างซ้ายพกปืนรีโวลเวอร์สีแดงแบบคัสตอมส่วนสะโพกขวาเป็นกลเบา SMG- KRISS VECTOR แบบติดตัว Suppressor
ใบหน้าของเธอปกปิดอยู่ภายใต้หน้ากากกันแก๊สที่ทำให้ดูน่าเกรงขามแต่ดวงตาคมกล้าที่ลอดผ่านหน้ากาก และท่าทีที่เย้ายวนอย่างเป็นธรรมชาตินั้นไม่อาจซ่อนเร้นตัวตนที่แท้จริงจากเรย์ได้เลย
“ว่าแต่นายชื่อกินจิโร่ใช่ไหม?...รบกวนช่วยยกหนุ่มน้อยคนนี้ให้ฉันจัดการเองได้หรือเปล่า?”
เสียงเธอนุ่มนวลแต่ติดจะขี้เล่นขณะที่ชายร่างใหญ่ยืนกอดอก ไม่ได้แสดงอาการต่อต้านเอียงตัวเปิดทางให้หญิงสาวเดินผ่าน
เรย์มองเธออยู่ครู่หนึ่งแม้จะสวมหน้ากากแต่แค่ท่วงท่าที่เฉียบคมและน้ำเสียงที่เขาเคยได้ยินนี้ ก็ทำให้เรย์รู้ได้ทันทีว่าเธอคือใคร
"คุณเบียทริกซ์...”
เขาพึมพำออกมาด้วยความประหลาดใจอย่างแท้จริงแต่ทว่าสีหน้าของเขากลับราบเรียบ ไม่แสดงอาการใด ๆ ในหัวเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวแม้จะยังไม่แน่ชัดว่าเบียทริกซ์มีเป้าประสงค์ใดแต่ก็ชัดเจนว่าเธอคือหนึ่งในกลุ่มผู้ก่อการร้าย เขาหลุบตาลงดวงตาฉายแววอึมครึมเบาบาง
บอกตามตรงว่าเขารู้สึกตั้งแต่พบหน้ากันครั้งแรกแล้วว่าเธอไม่ธรรมดาแต่ก็ไม่คิดว่าคำตอบที่ติดค้างอยู่ในใจมันจะออกมาในรูปแบบนี้
เบียทริกซ์พบว่าท่าทีเหมือนทะเลยามคลื่นลมสงบของเด็กหนุ่มนั้นหาใช่เกิดจากการเสแสร้งแกล้งทำแต่คือบุคลิกอันเป็นธรรมชาติที่สะท้อนออกมาจากตัวตนของเขา เบียทริกซ์ถอนหายใจเบา ๆพร้อมกับส่ายหัวเล็กน้อย หลังจากที่เฝ้าติดตามเป้าหมายอยู่หลายวันเธอเข้าหาเด็กหนุ่มอย่างมีนัยแอบแฝงในฐานะคนคุ้มกันของเป้าหมายทว่าเด็กหนุ่มกลับทำให้เธอประทับใจเกินคาด จึงคิดไว้ชีวิตอีกฝ่ายแท้ ๆ เลยเชียว
"น่าเสียดายจริง ๆ นะดาร์ลิ้งถ้าเธอแค่ยอมหลับอยู่ในห้องนั้นต่อไปดี ๆ เราคงไม่ต้องเผชิญหน้ากันแบบนี้”
เธอบ่นอย่างเสียดาย ทว่าแววตาไหวระริกเต็มไปด้วยความเย้าหยอกริมฝีปากภายใต้หน้ากากกันแก๊สยิ้มอย่างร้ายกาจ
“นั่นสินะครับ มันไม่ควรเป็นแบบนี้เลยจริง ๆ”
เรย์เอ่ยอย่างราบเรียบแต่น้ำเสียงกลับแฝงแววเย็นชาหลายส่วน ประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้เขายอมรับอะไรหลาย ๆอย่างได้อย่างรวดเร็ว ไม่เสียเวลามานั่งโอดครวญ
ในใจของมนุษย์ทุกคนต่างซุกซ่อนสัตว์ร้ายเอาไว้
แม้แต่คนที่ดูแล้วนิสัยดีก็เช่นเดียวกัน
ยิ่งฉากหน้าดูเหมือนนิสัยดีเท่าไหร่สัตว์ร้ายที่ซุกซ่อนอยู่ในใจก็ยิ่งน่ากลัวขึ้นเท่านั้น เพราะคนที่ควบคุมตนเองได้ดีในอีกแง่หนึ่งก็คือสะสมความอัดอั้นเอาไว้มาก
ตลอดชีวิตที่ผ่านมาจนถึงทุกวันนี้เขาไม่เคยรู้สึกว่าตนเองเป็นคนดีอะไรเลยจริง ๆหรืออาจพูดได้ว่าคนที่สามารถขึ้นมายืนอยู่ ณจุดสูงสุดของวงการอาชีพใดอาชีพหนึ่งได้ ไม่มีใครเป็นตัวดีเลยทั้งสิ้น
ไม่จำเป็นต้องมีถูกหรือผิดก็แค่วิถีทางต่างกันเท่านั้นเอง
ตัวเขาเมื่อก่อนเป็นเช่นไรปัจจุบันก็ยังเป็นเช่นนั้น
ความคิดอ่านได้ถูกตรรกะความเป็นเหตุเป็นผลครอบงำจนยากจะปล่อยวางได้
จนกลายเป็นเหมือนคนที่เฉยชาต่อทุกสิ่ง