Rich Second Gen Villain นายน้อยวายร้ายรุ่นสอง

    ตอนที่หนึ่งร้อยห้า Pull yourself up by bootstrap

    ตอนที่หนึ่งร้อยห้า Pull yourself up by bootstrap

    Pull yourself up by bootstrap มาจากปัญหาทางคณิตศาสตร์ว่ามนุษย์เราจะสามารถยกตนเองให้ลอยขึ้นได้ไหมหากยกรองเท้าของตนเอง?

    คนที่ตอบปัญหาทางคณิตศาสตร์เป็นก็คงตอบว่า

    เป็นไปไม่ได้โว๊ย งี่เง่าไร้สาระ

    แต่พอเปลี่ยนจากปัญหาทางคณิตศาสตร์มาเป็นปัญหาทางสังคม

    ยกตนเองขึ้นมากลับกลายเป็นสำนวนที่หลายคนสนับสนุนว่าให้พัฒนาตนเองขึ้นมาโดยไม่รับความช่วยเหลือจากใครเลย

    และอย่างที่กล่าว

    ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ผมจะให้เปรียบเทียบระหว่างเด็กที่ได้ทุนไปเรียนต่อต่างประเทศและเด็กที่ไม่ได้ทุน

    ว่ามันต่างกันแค่ไหนก็คงจะตอบปัญหาทางคณิตศาสตร์และทางสังคมในข้อนี้ได้พอสมควร

    หรือคนที่ได้เงินกู้จากธนาคารห้าหมื่นหยวนแตกต่างจากการได้เงินกู้ ห้าหมื่นล้านหยวนมากแค่ไหน

    มันควรจะเป็นปัญหาที่เรียบง่ายไม่ซับซ้อนทางคณิตศาสตร์

    แต่พอมาเปลี่ยนรูปให้กลายเป็นปัญหาสังคมแล้ว

    คนเรากลับไม่ยอมรับคำตอบที่ปรากฏทางคณิตศาสตร์และพยายามหาคำตอบอย่างอื่นมาตอบตนเองแทนที่จะเป็นคำตอบที่คำนวณได้มาแบบไม่มีอคติ

    ว่าคนเราจะดึงตนเองขึ้นมาเองได้ไหม?

    เราพยายามหาคำตอบอย่างอื่นที่ไม่ใช่คำตอบทางคณิตศาสตร์ตลอดมา

    บางครั้งเราอาจจะต้องหาทางทำให้ข้อเท็จจริงยุติก่อนแต่คนเราไม่อาจจะยอมรับข้อเท็จจริงบางอย่างได้นั่นเอง

    ถึงได้พยายามจะหลอกตนเองอยู่ตลอดเวลาจากคำถามทางวิทยาศาสตร์ข้อนี้

     

    หรือย่างน้อยยอมรับความจริงที่ว่าหากมีคานดีดคานงัดมาช่วยในการยกตัวก็จะสามารถช่วยในการยกตัวเองขึ้นมาสูงขึ้นได้ก็ยังดี

    มันเป็นเรื่องพื้นๆ”สามัญสำนึก”ที่เรียบง่าย

    น่าเสียดายที่”สามัญสำนึก”ไม่ใช่ของสามัญที่มีอยู่ทั่วไป

    Incentive สิ่งจูงใจและทรัพยากรต่างๆที่ช่วยเหลือได้คือสิ่งที่นำไปสู่ความสำเร็จ

    “รับเงินต่างชาติ”ก็เป็นแค่คำกล่าวไร้สาระ

    เงินก็คือเงินไม่ว่าของต่างชาติหรือของชาติเรา

    หากว่ารับเงินต่างชาติคือการขายชาติ

    ผู้นำประเทศที่รับเงินมาหลายพันล้านมากกว่าประชาชนคงขายชาติได้มากกว่าประชาชนธรรมดาสักพันล้านครั้ง

    “รับเงินมา”

    นั้นที่จริงคือพื้นฐานของการทำงานให้สำเร็จ

    แบบเดียวกับการวางแผนปฏิวัติเหล่าเศรษฐีก็ต้องจัดงานเลี้ยงกินโต๊ะจีนประชุมกันว่าจะลงขันล้มรัฐบาลด้วยวงเงินจำนวนเท่าไร

    นั่นคือภาษาที่เข้าใจกันของคนรวย

    พวกเขาเชื่อว่าปัญหาทุกอย่างในโลกนี้สามารถแก้ไขได้หากใช้ทรัพยากรมากพอ

    ดังนั้นปัญหาทุกอย่างคือปัญหาเรื่องทรัพยากรที่จะต้องลงงบประมาณไปด้านไหนจำนวนเท่าไรเพื่อแก้ปัญหานั่นเอง

    หรือหากมองจากพื้นฐานการทำโครงการของรัฐ

    ก็ต้องตั้งงบประมาณมาว่าโครงการนั้นใช้งบประมาณมากแค่ไหน จำนวนคน ระยะเวลาเท่าไรและเบิกงบประมาณมาตามวงรอบงบประมาณ

    ไม่ใช่เรื่องน่าอาย หรือไม่มีใครด่าว่าข้าราชการที่ทำโครงการเป็นพวกหน้าเงินที่รับเงินแต่อย่างใด

    การจะทำโครงการอะไรให้สำเร็จต้องมีโครงสร้างงบประมาณ แผนการทำงานที่ชัดเจน

    ไม่ว่าจะการปฎิวัติล้มล้างรัฐบาลไปจนถึงจัดซื้อไม้กวาดมากวาดถนน

    เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงของเหล่านี้ได้

    “ขายชาติ”

    “รับเงินต่างชาติ”

    จึงเป็นแค่วาทะกรรมที่เอาไว้หลอกประชาชนทั่วไปเท่านั้น

    ไม่ใช่สาระที่ควรใส่ใจ

    ที่ควรใส่ใจคือแนวความคิดที่ว่าจะเอาเงินงบประมาณต่างๆไปทำอะไรต่างหาก

    หากเอางบประมาณต่างๆไปทำเรื่องที่ไม่เกิดประโยชน์ต่อเราเราก็ต้องไม่เห็นด้วย เพราะในโลกทุนนิยมอย่างนี้ หากปล่อยให้คนอื่นเอาผลประโยชน์ของเราไป

    คนอื่นจะมองว่าเราเป็นคนโง่

    น่าเสียดายที่คนจนและคนธรรมดามองเรื่องผลประโยชน์เหล่านี้อย่างประนีประนอม

    ส่วนคนรวยมองว่าพวกนี้คือสิทธิของเขาเป็นสิ่งที่พวกเขาควรได้ ควรมีอยู่แล้วคนจนต่างหากที่มาขัดขวางและแย่งงบประมาณที่ควรจะเป็นของพวกเขาไป

    ผมถึงได้บอกเสมอมาว่า

    หากคนเราเข้าใจกันและกันอย่างนารุโตะ

    พวกเราคงเข่นฆ่ากันไปเป็นแม็ดแม็กซ์ตั้งนานแล้วไม่ใช่จะนำมาซึ่งสังคมที่สงบสุขแต่ประการใด

    คนเราอาจจะดึงตัวเองขึ้นได้ก็อาจจะเป็นไปได้หากเราชี้ไปที่คนหนึ่งในพันหรือหนึ่งในล้านแต่นั่นไม่ใช่คนทั่วไปในสังคมและมีความไม่แน่นอน

    แต่สิ่งที่แน่นอนคือหากเรามีทรัพยากรมากก็ยิ่งสามารถประหยัดเวลาและแรงงานไปได้มากประสบความสำเร็จโดยลงแรงเพียงครึ่งเดียว

    จักระบานที่ห้า วิสุทธิจักระ

    มือของผมเปล่งแสงสีทอง พนมมือเป็นรูปดอกบัวจี้ไปที่คอของนามู

    พลังแสงสีน้ำเงินค่อยๆห่อหุ้มร่างกายของนามูเอาไว้

    ประตูบานที่ห้าของจักระสามารถเปิดออกมาได้ง่ายๆด้วยความช่วยเหลือของคนที่บรรลุขั้นบานที่ห้าแล้ว

    ผมที่ได้รับการเพิ่มพลังมาหลายครั้งหลังจากนั้น

    “ลำบากเพียงแค่ยกมือ” ในการช่วยนามูเปิดจักระอีกบานหนึ่ง

    แววตาของนามูกลายเป็นสีน้ำเงินจากไฟของจักระที่ออกมาจากร่างกาย

    คนเราจะยกตนเองขึ้นมาได้ด้วยตนเองมากเท่าไรผมไม่ทราบ

    แต่คนที่ได้การช่วยเหลือนั้นจะทำได้ง่ายกว่านี้คือสิ่งที่แน่นอนมากกว่า

    คล้ายกับเรื่องRich Second Gen Villain นายน้อยวายร้ายรุ่นสอง ที่คุณอ่าน