หลังจากสองแม่ลูกเวิ่ยเซี่ย กับฟางเหนียงลงเขามา ก็เร่งเดินทางมุ่งหน้าไปยังพรรคมารทันที เพื่อทำงานที่หยวนซิงก้านมอบหมายให้ แต่หลังจากเดินทางได้ไม่นานทั้งสองก็มาหยุดแวะพักที่ร้านอาหารเล็ก ๆ ข้างทาง
"ท่านแม่พวกเราแวะหาอะไรกินก่อนเถอะข้าเริ่มหิวแล้ว" เวิ่ยเซี่ยเอ่ยขึ้นกับมารดาของมัน ฟางเหนียงก็แย้มยิ้มก่อนจะพยักหน้ารับ แล้วคนทั้งสองก็มานั่งที่โต๊ะก่อนจะมีเสี่ยวเอ้อร์รีบมาต้อนรับ
"นายท่านทั้งสองรับอะไรดีขอรับ"
"พวกข้าขอหมั่นโถวสองลูก น้ำชา แล้วก็บะหมี่สองชาม" ฟางเหนียงบอกเจ้าเสี่ยวเอ้อร์คนนั้นก่อนที่มันจะค้อมศีรษะและหายเข้าไปหาเถ้าแก่ในหลังร้าน ร้านแห่งนี้เป็นร้านเล็ก ๆ ไม่ได้ใหญ่โตโอ่อ่าเหมือนโรงเตี๊ยมในเมือง โต๊ะก็มีให้ลูกค้านั่งอยู่สี่ห้าโต๊ะ ขายอาหารง่าย ๆ ให้ชาวยุทธ์ที่เดินทางผ่านมา นอกจากอาหารที่ฟางเหนียงสั่งก็ยังมีเหล้าขายด้วย ยามนี้ยังเช้าอยู่ ในร้านจึงมิมีลูกค้ามากนัก นอกจากสองแม่ลูก ก็ยังชายหนุ่มอีกสองสามคนแต่งกายด้วยชุดสีน้ำเงิน บนโต๊ะมีกระบี่วางอยู่สามเล่ม พวกเขาน่าจะมาจากสำนักใดสำนักหนึ่งเป็นแน่..
เวิ่ยเซี่ย มองพวกมันผ่าน ๆ และไม่ได้สนใจอันใดมากนัก แต่ทว่า…หูกลับได้ยินบทสนทนาของคนกลุ่มนี้ชัดเจน
"แล้วแบบนี้พวกนางจะรอดรึ ถูกพวกมันล้อมไว้เกือบเดือนแล้ว"
"ข้าว่าคงจะรอดยาก ต่อให้เจ้าสำนักคนปัจจุบันที่มีฝีมือร้ายกาจสักเพียงใด ข้าได้ยินว่าระหว่างการต่อสู้เจ้าพวกพรรคมารเล่นสกปรกแอบใช้อาวุธลับอาบยาพิษลอบทำร้ายนาง"
"ชั่วช้าสามานย์จริง ๆ แต่ก็ช่วยไม่ได้ล่ะนะผู้ใดจะกล้าสอดมือเข้าช่วย ขนาดชาวบ้านผู้ชายคนเฉียดเข้าใกล้อาณาเขตสำนักพวกนางแค่นิดเดียว ยังโดนขับไล่ราวกับหมู กับหมา สมควรโดนบ้างแล้ว"
"จริงของเจ้า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ว่าแต่พวกนางจะโดนอะไรบ้างนะ แค่คิดเล่น ๆ ข้าก็ชักอยากจะไปเข้ากับพวกพรรคมารราคะบ้างเสียแล้ว.."
การสนทนาอันออกรสออกชาติของพวกมันเหมือนกำลังจะกล่าวถึงพวกพรรคมารที่กำลังเล่นงานสำนักใดสำนักหนึ่งอยู่ ซึ่งเวิ่ยเซี่ยรู้แจ้งได้อย่างรวดเร็วว่าพวกมันหมายถึง สำนักสตรีหยกสวรรค์อย่างแน่นอนฟางเหนียงเองก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน นางเห็นบุตรชายดูมีสีหน้าตกใจ จึงมุ่นคิ้วด้วยความสงสัยก่อนจะเอ่ยปากถามทันที
"เวิ่ยเซี่ยเป็นอะไรลูก เหตุใดจึงทำหน้าแบบนั้น? " เวิ่ยเซี่ยค่อย ๆ เงยหน้ามองมารดาของมัน และท่าทางลังเลนิดหน่อย ก่อนจะตัดสินใจ บอกเล่าเรื่องของ เวิ่ยหลินให้ฟางเหนียงฟัง หลังจากนางได้ฟังเรื่องทั้งหมดสีหน้าของฟางเหนียงก็พลันเศร้าหมองลงทันที
"เป็นเช่นนี้นี่เอง เจ้าไปตามหาแม่ที่สำนักสตรีหยกมาสินะ แล้วก็ได้พบกับ…เตี้ยวเหม่นั่นแหละ และบุตรสาวของนาง ใช่แล้วลูกแม่ นางเองก็เคยมีความสัมพันธ์กับพ่อของเจ้าเมื่อครั้งอดีต ก่อนที่พ่อเจ้าจะมาพบกับแม่
เตี้ยวเหม่ยโกรธแค้นแม่มากเพราะนางคิดว่า แม่เป็นคนพรากพ่อของเจ้ามา ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริง นางเองนั่นแหละ ที่เลือกรับตำแหน่งเจ้าสำนักต่อจากอาจารย์ของนาง แต่ไม่เลือกพ่อเจ้า แม่เองก็พึ่งมารู้ภายหลังไม่นานเหมือนกัน ว่านางมีลูกสาวด้วย หรือก็คือน้องสาวต่างมารดาของเจ้านั่นเอง…"
หลังจากฟังความจริงจากปากของฟางเหนียง เวิ่ยเซี่ยก็รับรู้ถึงความบาดหมางในอดีตของสตรีทั้งสอง มิน่าเล่า เตี้ยวเหม่ยถึงจงเกลียดจงชังตัวมันหนักหนา ถึงขั้นอยากจะฆ่าจะแกง แต่ถึงอย่างไรเสีย เวิ่ยหลินก็เป็นลูกของเวิ่ยถังบิดาของมันแล้วมันจะทนนิ่งดูดายปล่อยให้นางถูกพรรคมารราคะเล่นงานได้กระนั้นรึ?
เวิ่ยเซี่ยมีสีหน้าเคร่งเครียดและครุ่นคิดบางอย่างอยู่ในใจก่อนจะกล่าวบางอย่างออกมากับมารดาคนงามของมัน
"ท่านแม่…ข้าอยากขอร้องบางอย่างกับท่านจะได้หรือไม่"
"อันใดรึลูกแม่? "
"ก่อนจะเดินทางไปพรรคมารราคะ ข้าอยากไปช่วยเวิ่ยหลินที่สำนักสตรีหยกเสียก่อน.."
พอฟางเหนียงได้ยินคำขอร้องจากบุตรชาย นางก็นิ่งเงียบไปเล็กน้อย ฟางเหนียงเข้าใจความรู้สึกของเวิ่ยเซี่ยดี ยังไงเวิ่ยหลินก็เปรียบเสมือนน้องสาวต่างมารดาที่เหลืออยู่ จะให้ปล่อยไปโดยไม่สนใจเขาคงทำไม่ได้
"เอาเถอะ แม่เข้าใจดี หากเจ้าอยากไป แม่ก็จะไปด้วย แต่อย่าลืมนะว่าพวกเรามีเวลาเหลือไม่มากนัก หากแม่เห็นท่าไม่ดี จะรีบพาเจ้าหนีออกมาทันที โดยไม่สนใจพวกนาง ยังไงชีวิตของเจ้าก็สำคัญที่สุดสำหรับแม่" พอเวิ่ยเซี่ยได้ยินฟางเหนียงกล่าวมันก็ระบายยิ้มกว้างสดใสออกมา ก่อนพยักหน้ารับปากมารดา และอีกไม่กี่อึดใจต่อมาเสี่ยวเอ้อร์ก็ยกถาดอาหารมาให้คนทั้งสองทาน
พอทานเสร็จทั้งคู่ก็จ่ายเงินแล้วย้อนกลับไปที่สำนักสตรีหยกสวรรค์ทันที..
หลังจากใช้เวลาเดินทางได้ไม่นาน ทั้งสองก็มาถึงเขตของสำนักก่อนจะเฝ้าดูสถานการณ์อยู่ห่าง ๆ ก่อน ยังไม่ผลีผลามบุกเข้าไป ภาพที่เห็นก็คือ คนของพรรคมารราคะมากมายหลายร้อยคนกำลังปิดล้อมทางเข้าออกของสำนักอยู่ทุกด้าน ห่างออกมาไม่มากก็มีค่ายพักของพวกมันตั้งอยู่ บริเวณนั้นเวิ่ยเซี่ยได้เห็นผู้คุมกฎสามในสี่คนกำลังหารือกัน พวกมันประกอบไปด้วย เฟิงควาง ไป๋ฟู่ และ วู๋ฟา ค่งซือ แต่ไร้วี่แววของ พี่ใหญ่ ฮาวเทียน หลงจ๋าว ดูเหมือนมันจะมิได้มาด้วยในครั้งนี้ เฟิงควาง คล้ายกำลังตำหนิ ไป๋ฟู่ในเรื่องบางอย่างอยู่ เวิ่ยเซี่ยคาดเดาว่าคงเป็นเรื่องที่มันกับมารดาหายตัวไปเพราะฝีมือของใครบางคนเป็นแน่
"บ้าจริง..!! มันเป็นผู้ใดกันแน่ ถึงกล้าสอดมือเข้ามายุ่ง แต่สามารถทำลายหินที่ปิดทางออกถ้ำได้ คงจะมีฝีมือสูงทีเดียว เอาเถอะ พักเรื่องของมันทั้งคู่ไว้ก่อน ยามนี้เราต้องกำจัดสำนักสตรีหยก และชิงคัมภีร์เก้าเตียงกลับไปให้ท่านประมุข พิษของเจ้าที่เล่นงานนางใกล้จะออกฤทธิ์แล้วใช่หรือไม่ศิษย์น้องไป๋"เฟิงควางกล่าวถามไป๋ฟู่ด้วยท่าทางขึงขัง
"ท่านเข้าใจถูกแล้วศิษย์พี่รอง นางโดนเข็มพิษมารสลายวิญญาณของข้าเข้าไปจวนจะครบหนึ่งเดือนแล้ว อีกไม่เกินสามชั่วยาม วรยุทธ์ และกำลังภายในของนางก็จะถูกทำลายจนหมดสิ้น และเมื่อถึงเวลานั้นพวกเราก็จะบุกเข้าไปภายใน และชิงคัมภีร์มา"
เฟิงควางแสยะยิ้มที่มุมปากอย่างพึงพอใจ ก่อนจะหันไปทาง วู๋ฟา ค่งซือ "อดใจรออีกไม่นานศิษย์น้องเล็ก เดี๋ยวเจ้าก็ได้เสพสมกับพวกนางในนั้นจนหนำใจ รับรองว่ามีมากมายจนเจ้าคาดไม่ถึงเลยล่ะ"
วู๋ฟา ค่งซือ หลวงจีนมารร่างยักษ์ที่จิตใจไม่สมประกอบ มันแย้มยิ้มออกมาอย่างน่าเกลียด และมีน้ำลายไหลย้อยราวกับคนเสียสติวิปลาส ขนาดเวิ่ยเซี่ย กับ ฟางเหนียงที่เฝ้าดูอยู่ยังรู้สึกขยะแขยงในท่าทางของมัน
"พวกเราจะทำเช่นไรกันดีท่านแม่พวกนางเหลือเวลาอีกไม่นานแล้ว" เว่ยเซี่ยหันไปถามมารดาของมัน ฟางเหนียงก็นิ่งเงียบคล้ายกำลังคิดบางอย่างอยู่ก่อนจะเอ่ยปากขึ้น
"เป้าหมายของพวกมันคือคัมภีร์เก้าเตียง หากไร้คัมภีร์ก็เท่ากับพวกมันทำงานไม่สำเร็จ"
"เช่นนั้นแล้วคัมภีร์อยู่ที่ไหนงั้นรึท่านแม่"
"แม่คาดว่าคงอยู่กับเตี้ยวเหม่ย หากพานางหลบหนีได้ พวกพรรคมารราคะก็จะไล่ตามไปโดยไม่สนใจคนอื่น"
เวิ่ยเซี่ยได้ยินเช่นนั้นก็นิ่งอึ้งไปเล็กน้อย ช่วยเตี้ยวเหม่ยหลบหนีงั้นหรือ จะทำเช่นนั้นได้อย่างไรกัน ผู้ที่ทำได้เห็นทีจะต้องเป็นยอดฝีมือ ที่เคลื่อนไหวได้ราวกับสายลม…...สายลม....ใช่แล้ว!!
ดวงตาของเวิ่ยเซี่ยพลันสว่างวาบ มันทำแบบนั้นได้อยู่ ก็สิ่งที่ หยวนซิงก้าน ถ่ายทอดให้มันมายังไงเล่า วิชา ฝ่าเท้ามารราคะท่องวายุ.. มันรีบทำสีหน้ามั่นอกมั่นใจก่อนจะหันไปบอกมารดาทันที
"เรื่องนี้ปล่อยให้เป็นฝีมือข้าเองท่านแม่ ด้วยวิชาฝ่าเท้ามารราคะท่องวายุ ข้าคิดว่าสามารถลอบเข้าช่วยเตี้ยวเหม่ย เวิ่ยหลิน กับ เย่วฉาง ออกมาได้แน่นอน" พอมันกล่าวจบฟางเหนียงก็มุ่นคิ้วก่อนจะทำสีหน้างุนงง นางไม่เข้าใจว่าใครคือเย่วฉาง? เวิ่ยเซี่ยเองก็พึ่งนึกออก ว่ามันยังไม่ได้กล่าวถึง หญิงสาวแสนงามอีกคนที่มันพบเจอพร้อม เวิ่ยหลินในวัดร้างให้มารดาฟังเลย มันรีบส่งยิ้มเจื่อน ๆ ให้มารดาก่อนจะบอกว่า ไว้เล่าให้ฟังทีหลัง ฟางเหนียงก็ถอดหายใจก่อนแย้มยิ้ม และส่ายหน้าเบา ๆ นางคิดว่าบุตรชายช่างมีนิสัยเจ้าชู้ซุกซนเหมือนเว่ยถังสามีนางเสียจริง
"เอาเถอะ ๆ เจ้าจงรีบไปช่วยพวกนาง แม่จะรออยู่แถวนี้" เวิ่ยเซี่ยพยักหน้าและลุกขึ้น จากนั้นก็โคจรลมปราณไปทั่วร่าง แล้วใช้ วิชาฝ่าเท้ามารราคะท่องวายุ พุ่งทะยานตรงเข้าไปในสำนักสตรีหยกร่างของเว่ยเซี่ยยามนี้ดูคล้ายกับสายลมขนาดใหญ่ที่พัดผ่านพวก เฟิงควางไปวูบหนึ่ง พวกมันต่างพากันตกใจมาก แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร ต่างมองว่าเป็นแค่ลมบ้าหมูทั่วไปตามธรรมชาติ แต่หารู้ไม่ว่านี่คือ เวิ่ยเซี่ยนั่นเอง..
จบบท