บทที่ 13 จางหาย
ลู่หลีจำต้องหยุดฝึกวิชา เมื่อเปิดประตูออกไปดูก็พบว่าเป็เฉินจงและฉินโซ่วเหริน
เฉินจงถือถาดซาลาเปาใบใหญ่ มองหน้าลู่หลีพลางยิ้มแก้มปริ "เ้าลิง โคลน ข้านำอาหารมาให้เ้า"
ลู่หลีเพิ่งสังเกตเห็นว่าฟ้าข้างนอกมืดลงแล้ว เขาเอ่ยขอบคุณแล้วเชิญทั้งสองเข้ามาในห้อง
"เ้าลิง ถึงจะฝึกวิชาก็ต้องกินข้าวด้วยนะ ยังมีเวลาอีกมาก" ฉินโซ่วเหรินกล่าวขณะที่ทุกคนนั่งล้อมโต๊ะ
"ข้ารู้ แต่นี่เป็ครั้งแรกที่ได้รับเคล้ดวิชามา ข้าตื่นเต้นเกินไปหน่อย" ลู่หลีพูดพลางเคี้ยวซาลาเปาคำโต "วันนี้พวกเ้าไม่ได้ฝึกเลยหรือ"
"ข้าฝึกแค่สองชั่วยาม พบว่าความเร็วในการดูดซับปราณช้าเหลือเกิน อีกทั้งจุดชีพจรของข้ามีถึงเจ็ดจุด ไม่รู้ว่าจะต้องทะลวงไปถึงเมื่อใด" ฉินโซ่วเหรินกล่าวอย่างท้อแท้ "เ้าว่าพวกเราจะไม่เป็อย่างที่ผู้าุโอวี๋พูดจริง ๆ กระมัง ทั้งชีวิตก็ไปไม่ถึงระดับที่สอง"
ลู่หลีชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนปลอบใจว่า "อย่าเพิ่งรีบร้อน พวกเรายังเด็กอยู่ ค่อย ๆ ฝึกไป"
พูดจบเขาก็นึกอะไรขึ้นมาได้ จึงก้มตัวลงแอบหยิบตำรับยานั้นออกมา
"พวกเรายังมีสิ่งนี้อยู่ไม่ใช่หรือ?"
"นี่มัน...ตำรับยา!" ฉินโซ่วเหรินได้ยินดังนั้นก็ดีใจ "รีบดูเร็ว ข้างในเขียนว่าอย่างไรบ้าง?"
เฉินจงเองก็รีบเข้ามาดูใกล้ ๆ
ลู่หลีพยักหน้า แล้วเอ่ยเสียงเบาว่า "หญ้าไผ่เขียวระดับหนึ่ง ว่านอัสนีระดับหนึ่ง น้ำทิพย์ใต้ธรณีห้าร้อยปี และยังมี... นี่มันอะไรกัน?"
ลู่หลีจ้องมองลายเส้นประหลาดที่อยู่ท้ายสุด ดูคล้ายผลเฉ่าเหมย*[1] แต่มีลายเส้นเพิ่มเติมคล้ายควันลอยขึ้นมา
"ข้ารู้แล้ว นั่นคือเฉ่าเหมยติดไฟ!" เฉินจงโพล่งขึ้น
ลู่หลีและฉินโซ่วเหรินหันไปมองด้วยสายตาเหยียด ๆ พร้อมกัน ลู่หลีกล่าวว่า "ไม่ต้องสนใจว่ามันคืออะไร พวกเ้าจำสามอย่างแรกไว้ให้ดี ข้าจำได้ว่าศิษย์เบ็ดเตล็ดมีหน้าที่ดูแลสวนสมุนไพร หากมีโอกาสนั้น… พวกเ้าเข้าใจใช่หรือไม่"
"เข้าใจแล้ว!"
ทั้งสองคนเข้าใจคำพูดของลู่หลีเป็อย่างดี รากิญญาของพวกเขานั้นปะปนจนยากจะแก้ไข หากจะฝึกฝนตามขั้นตอนปกติ เกรงว่าชาตินี้คงไม่มีทางบรรลุถึงขอบเขตก่อปราณระดับสองได้
ลู่หลีเห็นดังนั้นจึงพยักหน้า แล้วกำชับด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า "ข้าต้องเตือนพวกเ้าไว้ ฟ่านเจิ้งผิงเคยกล่าวว่า ตำรายานี้แม้แต่สำนักใหญ่ทั้งหลายก็ยังไม่มี หากรั่วไหลออกไป จะต้องนำภัยมาถึงชีวิตแน่ พวกเ้าต้องระวังให้ดี โดยเฉพาะเ้าฉินโซ่ว..."
"รู้แล้ว ถึงข้าจะดูเป็คนสะเพร่า แต่เื่เช่นนี้ข้าย่อมรู้กาลเทศะ" ฉินโซ่วเหรินกล่าวอย่างจริงจัง
"อืม ถ้าเช่นนั้นก็ดีแล้ว"
หลังจากกินเสร็จ ลู่หลีก็ไล่คนทั้งสองออกไป บอกว่าจะฝึกบำเพ็ญ และสั่งให้ทั้งสองอย่าได้ผ่อนคลายการฝึกบำเพ็ญเพียงเพราะมีตำรายาทะลวงปราณเพราะจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้าแม้แต่น้อย
หลังจากทั้งสองจากไป ลู่หลีก็ทิ้งตัวลงนอนบนเตียง เพราะเขาพบว่าไม่ว่าจะนอนหรือนั่ง ก็ไม่มีผลต่อการเข้าสู่วิหารกาลเวลา
อีกอย่าง ถ้าเขานั่ง พอออกมาเขาก็มักจะรู้สึกปวดเมื่อยหลังและเอว การนอนสบายกว่ามาก และถึงจะมีใครเข้ามา ก็คงคิดว่าเขาแค่นอนหลับเท่านั้น
เมื่อครู่เขาฝึกบำเพ็ญมาสามสิบกว่าชั่วยาม กำแพงธาตุทองชั้นแรกของจุดลมปราณที่สองเริ่มสั่นคลอนแล้ว เขาจึงอยากจะรีบฉวยโอกาสนี้ทะลวงมันให้ได้
ขณะที่ลู่หลีกำลังฝึกบำเพ็ญอยู่นั้น
ณ เขาเทียนเจวี๋ย ด้านหลังสำนักชิงหยาง ภายในถ้ำแห่งหนึ่ง มีชายชราสามคนกำลังดื่มสุราอย่างสนุกสนาน
หนึ่งในนั้นคือชายชราในชุดสีเขียว ผู้าุโอวี๋ถง เป็ผู้าุโอันดับสองผู้ทดสอบรากิญญาให้กับลู่หลีและอีกสองคน
อีกคนหนึ่งหากลู่หลีอยู่ที่นี่ก็คงจำได้ เพราะเป็นักพรตชราชุดเทาที่เดินทางไปรับศิษย์ใหม่ที่เมืองหลงสิงในวันนั้น ที่แท้เขาก็คือผู้าุโอันดับสามแห่งสำนักชิงหยาง ฟางปู้เหวย
ส่วนชายชราที่นั่งอยู่ทางทิศตะวันออก ใบหน้าดูเปล่งปลั่ง อารมณ์สงบนิ่ง และมีเคราขาวยาว ก็คือผู้าุโเซียวเจวี๋ย ผู้าุโสูงสุดผู้มีชื่อเสียงโด่งดังแห่งสำนักชิงหยาง
ทั้งสามคนสนทนากันอย่างสนุกสนาน เสียงหัวเราะดังขึ้นเป็ระยะ
ไม่นานนักสีหน้าของทุกคนก็เริ่มมีท่าทีเมามายอยู่บ้าง
จู่ ๆ อวี๋ถงก็นึกถึงเื่สนุกขึ้นมา จึงโน้มตัวเข้าไปใกล้โต๊ะ พูดอย่างลึกลับว่า "พี่เซียว น้องฟาง วันนี้ข้าเจอเื่สนุกมา พวกเ้าอยากฟังหรือไม่"
"เื่สนุกอะไรหรือ" เซียวเจวี๋ยกับอีกคนได้ยินดังนั้นก็หันไปมองอวี๋ถงพร้อมกัน
ปกติอวี๋ถงเป็คนเคร่งขรึมมาก แทบไม่เคยนินทาผู้อื่น ทำให้ทั้งสองคนรู้สึกสนใจใคร่รู้เป็อย่างยิ่ง
"ฮ่า ๆ พวกเ้าอาจจะไม่เชื่อที่ข้าจะเล่า วันนี้ข้าได้พบกับผู้มีรากิญญาเก้าธาตุ...์! รากิญญาเก้าธาตุ ชั่วชีวิตของข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการได้เห็นกับตา พวกเ้าไม่รู้หรอก ตอนนั้นข้าถึงกับตะลึงงัน ตรวจสอบครั้งแล้วครั้งเล่า จนถึงตอนนี้ข้าก็ยังรู้สึกว่ามันเหลือเชื่อเหลือเกิน"
"เก้า...รากิญญา?" เซียวเจวี๋ยกลอกตา "เหล่าเอ้อร์ เ้าจะโม้ก็อย่าโม้ขนาดนี้สิ ถ้าเ้าบอกว่าได้รับตัวผู้มีรากิญญา์มา ข้าอาจจะเชื่อสักหน่อย"
"ใช่ ๆ" ฟางปู้เหวยส่ายหน้าอย่างจนใจพลางกล่าว "แม้ข้าจะได้รับตัวผู้มีรากิญญาคู่มา ก็ไม่ถึงกับต้องทำให้เ้าลนลานขนาดนี้กระมัง?"
ผู้มีรากิญญาคู่ที่ฟางปู้เหวยพูดถึง แท้จริงก็คือเด็กสาวนามเสี่ยวอวิ๋นที่รับมาจากเมืองหลงสิง เื่นี้ได้สร้างความตื่นตะลึงให้กับสำนักชิงหยางอย่างมาก ถึงขนาดที่เ้าสำนักหลี่เสวียนหยางผู้ปิดด่านมาสามปีไม่ออกมา ยังต้องออกจากด่านมาด้วยตนเอง
ด้วยเหตุนี้ฟางปู้เหวยจึงได้รับความสนใจอย่างมาก และได้รับรางวัลตอบแทนมากมาย
"ใช่แล้ว ครั้งนี้เหล่าซานสามารถรับผู้มีรากิญญาคู่เข้ามาได้ นั่นก็ถือเป็การทำประโยชน์ให้สำนัก เหล่าเอ้อร์ เ้าพูดจาเหน็บแนมเช่นนี้เกินไปแล้ว" เซียวเจวี๋ยส่ายหน้าพลางกล่าว
"ใครกันเหน็บแนม ข้าบอกพวกเ้าให้รู้ไว้ ไม่ใช่แค่รากิญญาเก้าธาตุเท่านั้น ยังมีผู้มีรากิญญาเจ็ดธาตุอีกสองคนที่มาด้วยกัน!"
"เฮ้อ..." เซียวเจวี๋ยกับฟางปู้เหวยสบตากัน ถอนหายใจอย่างจนปัญญา พวกเขาไม่คิดว่าเพียงแค่ผู้มีรากิญญาคู่คนเดียว จะทำให้ผู้าุโอันดับสองอิจฉาถึงเพียงนี้
แต่พูดอีกแง่หนึ่ง อีกฝ่ายดูแลโถงการทูต เื่นี้แต่เดิมเป็งานของโถงการทูต แต่กลับถูกผู้าุโสามชิงไปก่อน ใครเล่าจะรู้สึกดีได้
"เฮ้ออะไรกัน!" อวี๋ถงเห็นสีหน้าของทั้งสองคน จึงโมโหจนฟาดโต๊ะ "พวกเ้าไม่เชื่อสินะ ถ้าไม่เชื่อพรุ่งนี้ไปถามที่โถงการทูตดู ข้ายังจำได้ เด็กสามคนนั้น คนหนึ่งชื่อลู่หลีอีกสองคนชื่อฉินโซ่วเหรินกับเฉินจง พวกเ้าลองไปสืบดูเองก็จะรู้..."
ทั้งสองคนจ้องมองอวี๋ถงอย่างเงียบ ๆ ด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย
"จืดชืดเกินไป! ไม่ดื่มแล้ว ช่างมันเถอะ!!!"
เมื่อเห็นสีหน้าของทั้งสองคนเป็เช่นนั้น อวี๋ถงก็โกรธจัด ปากก็บ่นว่ามิตรภาพจืดชืด พลางเหยียบโต๊ะแล้วกระโจนออกไปทันใด
ในชั่วขณะถัดมา
"โอ๊ย!"
จู่ ๆ ก็มีเสียงร้องด้วยความเ็ปดังมาจากด้านนอก พร้อมกับเสียงดังกร๊อบ
เซียวเจวี๋ยและฟางปู้เหวยสบตากันแวบหนึ่ง ก่อนจะรีบวิ่งออกไปดู แล้วก็พบว่าอวี๋ถงนอนคว่ำหน้าอยู่ใต้ต้นกล้วย และต้นกล้วยที่มีลำต้นใหญ่เท่าถังน้ำนั้นหักเป็สองท่อนเสียแล้ว
"เหล่าเอ้อร์ การเหาะกระบี่ห้ามดื่มสุรา ดื่มสุราก็ห้ามเหาะกระบี่ เ้านี่..."
เซียวเจวี๋ยใบหน้ากระตุกอย่างรุนแรง เห็นได้ชัดว่ากลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่
"สร่างแล้ว สร่างแล้ว!" อวี๋ถงะโผลุงขึ้นยืนดุจปลาะโ มือเรียกกระบี่ยาวที่พุ่งออกมาด้วยเสียงหวีดหวิว โดยไม่สนใจเสียงร้องเรียกของคนทั้งสองที่อยู่เื้ั เขาทะยานร่างขึ้นสู่ท้องฟ้าจากไปโดยไม่เหลียวหลัง
รุ่งเช้าวันถัดมา...
[1] เฉ่าเหมย คือ สตรอว์เบอร์รี