เช้าวันรุ่งขึ้นเฉียนเพ่ยเพ่ยก็ลุกขึ้นมาทำอาหารเช้าให้กับเด็กๆ นางใช้ข้าวและธัญพืชทั้งหมดมาเคี่ยวทำโจ๊กธัญพืชอีกครั้ง หลังบ้านมีสวนที่ถูกปล่อยทิ้งร้างอยู่แปลงหนึ่ง เฉียนเพ่ยเพ่ยตั้งใจเอาไว้ว่านางจะไปหาซื้อเมล็ดและพืชพันธ์ุผักพื้นบ้านมาลองเพาะปลูกดู และจะลองหาวิธีเพาะเลี้ยงสัตว์เอาไว้กินหรือไม่ก็เพื่อแลกเปลี่ยนหรือขายแลกเงิน
ถึงแม้ว่าในยามนี้นางจะคิดถึงเงินก็ได้เงิน คิดถึงทองก็ได้ทอง แต่ข้าวของที่นางเคยขโมยมาขายเพื่อนำไปบริจาคสักวันก็คงต้องมีวันหมดลง อีกทั้งข้าวของเ่าั้ในยุคของนางคือวัตถุโบราณที่มีคุณค่า แต่ในโลกนิยายแห่งนี้นางเองก็ไม่แน่ใจว่าข้าวของเ่าั้จะขายได้เงินมากเท่าที่นางเคยขายได้ในโลกของนางหรือไม่
“ท่านแม่คิดจะไปตลาดหรือ แต่ว่าพวกเราไม่มีเงินแล้วนะขอรับ” เซี่ยเฟิงหลงเอ่ยออกมาเมื่อเฉียนเพ่ยเพ่ยบอกกับพวกเข้าว่านาง้าจะไปหาซื้อของในตลาดที่อยู่ในตัวเมือง
“ที่จริงแล้วแม่ยังเหลือเงินที่แอบซุกซ่อนเอาไว้อยู่ไม่น้อย เพียงพอให้พวกเราใช้ชีวิตอย่างสบายได้อีกนานทีเดียว” เฉียนเพ่ยเพ่ยเอ่ยด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม
“โอ้ว ที่แท้ท่านแม่ก็ยังมีเงินเหลืออยู่ เช่นนั้นเงินจำนวนนั้นจะเพียงพอให้พวกเราใช้เดินทางไปยังบ้านสกุลเซี่ยที่อยู่ในเมืองหลวงได้หรือไม่ขอรับ” คำถามนี้ของเซี่ยเฟิงหู่ทำให้รอยยิ้มของเฉียนเพ่ยเพ่ยพลันจางหายไปในทันที
“ไม่! เราจะไม่ไปเมืองหลวงอย่างเด็ดขาด ต่อไปพวกเรากับบ้านสกุลเซี่ยจะไม่มีสิ่งใดให้เกี่ยวข้องกันอีก ท่านพ่อของพวกเ้าเขาแยกบ้านออกมานานแล้ว ถึงแม้ว่าจะได้รับทุกข์ยากมากเพียงใดก็อย่าได้กลับไปที่นั่นอีกเลย” เฉียนเพ่ยเพ่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ทำไมเล่าขอรับ ก่อนท่านพ่อจะจากไปท่านเคยกำชับกับพวกข้าเอาไว้ว่าให้พวกข้าหาหนทางกลับไปยังเมืองหลวง เพื่อขอให้ท่านปู่กับท่านย่ารับเลี้ยงดูพวกเราสามคนแม่ลูก” ได้ฟังคำพูดนี้ของเซี่ยเฟิงหลง เฉียนเพ่ยเพ่ยก็พลันขมวดคิ้ว
“เขาบอกกับพวกเ้าเช่นนี้หรือ”
“ขอรับ” เด็กชายทั้งสองพยักหน้าพร้อมกัน ทำให้เฉียนเพ่ยเพ่ยพลันเกิดข้อกังขาอยู่ในใจไม่ได้
‘เขารู้ว่าตนเองจะต้องตายหรือ เหตุใดจึงได้สั่งเสียกับลูกๆเช่นนี้กันเล่า” เฉียนเพ่ยเพ่ยได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้ในใจ
“จำเอาไว้ว่าต่อไปนี้ลูกต้องเชื่อฟังแม่ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นพวกเราก็จะไม่ไปที่บ้านสกุลเซี่ยในเมืองหลวงอย่างเด็ดขาด แล้วอีกอย่างในยามนี้พ่อของลูกก็ตายจากไปแล้ว สายสัมพันธ์ระหว่างพวกเรากับคนสกุลเซี่ยก็ยิ่งเหินห่างกันไปอีก” เฉียนเพ่ยเพ่ยเอ่ยกำชับบุตรชายทั้งสองด้วยสีหน้าจริงจัง
หากเป็ไปตามเนื้อเื่ในนิยาย เมื่อรวบรวมเงินทองได้จำนวนหนึ่ง พวกนางสามแม่ลูกก็จะเดินทางเข้าเมืองหลวงไปขอพึ่งพาคนสกุลเซี่ย ในตอนที่นายท่านผู้เฒ่าและฮูหยินผู้เฒ่ายังอยู่ คนสกุลเซี่ยก็ยังปฏิบัติต่อพวกนางสามแม่ลูกเป็อย่างดี
แต่เมื่อผู้เฒ่าทั้งสองสิ้นบุญไป จุดเริ่มต้นบุญคุณความแค้นระหว่างเซี่ยเฟิงอวี้และฝาแฝดสกุลเซี่ยจึงได้เริ่มต้นขึ้น และท้ายที่สุดเซี่ยเฟิงอวี้ที่เป็พระเอกก็กำจัดพวกเขาสองคนอย่างโเี้ แก้แค้นที่เซี่ยเฟิงหลงและเซี่ยเฟิงหู่วางแผนทำลายสายตรงของสกุลเซี่ย ซึ่งก็คือบุตรชายคนแรกของเขากับนางเอกของเื่หวังเหม่ยอิง
“ขอรับท่านแม่ ต่อไปพวกข้าจะเชื่อฟังท่านทุกอย่างเลย” เซี่ยเฟิงหลงเอ่ยตอบมารดาด้วยน้ำเสียงจริงจัง ในยามนี้เขารู้สึกว่ามารดาของเขาน่าเชื่อถือมากที่สุด เขารู้ว่านางสามารถดูแลปกป้องเขาและน้องชายได้ จึงไม่คิดที่จะดื้อดึงและขัดใจนาง
“ใช่ขอรับ และต่อไปพวกข้าก็จะไม่ดื้อไม่ซนและไม่ขัดคำสั่งของท่านแม่ด้วย” เซี่ยเฟิงหู่เอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและจริงจังเช่นกัน
“ดีมาก พวกเ้าเป็เด็กที่ว่านอนสอนง่ายเช่นนี้แม่ก็เบาใจ เช่นนั้นพวกเราก็รีบเตรียมตัวเดินทางเข้าไปในตัวเมืองกันดีกว่า หากช้ากว่านี้แดดก็จะร้อน ข้าวของในตลาดที่เป็ของดีก็อาจจะตกไปอยู่ในมือของผู้อื่นไปเสียก่อน”
ได้ยินเฉียนเพ่ยเพ่ยเอ่ยเช่นนี้เด็กชายทั้งสองก็ช่วยกันอาสาเก็บถ้วยชามที่กินแล้วไปล้างและจัดเก็บอย่างเป็ระเบียบเรียบร้อยในทันที แถมยังรีบไปแต่งตัวผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าที่สะอาดสะอ้านโดยที่นางไม่จำเป็ต้องให้ความช่วยเหลือเลย บุตรชายสองคนนี้เซี่ยฟางหรงสั่งสอนเอาไว้ได้ดีจริงๆ เมื่อคิดถึงอดีตสามีของร่างนี้แล้วเฉียนเพ่ยเพ่ยก็พลันทอดถอนใจออกมา
เ้าของร่างนี้กับเซี่ยฟางหรงผู้เป็สามีมีความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยจะดีต่อกันมากเท่าใดนัก ด้วยเฉียนเพ่ยเพ่ยคนเก่าคิดรังเกียจที่ได้แต่งงานกับสามีที่เป็คนไม่เอาไหน เ้าชู้เสเพลจนมีชื่อเสียงโด่งดังในเมืองหลวง
ในตอนแรกนางหลงใหลในความรูปงามของเขาจนถึงขั้นดื้อรั้นกับบิดา ยืนยันที่จะไม่ยอมยกเลิกการหมั้นหมายที่ผู้าุโในตระกูลเคยตกลงกันเอาไว้ั้แ่ตอนที่นางยังเป็เด็ก ความดื้อดึงของนางทำให้บิดาโมโหอย่างหนักและบอกกับนางว่าต่อไปหากเดือดร้อนก็อย่าได้คิดนำเื่เดือดกลับไปที่จวนสกุลเฉียนอย่างเด็ดขาด
ในตอนนั้นเฉียนเพ่ยเพ่ยก็ยังไม่เข้าใจในคำพูดของบิดา จวบจนหลังแต่งงานนางจึงได้เข้าใจในคำพูดของเขาซึ่งก็สายเกินไปที่จะหันหลังกลับแล้ว หลังจากนั้นเพียงไม่กี่เดือนเซี่ยฟางหรงก็ก่อเื่จนต้องถูกส่งมาใช้ชีวิตในชนบท นางที่ในยามนั้นตั้งครรภ์แล้วก็จำต้องแบกครรภ์ติดตามเขามาใช้ชีวิตที่นี่
เมื่อต้องพบกับความยากลำบาก ต่อให้หล่อเหลาปานเทพบุตรเพียงใดก็กลับกลายเป็ปีศาจในสายตาของนางในทันที ทุกคืนวันเฉียนเพ่ยเพ่ยมักจะเก็บตัวร้องไห้คร่ำครวญอยู่กับครรภ์อันใหญ่โตผิดปกติ ถ้าหากนางเชื่อบิดาชะตาชีวิตของนางก็คงจะไม่ย่ำแย่เช่นนี้
ข้อดีของเซี่ยฟางหรงก็คือถึงแม้ว่าเขาจะเหลวไหลข้างนอกบ้านสักเพียงไหน แต่เมื่อกลับเข้าบ้านมาเขามักทำตัวเป็สามีที่ดีต่อนางอยู่เสมอ ยิ่งเมื่อลูกชายทั้งสองคลอดออกมา เขาก็แทบจะทุ่มเทเวลาทั้งหมดตอนอยู่บ้านเลี้ยงดูเ้าปีศาจตัวน้อยด้วยสองมือของเขาเอง
จวบจนลูกชายทั้งสองเริ่มรู้ความ เฉียนเพ่ยเพ่ยเองก็กำลังคุ้นชินกับชีวิตอันเรียบง่ายและสะดวกสบายในชนบทแห่งนี้ สามีที่ใช้ชีวิตเหลวแหลกในยามที่อยู่นอกบ้านของนางก็มาด่วนจากไปเสียก่อน ที่พึ่งพิงเดียวของนางจากไปกะทันหันเช่นนี้ก็ไม่แปลกที่เฉียนเพ่ยเพ่ยจะทนรับความเปลี่ยนแปลงเอาไว้ไม่ไหว แล้วยังเหล่าเ้าหนี้เ่าั้ที่ถือโอกาสเข้ามารังแกหญิงหม้ายอย่างนางอีก
“ท่านแม่! ท่านแม่ขอรับหากท่านไม่รีบข้าวของในตลาดก็จะถูกแย่งซื้อไปจนหมดนะขอรับ” เซี่ยเฟิงหลงเอ่ยวาจาร้องเรียกมารดาด้วยจิตใจอันสั่นไหว เมื่อเห็นว่ามารดากลับไปทำสายตาเลื่อนลอยดังเช่นเมื่อไม่กี่วันก่อนอีกแล้ว
“อ้อ! เช่นนั้นพวกเราก็รีบเข้าเมืองกันเถิด” เฉียนเพ่ยเพ่ยหันไปส่งยิ้มให้กับบุตรชายทั้งสอง สายตาหวาดหวั่นของพวกเขาทั้งคู่มีหรือที่นางจะไม่เห็น เด็กสองคนนี้คงกำลังหวาดกลัวว่านางจะกลับไปมีสติเลื่อนลอยอีกแล้วสินะ เมื่อคิดได้เช่นนั้นเฉียนเพ่ยเพ่ยก็อดรู้สึกปวดใจไม่ได้
“เสี่ยวหลงกับเสี่ยวหู่อยากกินอะไรก็บอกแม่ได้เลยนะ ถึงแม้ว่าแม่จะทำไม่ได้แต่ก็จะหาซื้อมาให้พวกเ้าเอง” เฉียนเพ่ยเพ่ยเอ่ยพลางจับจูงมือของเด็กน้อยคนละข้าง และพาพวกเขาเดินไปตามทางที่จะเข้าไปในตัวเมือง
“ข้าอยากกินถังหูลู่ขอรับ” เซี่ยเฟิงหู่ที่สดใสร่าเริงกว่าเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าดีอกดีใจ
“แล้วเ้าล่ะเสี่ยวหลง”
“แล้วแต่ท่านแม่จะซื้อให้ขอรับ” เซี่ยเฟิงหลงเอ่ยออกมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ั้แ่เขาจำความได้น้อยครั้งมาที่เฉียนเพ่ยเพ่ยจะก้าวเท้าออกจากบ้าน ส่วนหนึ่งก็น่าจะเป็เพราะชื่อเสียงอันฉาวโฉ่ของบิดาของพวกเขา
“ได้เลย ไม่เพียงถังหูลู่นะ แม่จะซื้อเนื้อ ไข่ และอาจจะมีสัตว์เลี้ยงแสนน่ารักให้พวกเ้าอีกด้วย” เฉียนเพ่ยเพ่ยเอ่ยออกมาด้วยสีหน้ากระตือรือร้น นางอยากจะเลี้ยงไก่สักหลายตัว ลูกไก่ตัวเล็กๆ น่าจะทำให้เด็กๆ ชื่นชอบมากเป็แน่
“สัตว์เลี้ยงหรือ ดีๆ ข้าอยากมีสัตว์เลี้ยง”เซี่ยเฟิงหู่เอ่ยออกมาด้วยความดีอกดีใจ ส่วนเซี่ยเฟิงหลงก็รีบพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
เฉียนเพ่ยเพ่ยได้เห็นท่าทีบริสุทธิ์สดใสของเด็กชายทั้งสองแล้วก็พลันรู้สึกชื่นอกชื่นใจสำหรับนางแล้ว จิตใจของเด็กก็เปรียบเสมือนผ้าขาวบริสุทธิ์ผืนหนึ่ง ถูกเติมสีสันแต่งแต้มอย่างไรก็มักจะกลายเป็สีนั้น ต้องดูแลให้ดีหากถูกทำให้สกปรกพวกมันก็จะสกปรก หากพยายามดูแลรักษาให้ขาวสะอาดก็จะขาวสะอาดอยู่ร่ำไป
กาลเวลาและผู้คนรวมทั้งมรสุมไม่ว่าจะแดดหรือว่าจะฝนก็อาจจะทำให้ผ้าขาวดูเก่าและหมองลงไปบ้าง แต่อย่างน้อยก็ยังคงภูมิใจที่ผ้าผืนนี้สามารถทนแดดทนฝนและผ่านมรสุมได้เป็อย่างดี