หลินซีคาดคะเนว่า เพราะต้องรับมือกับชาวบ้านทั้งวัน วันนี้ครอบครัวท่านผู้นำหมู่บ้านคงจะเหน็ดเหนื่อย นางจึงไม่ได้แวะไปหาให้เป็นการรบกวน
ทำเพียงจัดการเก็บกวาดบ้านเล็กน้อย จากนั้นก็ออกไปตรวจดูสภาพเมล็ดพันธุ์ผักในแปลง แล้วจึงใช้เวลาเล่นอยู่กับเจ้าตัวน้อยทั้งสี่ เท่านี้วันหนึ่งก็ผ่านพ้นไปอย่างเรียบง่าย
ส่วนเสิ่นเฉินก็เข้าป่าไปล่าสัตว์ตามปกติ เมื่อใกล้พลบค่ำก็กลับมาพร้อมสัตว์ป่าที่ล่าได้จำนวนหนึ่ง หลินซีเห็นดังนั้นจึงตัดสินใจว่าพรุ่งนี้จะเข้าตัวอำเภอเอาของป่าเหล่านี้ไปขาย
หลังจากมื้อเย็นผ่านพ้นไป หลินซีและเสิ่นเฉินก็เริ่มหารือกันเรื่องการซ่อมแซมบ้าน
เสิ่นเฉินกล่าว “ข้าไปติดต่อคนงานมาแล้ว ตกลงกันเรียบร้อยว่าอีกหกวันพวกเขาจะมาเริ่มงาน ส่วนอีกราวสี่ห้าวัน ข้าจะเข้าตัวอำเภอไปหาจ้างลูกหาบให้ช่วยแบกกระเบื้องมุงหลังคากลับมาก่อน”
หากใช้เกวียนวัวขนส่ง กระเบื้องมุงหลังคาจะแตกเสียหายได้ง่าย จำต้องจ้างลูกหาบแบกกลับมายังหมู่บ้านเฉินหยางครั้งละเที่ยวสองเที่ยว ไม่อาจขนมาปริมาณมากได้
ซึ่งค่าจ้างลูกหาบนี้ ก็นับเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่อีกก้อนหนึ่ง
หลินซีกล่าว “ข้าเองก็คิดออกแล้วว่า ต่อไปจะลองทำกิจการอะไร พรุ่งนี้ข้าจะเข้าตัวอำเภอไปขายของป่าพร้อมเจ้า แล้วจะดูลู่ทางด้วยว่า เรื่องที่คิดพอจะเป็นไปได้หรือไม่”
ช่วงที่ซ่อมแซมบ้าน ค่าใช้จ่ายในแต่ละวันย่อมสูงมาก จำเป็นต้องเร่งหาเงินมาเพิ่มให้ได้มากที่สุด
ขณะกำลังคิดวางแผนกิจการใหม่ สายตาของหญิงสาวก็พลันเหลือบไปเห็นซากสัตว์กองโตที่วางอยู่บนพื้น หลินซีลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจเอ่ยขึ้น “เสิ่นเฉิน พวกเราควรจะซื้อเกวียนวัวไว้ใช้เองสักคันดีหรือไม่? ต้องเช่าเกวียนทุกครั้งเช่นนี้ไม่สะดวกเลย และต่อไปหากต้องใช้เกวียนวัวบ่อยครั้งขึ้น ก็คงจะเช่าจากบ้านพ่อเฒ่าหลี่ไปตลอดไม่ได้”
ยิ่งไปกว่านั้น พรุ่งนี้ครอบครัวป้าจางก็คงจะต้องการเช่าเกวียนวัวเพื่อเข้าตัวอำเภอด้วยเช่นกัน
ถึงแม้นางจะสามารถไปพูดคุยกับป้าจางเพื่อขออาศัยเดินทางร่วมกันได้ แต่ก็คงไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ทุกครั้งไป การมีเกวียนวัวเป็นของตนเองอย่างไรก็ย่อมสะดวกกว่า
เสิ่นเฉินไม่ขัดข้อง พยักหน้ารับคำ “พรุ่งนี้ตอนเข้าตัวอำเภอ ข้าจะลองมองหาคันที่เหมาะสมดู”
“แล้วพวกเด็ก ๆ เล่า…”
หลินซีมองไปยังห้องของเจ้าตัวน้อยทั้งสี่
ทว่าใช้เวลาครุ่นคิดครู่เดียวก็ตัดสินใจได้ “พวกเราพาพวกเขาเข้าตัวอำเภอไปด้วยกันเลยเถิด ช่วงนี้ครอบครัวป้าจางกำลังยุ่งมาก คงไม่เป็นการดีนักหากจะไปรบกวนให้ช่วยดูแลเด็กเล็กสี่คน อีกอย่าง ถ้าไม่นับต้าเป่า เจ้าสามเป่าที่เหลือก็แทบไม่ค่อยได้เข้าตัวอำเภอเลย ถือโอกาสพาพวกเขาไปเปิดหูเปิดตาเสียหน่อย น่าจะดีนะ”
เสิ่นเฉินมองหลินซีด้วยแววตาหลากหลายและซับซ้อน ก่อนจะขานรับในลำคอเสียงแผ่ว “อืม”
หลังจากพูดคุยตกลงเรื่องราวต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว หลินซีก็เตรียมตัวเข้านอน
ทว่าเพิ่งจะล้างมือล้างหน้าเสร็จ เสียงทุบประตูปึงปังก็ดังขึ้นจากด้านนอก ตามมาด้วยเสียงตะโกนแหลมสูงของนางหลี่ “นังหลินซี! เจ้าออกมาเดี๋ยวนี้! ออกมานะ!”
หลินซีหยุดชะงักทันที แต่เพราะเกรงว่าเสียงเอะอะจะปลุกพวกเด็ก ๆ ให้ตื่น นางจึงรีบเดินไปเปิดประตู
พอดีกับที่เสิ่นเฉินผลักประตูห้องที่ใช้นอนออกมา คิ้วกระบี่ขมวดเป็นปม ลึกเข้าไปด้านในห้อง ต้าเป่าที่ถูกเสียงดังปลุกให้ตื่น เอ่ยถามเสียงงัวเงีย “ท่านพ่อ… เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือขอรับ…”
“ไม่มีอะไร พวกเจ้านอนต่อเถอะ”
เสิ่นเฉินตอบเสียงเรียบ ก่อนปิดประตูเบา ๆ แล้วจึงเดินออกไปหน้าบ้าน
ขณะนั้นหลินซีเปิดประตูบ้านออกแล้ว ด้านนอก นางหลี่และยายเฉินต่างพาคนในครอบครัวของตนมายืนรออยู่ ทั้งหมดใบหน้าบึ้งตึง ท่าทีดูเกรี้ยวกราดพร้อมปะทะ เห็นได้ชัดว่าจงใจมาหาเรื่อง
นางหรี่ตาลงเล็กน้อย กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “โอ้ ที่แท้ก็เป็นนางหลี่กับยายเฉินนี่เอง มาหากันเสียค่ำมืดป่านนี้ คงจะมีเรื่องสำคัญยิ่งยวดที่อยากจะพูดกับข้ากระมัง?”
“เจ้ายังจะเสแสร้งอะไรอีก! อย่าคิดว่าเรื่องชั่ว ๆ ที่เจ้าทำ พวกข้าไม่รู้ไม่เห็นนะ!”
นางหลี่ตวาดอย่างฉุนเฉียว ด้านหลังนางคือหลี่เถี่ยตั้น บุตรชายของนางนั่นเอง
หลี่เถี่ยตั้นชี้หน้าหลินซี กล่าวอย่างเจ็บแค้นว่าเป็นนางที่ทำร้ายตน นางหลี่ได้ยินบุตรชายยืนยันดังนั้นก็โบกมือเป็นสัญญาณ “ดี! เช่นนั้นก็มาสะสางบัญชีแค้นเก่าแค้นใหม่พร้อมกันไปเลย!” พร้อมพุ่งเข้าใส่หญิงสาวเจ้าของบ้านทันที
ใบหน้าของหลินซีพลันมืดครึ้ม ร่างบางกำลังจะเบี่ยงตัวหลบ แต่ทันใดนั้นก็มีเงาร่างสูงใหญ่พุ่งผ่านตัวไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อเงยหน้ามองชัด ๆ ก็พบว่า เป็นเสิ่นเฉินที่มายืนขวางอยู่เบื้องหน้า เขาอยู่ใกล้นางตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบ แขนแข็งแกร่งยึดท่อนแขนอวบหนาของนางหลี่ไว้แน่น ทำให้สตรีประสงค์ร้ายขยับเข้ามาใกล้หลินซีไม่ได้แม้แต่ก้าวเดียว
สีหน้าเสิ่นเฉินเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง เอ่ยเสียงเข้ม “ยามวิกาลเช่นนี้ กล้ามาอาละวาดถึงหน้าบ้านข้า พวกท่านคงคิดว่าข้ารับมือได้ง่ายดายนักกระมัง?”
กล่าวจบ เขาก็สะบัดมืออย่างแรง นางหลี่ถูกแรงมหาศาลนั้นเหวี่ยงจนเสียหลักล้มลงไปกองกับพื้น เจ็บจนหน้ามืดตาลาย ภาพเบื้องหน้าพร่ามัวไปชั่วขณะ
“เจ้ากล้าทำร้ายข้ารึ?” นางหลี่โกรธจนตัวสั่น ชี้หน้าด่าทอ “ไอ้คนสามหาว ข้าแก่กว่าเจ้านะ ถือดีอย่างไรมาล่วงเกินผู้อาวุโสอย่างข้า!” คนในครอบครัวที่อยู่ด้านหลังรีบเข้ามาประคองนาง นางหลี่ยิ่งได้ที “คนที่เจ้าต้องตี...เป็นนังเมียชั่วหลินซีของเจ้าต่างหาก นางลงมือทำร้ายบุตรชายข้าก่อน—”
“นั่นก็เพราะคนบ้านท่านมารังแกเอ้อร์เป่า-ซานเป่าของเราก่อน!” หลินซีโต้กลับทันควัน “พวกท่านยอมให้คนบ้านตนรังแกผู้อื่นได้ แต่กลับไม่ยอมให้ผู้อื่นรังแกกลับอย่างนั้นรึ?!”
สีหน้าของเสิ่นเฉินยิ่งเย็นชาลงอีกหลายส่วน สายตาคมกริบที่ใช้มองมาน่าขนลุกราวผีสาง ครอบครัวนางหลี่บังเกิดความหวาดหวั่นในใจ อยากจะลงมือเพื่อระบายโทสะก็ไม่กล้าพอ
ยายเฉินเห็นท่าไม่ดี รีบเปลี่ยนเรื่องทันที
“ถึงจะไม่มีเรื่องบาดหมางของเด็ก ๆ เข้ามาเกี่ยว แต่พวกเจ้าก็ยังติดค้างเรื่องผักป่ากับพวกข้าอยู่ดี! หลินซี เจ้ากล้าสาบานหรือไม่ว่าที่เจ้าถอนตัวจากการขายผักป่า หาใช่ต้องการกลั่นแกล้งพวกเราชาวบ้าน?
ผักป่าที่พวกเราขนไป ขายไม่ได้สักอีแปะ!… เจ้ารู้อยู่แต่แรกแล้วว่ามันขายไม่ได้ แต่กลับจงใจพูดหลอกล่อให้พวกเราเสียแรงเสียเวลาขุดผักเส็งเคร็งนั่นไปขาย จะได้สมน้ำหน้าใช่หรือไม่?
แล้วที่เจ้าบอกว่ายินยอมยกกิจการขายผักให้ครอบครัวท่านผู้นำหมู่บ้าน ก็ล้วนเป็นหนึ่งในแผนการเลวทรามของเจ้าทั้งสิ้น! …เจ้าต้องการให้พวกเราแตกคอกับบ้านท่านผู้นำหมู่บ้าน!”
หลินซีหันไปสบตากับเสิ่นเฉินวูบหนึ่งอย่างอดไม่ได้ สมองหมุนเร็วจี๋ ก่อนจะกล่าวโต้ตอบออกไป
“ผู้ใดบอกเรื่องเหล่านี้แก่พวกท่าน? เหตุใดจึงวิเคราะห์ได้เป็นตุเป็นตะ แม้แต่ข้าเองยังไม่เคยคิดถึงขนาดนี้แต่กลับมีคนไม่หวังดีคิดไปไกลโข ช่างน่าสงสัยเสียจริง ว่าคนผู้นั้นโง่เขลาเบาปัญญา หรือเพียงเห็นข้าไม่ถูกชะตา จึงจงใจใส่ร้ายป้ายสีข้ากันแน่”
“หุบปากเน่า ๆ ของเจ้าไปซะ!” นางหลี่สาดคำด่า “พ่อหนุ่มสุ่ยเซิงนั่นกับเจ้าแทบไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรต่อกัน แล้วเขาจะมาใส่ร้ายป้ายสีเจ้าด้วยเหตุผลใด? เป็นเจ้านั่นแหละที่จงใจวางแผนให้พวกเราทุกคนเดือดร้อน นางจิ้งจอกหลินซี อย่างไรวันนี้ข้ากับเจ้าต้องได้เห็นดีกัน!”
“สุ่ยเซิง?” หลินซีขมวดคิ้ว หันไปมองบุรุษข้าง ๆ อีกครั้ง
เสิ่นเฉินอ่านความนัยในดวงตาของหญิงสาวออก จึงโน้มตัวลงเล็กน้อย กระซิบข้างหูนางแผ่วเบา “บุตรชายของพ่อเฒ่าหลี่”
หลินซียิ่งประหลาดใจ ‘บุตรชายของพ่อเฒ่าหลี่?... คนคนนั้นแทบไม่มีตัวตนในความทรงจำของหลินซีคนเก่าเลยนี่?! แล้วเหตุใดเขาต้องมาหาเรื่องนางด้วยเล่า? ยิ่งกว่านั้น บ้านนางยังหมั่นไปใช้บริการเช่าเกวียนวัวของพ่อเฒ่าหลี่ช่วยให้บ้านพวกเขามีรายได้ไม่ขาดมือด้วยไม่ใช่หรือ… แล้วจะมาคิดร้ายต่อกันด้วยเหตุใด?’
หลินซีรวบรวมสติ มองกลุ่มคนที่อยู่เบื้องหน้า แล้วเอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมา “ทุกท่านโปรดหยุดคิดสักนิดเถอะ หากข้าจงใจหลอกล่อพวกท่านและอยากสมน้ำหน้าพวกท่านจริง วันนี้ข้าก็สมควรจะเข้าเมืองไปรอชมเรื่องสนุกที่เกิดกับพวกท่านแล้วไม่ใช่หรือ? แต่เหตุใดข้าถึงอยู่ที่นี่?
แล้วอีกอย่าง พวกท่านบอกว่า เรื่องที่ข้ายกกิจการผักป่าให้ครอบครัวท่านผู้นำหมู่บ้านไป เป็นหนึ่งในแผนการกลั่นแกล้งท่านของข้า เช่นนั้นขอถามหน่อย วันนี้พวกเขายังขายผักป่าได้หรือไม่? ยังได้เงินจากภัตตาคารเค่ออวิ๋นโหลวหรือไม่? ข้าเองก็ต้องหาเช้ากินค่ำ หากเพียงอยากแกล้งคน เหตุใดข้าต้องยกกิจการที่ทำเงินได้นี้ให้ผู้อื่นไปง่าย ๆ? หรือว่า ข้าโง่เง่าถึงขนาดรังเกียจเงินทองอย่างนั้นรึ?!”
“นี่…”
นางหลี่และยายเฉินถูกย้อนถามจนถึงกับคำพูดติดคอ เถียงไม่ออก
วาจาของนางไม่ใช่คำกล่าวอ้าง ทุกอย่างเป็นจริงดังนางว่าทุกประการ
หลินซีมองท่าทีอึกอักของพวกเขา ก็พอจะเดาเรื่องราวได้ วันนี้คงไม่เพียงกลับมามือเปล่ากันทั่วหน้า แต่ยังอาจจะเสียค่าเช่าเกวียนไปมากมาย ยิ่งได้ฟังคนใส่ไฟนางเข้าก็ยิ่งมีโทสะ มาหาที่ระบายอารมณ์ถึงหน้าบ้านผู้อื่น
นางจึงกล่าวเสียงเรียบ “ข้าเตือนพวกท่านให้รู้จักประมาณตนแล้ว แต่พวกท่านไม่ยอมรับฟังเอง ผลลัพธ์เช่นนี้ก็นับว่าสมควรแล้ว! ส่วนเรื่องลูกหลานบ้านพวกท่าน ต่อไปหากยังกล้ามารังแกลูก ๆ ของข้าอีก ข้าเจอยามใดก็จะสั่งสอนยามนั้น!”
“เจ้า! เหิมเกริมไปแล้ว!” พอได้ยินคำขู่เรื่องลูกหลาน นางหลี่และยายเฉินก็ยากจะสกัดกั้นอารมณ์ได้
ทว่าทันทีที่พวกนางตั้งท่าจะพุ่งเข้าใส่ ก็ถูกสายตาเย็นเยียบดุจน้ำแข็งของเสิ่นเฉินหยุดไว้ก่อน
ว่ากล่าวตามตรง เพียงแค่เห็นรูปร่างสูงใหญ่กำยำของเสิ่นเฉิน พวกนางก็ขนลุกซู่ คอแห้งผาก ไม่สงสัยเลยแม้แต่น้อยว่าถ้าหากถูกมือใหญ่ ๆ นั่นตบสักฉาด คงได้ลงไปนอนนับดาวอยู่บนพื้นเป็นแน่
หลี่เถี่ยตั้นหน้าซีดด้วยความหวาดหวั่น ดึงแขนเสื้อมารดาเบา ๆ “ท่านแม่ พวกเรากลับกันเถอะขอรับ”
นางหลี่จ้องมองหลินซีอย่างเคียดแค้น ทิ้งท้ายไว้หนึ่งประโยค “เรื่องนี้ไม่จบง่าย ๆ แน่!” จากนั้นก็ยอมให้คนในครอบครัวลากตัวเองวิ่งหนีไปแต่โดยดี
หลินซีและเสิ่นเฉินหันไปมองครอบครัวของยายเฉิน
ตอนที่คนบ้านนางหลี่ยังอยู่ ครอบครัวยายเฉินยังพอจะอุ่นใจ เพราะมีพวกมาก แต่บัดนี้เหลือเพียงพวกเขาที่เผชิญหน้ากับสองสามีภรรยาบ้านเสิ่นตามลำพัง หนังศีรษะก็พลันรู้สึกชาหนึบขึ้นทันที
แม้ยายเฉินจะมีสันดานเป็นนักเลงหัวไม้ หน้าด้านไร้ยางอาย แต่ก็ยังมีสติรู้ความดีว่าผู้ใดพอจะหาเรื่องได้ ผู้ใดไม่ควรเข้าใกล้ ตอนนี้นางจึงไม่พูดพร่ำทำเพลง หันหลังโกยอ้าวพาพวกหนีหายไปอย่างรวดเร็ว เร็วยิ่งกว่าครอบครัวนางหลี่เสียอีก
หลินซีมองตามหลังคนเหล่านั้นไป ในใจทั้งอึดอัดทั้งปลดปลง ได้แต่พึมพำกับตนเอง “วัน ๆ ไม่คิดทำอะไร เอาแต่หาเรื่องผู้อื่น ใช้ชีวิตดี ๆ ไม่เป็นหรือ? จะดึงดันมาหาเรื่องใส่ตัวให้ลำบากไปเพื่ออะไรกัน?”
หาเรื่องหาความเดือดร้อนใส่ตัว สุดท้ายผู้ที่ไม่สบายใจก็คือพวกเขาเอง…
มองไปมองมากลับรู้สึกสมเพชระคนระอาใจแทนบรรพบุรุษของพวกเขาเสียอย่างนั้น
‘หลี่สุ่ยเซิง?’ เสิ่นเฉินนึกถึงคำของนางหลี่เมื่อครู่ จึงกล่าวขึ้น “พรุ่งนี้ตอนไปเช่าเกวียนวัว คงต้องลองเอ่ยถามพ่อเฒ่าหลี่ดู”
หลินซีพยักหน้า “ข้าดูแล้วพ่อเฒ่าหลี่ก็นับว่าเป็นคนดีทีเดียว พรุ่งนี้ตอนเอ่ยถาม อาจต้องพูดจาดี ๆ กับเขาสักหน่อย บางทีอาจเป็นเพียงเรื่องเข้าใจผิดก็ได้”
.
.
.