ตอนที่ 40 ราษฎร์ชิงชัง
ที่หน้าหอสุขนิรันดร โรงเตี๊ยมชื่อดังที่สุดในเมืองหน้าด่านแห่งเสฉวน
“เมื่อนานมาแล้วมีฮ่องเต้องค์หนึ่ง ฮ่องเต้องค์นี้ไม่ว่าจะพยายามสักเท่าไหร่ก็หามีบุตรสักคนไม่ แม้นทุ่มเททำราชกิจกับสนมหมดทั้งหกวัง ก็หาสมความปรารถนาไม่”ผู้เฒ่าตาบอดเริ่มเล่านิทาน
ชาวบ้านเมื่อได้ยินนิทานก็ขมวดคิ้ว ต่างรู้สึกเวทนาฮ่องเต้นนิทานผู้นี้ยิ่งนัก มีศักดิ์เป็นถึงโอรสสวรรค์ได้นั่งบัลลังก์มังกร แต่ความสำเร็จที่ชาวบ้านทั่วไปเขาโยกกายไปมาไม่กี่ครั้งก็ได้บุตรได้ธิดา โอรสสวรรค์ผู้นี้กลับทำเท่าใดก็ไม่เห็นผล ช่างอนาถเหลือเกิน
“แต่ละวันผ่านไปฮ่องเต้องค์นี้ก็เอาแต่หมกมุ่นราชกิจทำทายาท แล้วพอทำทายาทไม่ได้ ก็โทษนั่นโทษนี่ โทษทุกสิ่งอัน โทษฮองเฮา โทษสนม โทษทุกอย่างยกเว้นโทษตัวเอง”
ชาวบ้านที่ล้อมวงฟังนิทานอยู่ก็ครางฮือขึ้นมาทันที
“เอาลูกสาวเขาไปเป็นเมียตัวเองก็ไม่รู้จักดูแล อยากจะหย่าเขาแต่ก็ทำหน้าบางกลัวถูกคนอื่นนินทาว่าไม่กตัญญูพระพันปีที่ตายไปแล้ว ลูกสาวเขาเดินทางเกือบห้าพันลี้เพื่อไปเป็นเมียมัน จู่ๆ ฮ่องเต้ทรงเสวยพระกระยาหารจนอิ่มแล้วหาสิ่งใดทำมิได้ ก็มาเพ่งโทษเมียตัวเอง กดดันหวังให้เมียตัวเองฆ่าตัวตาย”
ชาวบ้านพอฟังตรงนี้แล้วก็นึกสงสัยขึ้นมา เพราะพฤติกรรมช่างคุ้นกับฮ่องเต้ที่ตัวเองได้ยินข่าวอยู่ทุกวันเหลือเกิน ข่าวเรื่องฮ่องเต้ทรงมิโปรดฮองเฮาซี่งเป็นบุตรสาวของผิงซีอ๋องก็ระบือมาถึงที่นี่นานเป็นปีแล้ว
“แล้วฮ่องเต้องค์นี้ ปัญญาทำลูกไม่มีมิพอ ยังโลภโมโทสันมิรู้จักหยุด ตัวเองมีแผ่นดินทั้งแผ่นดินเป็นสมบัติดูแลมิดี รีดนาทาเร้นอาณาประชาราษฎร์จนผู้คนท้องกิ่วผอมไปถึงกระดูกสันหลัง ก็นึกอยากได้สมบัติของขุนนางผู้อื่น”
เสียงครางฮือดังขึ้นมาพร้อมกัน
“ฮ่องเต้เห็นว่าอ๋องทางใต้ผู้หนึ่ง ดูแลแผ่นดินร่มเย็นเป็นสุขนัก ข้าวปลาอาหารก็แสนบริบูรณ์ ภัยอดอยากไม่เคยกล้ำกรายแผ่นดิน ก็นึกอยากถอดอ๋องผู้นั้น แล้วเอาแผ่นดินของท่านอ๋องไปเป็นสมบัติของตัวเอง”
“เพ้ย!!!” เสียงหลายคนอุทานขึ้นพร้อมกัน
“อ๋องผู้นั้นภักดีนัก เห็นหน้าที่ของข้าราชบริพารมาเป็นสิ่งสูงส่งที่ต้องพึงกระทำเป็นอย่างแรกในชีวิต”
“แล้วท่านอ๋องผู้นั้นทำอย่างไร!”
“ท่านอ๋องถือคติว่าแม้นองค์ฮ่องเต้พระราชทานโทษตายมาให้ นี่ฮ่องเต้แค่อยากขอแผ่นดินคืนไยท่านอ๋องจะให้มิได้เล่า ขุนนางที่ดีก็จักต้องปฏิบัติตาม ฮ่องเต้อยากได้แผ่นดินท่านอ๋องก็ถวายแผ่นดินคืนให้ฮ่องเต้ แล้วท่านอ๋องก็ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นขุนนางผู้ภักดี มีชื่อจารึกบนแผ่นป้ายทองในปราสาทพระเทพบิดรว่าเป็นขุนนางผู้สัตย์ซื่อ”
“หา.....แล้วชาวบ้านเล่า?”
“เขาสนใจหรือ ใครเขาสนใจกันเล่า? ขุนนางก็อยากเป็นข้ารับใช้ผู้ภักดี ฮ่องเต้ก็อยากได้วัวตัวอ้วนไว้เชือดกินมิใช่หรือ?”
การพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน หลายครั้งมันก็เริ่มมาจากข้างถนน เรื่องนี้เสวียนฮวามีหรือจะไม่รู้ ยิ่งแผ่นดินทุกข์ร้อนมากขึ้นเท่าใด ปวงประชาก็จะเห็นว่าฮ่องเต้องค์ปัจจุบันนั้นสวรรค์ไม่เป็นใจให้ด้วยเสียแล้ว พอคนมีความเกลียดชัง ข่าวลืออะไรที่โหมลงไปก็ยิ่งกระหน่ำซ้ำเติมขึ้น
ผู้เฒ่าฉีหากินกับการเป็นวนิพกเล่านิทานให้คนฟัง หลายครั้งเรื่องที่ผู้เฒ่าฉีเล่าก็ไม่ใช่นิทาน แต่เป็นข่าวสารบ้านเมือง แต่ถ้าหากเล่าความหมิ่นกระทบถึงเบื้องสูง คนเล่าก็จะใช้วิธีบอกว่าเป็นฮ่องเต้ในอดีตเมื่อนานมาแล้ว แต่หากคนฟังไม่ใช่คนปัญญาอ่อนก็รู้สิ้นว่าฮ่องเต้ในอดีตที่ว่านั้นคือใคร
ผู้เฒ่าฉีรับฟังเรื่องที่คนเล่าให้ฟังทุกคน แต่ความที่จะเล่าออกไปนั้น จะเป็นไปตามที่คนเล่าอยากให้เป็นหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความถูกใจของผู้เฒ่าที่มีต่อคนพูดด้วย ยิ่งผู้เฒ่าถูกชะตามากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเห็นอกเห็นใจและคล้อยตามสิ่งที่คนพูดเล่าให้ฟังเท่านั้น
แล้วจะมีอะไรสร้างความถูกชะตาได้ดีกว่าสุราดีและอาหารแพงๆ อีกเล่า?
ความจริงเรื่องการบริหารราชการแผ่นดินอันฟอนเฟะของอิงจงฮ่องเต้นั้นมีมานานแล้ว อิงจงฮ่องเต้เคยใส่ใจผู้อื่นที่ไหน ขนาดขุนนางใกล้ตัวยังมีแต่ใช้โทษประหารอย่างโหดร้ายบีบคั้นคนของตัวเอง
แล้วมีหรือที่หวังฮุ่ยจะเห็นทวยราษฎร์อยู่ในสายตา
ทั้งภัยแล้งทั้งน้ำท่วมกระหน่ำต้าเฉิง แต่ก็เหมือนหลังคารั่วแล้วฝนยังกระหน่ำ ไม่เคยเลยที่ราชสำนักจะเว้นภาษีให้ มีแต่ใช้อำนาจกดขี่อย่างเดียวเท่านั้น
เรื่องราชสำนักฟอนเฟะ มีหรือบิดานางจะมิรู้ แต่เสวียนฮวาก็มั่นใจว่าบิดานางก็คงตั้งปณิธานว่าตัวเองจะเป็นขุนนางที่ภักดีต่อราชบัลลังก์จนชีวิตจะหาไม่เป็นแน่แท้
หากนางอยู่เฉยๆ รอให้บิดานางตัดสินนาง ขี้คร้านผิงซีอ๋องจะเอาบุตรสาวยัดใส่ขื่อคาแล้วส่งนางกลับไปราชสำนักน่ะสิ...แต่ท่านพ่อจะหวังหรือว่าหวังฮุ่ยจะเว้นโทษตายให้คนแซ่เสวียน
ชายคนรักทุ่มเทช่วยนางถึงเพียงนี้ มีหรือที่นางจะยอมปล่อยให้ตัวเองตายไปง่ายๆ
ทว่าผิงซีอ๋องไม่มีวันเป็นขบถแน่ จึงมีทางเดียวเท่านั้น....ทวยราษฎร์ทั้งแผ่นดินจะต้องบีบบังคับให้ผิงซีอ๋องเป็นกบฏ! แต่เรื่องนี้อย่างเดียวไม่พอ...
ไฟแห่งความเกลียดชังมันสุมอยู่ในต้าเฉิงมาหลายปีแล้ว สิ่งที่เสวียนฮวาต้องทำคือโหมไฟแห่งความชิงชังให้กระพือขึ้น และให้ไฟปฏิวัติมันปะทุในจวนผิงซีอ๋องให้จงได้
ที่สำคัญ นางต้องเดินเข้าจวนของผิงซีอ๋องเช่นผู้ถูกกระทำอย่างน่าเวทนา มิใช่หญิงชั่วที่ทรยศสามี!
เสวียนฮวาคิดมาถึงตรงนี้แล้วได้แต่ขบฟัน....หากข้ามิใช่ลูกสาวท่านพ่อ หากข้ามิใช่คนแซ่เสวียน ชีวิตข้าคงสบายกว่านี้มากนัก...
“ท่านหญิง รถม้ามาถึงแล้ว” ทหารยามผู้หนึ่งเข้ามาแจ้ง
เสวียนฮวายกยิ้มอย่างดีใจ นางอยากไปให้ถึงหยวินหนานให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ นางต้องรีบเจอพ่อและพี่ชายของตัวเองโดยเร็ว การแสดงความกระตือลือร้นที่จะไปพบท่านพ่อให้รวดเร็วที่สุดนั้น เสวียนฮวาเชื่อว่ามันเป็นการแสดงความบริสุทธิ์ใจของนางอย่างดีที่สุด
...ราตรีทอดนานภาพฝันก็มากมี นางเชื่อเช่นนั้น
หญิงสาวเดินออกไป เห็นรถเทียมม้าสี่ตัว เป็นเกวียนใหญ่อย่างสมฐานะที่นางสมควรจะได้ก็รู้สึกพึงพอใจยิ่งนัก หญิงสาวเห็นทหารม้าสิบคน ทหารเดินเท้าอีกห้าสิบคนที่ติดตามไปกับรถม้าด้วยก็คลายใจ
...ซูฉินยังปฏิบัติกับนางอย่างที่สมควรกระทำอยู่เช่นเดิม
สตรีผู้หนึ่งเดินเข้ามาหานาง
“คารวะท่านหญิง ข้าน้อยชื่อเสิ่นเหมย ท่านเจ้าเมืองสั่งให้ข้าน้อยมาคอยรับใช้ท่านหญิงจนถึงหยวินหนานเจ้าค่ะ”
“เสิ่นเหมยงั้นหรือ? ไฉนซูฉินส่งเจ้ามาเล่า?”
“ความจริงแต่เดิมข้าเป็นคนรับใช้ของฮูหยินผู้เฒ่าผู้เป็นย่าของท่านเจ้าเมือง ฮูหยินผู้เฒ่าถึงแก่กรรมได้สองปีเศษแล้ว ตัวข้าเองก็อายุสามสิบกว่าปีแล้ว..”
“อ้อ...ข้าพอเข้าใจแล้ว” เสวียนฮวาพูดขึ้นมา คนรับใช้ของคนที่ตายไปแล้วที่ลูกหลานเจ้านายเก่าไม่พึงประสงค์นั้น ก็ไม่ต่างอันใดกับส่วนเกินที่น่ารำคาญ “แล้วเจ้าไม่มีลูกผัวหรือญาติมิตรอื่นเลยหรือ?”
“ไม่เจ้าค่ะ” นางยิ้มตอบ แต่ดวงตาของเสิ่นเหมยดูอ้างว้างนัก
“ถ้าเช่นนั้นก็ไปด้วยกันเถิด สิ่งที่ข้าจะเอาไปด้วยก็มีแค่โต๊ะเตี้ยตัวน้อยตัวเดียว ชุดพู่กัน แล้วก็กระดาษเท่านั้น คิดว่าข้าหยิบไปด้วยเพียงแค่นี้ นายกองของด่านที่นี่คงไม่เอาความข้ากระมัง”
“เดี๋ยวข้าน้อยยกขึ้นรถม้าแล้วเดี๋ยวข้าน้อยไปแจ้งให้เขาทราบเจ้าค่ะ”
“ไม่ ไปสั่งให้ทหารสักคนให้มายกให้ข้า บอกว่าข้าสั่ง”
“เจ้าค่ะ” เสิ่นเหมยยิ้มรับแล้วเรียกทหารผู้หนึ่งมาทำงานให้นางทันที
เสวียนฮวาดูเสิ่นเหมยจัดการให้ตนเองทุกอย่างด้วยความคล่องแคล่ว หญิงสาวชักรู้สึกถูกชะตาหญิงรับใช้คนใหม่ผู้นี้เสียแล้ว อาจจะเป็นเพราะว่าความเดียวดายที่ไร้หลักยึดของเสิ่นเหมยที่ทำให้เสวียนฮวารู้สึกเห็นใจว่าเป็นผู้ร่วมชะตาเดียวกัน
แต่สาเหตุข้อสำคัญที่สุด ที่ทำให้เสวียนฮวาต้องชะตาเสิ่นเหมยก็คือ หญิงผู้นี้มิได้ชำเลืองดูผางเยว่แม้นแต่นิดเดียว เสวียนฮวาไม่พบเจอแววแห่งความขวยเขินยามที่เสิ่นเหมยพบผางเยว่เลย
บัดนี้ชายคนรักของนางนั่งอยู่บนหลังเจ้าไป๋อี้ ถือทวนยาวช่างดูเป็นสง่างามสมชายชาติทหารยิ่งนัก เสวียนฮวาสังเกตเห็นหญิงสาวหลายคนมองผางเยว่ด้วยสายตาชื่นชม แต่บนหน้าชายหนุ่มนั้นก็หามีความรู้สึกใดๆ ไม่ เฉยชาดั่งรูปจำหลักหินไม่มีผิด
ใช่สิ ก็ทั้งม้าทั้งคนมันได้ระบายความใคร่สมใจอยากแล้วนี่....หญิงสาวคิดถึงภาพที่ผางเยว่ระบายราคะกระหน่ำใส่นางอย่างรุนแรงในเรือนทหารเมื่อไม่ถึงชั่วยามที่ผ่านมา
พอนึกแล้วก็รู้สึกร้อนที่ใบหน้า ความเป็นหญิงของนางสั่นเทิ้มด้วยแรงปรารถนาทันที