-11-
อาชา์
“หือ? เ้าลำบากใจหรือ” ฉีเฟยหลงหรี่ดวงตาคมดุจเหยี่ยวมองหญิงสาวอย่างสนใจ รูปโฉมจัดว่างดงาม แต่ถ้าเทียบกับสนมนางในในวังก็ถือว่ายังด้อยอยู่เล็กน้อย เพียงแต่ดวงตากลมโตของนางช่างกระจ่างใสดั่งดวงดาราที่ส่องสว่างยามราตรี วาจากล้าหาญไม่หวั่นเกรงสิ่งใดดุจชายชาตินักรบนั่นช่างถูกใจนัก
เดิมทีฉีเฟยหลงมีกำหนดการเดินทางมาเยือนสกุลชิงในอีกสามวันด้วยเื่สี่สัตว์ในตำนาน เพื่อถวายแด่ฉีเฉินหลงฮ่องเต้ในวันคล้ายวันพระราชสมภพนับจากนี้อีกสี่สิบห้าวันตามคำทำนายของโหราจารย์ ซึ่งเสนาบดีหานหนิงเฉิงเป็ผู้กราบทูลเสนอให้สกุลชิงรับงานนี้
คราแรกที่ได้รับพระบัญชา ฉีเฟยหลงรู้สึกหนักใจและเห็นใจสกุลชิงยิ่งนัก หากภารกิจครั้งนี้ล้มเหลว ความน่าเชื่อถือของตนอาจลดลงสักส่วน แต่เมื่อเทียบกับชีวิตของคนสกุลชิงแล้ว เื่นี้นับเป็อันใดได้ มิน่า อาเหวินถึงได้ร้อนรนนัก สู้อุตส่าห์รับปากว่าจะช่วยทูลขออภัยโทษให้ก็ยังไม่คลายใจ ถึงขนาดกับขอตามมาช่วยนางอีกแรง
แต่ทุกอย่างกลับพลิกผัน เช้าวันต่อมาหลังจากส่งสารไปสกุลชิง เพียงชั่วข้ามคืน ฉีเฟยหลงกลับได้รับรายงานอันชวนให้ตื่นตะลึงว่า สกุลชิงได้เสือขาวมาอยู่ในมือเรียบร้อยแล้ว จึงรีบเดินทางมาเพื่อพิสูจน์ความจริง
“หม่อมฉันมิกล้า เพียงรู้สึกแปลกใจเพคะ” ชิงหลินเงยหน้ามองฉีเฟยหลงแวบหนึ่ง ก่อนจะรีบก้มหน้าลงต่ำ
“แปลกใจ? คิดว่าเราหยอกเ้าเล่น”
“เอ่อ...” น้ำเสียงที่เข้มขึ้นทำเอาชิงหลินใจเสียจนไม่กล้าพูดว่าไม่อยากให้เขาไป เพราะถ้าองค์รัชทายาทมีอันตราย นางและครอบครัวคงโดนลงอาญาเป็แน่
“ทูลองค์รัชทายาท นางเพียงเป็ห่วงความปลอดภัยของพระองค์เท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ” มู่หลิ่งเหวินช่วยตอบแทนคู่หมาย
“เอาเถิด เราแค่หยอกเล่น แล้วจะไปตามหาอาชา์ทั้งสามตัวที่ใด คงไม่ใช่เผ่าซงหนู?” ฉีเฟยหลงคาดเดา เพราะเผ่าซงหนูอยู่แถบชายแดนซึ่งเป็ทุ่งราบกว้างใหญ่ ใช้ม้าเป็พาหนะในการเดินทางและมีม้าพันธุ์ดีมากมายหลายสายพันธุ์ ซ้ำยังเคยนำอาชา์มาเป็เครื่องบรรณาการด้วย ที่สำคัญยังเป็พันธมิตรที่ดีของแคว้นฉี
เพียงแต่ระยะทางและเวลานับเป็อุปสรรคยิ่งใหญ่ในการทำภารกิจนี้ ด้วยระยะทางนับพันลี้ แม้จะควบม้าโดยไม่หยุดพัก ไปกลับคงใช้เวลาไม่ต่ำกว่าครึ่งเดือน ไหนจะต้องตามหาอาชา์ซึ่งนับว่ามีความยากระดับสูงพอๆ กับงมเข็มในแม่น้ำเลยทีเดียว เช่นนี้ความหวังที่งานจะสำเร็จคงริบหรี่ ดั่งเทียนแห่งความหวังที่สว่างไสวค่อยๆ หรี่แสงลงไปเรื่อยๆ
มู่หลิ่งเหวินเหลือบมองซีกหน้าคู่หมายของตนด้วยความเป็ห่วง และวิตกกังวลเื่นี้มากพอควร ด้วยภารกิจครั้งนี้ยากในระดับที่ตนก็ยังไม่กล้ารับประกันว่าจะทำได้สำเร็จ
วันรุ่งขึ้นยามเฉิน
ช่างเป็เช้าที่อากาศแจ่มใส ท้องฟ้าปลอดโปร่งไร้เมฆบดบัง เหมาะแก่การเดินทางยิ่งนัก การตามหาอาชา์ครานี้มีผู้ร่วมทางทั้งสิ้นรวมยี่สิบคนจากสามกลุ่ม กลุ่มแรกคือกลุ่มขององค์รัชทายาทฉีเฟยหลงพร้อมองครักษ์แปดนาย กลุ่มที่สองคือกลุ่มของมู่หลิ่งเหวินพร้อมองครักษ์สี่นาย และกลุ่มของชิงหลินพร้อมผู้ติดตามชุดเดิมห้าคน
ชิงหลินค่อนข้างลำบากใจกับการเดินทางครั้งนี้ เพราะจากข้อสรุปแผนการเมื่อวานที่ให้แบ่งกำลังออกเป็สองกลุ่ม องครักษ์ของมู่หลิ่งเหวินติดตามคุ้มกันองค์รัชทายาท ส่วนตัวมู่หลิ่งเหวินขอไปกับกลุ่มของนาง ซึ่งนางไม่อาจปฏิเสธได้เพราะอย่างไรเขาก็ยังเป็คู่หมาย
ความลำบากใจต่อมาก็คือเ้าฟานฟานตัวดี พอได้ยินว่านางจะไม่พามันไปด้วยก็อดน้ำอดอาหารประท้วง เกาะติดนางแจไม่ยอมห่าง ส่งสายตาออดอ้อนจนนางใจอ่อนต้องพามันไปด้วย ไม่อย่างนั้นกว่าจะกลับมา มีหวังมันอาจไปเที่ยวหาท่านยมแล้วก็เป็ได้
ร่างเล็กมองเ้าฟานฟานที่ใช้เท้าหน้าเกาะขอบห่อผ้า โผล่หัวออกมาร้องแง้วๆ เอียงคอมองคล้ายกำลังออดอ้อนเอาใจที่ยอมพามันมาด้วย ดวงตาเล็กๆ สีเทาของมันมีภาพใบหน้าจิ้มลิ้มส่งยิ้มหวานสะท้อนอยู่ มันรับรู้ได้ทันทีว่านางให้อภัยแล้ว แม้จะยังพูดไม่ได้ แต่มันก็รับรู้ได้ด้วยสัญชาตญาณ
ูเาที่อยู่เื้ัคอกสัตว์สกุลชิงคือจุดหมายของภารกิจครั้งนี้ ครั้งแรกที่ได้ยิน ทุกคนต่างพากันอึ้งระคนประหลาดใจ ฉีเฟยหลงถึงกับหัวเราะออกมาดังลั่น ชิงหยวนขมวดคิ้วรูปดาบพร้อมกับลูบเคราตัวเองช้าๆ มู่หลิ่งเหวินเพียงมองคู่หมายนิ่งไร้อารมณ์ใดๆ
ผ่านไปครู่ใหญ่ฉีเฟยหลงจึงหยุดหัวเราะแล้วกระแอมออกมา เมื่อสบกับดวงตากลมโตที่ดูจริงจัง จึงสั่งให้นางอธิบายต่อ
“หลับสบายดีหรือ”
ชิงหลินสะดุ้งก่อนจะเงยหน้ามองที่มาของเสียง ก็พบกับร่างสูงในชุดสีน้ำเงินเข้ม คาดเข็มขัดหนังสีดำ สวมรองเท้าหนังสีเดียวกัน เหน็บดาบยาวที่เอวดูทะมัดทะแมงและสง่าผ่าเผย ไล่ขึ้นมาคือใบหน้าหล่อเหลาชวนตะลึงยิ่งนัก คิ้วเข้มยาว ดวงตาคมทรงเสน่ห์น่าหลงใหล จมูกโด่งรับกับริมฝีปากแดงเรื่อ ช่างเป็บุรุษที่หล่อเหลาเกินบรรยายจริงๆ
“หลงเสน่ห์ข้าแล้ว?” มู่หลิ่งเหวินหยอกเมื่อเห็นนางมองสำรวจเขาอยู่นาน
“ขะ...ข้าเปล่า ท่านอย่าหลงตัวเองไปหน่อยเลยเ้าค่ะ” นางรีบปฏิเสธตะกุกตะกัก ใบหน้าจิ้มลิ้มแดงเรื่อเชิดขึ้นอย่างอวดดี ทั้งยังกลอกตาไปทางอื่นไม่กล้าสบตาเขาตรงๆ
“หึๆ แล้วเหตุใดไม่สบตาข้า หากเ้าไม่ได้เป็เช่นที่ข้ากล่าว” เขาแกล้งยื่นหน้าเข้ามาใกล้
“ฮึ! ข้าหรือจะ...” คำพูดถูกกลืนลงคอไปทันทีเมื่อได้สบกับดวงตาคมทรงเสน่ห์ที่จ้องมองมา มันช่างแพรวพราวและเต็มไปด้วยเสน่ห์จนนางไม่อาจละสายตาได้
ชิงหยวนหยุดมองภาพหนุ่มสาวหยอกล้อกันหน้าคอกเ้าไป๋เสวี่ย ดวงตาคมหรี่ลงเล็กน้อย มุมปากยกขึ้นอย่างพึงใจ หวนนึกถึงเหตุการณ์ยามราตรีที่ผ่านมา เมื่อการปรึกษาหารือเสร็จสิ้นลงก็ล่วงเข้ายามไฮ่จึงได้แยกย้ายไปพักผ่อน
“ท่านลุง ข้า...อยากขอโอกาสจากท่าน” มู่หลิ่งเหวินคุกเข่าลงเบื้องหน้าชิงหยวน พลางกล่าวด้วยเสียงที่ดังพอสมควร
“ไฮ้! รีบลุกขึ้นเร็วเข้าหลานชาย หากใครมาเห็นเข้าลุงคงถูกโบยเป็แน่” ชิงหยวนรีบเข้ามาประคองอีกฝ่ายให้ลุกขึ้น แต่แม่ทัพหนุ่มกลับขืนตัวนั่งคุกเข่านิ่งไม่ยอมขยับ เห็นดังนั้นชิงหยวนก็ได้แต่ถอนใจพลางกล่าว “เ้าจะขอโอกาสจากลุง? เื่อันใดหรือ”
“เื่หลินเอ๋อร์ขอรับ” มู่หลิ่งเหวินพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นมั่นคงและสายตามุ่งมั่นไร้ความลังเล
“หลินเอ๋อร์? ทำไมหรือ” ชิงหยวนจ้องเข้าไปในดวงตาชายหนุ่มคล้ายจะมองหาความจริงบางอย่าง
“คือว่า...”
“นายท่าน ทุกอย่างเตรียมพร้อมแล้วขอรับ” เสียงบ่าวชายคนหนึ่งดังขึ้นทำให้ผู้เป็นายหลุดจากภวังค์ ก่อนจะเปล่งเสียงรับคำแล้วเดินเข้าไปหาหนุ่มสาวทั้งสอง
ชิงหยวนพร้อมด้วยชิงฮูหยินยืนมองส่งขบวนตามหาอาชา์ที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไปอย่างช้าๆ ด้วยจุดหมายอยู่ใกล้เพียงคอกสัตว์กั้น แต่ด้วยพื้นที่ทางเข้าไปในูเามีหลายเส้นทาง ไม่อาจนำม้าเข้าไปได้ ต้องทิ้งม้าไว้ที่แนวเขตชายป่า โดยมีเวรยามคอยเฝ้าในจุดพักม้าทั้งสองจุดอย่างเข้มงวด
ชิงหลินสะพายเ้าฟานฟานน้อย มองูเาสามลูกที่เป็กำแพงธรรมชาติที่โอบล้อมคอกสัตว์ไว้ทั้งสามด้านด้วยสายตาเป็กังวล
“กลัวหรือ” เห็นคู่หมายยืนนิ่ง มู่หลิ่งเหวินจึงเอ่ยถาม
“นิดหน่อยเ้าค่ะ เพราะนี่เป็ครั้งแรก” หญิงสาวยอมรับออกมาตรงๆ
“เอ๊ะ มิใช่คุณหนูเคยเข้าไปสำรวจมาแล้วหรือขอรับ ถ้านี่เป็หนแรก แล้วแผนที่แผ่นนี้...” หนึ่งในสี่ผู้ติดตามเอ่ยถามด้วยความสงสัย สีหน้าซีดลงเล็กน้อย
“คุณหนู ท่านกำลังล้อพวกเราเล่นใช่หรือไม่” ผู้ติดตามอีกคนถามซ้ำเพื่อความแน่ใจ
“...”
มู่หลิ่งเหวินกับเฟิ่งอิงขมวดคิ้วเล็กน้อย จ้องมองนางอย่างโง่งม แล้วที่นางอธิบายให้เห็นภาพชัดเจนเมื่อคืนวาน จะให้พวกเขาเข้าใจอย่างไร
เห็นท่าทางของพวกเขาแล้วจึงหันไปถามคู่หมายเพราะเป็ผู้มีอำนาจที่สุดในกลุ่มยามนี้ “พี่เหวิน ท่านเชื่อใจข้าหรือไม่”
“แน่นอน ออกเดินทางเถิด” มู่หลิ่งเหวินสบตาคู่หมายแล้วกุมมือเรียวนุ่มนิ่มเดินไปข้างหน้าอย่างแน่วแน่
เฟิ่งอิงมองภาพนั้นด้วยความปวดใจ ส่วนผู้ติดตามทั้งสี่เพียงมองหน้ากันแล้วทำไม่รู้ไม่ชี้
ป่าแห่งนี้มีสภาพเป็ป่าดิบเขา หรือเรียกอีกชื่อว่าป่าเมฆ ด้วยมีเมฆหมอกปกคลุมยอดเขาแทบทั้งปี ต้นไม้สูงเสียดฟ้าเบียดเสียดและลดหลั่นกันเป็ชั้นๆ ปกคลุมตามสันเขาและยอดเขา
ชิงหลินสังเกตว่าต้นไม้ที่นี่มีลำต้นเล็กกว่าต้นไม้ที่ป่าอาถรรพ์ แต่กลับสูงกว่ามาก
“เดินระวังด้วย” มู่หลิ่งเหวินเอ่ยเตือนเสียงเข้ม เมื่อเห็นนางมองไปทั่ว ขาดความระมัดระวัง ฝ่ามือหนากระชับมือเล็กนุ่มนิ่มให้แน่นขึ้น
“ข้ารู้แล้ว ปล่อยมือเถิด ท่านจับมือข้าไว้แบบนี้ข้าเดินไม่ถนัดเ้าค่ะ” ชิงหลินกล่าวกับเขาเบาๆ ซึ่งอีกฝ่ายก็ยอมปล่อยแต่โดยดี
“แง้วๆ แง้วๆ” จู่ๆ เ้าฟานฟานก็ร้องออกมา สองเท้าหน้าตะกุยห่อผ้า ดิ้นขลุกขลักๆ จนนางต้องก้มมองมันที่อยู่ในห่อผ้าอย่างสงสัย
ทันใดนั้นสิ่งมีชีวิตนับสิบก็พุ่งเข้ามาตรงจุดที่พวกนางยืนอยู่อย่างประสงค์ร้าย
“คุ้มกันท่านแม่ทัพและคุณหนู!”
สิ้นคำสั่งของเฟิ่งอิง หน่วยคุ้มกันร่างสูงใหญ่กำยำทั้งสี่คนก็เคลื่อนกายเข้ามายืนโอบล้อมทั้งสองไว้ทั้งสี่ทิศอย่างรวดเร็ว ดาบยาวในมือถูกชักออกมาจากฝักพร้อมรับมือ สายตาแน่แน่วมุ่งมั่นไม่หวาดกลัวสิ่งใด
ดวงตาคมเรียวดุของเฟิ่งอิงกวาดมองรอบๆ อย่างระแวดระวัง แสงสว่างถูกบดบังด้วยต้นไม้สูงจนเหมือนยามพลบค่ำ ทำให้ประสิทธิภาพในการมองเห็นลดลงทั้งที่เข้ามาได้เพียงหนึ่งชั่วยาม พื้นดินปกคลุมด้วยพืชต้นเล็กๆ คล้ายตะไคร่น้ำจึงค่อนข้างลื่น ต้องเพิ่มความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น
“แง้วๆ แง้วๆ”
ชิงหลินมัวแต่สนใจพฤติกรรมแปลกๆ ของเ้าพยัคฆ์น้อย จึงไม่รู้ว่าอันตรายกำลังคืบคลานเข้ามา นางยกตัวมันขึ้นมาในระดับสายตา พยายามสื่อสารกับมัน
เมื่อเห็นมันตะกุยเท้าไปมาจึงลดแขนที่อุ้มมันลง จนได้เห็นสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่สูงเทียมอก สัตว์กินเนื้อที่ชอบออกหาอาหารในยามกลางคืน ปีนป่ายต้นไม้ได้ ลำตัวยาวกว่าสองเมตร ขนสีเหลืองอมส้ม มีสีดำพาดผ่านตลอดทั้งตัว กำลังจ้องนางอยู่
หญิงสาวตัวแข็งทื่อในบัดดล ลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น ความกลัวเริ่มก่อตัวขึ้นเรื่อยๆ ตัวสั่นอย่างไม่อาจควบคุมได้ ดวงตาสีเหลืองคล้ายมีมนตร์สะกดจนไม่อาจหลบสายตาจากมันได้ ความกลัวเกาะกินใจจนเผลอปล่อยเ้าฟานฟานน้อยหล่นลงบนพื้น
“เราพลาดท่าหลงเข้ามาในถิ่นของพยัคฆ์เสียแล้ว” มู่หลิ่งเหวินกล่าวเสียงเคร่งเครียด พลางกำดาบยาวในมือมั่น แขนซ้ายวาดไปข้างหลังเพื่อคุ้มครองคู่หมายที่เหมือนจะขาดสติไปแล้ว พยัคฆ์ที่รักสันโดษ เหตุใดจึงมาอยู่รวมกันเป็ฝูงเช่นนี้ เป็เื่ที่ผิดธรรมชาติยิ่ง
“นะ...นี่มัน ์! มากมายเพียงนี้เชียวหรือ” หนึ่งในสี่หน่วยคุ้มกันอุทานออกมาเบาๆ ใบหน้าเข้มดุซีดเผือด เมื่อพยัคฆ์ตัวใหญ่หลายตัวค่อยๆ ปรากฏแก่สายตา พวกมันส่งเสียงคำรามข่มขวัญศัตรู ตั้งท่ารอคำสั่งโจมตีจากจ่าฝูงที่จับจ้องชิงหลินอยู่ ตัวเดียวก็นับว่าแย่แล้ว แต่นี่มากันเป็ฝูง งานนี้นับว่าหินทีเดียว
“สิบตัวพอดีขอรับท่านแม่ทัพ ดูเหมือนเ้าตัวข้างหน้าจะเป็จ่าฝูง” เฟิ่งอิงรายงานเสียงเบาหวิวจนคล้ายจะเป็เสียงลม พลางเหลือบมองชิงหลินแวบหนึ่ง
มู่หลิ่งเหวินแผ่จิตสังหารเข้มข้นใส่พยัคฆ์จ่าฝูงจนมันชะงักไปชั่วครู่ จากนั้นก็คำรามเสียงดังลั่นจนเกิดเสียงสะท้อนไปทั่วป่าเพื่อตอบกลับแม่ทัพหนุ่มอย่างไม่เกรงกลัว
“แง้วๆ แง้วๆ ฮื่อออ” เ้าฟานฟานน้อยเห็นท่าไม่ดี จึงพาร่างเล็กจ้อยสีขาวคาดดำของมันมายืนขวางชายหนุ่มกับพยัคฆ์ตัวใหญ่กว่ามันสิบเท่าอย่างกล้าหาญ เงยหัวเล็กๆ กลมๆ ของมันขึ้น จากนั้นก็ส่งเสียงร้องคล้ายขู่ไปยังพยัคฆ์ใหญ่หลายครั้ง
เ้าพยัคฆ์จ่าฝูงเอียงหัวมองลูกพยัคฆ์ขาวแล้วคำรามขู่กลับไป แต่เ้าลูกพยัคฆ์ขาวไม่ถอยหนี สี่ขายืนจังก้าแน่วแน่ ร้องแง้วๆ โต้กลับอย่างไม่เกรงกลัว ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของทุกคน
ฝ่ายชิงหลินเมื่อได้สติ ก็ต้องใที่ในอ้อมแขนปราศจากเ้าฟานฟานน้อย ครั้นพอได้เห็นภาพเ้าพยัคฆ์ใหญ่กำลังย่างสามขุมมาที่เ้าฟานฟานน้อยของนาง อารามใบวกกับความเป็ห่วงจนลืมความกลัวไปชั่วขณะ ร่างเล็กรีบพุ่งตัวไปหาฟานฟานแล้วอุ้มมันขึ้นมาแนบอกนุ่ม
“หลินเอ๋อร์ / คุณหนู” มู่หลิ่งเหวินกับเฟิ่งอิงร้องเรียกนางขึ้นมาพร้อมกัน
“ฟานฟาน ไม่เป็ไรแล้ว ไม่ต้องกลัวนะ” เสียงแรกของทั้งสองไม่เข้าหูนางเลยสักนิด นางเอาแต่ปลอบเ้าพยัคฆ์น้อยที่อยู่ในอ้อมแขน ท่ามกลางใจที่เต้นระทึกของบุรุษทั้งหก
“แง้วๆ” เ้าฟานฟานน้อยร้อง ยกเท้าหน้าทั้งสองตะกุยอากาศ ตากลมเล็กสีเทามองเ้าพยัคฆ์ใหญ่
“อะไร ้าจะบอกอะไรข้าหรือ”
“ปะ...ปู้ด ดะ...ด้าย .ปู้ด...ด้าย” ด้วยความพยายามในที่สุดเ้าลูกพยัคฆ์ขาวก็พูดคำแรกออกมาได้
“หือ? ปู้ดด้าย?...เ้าหมายถึง...พูดได้?...จริงด้วย ข้าพูดกับสัตว์ได้นี่นา อา...ขอโทษนะฟานฟาน มัวแต่กลัวเลยลืมเสียสนิทเลย” นางเกาแก้มตัวเองพร้อมกับหัวเราะแห้งๆ
“หลินเอ๋อร์!” มู่หลิ่งเหวินขยับร่างสูงจะเข้ามาช่วย แต่ถูกเฟิ่งอิงคว้ามือไว้ก่อน แม่ทัพหนุ่มหันขวับไปมองเฟิ่งอิงอย่างเดือดดาล แต่กลับเห็นเฟิ่งอิงส่ายหน้า
“ท่านแม่ทัพโปรดรอสักครู่ หากคุณหนูเป็อันตราย ข้ายินดีมอบศีรษะนี้ให้ท่าน” เฟิ่งอิงกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
มู่หลิ่งเหวินไม่ได้กล่าวตอบ พลางสะบัดข้อมือออกจากการเกาะกุม สีหน้าแสดงออกชัดเจนว่าไม่พอใจอย่างมาก ดูเหมือนบุรุษผู้นี้จะรู้เื่ของนางมากกว่าจะเป็เพียงผู้คุ้มกันธรรมดา ย่ามันเถิด!
“เอ่อ...สะ...สวัสดี ข้าชื่อชิงหลิน เ้าชื่ออะไรหรือ” ชิงหลินส่งเสียงทักทายพยัคฆ์จ่าฝูงด้วยภาษาของมัน ที่บัดนี้สมาชิกในฝูงนำร่างอันใหญ่โตกลับมาอยู่ด้านหลังของจ่าฝูง เหลือเพียงสองตัวที่นอนราบกับพื้น สายตาจับจ้องพวกนางอยู่ด้านหลัง
“ไม่เกี่ยวกับเ้า มนุษย์เช่นเ้าเข้ามาทำอันใดที่นี่” พยัคฆ์จ่าฝูงเอ่ยถาม น้ำเสียงของมันบ่งชัดว่าไม่พอใจ
“พวกเรามาตามหาอาชา์สีทอง”
“แล้วเหตุใดจึงไม่ใช้เส้นทางอื่น” มันสวนกลับทันที
“ก็เส้นทางนี้ใกล้ที่สุด”
“ใกล้ไกลนั่นเป็เื่ของเ้า ข้าสนแค่พวกเ้าบุกรุกเข้ามาในถิ่นของข้า แล้วจะให้ปล่อยไปง่ายๆ เช่นนั้นหรือ!”
“แล้ว...” ชิงหลินพูดยังไม่ทันขาดคำ ลูกธนูไม้หัวเหล็กแหลมลึกลับก็พุ่งตรงไปยังร่างของเสือตัวหนึ่งที่อยู่ด้านหลัง ลูกธนูทะลุเข้ากลางลำตัวอย่างแม่นยำ ทำให้มันร้องออกมาด้วยความเ็ป เกิดความโกลาหลขึ้นทันที พยัคฆ์จ่าฝูงคำรามลั่น ด้วยคิดว่ากลุ่มของชิงหลินโจมตีมัน พวกมันพุ่งเข้าใส่คนทั้งเจ็ดด้วยความโกรธแค้น จนกลุ่มของนางกระจัดกระจายกันไปคนละทิศละทาง
มู่หลิ่งเหวินรีบเข้ามารวบเอวของคู่หมายที่นำเ้าฟานฟานน้อยใส่ห่อผ้ายังไม่ทันเรียบร้อยดีไว้ด้วยมือข้างเดียว ก่อนจะใช้วิชาตัวเบาท่าเท้าท่องเหยียบเมฆาทะยานออกจากดงศัตรูได้ทันท่วงที แล้วพุ่งขึ้นสู่เบื้องสูงจนโผล่พ้นออกมาจากแนวกำแพงธรรมชาติ
ท่ามกลางเมฆหมอกที่ปกคลุมเหนือูเา นางรู้สึกเย็นสบายจนลืมไปว่ากำลังอยู่ในอ้อมกอดของบุรุษรูปงามที่สุดในแคว้น
มู่หลิ่งเหวินกระชับเอวบางเข้ามาแนบชิดร่างแกร่งมากยิ่งขึ้น จนนางต้องใช้มือน้อยยันหน้าอกเขาไว้เพื่อให้มีช่องว่าง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นหวังต่อว่าเขา จึงได้สบเข้ากับดวงตาคมทรงเสน่ห์ที่มองนางอยู่ เล่นเอานางพูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ
“เอ่อ...พี่เหวิน ขะ...ข้ากลัวความสูงเ้าค่ะ” ชิงหลินตัดใจบอกเขาด้วยเสียงสั่นเครือ เมื่อเห็นว่ากำลังลอยอยู่กลางอากาศและพุ่งไปข้างหน้าอย่างไม่มีทีท่าว่าจะลงพื้นเสียที
มู่หลิ่งเหวินไม่ได้กล่าวตอบ คว้ามือเรียวขาวของคู่หมายให้โอบกอดตนไว้ พร้อมกระชับร่างของนางจนใบหน้าจิ้มลิ้มซบแนบกับอกแกร่งของตนมากกว่าเดิม
ผ่านไปราวหนึ่งเค่อ ร่างทั้งสองก็ลงสู่พื้นดินอย่างนุ่มนวล ชิงหลินรีบผละออกมาจากอกแกร่ง ทำทีเป็มองสำรวจรอบๆ ตัว บริเวณที่นางยืนอยู่นี้เป็ทุ่งราบกว้างขนาดสองสามไร่ซึ่งอยู่ระหว่างูเาสองลูก
ครืน...ครืน...ซ่า...
จู่ๆ ฝนก็กระหน่ำลงมาอย่างแรง มู่หลิ่งเหวินคว้ามือเล็กวิ่งฝ่าสายฝนเข้าไปหลบใต้ต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ๆ ทันที
“ใช้ผ้าเช็ดหน้านี่เถิด” มู่หลิ่งเหวินเอาผ้าเช็ดหน้าสีขาวที่อยู่ในเสื้อส่งให้นาง
“ขอบคุณเ้าค่ะ ผ้าเช็ดหน้าผืนนี้? ของข้านี่เ้าคะ!” นางพลิกผ้าเช็ดหน้าพร้อมส่งสายตาถาม
ร่างสูงชะงักอึ้งไปเล็กน้อยที่ถูกจับได้ ก่อนจะหันซ้ายหันขวา “ตรงนั้นมีถ้ำ ไปที่นั่นเถิด” ว่าแล้วก็เดินนำลิ่วๆ ทิ้งให้นางยืนอึ้งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะรีบวิ่งตามไป
ภายในถ้ำเล็กๆ มู่หลิ่งเหวินก่อกองไฟขึ้นบรรเทาความหนาวเย็นและป้องกันสัตว์อันตราย พอเงยหน้าจากกองไฟก็สบเข้ากับตากลมโตที่จ้องมองตนอยู่ ก็ให้รู้สึกปั่นป่วนใจขึ้นมา ได้แต่หวังว่านางจะปล่อยผ่านเื่ราวเล็กน้อยอย่างเื่ที่มาของผ้าเช็ดหน้าผืนนั้น
“พี่เหวิน ผ้าเช็ดหน้าของข้าไปอยู่ที่ท่านได้อย่างไรเ้าคะ” ไหนเลยที่นางจะยอมปล่อยผ่านไปง่ายๆ
“เป็เ้าที่มอบให้ข้า” ตอบด้วยน้ำเสียงมั่นคง
“เอ๋? ข้ามอบให้ท่าน? เมื่อใดกัน เหตุใดข้าจึงจำไม่ได้” หญิงสาวจ้องเขาเขม็ง หมั่นไส้กับท่าทีวางมาดขรึมทำไม่รู้ไม่ชี้
“เมื่อนานแล้ว” แม่ทัพหนุ่มตอบกลับนิ่งๆ แต่กลับหลบตากลมโตไปจ้องกองไฟแทน
“อย่างนั้นหรือ เหตุใดข้าจึงนึกไม่ออก เอ...แปลกจัง” คิ้วเรียวขมวดมุ่น นิ้วชี้ลูบริมฝีปากอวบอิ่ม หรี่ตามองเขาด้วยสายตาคาดคั้น
“เ้ามอบของให้ข้าตั้งมากมาย จนเ้าไม่ได้ใส่ใจจะจำกระมัง”
นางอึ้งไป ไม่คิดว่าเขาจะตอกกลับมาด้วยคำพูดคล้ายตัดพ้ออย่างนี้
“ท่านอย่ามากล่าวหาข้า ข้าจดจำของที่ข้ามอบให้ท่านได้ทุกชิ้นเ้าค่ะ!” นางไม่ยอมแพ้
‘หน็อย! ขโมยของข้าไปแท้ๆ’
“แน่ใจหรือ ของที่เ้ามอบให้ข้าชิ้นแรกคือสิ่งใดกัน” ชายหนุ่มไล่ต้อนนาง คล้ายกำลังสอบสวนผู้กระทำผิด ดวงตาคมทรงเสน่ห์หรี่มองจริงจัง
“มันก็คือ...”
“หือ? เหตุใดจึงเงียบเสียเล่า” เขายื่นหน้าเข้ามาใกล้ สบตากลมโตวูบหนึ่ง ก่อนจะหลุบมองริมฝีปากอวบอิ่มที่เม้มเข้าหากันแน่นคล้ายเด็กที่โดนขัดใจ พลันมุมปากก็ยกขึ้นยิ้มอย่างผู้ชนะ
ชิงหลินผลักอกเขาออกแรงๆ ด้วยอารมณ์ขุ่นมัว ชายคนนี้ช่างร้ายกาจนัก สามารถพลิกลิ้นกลับดำให้เป็ขาว พลิกวิกฤติให้เป็โอกาสได้ด้วยคำพูดไม่กี่คำ
“ท่านอย่ามาเปลี่ยนเื่ แม้ข้าจะมอบของฝากให้ท่านมากมาย แต่ข้าไม่เคยมอบผ้าเช็ดหน้าให้ท่านแน่นอน!” เห็นเขายังนิ่งจึงเอ่ยต่อ “หรือถ้าข้าคิดจะมอบให้ท่านจริง ชื่อบนผ้าเช็ดหน้าสมควรปักเป็ชื่อท่าน ไม่ใช่ชื่อของข้า” นางคลี่ผ้าเช็ดหน้าออก ชี้ให้เขาดูชื่อตรงมุมผ้าด้านหนึ่งซึ่งปักคำว่า ‘หลิน’ ไว้
มู่หลิ่งเหวินเพียงชำเลืองมองครู่หนึ่ง รอยยิ้มเ้าเล่ห์ผุดขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลาที่งดงามราวเทพเซียน ยื่นหน้าเข้าไปใกล้คู่หมายอย่างจงใจ “แล้ว...ถ้าข้ายอมรับ...ว่าเป็คนเอาไปเอง คราที่เ้าไปเยือนจวนสกุลมู่ของข้า เ้าจะว่าอย่างไร จะโกรธเกลียดข้าหรือ” ดวงตาคมทรงเสน่ห์ยามนี้แพรวพราวระยิบระยับเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ ชวนให้หลงใหลเคลิบเคลิ้มยิ่งนัก
“ข้าไม่ใช่คนใจแคบ ขนาดที่ยอมรับผิดแล้วไม่รู้จักให้อภัยนะเ้าคะ” นางมองค้อนเขา
“เ้า...ไม่โกรธ?”
ชิงหลินพยักหน้า
“ไม่เกลียดข้า?”
ชิงหลินพยักหน้าอีกครั้ง
“หมายรวมทุกเื่ที่ผ่านมา?”
คราวนี้นางชะงัก ไม่ได้พยักหน้า ดวงตากลมโตหันมามองคนที่นั่งข้างๆ ด้วยสีหน้าประหลาดใจและยุ่งยากเด่นชัด ชัดเจนเสียจนผู้ถามเจ็บแปลบปลาบที่อกข้างซ้าย ต้องยกมือขึ้นกดเพื่อบรรเทาความเ็ปนั้น
“หึๆ เป็ธรรมดาที่เ้าจะโกรธเกลียดข้า เพราะข้าละเลยเ้า ไม่ใส่ใจดูแลเ้า เช่นคู่หมายที่ดีควรกระทำ แต่ว่า...” มู่หลิ่งเหวินจับบ่าเล็กให้หันมาเผชิญหน้ากันตรงๆ จ้องมองเข้าไปในดวงตากลมโตสีน้ำตาลเปลือกไม้ หวังให้นางรับรู้ถึงความรู้สึกของตนว่าเสียใจเพียงใดที่ปล่อยปละละเลยนางมานานหลายปี “เ้าจะยกโทษให้ข้าได้หรือไม่ ข้าสัญญาว่าจะดูแลเ้า ถนอมเ้าให้ดีนับแต่นี้ไป”
น้ำเสียงหวานทุ้มออดอ้อนกับสีหน้าเคร่งเครียดจริงจังดูขัดกันยิ่งนักในสายตาชิงหลิน
หญิงสาวไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธคำขอของเขา เพราะกำลังอึ้งกับคำพูดที่บอกเป็นัยๆ ว่า ข้อเสนอที่ขอยกเลิกการเป็คู่หมายถูกปฏิเสธโดยสิ้นเชิง หารู้ไม่ว่าอาการนิ่งเงียบของนางทำให้อีกฝ่ายตีความเข้าข้างตัวเองเรียบร้อยแล้ว
มู่หลิ่งเหวินจึงบีบบ่าเล็กเบาๆ โน้มใบหน้าหล่อเหลาลงมาช้าๆ ชิงหลินที่พอรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้คิดจะปฏิเสธ แต่พอเห็นสายตาหวานซึ้งเจือเว้าวอนของเขาแล้ว ก็ทำให้นางใจแข็งไม่ลง ได้แต่หลับตาลงรอสิ่งที่จะเกิดขึ้นด้วยใจที่เต้นกระหน่ำ
“แง้ว”
เสียงเ้าฟานฟานน้อยช่วยนางไว้ได้พอดี ชิงหลินสบโอกาสผลักอกเขาเต็มแรงจนหงายหลัง ดีที่เขาใช้มือยันพื้นไว้ทัน
“ตื่นแล้วหรือ เ้าตัวขี้เซา” นางเสอุ้มเ้าฟานฟานน้อยมาแนบอก ไม่สนใจคนข้างๆ เลยสักนิด
“ตะ...ตื่น ซะ...เซา?” เ้าฟานฟานน้อยเอียงหัวกลมๆ เล็กๆ ของมัน พยายามร้องเลียนเสียงนางที่ส่งเสียงทักมันด้วยภาษาเสือ ก่อนจะหันไปมองแม่ทัพหนุ่ม
คิ้วของมู่หลิ่งเหวินขมวดเข้าหากัน ไม่ได้ใส่ใจมันสักนิดเพราะมัวแต่พยายามทำความเข้าใจกับภาพเบื้องหน้า ครั้งแรกที่เห็นนางเผชิญหน้ากับพยัคฆ์กลางป่า เสียงของนางคลับคล้ายกับที่ได้ยินในเวลานี้ นางสามารถพูดคุยกับพยัคฆ์ได้เช่นนั้นหรือ หากไม่ใช่...แล้วที่ตนเห็นอยู่คือภาพลวงตา?
“หลินเอ๋อร์...เ้ากับพยัคฆ์น้อย...” เขาเอ่ยขึ้นอย่างไม่ค่อยแน่ใจ
“แล้วท่านคิดเห็นอย่างไร คิดว่าข้าสติเลอะเลือนหรือไม่” หญิงสาวเลือกที่จะย้อนถามเขา
“ั้แ่เมื่อใดกัน”
“เมื่อไม่นานนี้เ้าค่ะ” ชิงหลินลูบหัวเ้าฟานฟานน้อยพลางยิ้มตอบเขา ไม่คิดจะปิดบังด้วยรู้ดีว่าเขาไม่มีทางทำร้ายนางด้วยเื่นี้แน่
“ผู้ใดล่วงรู้บ้าง” แม่ทัพหนุ่มเอ่ยถามเสียงเครียด หากนางสามารถควบคุมและสั่งการสรรพสัตว์ทั้งหลายได้ แคว้นทั้งแคว้นอาจล่มสลายได้ด้วยพลังของนาง หากเป็เช่นนั้นใต้หล้านี้คงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้นาง และนางอาจถูกตามล่าหมายเอาชีวิตจากผู้ที่ไม่ได้ ด้วยหวาดเกรงในพลังอำนาจของนางที่อาจนำภัยพิบัติมาสู่แว่นแคว้นของตนก็เป็ได้
“อืม มีท่านพ่อ เฟิ่งอิง และผู้ติดตามสี่คน และบางทีท่านแม่ก็อาจจะทราบจากท่านพ่อแล้วเ้าค่ะ”
“แล้วเื่เส้นทางในแผนที่ทั้งสองแผ่นที่อยู่ในมือข้ากับองค์รัชทายาท เ้าจะอธิบายอย่างไร” พูดพลางดึงแผนที่ที่ซุกอยู่ในอกเสื้อออกมาถือไว้ ความจริงมู่หลิ่งเหวินไม่ได้อยากคาดคั้นความจริงจากนาง เพียงแต่้าพิสูจน์บางอย่างให้แน่ใจ เพื่อหาหนทางช่วยนางในอนาคต เมื่อเห็นนางเงียบจึงเอ่ยต่อ “เ้าบอกว่าเป็การเดินทางเข้ามาหนแรก แต่แผนที่แผ่นนี้กลับแสดงจุดสำคัญต่างๆ ไว้อย่างชัดเจนราวกับตาเห็น”
“ข้า...” นางอับจนคำพูด จะบอกได้อย่างไรว่าปู่พยัคฆ์ยัดเยียดเส้นทางนี้เข้ามาในสมอง แล้วนางก็เขียนเป็รูปออกมา มีด้วยกันสองเส้นทาง เดิมทีคิดจะใช้เส้นทางที่อยู่ในมือองค์รัชทายาท เพราะแม้จะต้องเดินอ้อมเขาและใช้เวลานานกว่าเกือบเท่าตัว แต่ก็เป็เส้นทางที่ปลอดภัยไร้สัตว์อันตรายขัดขวาง แต่นางจำต้องเปลี่ยนแผนเพราะองค์รัชทายาทเกิดนึกสนุกอยากตามล่าอาชา์ด้วยพระองค์เอง นางจึงต้องเลือกอีกเส้นทางที่ใกล้กว่าและเต็มไปด้วยอันตรายเส้นนี้แทน
เ้าฟานฟานน้อยรับรู้ถึงความรู้สึกอึดอัดใจของนาง มันลงจากตักอบอุ่นเดินตรงไปยังมู่หลิ่งเหวินที่นั่งชันเข่าหันข้างให้กองไฟ แล้วยกขาหน้าตะกุยรองเท้าหนังทรงสูงที่เขามักใส่เวลารบทัพจับศึก เสียงดังแกร็กๆ และเสียงคำรามขู่ในลำคอ ถ้าเป็เสือโตเต็มวัยคงสร้างความหวาดกลัวได้ แต่ในเมื่อไม่ใช่ มันจึงดูน่ารักน่าเอ็นดูในสายตาของทั้งสอง
จ้อกๆ จู่ๆ เสียงท้องใครบางคนก็ดังแทรกขึ้นมา
“คิกๆๆ” เมื่อรู้ว่าเป็ของใคร นางก็หัวเราะคิกคักชอบใจ
แม่ทัพหนุ่มถึงกับตะลึงมองอย่างหลงใหล ด้วยนี่เป็ครั้งแรกที่ได้เห็นนางหัวเราะ รอยบุ๋มสองข้างแก้มนวลทำให้นางดูมีเสน่ห์น่าค้นหายิ่งนัก พลางกระแอมไอเรียกสติก่อนจะกล่าว “ฝนหยุดตกพอดี ข้าจะไปหาอาหาร รอข้าอยู่นี่ ห้ามไปไหน เข้าใจหรือไม่” เขาเอ่ยกำชับ ส่งเ้าฟานฟานน้อยคืนให้นาง แล้วเดินออกจากถ้ำไปด้วยใบหน้าซับสีจางๆ
“หิวแล้วสิ ดีนะที่ข้านำน้ำนมแพะมาด้วย กินเสียสิ” เมื่อร่างสูงจากไปไกลแล้ว ชิงหลินจึงนำใบไม้มาห่อเป็กระทงง่ายๆ แล้วเปิดฝากระบอกไม้ไผ่ที่ใช้ใบบัวปิดไว้กันนมไหลออกมา เทนมลงบนกระทงใบไม้ให้เ้าฟานฟานน้อยได้กิน
หลังจากเ้าฟานฟานน้อยอิ่มหนำสำราญ มันก็หลับปุ๋ยอยู่ในอ้อมแขนนางอีกครั้ง ขณะที่เฝ้ารอเขากลับมา ชิงหลินพลันได้ยินเสียงคุยกันของสัตว์ชนิดหนึ่งโดยบังเอิญ สองเท้าค่อยๆ ก้าวออกมาจากถ้ำ จับเ้าฟานฟานน้อยใส่ลงในห่อผ้า กวาดตามองหาที่มาของเสียง อ้อ เสียงของเ้านกน้อยนี่เอง นางเงยหน้ามองพวกมันที่เกาะอยู่บนกิ่งไม้
“เมื่อครู่ข้าเห็นเ้าอาชาสีทองด้วย” นกสีดำท้องขาวตัวหนึ่งเอ่ยขึ้น
“ที่ใดหรือ” เสียงอีกตัวถาม
“ชายทุ่งฝั่งโน้น ช่างเป็อาชาที่สง่างามยิ่ง” มันตอบด้วยน้ำเสียงชื่นชม
“ไปกันฟานฟาน” ด้วยความตื่นเต้นดีใจ ที่จู่ๆ อาชา์ที่ตามหากลับปรากฏตัวออกมา ซ้ำยังอยู่ไม่ไกลจากจุดที่อยู่เท่าไรนัก ทำให้นางหลงลืมคำสั่งของแม่ทัพหนุ่มเสียสนิท แล้วมุ่งหน้าไปยังชายทุ่งอีกฝั่งทันที
ผ่านไปราวสองเค่อ มู่หลิ่งเหวินแทบคลั่งเมื่อกลับมาพบเพียงความว่างเปล่า ชายหนุ่มใช้วิธีแกะรอยจากรอยเท้านางที่ทิ้งไว้เป็หลักฐานชัดเจนบนพื้น นับว่าโชคดีที่ฝนตกลงมาก่อนหน้า ช่วยให้การแกะรอยตามหานางง่ายขึ้น
ย้อนกลับไปที่เฟิ่งอิงและหน่วยคุ้มกันทั้งสี่ หลังจากกระจัดกระจายเพราะลูกธนูลึกลับ ทั้งห้าใช้เวลาเพียงหนึ่งเค่อก็กลับมารวมกลุ่มกันอีกครั้ง พร้อมมือธนูที่ถูกจับได้แล้วพยายามกลืนยาพิษ แต่ยังช้ากว่าเฟิ่งอิงที่สกัดจุดหยุดการเคลื่อนไหวและทำลายยาพิษไว้ได้ทันท่วงที
มันหัวเราะเสียงดัง พ่นถ้อยคำชวนให้บั่นคอออกมาอย่างไม่เกรงกลัว “ฮ่าๆๆ พวกเ้าช่างโง่เขลานัก!”
“หุบปากเน่าๆ ของเ้าซะ!” หนึ่งในสี่หน่วยคุ้มกันเตะเข้าที่ชายโครงมันเต็มแรง จนมันร้องออกมาพร้อมกับเงยหน้าเหี้ยมๆ จ้องผู้ที่เตะมันราวกับจะกินเืกินเนื้อ
“ถ้าไม่อยากกลายเป็อาหารอยู่ที่ป่านี่ จงสารภาพออกมาซะ!” หน่วยพยัคฆ์ดำคนเดิมนั่งชันเข่าลงตรงหน้ามันพร้อมทั้งขู่เสียงต่ำ
“ฝันไปเถิด ข้าไม่รู้อะไรทั้งนั้น” มันะโใส่ชายตรงหน้า พลางแสยะยิ้มเย้ยหยัน
“หัวหน้า มันปากแข็งนัก จะทำอย่างไรต่อดี” หน่วยพยัคฆ์ดำคนเดิมลุกขึ้นถามเฟิ่งอิง
“หวังหง ยาปลิดิญญา”
พอเ้ามือธนูได้ยิน ดวงตาก็เบิกโพลง สีหน้าซีดเผือดลงทันที แม้จะถูกสกัดจุดก็ยังไม่อาจสกัดกั้นความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นได้ ร่างของมันสั่นเทา มันไม่ได้กลัวตายแต่กลัวความทรมาน เพราะผู้ที่ถูกพิษนี้จะมีอาการคล้ายถูกเข็มนับหมื่นนับแสนเล่มทิ่มแทงร่างตลอดเวลา ไร้ยาถอนพิษ ไม่รู้วันที่พิษจะสลาย ผู้ที่ถูกพิษนี้มักจะทุกข์ทรมานแสนสาหัสจนขาดใจตายก่อน บางรายยอมปลิดชีพตัวเองเพื่อไม่ต้องเผชิญความเ็ปทรมานเพราะยาปลิดิญญานี้
“พวกเ้าช่างโเี้อำมหิตนัก!” มันสบถออกมาและตัดสินใจกัดลิ้นตัวเองเพื่อหนีความทรมานที่รอตรงหน้า
“อ๊ะๆๆ อย่าแม้แต่จะคิดเชียว มันง่ายไปสำหรับคนชั่วอย่างเ้า” หน่วยพยัคฆ์ดำอีกคนตาไว รีบใช้มือบีบกรามมันเต็มแรงจนต้องอ้าปาก อีกมือมียาลูกกลอนสีดำเตรียมพร้อมอยู่
“ออมแอ้ว อ้าออมอู้ดแอ้ว” (ยอมแล้ว..ข้ายอมพูดแล้ว) มันส่งเสียงอู้อี้ ดวงตาไหวระริกจ้องมองยาเม็ดสีดำดั่งเห็นภูตผีปีศาจก็ไม่ปาน
“ฮ่าๆๆ แฮ่กๆ ข้ารับคำสั่งโดยตรงจากใต้เท้าหานให้มาป่วนขบวนของพวกเ้า” มันละล่ำละลักบอก
“ป่วน?” เฟิ่งอิงเลิกคิ้วถาม
“ใช่ จุดประสงค์จริงๆ คือสังหารคุณหนูชิงผู้นั้น โดยทำให้เหมือนเป็เหตุสุดวิสัยว่าโดนสัตว์ร้ายฆ่าตาย แต่เพราะมีพวกเ้าอยู่ ข้าจึงใช้วิธีล่อให้พวกเ้าแยกจากกันเพื่อให้แผนนี้สำเร็จง่ายขึ้น” มันเผยความลับออกมาจนหมดเปลือก
“กี่คน?” เฟิ่งอิงเอ่ยถามถึงจำนวนมือลอบสังหาร
“ยี่สิบคน...ล้วนเป็ยอดฝีมือ” มันยิ้มเยาะหลังจากที่เอ่ยเน้นทุกคำ
“หัวหน้า เรากำจัดไปแล้วห้าคนขอรับ” หน่วยพยัคฆ์ดำคนหนึ่งรายงาน
“ฮ่าๆๆ ถ้าไม่รีบละก็ เห็นทีคุณหนูของพวกเ้า...อึก!” มันพูดได้เพียงเท่านั้น ดาบยาวคมกริบก็พุ่งเสียบตัดขั้วหัวใจจนทะลุด้านหลัง มันก้มมองดูหน้าอก เห็นเพียงเืที่พวยพุ่งออกมาดั่งน้ำตก ก่อนจะค่อยๆ เงยหน้ามองผู้ที่มอบความตายให้มันด้วยดวงตาแดงก่ำที่แฝงแววอาฆาตแค้น แล้วก็ล้มลงขาดใจตายทันที
“หาคุณหนูให้พบก่อนพวกมัน!” เฟิ่งอิงเก็บดาบที่อาบเืเข้าฝัก ใบหน้าคมเข้มยามนี้ช่างน่ากลัวนัก จนหน่วยพยัคฆ์ดำทั้งสี่อดหวาดหวั่นมิได้
“แล้วเราจะเริ่มจากที่ใดดีขอรับ”
“หัวหน้า ่ชุลมุนข้าเห็นท่านแม่ทัพอุ้มคุณหนูมุ่งหน้าไปทางทิศประจิม ข้าพยายามตามแล้ว แต่วิชาตัวเบาของท่านแม่ทัพช่างร้ายกาจนัก ข้าตามไม่ทันจึงย้อนกลับมารายงานขอรับ” หนึ่งในหน่วยพยัคฆ์ดำที่เงียบอยู่นานรายงานเฟิ่งอิง
“ออกเดินทาง!” สิ้นเสียงร่างทั้งห้าก็พุ่งทะยานขึ้นไปสู่เบื้องสูงอย่างรวดเร็วด้วยวิชาตัวเบาที่ฝึกมาอย่างช่ำชอง
ชิงหลินกับเ้าฟานฟานน้อยเดินตัดผ่านทุ่งราบที่ปกคลุมด้วยหญ้าสูงเกือบหัวเข่าอย่างลำบาก เพราะฝนที่ตกหนักทำให้ดินอ่อนยวบคล้ายโคลน
“แย่จัง อย่างนี้กว่าจะถึงน่าจะใช้เวลากว่าหนึ่งชั่วยามเป็แน่” ชิงหลินบ่นกับตัวเอง ก่อนจะแหงนมองตะวันที่ยังอยู่สูง กะเวลาดูแล้วน่าจะประมาณยามอุ้ย คงต้องรีบหาเ้าม้าสีทองแล้ว
ทุ่งราบระหว่างูเานี้เป็แหล่งอาหารของอาชา์ทั้งสามที่ชิงหลินและพวกพ้องตามหาอยู่ เพียงแต่ถ้ำที่พวกมันอาศัยอยู่เป็ถ้ำที่อยู่ในูเาคนละลูก
เ้าอาชาสีทองอาศัยเพียงลำพังในถ้ำของูเาลูกที่กลุ่มของนางเข้ามา ส่วนอาชา์สีดำกับสีน้ำตาลไหม้อาศัยอยู่ในถ้ำของูเาอีกฟากของทุ่งราบนี้ ซึ่งก็คือูเาลูกข้างๆ นั่นเอง
ร่างเล็กยังคงเดินไปข้างหน้าอย่างมุ่งมั่น โดยมีเ้าฟานฟานน้อยคอยส่งเสียงบอกทางให้
“เอ๋? นี่มันลูกเชอร์รี? โชคดีจัง กำลังหิวเลย” นางนั่งลงสาวเถาเล็กๆ ของต้นเชอร์รีเข้ามา กำลังจะหยิบเข้าปาก ก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงสวบสาบคล้ายเสียงคนเดิน นางผุดลุกขึ้นแล้วหันไปมองยังทิศทางที่จากมาทันที
“หลินเอ๋อร์ / คุณหนู” เสียงจากบุรุษสองคนแต่ต่างสถานะดังขึ้นพร้อมกัน ด้านหลังมีชายฉกรรจ์อีกสี่คนตามมาติดๆ
“ทุกคน! ดีจังที่ปลอด...” ยังพูดไม่ทันจบนางก็โดนร่างสูงของมู่หลิ่งเหวินโอบกอดไว้เสียแน่น ชิงหลินกะพริบตาปริบๆ ด้วยความงุนงงเล็กน้อย พอตั้งสติได้ก็คิดจะผลักเขาออก แต่กลับรับรู้ถึงลมหายใจที่หอบถี่และมือหนาอุ่นๆ ที่ััหลังคล้ายว่ากำลังสั่นอยู่
มู่หลิ่งเหวินกระชับอ้อมแขนแน่นขึ้น ขอบคุณ์ที่นางปลอดภัย หากนางเป็อะไรไป เขายังจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีกหรือ ยิ่งคิดคิ้วเข้มก็ยิ่งขมวดเข้าหากันจนเกิดรอยย่นตรงกลางหว่างคิ้วทั้งสอง ก่อนจะเผลอกอดนางแน่นขึ้นกว่าเดิม โดยไม่นำพาสายตาทั้งห้าคู่ที่มองดูอยู่
“เอ่อ...ข้าหายใจไม่ออก”
เสียงอู้อี้ของนางทำให้มู่หลิ่งเหวินได้สติ ก่อนจะดันนางออกห่าง โดยที่มือทั้งสองยังคงจับต้นแขนเล็ก ที่ถ้าออกแรงบีบเพียงนิดก็สามารถหักออกเป็สองท่อนได้อย่างง่ายดาย นางช่างบอบบางยิ่งนัก
“แง้วๆ ฮื่อ” เ้าฟานฟานน้อยส่งเสียงเมื่อโดนคู่แข่งรวบตัวมันเข้าไปด้วย
เฟิ่งอิงกำมือแน่น ข่มอารมณ์ปวดใจ ตระหนักดีว่าตนไม่มีสิทธิ์ในทุกๆ ทาง แต่จะให้หักห้ามใจก็แสนจะยากยิ่งนัก
“เหตุใดจึงขัดคำสั่งข้า”
“ข้าขอโทษ...” มู่หลิ่งเหวินฟังแล้วได้แต่ส่ายหน้าระอาระคนหงุดหงิดใจ ด้วยไม่รู้จะจัดการนิสัยเอาแต่ใจของนางอย่างไรดี
“เื่ความผิดของข้าเอาไว้ทีหลังเถิด ข้ารู้แล้วว่าอาชา์สีทองอยู่ที่ไหนเ้าค่ะ”
ถ้อยคำของนางทำให้บุรุษอีกห้าคนเข้ามาล้อมตัวทันทีด้วยสีหน้าตื่นเต้น ยกเว้นเฟิ่งอิงที่เลิกคิ้วมองเฉยๆ
“เช่นนั้นก็ออกเดินทางเถิด” มู่หลิ่งเหวินออกคำสั่ง รวบเอวบางแล้วใช้วิชาตัวเบาพานางมุ่งไปยังทิศทางที่นางคอยบอกอย่างรวดเร็ว โดยมีเฟิ่งอิงและหน่วยพยัคฆ์ดำเหาะทะยานตามหลังมา
เพียงหนึ่งเค่อกลุ่มของชิงหลินก็มาถึงจุดหมาย ซึ่งเป็ชายทุ่งราบตามคำบอกของเ้านกน้อย
“โอ้! ดูทางโน้นสิขอรับ” ที่เหลือหันไปมองแทบจะพร้อมกัน
“โอ้ ช่างเป็อาชาที่สง่างามเหลือเกิน” อีกคนเอ่ยคล้ายละเมอ
ดวงตาคมทรงเสน่ห์จับจ้องอาชาที่อยู่เบื้องหน้าอย่างชื่นชม รูปร่างของมันสูงใหญ่กำยำและปราดเปรียว ลำตัวสีเหลืองทองมันวาวราวกับผ้าไหมชั้นดี ท่วงท่าที่เยื้องย่างสง่างามน่าเกรงขาม จนแม่ทัพหนุ่มคิดอยากมีไว้ในสักตัว
ส่วนเ้าอาชา์สีทองคล้ายจะรับรู้ถึงผู้บุกรุก มันเงยหัวขึ้นมอง ระยะห่างราวร้อยก้าว ไม่ได้ทำให้มันตื่นกลัวแต่อย่างใด กลับมองด้วยแววตาสงบแล้วก้มลงกินหญ้าต่อไป
“ปะ...ไป...ไป” เ้าฟานฟานน้อยเงยหน้าร้องบอกชิงหลิน
“แน่ใจหรือ” นางถามย้ำเพื่อความแน่ใจ เห็นมันพยักหน้าตอบ จึงหันมาขอความเห็นจากคู่หมาย
“ไปเถิด ข้าจะคอยคุ้มกันอยู่ห่างๆ”
เมื่อเขาอนุญาต ร่างเล็กจึงค่อยๆ เดินเข้าไปหาอาชา์ช้าๆ จับจ้องมันอยู่ตลอดโดยไม่ละสายตา
“ระวังด้วย แขกไม่ได้รับเชิญกำลังมา” มู่หลิ่งเหวินกล่าวเสียงเครียดแต่ค่อนข้างเบา ด้วยไม่อยากให้คู่หมายรู้ เฟิ่งอิงที่รับรู้ได้เช่นกันก็พยักหน้าตอบ พร้อมกับหันไปชี้นิ้วสั่งการให้กระจายกำลังคล้ายรูปวงกลมหันหลังให้ชิงหลินที่กำลังเดินเข้าไปหาอาชา์
ทันใดนั้นลูกธนูนับสิบก็พุ่งออกมาจากป่าซึ่งอยู่ห่างจากจุดของกลุ่มแม่ทัพหนุ่มเกือบครึ่งลี้ บุรุษทั้งหกเพียงตวัดดาบคนละสองสามครั้งก็กำจัดลูกธนูเ้าปัญหาได้ทั้งหมด
นักฆ่าในชุดดำปิดบังใบหน้าสิบสามคนพร้อมอาวุธเป็ดาบยาวพุ่งเข้าโจมตีบุรุษทั้งหกอย่างรวดเร็ว หมายจะสังหารศัตรูเบื้องหน้าให้ดับดิ้นตามคำสั่งที่ได้รับมาจากเ้านาย
ชิงหลินหันกลับมาด้วยความกังวลใจและหวาดกลัว ในดวงตากลมโตปรากฏภาพการต่อสู้ระหว่างคนสองกลุ่ม ดูแล้วฝ่ายของนางเก่งกว่ามาก โดยเฉพาะคู่หมายของนางที่ถูกรุมถึงสี่คนก็ยังทำอะไรเขาไม่ได้ เห็นพวกมันถอยร่นไม่เป็ท่าเพียงเขาตวัดดาบใส่พวกมันครั้งเดียว และวินาทีต่อมานางก็เห็นเขาตวัดดาบอีกครั้ง เ้าชุดดำทั้งสี่ก็ร่วงลงบนพื้นขาดใจตายทันที นางลอบถอนใจโล่งอกและนึกชื่นชมในความเก่งกาจของเขา เมื่อเห็นว่าเขาปลอดภัยจึงละสายตาหันมาทางเฟิ่งอิงและผู้ติดตามของนางบ้าง ก็ทันได้เห็นฉากการสังหารที่งดงามหมดจด ตายในดาบเดียวอีกแล้ว!
‘นี่พวกเขามาจากสำนักเดียวกันหรือไงนะ’
แต่ขณะที่นางและบุรุษทั้งหกพุ่งความสนใจไปที่พวกคนชุดดำ เพื่อความแน่ใจว่าพวกมันจะไม่ลุกขึ้นมาทำร้ายพวกนางได้อีกอยู่นั้น
ทันใดนั้นเองสายตาชิงหลินก็สังเกตเห็นลูกธนูถูกปล่อยออกมาจากในป่า เป้าหมายไม่ใช่ใครทั้งนั้น แต่เป็เ้าอาชา์สีทองซึ่งตอนนี้อยู่ห่างนางเพียงสามก้าว ไวเท่าความคิดสองเท้าวิ่งเข้าหามันทันที
ฉึก! แม่นอย่างกับจัดวาง
“หลินเอ๋อร์! / คุณหนู!”
เสียงเรียกจากบุรุษทั้งหกดังก้องเข้ามาในโสตประสาทพร้อมกับร่างชิงหลินที่ทรุดลงบนพื้นหญ้าข้างเ้าอาชา์สีทอง
อาชา์สีทองตื่นตระหนก ถอยหลังออกห่างหลายก้าว หลีกทางให้มนุษย์ทั้งหกที่กรูกันเข้ามายังร่างของมนุษย์ตัวเล็กสุดที่เอาตัวเข้ามารับลูกธนูจนตนเองต้องาเ็ แม้จะไม่ค่อยเข้าใจนักว่าเพราะเหตุใดมนุษย์ตัวเล็กๆ ผู้นี้ถึงเข้ามาช่วยมัน แต่มันก็ไม่ได้เก็บเอามาใส่ใจ ซ้ำยังนึกดูแคลนในสิ่งที่นางทำ ฮึ! ช่างเป็มนุษย์ที่โง่เขลานัก
“แง้วๆ แง้วๆ ฮื่อๆ” เ้าฟานฟานน้อยรีบะโเข้ามาขวาง เมื่อเห็นอาชา์เชิดหัวอย่างอวดดีเตรียมผละหนีอย่างไร้จิตสำนึก
อาชา์จึงก้มหัวลงมองพยัคฆ์น้อยที่ยืนขวาง พองขนฟูๆ ส่งเสียงฮื่อใส่มันไม่ดูกำลังตนเอง ช่างเป็พยัคฆ์น้อยที่โอหังนัก มันจึงพ่นน้ำลายใส่เ้าพยัคฆ์น้อย จนหัวกลมๆ น้อยๆ ของมันเปียกชุ่ม
“แง้วๆ ฮื่อๆๆ” เ้าฟานฟานน้อยทั้งโกรธ อับอาย และเสียหน้า มันสะบัดหัวทีหนึ่งแล้วจ้องมองอาชา์อย่างไม่ยอมแพ้
“ฮี้ๆๆ พรืดๆๆ” อาชา์เห็นความตั้งใจจริงของเ้าพยัคฆ์ตัวน้อย มันร้องออกมาเบาๆ เอาจมูกดันใบหน้าเล็กๆ ของพยัคฆ์น้อยจนมันล้มหงายไม่เป็ท่า พลางคิดในใจว่า เพียงแค่ไปส่งคงไม่เป็ไร ถือเป็การตอบแทนที่นางช่วยมันไว้ จะได้ไม่ต้องติดค้างกันอีก
ขณะเดียวกันมู่หลิ่งเหวินประคองคู่หมายไว้แนบอกแกร่งด้วยสีหน้าเครียดขรึม มือข้างหนึ่งกอบกุมมือเล็กไว้พลางบีบเบาๆ ดวงตาคมทรงเสน่ห์มองใบหน้าจิ้มลิ้มที่ซีดลงเรื่อยๆ ทั้งยังหายใจหอบถี่ เหนืออกข้างขวามีธนูเสียบอยู่ และมีเืไหลซึมออกมารอบๆ าแ
“ทำเช่นไรดี หากปล่อยไว้นานข้าเกรงว่า...” หวังหง หนึ่งในหน่วยพยัคฆ์ดำกล่าวได้เพียงเท่านั้นก็ต้องกลืนถ้อยคำลงคอ เพราะถูกสายตาพิฆาตของแม่ทัพหนุ่มและหัวหน้าหน่วยเฟิ่งอิงจ้อง
“ขะ...ข้าไม่เป็ไรเ้าค่ะ อึก!” ชิงหลินพยายามส่งเสียงบอก พร้อมส่งยิ้มน้อยๆ ให้ทุกคนคลายใจ ทั้งที่อาการน่าเป็ห่วงยิ่งนัก
“คุณหนู ท่านอย่าเพิ่งกล่าวอันใดเลยขอรับ” หนึ่งในหน่วยพยัคฆ์ดำเอ่ยเตือน
“ขะ...ข้าไม่เป็ไรจริงๆ ว่าแต่อาชา์ปลอดภัยดีหรือไม่เ้าคะ แล้วฟานฟานอยู่ไหน” นางถามขึ้นพร้อมทั้งมองหาอาชา์และพยัคฆ์น้อย
“เ้าวางใจเถิด พวกมันปลอดภัยดี” แม่ทัพหนุ่มกล่าวกับนางด้วยเสียงที่นุ่มนวล ดวงตาคมทรงเสน่ห์มองนางที่อยู่ในอ้อมแขนพลางถอนใจยาว นางช่างอ่อนโยนนัก เจ็บหนักเช่นนี้ยังมัวแต่เป็ห่วงผู้อื่น สตรีที่งดงามและจิตใจดีเช่นนางหาได้ยากยิ่งในแคว้นนี้ ที่มีแต่การแก่งแย่ง่ชิงอำนาจของพวกขุนนาง แม้หนทางสู่อำนาจจะต้องแลกด้วยเืและชีวิตของผู้จงรักภักดีก็หาได้ใส่ใจไม่
“ดะ...ดียิ่งนัก” เอ่ยได้เท่านั้นนางก็หมดสติไป โดยมีสายตาหกคู่มองด้วยความห่วงใยระคนชื่นชมในความใจเด็ดและความมีเมตตาของนาง
“ท่านแม่ทัพ...” เฟิ่งอิงร้อนรนจนอกแทบะเิ เรือนพสุธาอยู่ตรงข้ามกับทุ่งราบนี้ หากใช้วิชาตัวเบาก็ย่อมได้ และด้วยความสามารถของแม่ทัพก็คงไม่ใช่อุปสรรค เพียงแต่อุปสรรคที่ทำให้หนักใจก็คือ เ้าอาชา์สีทองตัวใหญ่และเ้าพยัคฆ์น้อยที่ไม่ยอมให้ผู้ใดเข้าใกล้นี้ต่างหาก จะตัดใจปล่อยไปก่อนแล้วกลับมาตามหาอีกครั้ง ก็อาจจะถูกฆ่าตายหรืออาจจะหนีไปที่อื่นแล้ว ครั้นจะให้หน่วยพยัคฆ์ดำเฝ้าเอาไว้ แล้วผู้ใดจะกล้ารับประกันชีวิตของพวกเขาเล่า ยิ่งคิดใบหน้าของเฟิ่งอิงก็ยิ่งดำคล้ำลงเรื่อยๆ
มู่หลิ่งเหวินพอจะเข้าใจความคิดของเฟิ่งอิง เพราะเขาก็คิดเช่นนั้น แต่จะรอช้าไม่ได้ จำต้องเลือกสักทาง “กลับเรือนพสุธาก่อน แล้วค่อยออกมาตามหามันภายหลัง”
เขาตัดสินใจแทนทุกคน พร้อมกับอุ้มร่างของคู่หมายแล้วลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ทุกคนเห็นด้วยกับการตัดสินใจครั้งนี้ของแม่ทัพหนุ่ม
“แง้วๆ” เ้าฟานฟานน้อยเดินเข้ามาหามู่หลิ่งเหวิน แหงนเงยหัวกลมๆ เล็กๆ พลางส่งเสียง เรียกความสนใจจากบุรุษทั้งหกได้เป็อย่างดี
“หือ? มีอันใดหรือเ้าพยัคฆ์น้อย” เฟิ่งอิงย่อตัวลงอีกครั้ง ส่วนหน่วยพยัคฆ์ดำสี่คนก็ก้มตัวลงเท้าแขนที่เข่าของตน สายตาจับจ้องพยัคฆ์ตัวน้อยที่คล้ายจะพยายามสื่อสารกับพวกตนด้วยความสนอกสนใจ
“ฮี้ๆๆ” เสียงร้องของอาชา์ทำให้บุรุษทั้งหมดหันไปมองมันอย่างสนใจและประหลาดใจ มันเข้ามาอยู่ใกล้ขนาดนี้ั้แ่เมื่อใดกัน อาชา์ผงกหัวเรียวยาวของมันให้ เป็เชิงว่ามันอนุญาตให้ขึ้นขี่หลังของมันได้
มู่หลิ่งเหวินหรี่ตามองสบตาเล็กๆ ของมัน ก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าไปหามันช้าๆ ด้วยท่วงท่ามั่นคง ครั้นเห็นว่ามันยืนนิ่งก็เข้าใจทันทีว่ามันยินยอม ไม่รอช้าชายหนุ่มรีบทะยานขึ้นไปนั่งบนหลังอาชา์อย่างรวดเร็วโดยมีคู่หมายอยู่ในอ้อมแขนแข็งแรง
“แง้วๆ” เ้าฟานฟานน้อยร้องเสียงดังเพราะกลัวถูกทิ้ง เฟิ่งอิงยิ้มขบขันเ้าพยัคฆ์น้อย จึงถูกมันแยกเขี้ยวใส่ ก่อนจะยินยอมให้เฟิ่งอิงอุ้มมันใส่ในห่อผ้าแล้วส่งให้แม่ทัพหนุ่ม
“หวังว่าเ้าจะไม่ทำให้นางาเ็มากขึ้นกว่าเดิม” เขากล่าวกับอาชา์ หากเขาไม่เหนื่อยล้าจากการเดินทางและการต่อสู้ หนทางนี้จะเป็หนทางสุดท้ายที่เขาจะเลือก เพราะคนที่าเ็ควรหลีกเลี่ยงการเดินทางวิธีนี้
“ฮี้ๆๆ” อาชา์คล้ายรับรู้ที่แม่ทัพหนุ่มบอกจึงขานรับ มันหันมามอง
‘เฮอะ! เ้ามนุษย์งี่เง่า หากไม่ใช่เพราะนางช่วยข้าไว้ ฝันไปเถิดว่ามนุษย์เช่นเ้าจะมีโอกาสเยี่ยงนี้ได้’ มันพ่นเสียงดังพรืดออกมาอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์นัก ก่อนจะพุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งห่างเฟิ่งอิงและคนอื่นๆ ออกไปเรื่อยๆ
มือหนึ่งของมู่หลิ่งเหวินยึดจับแผงคอหนาสีทองของอาชา์ไว้แน่น ที่ไหล่สะพายเ้าพยัคฆ์ตัวน้อยที่โผล่หัวออกมารับลม อีกมือก็โอบกอดคู่หมายไว้แนบอก ความเร็วของอาชา์ตัวนี้เป็หนึ่งในใต้หล้าจริงแท้แน่นอน รวดเร็วเสียจนภาพรอบข้างพร่ามัวไปหมด ไม่อาจระบุได้ว่าอยู่ที่ใด แรงะเืหรือก็น้อยยิ่งกว่าอยู่ในเกี้ยวเสียอีก
์! ช่างเป็อาชาเหนืออาชาโดยแท้
เื่นี้มี e-book แล้ว รีดท่านใดใจร้อนไม่อยากรอ สามารถคลิกลิงค์ข้างล่างนี้เลย กำลังจัดโปรเหลือเพียง 162 บาทเท่านั้น^_^
http://www.mebmarket.com/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMTg4MzcyOSI7czo3OiJib29rX2lkIjtpOjE4MTAwNzt9