“เธอคือบทเรียนที่ผมยอมผิดศีล”

    ตอนที่ 66 Pattern เดิมๆของพี่กร

    ​- เช้าวันถัดมา -

    ​แพรแบกความเหนื่อยล้ามาทำงานอย่างฝืนทน เธอสูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติก่อนก้มหน้าก้มตาทำงาน แม้มือจะยังสั่นเทาอยู่เล็กน้อยแต่เธอก็พยายามบังคับตัวเองให้จดจ่ออยู่กับหน้าจอเอกสาร


    ​เสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยดังขึ้นอีกครั้งจากทางเดิน... อ.วิภาปรากฏตัวในชุดเชิ้ตสีครีมรัดรูปและกระโปรงทรงสอบที่เน้นสัดส่วน กลิ่นน้ำหอมจางๆ ลอยมาปะทะจมูกก่อนที่เจ้าตัวจะเดินผ่านโต๊ะแพรไปนิ่งๆ ประตูห้องทำงานของพี่กรปิดลงพร้อมเสียงสลักกลอนที่ดัง ‘แกร็ก’ เบาๆ ในความเงียบ แต่มันกลับดังก้องในใจแพรเหมือนแรงบีบที่ซ้ำลงบนแผลเดิม


    ​- ภายในห้องพักครู -

    ​วิภาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าพี่กร เธอไม่ได้โวยวายเหมือนวันวาน แต่กลับเลือกใช้ความสงบและรอยยิ้มจางๆ ที่ดูเห็นใจเข้าสู้ พี่กรนั่งนิ่ง แววตาเหนื่อยล้าจนแทบไม่เหลือเค้าโครงของชายผู้มั่นใจคนเดิม


    ​“อาจารย์กรคะ...” วิภาเอ่ยเสียงนุ่มพลางเดินอ้อมไปยืนข้างเก้าอี้ของเขา

    “มองหน้าภาหน่อยสิคะ ภาไม่ได้มาหาเรื่องนะ ภาแค่... เป็นห่วงคุณ”


    ​พี่กรถอนหายใจยาวแต่ยังคงนิ่งเฉย วิภาจึงรุกต่อ

    “ดูสิคะ... ตอนนี้คนทั้งคณะมองคุณยังไง? แม้แต่แพรเองเขาก็มองคุณเปลี่ยนไป คุณพยายามอ้อนวอน พยายามคุกเข่า แต่เขาก็ยังเลือกเดินหนีไปกับผู้ชายคนอื่นอยู่ดี... ไม่เหนื่อยเหรอคะที่ต้องวิ่งตามคนที่เขาไม่พร้อมจะอยู่ข้างคุณในวันที่คุณล้มแบบนี้?”


    ​“ผมทำผิดกับเขาเอง...” พี่กรตอบเสียงแหบพร่า


    ​“ใช่ค่ะ คุณพลาด แต่ภาก็พลาดเหมือนกันไงคะ” วิภาเอื้อมมือไปวางบนไหล่เขาเบาๆ คราวนี้เขาสะดุ้งเล็กน้อยแต่นิ่งไป


    “ในเมื่อเรื่องมันมาถึงขนาดนี้แล้ว เราทั้งคู่ต่างก็เสียหาย จะมามัวตั้งแง่ใส่กันทำไม? ในวันที่คนทั้งโลกตราหน้าคุณ... มีแค่ภานะที่รู้ว่าคืนนั้นเกิดอะไรขึ้น และมีแค่ภาที่ยังยอมรับในตัวคุณได้”


    ​เธอนโน้มตัวลงกระซิบข้างหูเขา

    “เลิกทำตัวเป็นคนดีเพื่อให้เขากลับมาเถอะค่ะ เพราะต่อให้เขาแสร้งให้อภัย ลึกๆ เขาก็จะขยะแขยงคุณไปตลอดชีวิต... แต่กับภา ภาไม่ได้หวังให้คุณเป็นพระเอก ภารักที่คุณเป็นคุณ เรามาหาทางออกที่ ‘สมประโยชน์’ กับเราทั้งคู่ดีกว่าไหมคะ?

    งานวิจัยเรายังต้องทำด้วยกัน ตำแหน่งที่คุณอยากได้ ภาก็ช่วยดันคุณได้... ในเมื่อแพรให้คุณไม่ได้ แต่ภาให้ได้ทุกอย่าง... คุณจะเลือกทางที่ทรมานตัวเองไปทำไมคะกร?”


    ​พี่กรนิ่งอึ้ง คำพูดของวิภาเหมือนยาพิษเคลือบน้ำตาลที่ดูสมเหตุสมผลในวันที่เขาไม่เหลือใคร เขาไม่ได้ตอบรับ แต่ก็ไม่ได้สะบัดมือเธอออกเหมือนทุกครั้ง ความนิ่งเฉยนั้นทำให้วิภาลอบยิ้มอย่างผู้ชนะ



    ​- ด้านนอกห้องทำงาน -


    ​แพรรีบก้มหน้าลง ไม่อยากรับรู้ภาพบาดตา

    แต่ความคิดกลับวนเวียนไม่จบสิ้น ‘ที่แฟนเก่าเขาตามราวี คงเพราะพี่กรเป็นแบบนี้สินะ... ชอบไปมีความสัมพันธ์ชั่วครั้งชั่วคราว พอเขาตามเกาะแกะก็กลับรำคาญ ทั้งที่ตัวเองเป็นคนเริ่มแท้ๆ’


    ​เธอกำเมาส์แน่นจนข้อนิ้วซีด ความจริงที่เริ่มปรากฏทำให้เธอเจ็บแปลบ เธอเคยเชื่อว่าเขาเผลอใจเพราะความเมา แต่ยิ่งเห็นวิภายังคงเดินเข้าออกห้องนั้น ยิ้มหวาน และกระซิบข้างหูเขาได้ทุกวัน มันยิ่งตอกย้ำว่าพี่กรอาจจะเป็นคนแบบนี้มาตลอด... คนที่พูดว่ารักแต่หักห้ามสัญชาตญาณตัวเองไม่ได้เมื่อมีโอกาส


    ​ประตูห้องเปิดออก วิภาเดินออกมาพร้อมรอยยิ้มมุมปากที่ดูเหมือนรู้ทันสายตาของแพรที่จ้องมองอยู่ ก่อนจะเดินจากไปนิ่งๆ


    แพรได้แต่กำหมัดแน่นใต้โต๊ะ หัวใจเต้นแรงจนเจ็บหน้าอก เธอรู้สึกเหมือนถูกท้าทายเงียบๆ และนั่นทำให้เธอมั่นใจว่า... เธอต้องตัดสินใจเรื่องนี้ให้เด็ดขาดเสียที


    ​แรงสั่นของโทรศัพท์เรียกสติเธอคืนมา ชื่อ ‘พี่กร’ ปรากฏบนหน้าจอไลน์

    ​ธนากร: “แพร... พี่ขอคุยด้วยหน่อยครับ เข้ามาหาพี่ในห้องได้ไหม ตอนนี้พี่อยู่คนเดียว พี่อยากอธิบาย พี่จะไม่กดดันหนู... รอหนูอยู่นะครับ”


    ​แพรจ้องข้อความนั้นจนตาแสบ นิ้วชะงักอยู่บนหน้าจอครู่หนึ่งก่อนจะพิมพ์ตอบสั้นๆ “ค่ะ... เดี๋ยวหนูไป”


    ​เธอเดินไปตามทางเดินที่ดูยาวไกลกว่าปกติจนถึงหน้าห้องที่เปิดแง้มไว้เหมือนตั้งใจรอ แพรเคาะเบาๆ แล้วผลักเข้าไป พี่กรยืนอยู่กลางห้อง สภาพเหนื่อยล้าของเขาเห็นชัดได้จากขอบตาที่คล้ำเสีย

    ทันทีที่เห็นแพร สายตาของเขาก็เต็มไปด้วยความหวังปนความกลัว


    ​“แพร... ขอบคุณที่ยอมมา พี่ไม่รู้จะเริ่มยังไงดี แต่พี่ขอพูดตรงๆ พี่ผิดจริง พี่ทำร้ายหนูที่สุด พี่เผลอใจไปกับ อ.วิภา พี่ไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ ทั้งสิ้น” เขาก้มหน้าลง กำมือแน่น


    “พี่ขอโอกาสแก้ตัวได้ไหมครับ แม้จะแค่ในฐานะเพื่อนก่อนก็ได้ พี่จะไม่เร่งรัด พี่แค่อยากให้หนูรู้ว่าพี่เสียใจขนาดไหน และพี่จะไม่ทำร้ายหนูอีก...”

    ​พี่กรเงยหน้าขึ้นมองเธอด้วยน้ำตาคลอเบ้า


    “ถ้าหนูบอกว่าให้เลิก พี่ก็จะยอม แต่พี่ขอร้อง... อย่าหายไปจากพี่แบบวันนั้นอีกเลย พี่กลัวจริงๆ”


    ​ห้องตกอยู่ในความเงียบ มีเพียงเสียงลมหายใจที่สั่นพร่า

    แพรยืนนิ่งมองหน้าเขาตรงๆ น้ำตาที่ไหลลงมาเธอไม่ได้ปาดมันออกอีกต่อไป


    ​“พี่กรคะ... หนูยังไม่พร้อมคุยตอนนี้จริงๆ หนูเห็นพี่กับเขาแล้วหนูเจ็บจนไม่รู้จะเชื่อพี่ได้ยังไงอีก พี่บอกจะตัดขาดแต่เธอก็ยังมาหาพี่ได้ทุกวัน อ้างเรื่องงานแต่สุดท้ายก็ ‘พลาด’ ถ้ามีครั้งแรก มันก็ต้องมีครั้งที่สอง... หนูไม่รับปากอะไรทั้งนั้น หนูขอตัวไปทำงานก่อนค่ะ”


    ​พี่กรตัวแข็งทื่อ สีหน้าซีดลงทันที เขาทำได้เพียงพยักหน้าเบาๆ

    “ครับ... พี่เข้าใจ พี่จะไม่บังคับหนู พี่จะทำให้เห็นเองว่าพี่จะตัดขาดทุกอย่างจริงๆ... พี่จะรอจนกว่าหนูจะพร้อม”

    ​

    แพรไม่ตอบอะไร เธอหันหลังเดินออกจากห้องไปเงียบๆ เมื่อกลับถึงโต๊ะ เธอตัดสินใจส่งข้อความหาพี่เอก


    ​แพร: “พี่เอกคะ... เย็นนี้ว่างไหมคะ หนูอยากชวนไปทานข้าว ช่วงนี้หนูไม่อยากอยู่คนเดียวเลยค่ะ”


    ​ไม่กี่นาทีต่อมา พี่เอกตอบกลับด้วยความยินดีพร้อมนัดแนะมารับที่ลานจอดรถ แพรยิ้มจางๆ ได้เป็นครั้งแรกของวัน


    ​- ร้านอาหารญี่ปุ่น 18.00 น. -


    ​บรรยากาศการทานอาหารเป็นไปอย่างเรียบง่าย

    พี่เอกเล่าเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้เธอผ่อนคลาย เขาไม่กดดัน ไม่ถามถึงอนาคต และไม่แตะต้องตัวเธอเกินจำเป็น แพรเริ่มเห็นพี่เอกในมุมที่ใจเย็นและเป็นผู้ฟังที่ดี แตกต่างจากภาพลักษณ์ในอดีตอย่างสิ้นเชิง


    ​หลังจบมื้ออาหาร พี่เอกจ้องมองลึกลงไปในดวงตาของแพร แววตาของเขาดูยอมรับในความผิดพลาดของตัวเอง

    “แพร... หนูรู้ใช่ไหมว่าพี่ไม่ใช่คนดี วันที่พี่เคยเลวใส่หนู พี่อยากจะย้อนกลับไปซัดหน้าตัวเองให้ตายทุกครั้งที่นึกถึง”

    ​

    เขาสูดลมหายใจเข้าลึก “พี่เคยคิดว่าการบังคับครอบครองคือความรัก แต่พอเห็นหนูร้องไห้ พี่ถึงรู้ว่าความรักที่เริ่มด้วยการบังคับ มันจบด้วยการทำลายเสมอ... พี่ใช้เวลานานมากเพื่อตกตะกอนว่า ถ้าพี่รักใครจริงๆ พี่ต้องรักเกียรติของเขาด้วย”


    ​พี่เอกเปลี่ยนโทนเสียงให้จริงจังขึ้น “แต่ที่พี่พูด เพราะอยากให้หนูมองดูสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้... ผู้ชายที่บอกว่ารักหนูที่สุด แต่กลับไม่เคย ‘วางเส้น’ ระหว่างเขากับผู้หญิงคนอื่นให้ชัดเจน เขาปล่อยให้หนูจมอยู่กับความระแวงจนแทบจะเป็นบ้า... ลองคิดดูนะแพร ถ้าวันนี้ไม่มีพี่อยู่ข้างๆ หนูต้องนั่งกอดเข่าร้องไห้อยู่บ้านคนเดียว ท่ามกลางสายที่เขาโทรมากดดันอภัยให้เป็นร้อยสาย... หนูว่าสภาพจิตใจหนูจะเป็นยังไง?”


    ​คำพูดของเอกสะกิดใจแพรอย่างแรง เธอนิ่งเงียบไป


    ​“ความรักที่ทำให้อีกฝ่ายต้องหวาดระแวง หรือต้องแบกรับความกดดันจากการอ้อนวอนที่น่าอึดอัด... มันต่างอะไรจากการที่พี่เคยพยายามบังคับหนูในวันนั้นล่ะครับ? ถามตัวเองดูนะ ว่าคนที่บอกว่ารักหนู... เขาปกป้องหนูจากคนอื่น หรือเขากำลังปกป้องตัวเองจากความผิดของเขากันแน่”



    ​- หน้าบ้านของแพร -


    ​พี่เอกขับรถส่งแพรถึงหน้าบ้านด้วยความเงียบที่แสนสบายใจ

    เขาเปิดประตูให้เธอพร้อมรอยยิ้มนุ่มนวล “ถึงแล้วครับ... ขอบคุณที่ยอมมาทานข้าวด้วยกันนะ ถ้าพรุ่งนี้ยังไม่พร้อมไปทำงานคนเดียว พี่ไปส่งได้เสมอ พี่อยู่ตรงนี้ครับ”


    ​แพรยิ้มตอบอย่างขอบคุณก่อนเข้าบ้านไป เธอรู้สึกเหนื่อยแต่โล่งใจอย่างประหลาด

    เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเห็นสายที่ไม่ได้รับจากพี่กรอีกนับไม่ถ้วน แต่คราวนี้เธอเลือกเปิดโหมดเครื่องบินแล้ววางมันลง คืนนี้... เธออยากนอนโดยไม่ต้องคิดถึงเขาอีก


    ​แต่สิ่งที่แพรไม่รู้คือ... พี่กรจอดรถดับเครื่องอยู่ในมุมมืดห่างจากบ้านเธอไปไม่กี่หลัง

    เขาเห็นภาพที่เอกมาส่งเธอและรอยยิ้มที่เธอมอบให้ชายอื่น ภาพนั้นทำให้เขากำพวงมาลัยแน่นจนนิ้วซีด ใจเขาเจ็บร้าวราวกับถูกแทง เขาพยายามโทรหาซ้ำๆ แต่ก็ไม่มีการตอบรับ เขาได้แต่ทุบพวงมาลัยร้องไห้ด้วยความหึงหวงและเสียใจ


    ​คืนนั้นพี่กรไม่ได้กลับคอนโด เขานั่งอยู่ในรถหน้าซอยบ้านแพรจนดึกดื่น ส่งข้อความหาเธอนับร้อยครั้งแต่ไม่มีการแจ้งเตือนว่าถูกอ่าน

    สุดท้ายเขาก็ผล็อยหลับไปด้วยความหมดแรง มือยังกำโทรศัพท์ที่ค้างหน้าจอข้อความที่ยังไม่ได้ส่งไว้... ข้อความที่บอกว่าเขาเห็นเธอยิ้มให้คนอื่น และเขาจะรอเธอไม่ว่านานแค่ไหน


    ​วันต่อมา แพรตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่เบาลงเล็กน้อย เธอเห็นสายไม่ได้รับนับร้อยสายแต่เลือกที่จะเพิกเฉย เธอแต่งตัวและขับรถไปทำงานตามปกติ

    วันนี้... เธอจะไม่หนีอีกแล้ว เธอจะเผชิญหน้ากับความจริง แม้ในใจลึกๆ ความรักที่มีต่อเขายังคงอยู่ แต่มันถูกเคลือบไว้ด้วยความเย็นชาที่เขาเป็นคนสร้างขึ้นเอง



    คล้ายกับเรื่อง“เธอคือบทเรียนที่ผมยอมผิดศีล” ที่คุณอ่าน