เมื่อจ้าวฉงหย่วนพาหวังลี่ซื่อมาถึงท่าเรือแม่น้ำฉี มัคคุเทศก์ใจดำได้พาคนของโยวโจวจากไปแล้ว
ส่วนสินค้าที่นำกลับมาจากโยวโจวนั้นถูกบรรจุเรียบร้อยและวางไว้บนเรือสินค้าแล้ว มันเป็เรือสินค้าลำใหญ่ั์หนึ่งลำ รอบ ๆ เรือนั้นมีเอ้อร์หวาจื่อและพวกพ้องต่างติดอาวุธครบมือ ยืนถือดาบเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด
เมื่อเห็นจ้าวฉงหย่วนพาหวังลี่ซื่อเดินเข้ามาจึงรีบคุกเข่าทำความเคารพ
"เอาละ อยู่ข้างนอกไม่จำเป็ต้องทำเช่นนี้" จ้าวฉงหย่วนโบกมือ
เพราะถึงแม้เขาจะเกิดในราชวงศ์แต่ก็ไม่ชอบพิธีรีตองเหล่านี้
ขณะนั่งอยู่ในห้องโดยสารของเรือ จ้าวฉงหย่วนเหม่อมองด้วยสีหน้ากังวลเล็กน้อย แล้วเอ่ยถามหวังลี่ซื่อว่า "กงกง ท้องพระคลังหลวงของเรายังเหลือเงินเท่าไหร่?"
ขณะที่เรือสินค้าค่อย ๆ เคลื่อนไปตามผิวน้ำของแม่น้ำฉี จ้าวฉงหย่วนหันไปถามหวังลี่ซื่อที่อยู่ข้างกาย
ในฐานะขันทีผู้คุมตราลัญจกรแห่งสำนักซือหลี่เจี้ยนของแคว้นต้าเฉียน นอกจากหวังลี่ซื่อจะมีอำนาจในการควบคุมคณะเสนาบดีแล้ว อีกหน้าที่หนึ่งคือการเป็หูเป็ตาให้จ้าวฉงหย่วนในการตรวจสอบหกกรม
"ฝ่าา หลายปีมานี้ชายแดนใต้ไม่สงบ ภายในแคว้นเกิดภัยแล้งทุกปี เมื่อปีที่แล้วแม่น้ำเฉียนเอ่อล้น ต้องเบิกเงินออกไปเกือบเจ็ดล้านตำลึงเงินในคราวเดียว อีกทั้งท่านยังยกเว้นภาษีอากรให้แก่ผู้คนที่อาศัยตามริมฝั่งแม่น้ำเฉียน ตอนนี้ท้องพระคลังหลวงของเราหากนับแบบเต็มจำนวนแล้ว เหลือเงินไม่ถึงสี่ล้านตำลึงเงินพ่ะย่ะค่ะ" หวังลี่ซื่อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบด้วยเสียงเบา
แม่น้ำเฉียนเป็อีกหนึ่งสายน้ำในแคว้นต้าเฉียนที่มีลุ่มน้ำกว้างขวางรองจากแม่น้ำฉี ครอบคลุมพื้นที่เกือบครึ่งหนึ่งของแคว้นต้าเฉียน เป็เส้นทางการค้าที่สำคัญในการเดินทางระหว่างเหนือและใต้ เรียกได้ว่าเป็แม่น้ำมารดาของแคว้นต้าเฉียน
แต่ทว่ารุ่งเรืองเพราะแม่น้ำเฉียน และล่มสลายก็เพราะแม่น้ำเฉียน
ทุก ๆ ปีเมื่อถึงฤดูฝน แม่น้ำเฉียนมักจะเอ่อล้น ไม่รู้ว่ามีราษฎรจำนวนเท่าใดที่ต้องสูญเสียครอบครัวและบ้านเรือนเพราะอุทกภัย แม้แต่การสร้างเขื่อนกั้นน้ำ จ้าวฉงหย่วนก็ต้องเบิกเงินจำนวนมหาศาลออกไปตลอดหลายปีที่ผ่านมา
"แล้วในพระคลังส่วนตัวของข้ายังเหลือเงินอีกเท่าไหร่?" จ้าวฉงหย่วนถาม
"ทูลฝ่าา ทั้งหมดเหลืออยู่หนึ่งล้านสองหมื่นตำลึงเงินกับอีกเล็กน้อย หากหักเงินสองแสนตำลึงเงินที่จะคืนให้เยียนอ๋องแล้ว จะเหลือเพียงแปดแสนตำลึงเงินพ่ะย่ะค่ะ" หวังลี่ซื่อตอบอย่างนอบน้อม
เงินในพระคลังส่วนพระองค์ของราชวงศ์ ส่วนใหญ่มาจากรายได้จากการผูกขาดเกลือและเหล็ก ส่วนเครื่องบรรณาการ ผลผลิตจากูเาและแหล่งน้ำ รวมถึงภาษีสินค้าและภาษีสุรานั้นเป็ของราชวงศ์ นอกจากนี้ ในแคว้นต้าเฉียน ผู้ที่อายุต่ำกว่า 14 ปีซึ่งยังไม่ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษีรายหัว ซึ่งเรียกว่าภาษีประชากร ปีละยี่สิบสามอีแปะ โดยยี่สิบอีแปะเป็ของราชวงศ์ และสามอีแปะเป็ของท้องพระคลังหลวง
นี่เป็กฎที่ตั้งไว้ั้แ่เริ่มก่อตั้งแคว้นต้าเฉียน
แต่ั้แ่จ้าวฉงหย่วนขึ้นครองราชย์ ภาษีรายหัวนี้ก็ถูกยกเลิกไป สาเหตุเกิดจากมีขุนนางยื่นฎีกากล่าวว่ามีครอบครัวในหมู่บ้านบางแห่งไม่สามารถจ่ายภาษีประชากรของบุตรได้ จึงต้องบีบคอเด็กให้ตายทันทีที่เกิด
จ้าวฉงหย่วนทนไม่ได้จึงยกเลิกภาษีรายหัวที่มีมาั้แ่เริ่มก่อตั้งแคว้นต้าเฉียน
ความจริงแล้ว เงินยี่สิบสามอีแปะต่อปีสำหรับเด็กหนึ่งคนดูเหมือนจะไม่มาก แต่ในความเป็จริง ในกระบวนการจัดเก็บ ขุนนางระดับล่างมักจะใช้อำนาจในทางที่ผิด จัดเก็บหลายครั้งในหนึ่งปี อีกทั้งยังมีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมต่าง ๆ ในท้องถิ่น ทำให้จำนวนเงินที่จัดเก็บจริงสูงกว่าที่กำหนดไว้หลายเท่า ด้วยเหตุนี้ จ้าวฉงหย่วนจึงสั่งให้ตัดภาษีรายหัวนี้ทิ้งเสียั้แ่ต้นทาง
ทว่าเพราะเหตุนี้เอง ทำให้ปัจจุบันพระคลังส่วนพระองค์ของจ้าวฉงหย่วนมีเงินน้อยกว่าพระคลังส่วนพระองค์ของราชวงศ์ในสมัยก่อนมาก
"นำไปสมทบให้ท้องพระคลังหลวงอีกห้าแสนตำลึงเงิน เหลือไว้สามแสนตำลึงเงินก็พอ" จ้าวฉงหย่วนตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย จากนั้นก็ถอนหายใจอย่างทอดถอนใจว่า "เฮ้อ ฮ่องเต้ก็ไม่มีเงินเหมือนกันนะ"
จ้าวฉงหย่วนถอนหายใจยาว
สาเหตุที่ท้องพระคลังหลวงไม่มีเงิน ไม่ใช่เพราะแคว้นต้าเฉียนยากจน แต่เป็เพราะการสะสมตลอดสองร้อยปีที่ผ่านมา ทำให้พวกขุนนางตระกูลใหญ่และกลุ่มอำนาจในราชสำนักมีอิทธิพลมากเกินไป
หากไม่ใช่เพราะรอบด้านของแคว้นต้าเฉียนเต็มไปด้วยศัตรูที่แข็งแกร่ง จ้าวฉงหย่วนคงจะกำจัดพวกที่คอยสูบเืสูบเนื้อแคว้นต้าเฉียนเหล่านี้ไปนานแล้ว!
"ฝ่าา กระหม่อมมีความคิดหนึ่ง ไม่ทราบว่าควรทูลหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ" หลังจากครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ หวังลี่ซื่อก็เอ่ยขึ้นอย่างลังเล
"เ้าพูดมาเถิด เ้าคิดว่าข้าเป็ฮ่องเต้ที่ไม่ฟังคำทัดทานอย่างนั้นหรือ?" จ้าวฉงหย่วนหันไปมองหวังลี่ซื่อด้วยหางตา
"ความจริงกระหม่อมคิดว่า ตอนนี้มีหนทางทำเงินที่ดีเยี่ยมอยู่ตรงหน้าพ่ะย่ะค่ะ" หวังลี่ซื่อตอบ
"หืม?" จ้าวฉงหย่วนขมวดคิ้วเล็กน้อย
"ฝ่าา ความจริงแล้วเยียนอ๋องได้ชี้ทางทำเงินที่ดีให้พวกเราแล้วพ่ะย่ะค่ะ" พูดจบ หวังลี่ซื่อก็หยิบถ้วยหลิวหลีใบที่เขาเคยนำออกมาให้ดูครั้งก่อนออกมาจากแขนเสื้อ
"เ้าหมายความว่าอย่างไร?" ดวงตาของจ้าวฉงหย่วนเป็ประกาย เขามองหวังลี่ซื่อด้วยรอยยิ้ม
"ฝ่าา สิ่งนี้ในโยวโจวนั้นราคาถูกแต่ในเมืองหลวงของแคว้นต้าเฉียนยังไม่มีการแพร่หลาย อีกทั้งตอนที่แคว้นโครยอส่งเครื่องบรรณาการ มีการยกย่องสรรพคุณของถ้วยแก้วเหล่านี้อย่างมาก บรรดาเชื้อพระวงศ์และขุนนางในเมืองหลวงใครบ้างไม่อยากได้สักใบ?"
"เรียนตามตรง กระหม่อมทราบมาว่าถ้วยหลิวหลีเพียงใบเดียวที่หลุดออกมาจากพระราชวังหลวง ถูกนำไปขายในราคาสูงลิ่วในหมู่ผู้มีอำนาจและเศรษฐีในเมืองหลวง หากพวกเรานำสินค้าที่นำกลับมาจากโยวโจวครั้งนี้ออกไปขายทั้งหมด ตามความเห็นของกระหม่อม กำไรจากการค้าครั้งนี้จะเพิ่มขึ้นอย่างน้อยหนึ่งเท่าพ่ะย่ะค่ะ" หวังลี่ซื่อมองจ้าวฉงหย่วนด้วยสายตามีเลศนัย
ท้องพระคลังหลวงของแคว้นต้าเฉียนไม่มีเงิน ราษฎรก็ไม่มีเงิน แต่พวกตระกูลใหญ่ที่คอยสูบเืสูบเนื้อแคว้นต้าเฉียนนั้นไม่ใช่ว่าไม่มีเงิน
หากลงมือจัดการโดยตรงย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะกระตุ้นให้พวกเขาต่อต้าน แต่ถ้าทำเช่นนี้ กลับเป็วิธีที่ทำให้พวกเขาควักเงินออกมาได้ง่ายกว่า
"ดี ดี ดี ลี่ซื่อเอ๋ย ลี่ซื่อ เ้าติดตามข้ามาหลายปี เ้าช่างรู้ใจข้านัก" จ้าวฉงหย่วนหัวเราะเสียงดัง พร้อมกับชิงเอาความคิดที่หวังลี่ซื่อคิดขึ้นมาเป็ของตนเองอย่างหน้าตาเฉย
เมื่อเห็นจ้าวฉงหย่วนเป็เช่นนี้ หวังลี่ซื่อแอบกลอกตาเบา ๆ โดยไม่ให้ใครสังเกต
"แล้วเื่การตั้งราคา ฝ่าาจะว่าอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ?" หลังจากตกลงวิธีการได้แล้ว หวังลี่ซื่อก็หันไปมองจ้าวฉงหย่วนอีกครั้ง
"ข้าจำได้ว่าสุราหยกนารี... อ้อ ไม่ใช่ ต้องเป็สุราน้ำค้างเซียน น่าจะราคาแปดสิบตำลึงเงินต่อหนึ่งจินกระมัง"
จ้าวฉงหย่วนเดาะลิ้น พูดด้วยน้ำเสียงไม่แน่ใจนัก
หวังลี่ซื่อ "..."
ถ้าพูดเื่ความเ้าเล่ห์ ท่านนี่แหละที่สุดแล้ว...
...
ในขณะที่จ้าวฉงหย่วนพาหวังลี่ซื่อล่องเรือตามแม่น้ำฉีมุ่งหน้าไปยังอิ้งเทียน เมืองหลวงของแคว้นต้าเฉียน
ข่าวที่ว่าฉีอ๋องจ้าวเจ๋อถูกจ้าวฉงหย่วนสั่งเฆี่ยนบนขื่อ และถูกลงโทษริบเบี้ยหวัดเป็เวลาสามปีก็แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว
ชั่วพริบตาเดียว ทั่วทั้งราชสำนักแคว้นต้าเฉียนก็วุ่นวายโกลาหล ในวังหลัง พระสนมเอกจางผู้เป็มารดาของฉีอ๋องร้องไห้โฮอย่างหนัก
ภายในคณะเสนาบดี
อัครมหาเสนาบดีหยางฝู่ ราชครูหยางผู้มีอายุเกือบแปดสิบปียุ่งจนหัวหมุน ชายชราวัยใกล้แปดสิบปีหมอบลงบนโต๊ะทำงานตวัดพู่กันอย่างรวดเร็ว ฎีกาแต่ละฉบับถูกส่งผ่านสายตาเขาไปอย่างรวดเร็ว
"ยอดภาษีของกรมพระคลังปีนี้ล่ะ? ทำไมยังไม่นำมาส่งอีก"
"ท่านขอลาป่วยขอรับ ตอนนี้รองเสนาบดีกรมพระคลังกำลังรวบรวมรายละเอียดอยู่ขอรับ"
"ลาป่วยหรือ?"
เมื่อได้ยินคำรายงานจากขุนนางผู้ช่วย หยางฝู่ก็ตบโต๊ะเสียงดังแล้วกล่าวว่า "ข้าปีนี้อายุแปดสิบแล้ว ยังต้องมานั่งยุ่งอยู่ตรงนี้ แต่เขาที่เป็เด็กอายุหกสิบปีกลับขอลาป่วย? อายุขนาดนี้แล้วกล้าลาป่วยได้อย่างไร? เขานอนหลับลงได้อย่างไรกัน!"
"เ้าไปบอกเขาว่า ก่อนคืนนี้ ไม่สิ ก่อนที่ฝ่าาจะเสด็จกลับมา หากยอดภาษีของกรมพระคลังปีนี้ยังสรุปไม่ได้ ให้เขาหิ้วหัวมาพบข้า หากราชครูอย่างข้าต้องถูกลงโทษริบเบี้ยหวัดสามปีเพราะโดนเขาลากไปด้วย ข้าจะหามโลงศพไปนอนที่จวนของเขาเลย!"