สายหมอกยังไม่จางหายจากสวนจวนแม่ทัพ กลิ่นคาวเืยังคงอบอวล หลี่อวิ๋นเดินวนรอบศาลากลางสวนอย่างเงียบเชียบ สายตาคมกริบสังเกตรายละเอียดที่ผู้คนส่วนใหญ่ละเลยไป
เขาหยุดยืดตัว สูดลมหายใจแ่เบา พลันขมวดคิ้วเล็กน้อย
“กลิ่นกำยาน… ไม่ใช่ของจวนนี้”
เขากวาดตามองไปรอบศาลา เห็นถาดเถ้าธูปวางซุกอยู่ใต้โต๊ะหิน เถ้ากำยานที่มอดนั้นมีกลิ่นหอมแปลกประหลาด คล้ายกลิ่นไม้หอมราคาแพงที่ใช้ในวังหลัง ไม่ใช่ของธรรมดาที่ทหารอย่างแม่ทัพจะโปรดใช้
ขณะเขากำลังจะก้มลงตรวจละเอียด เสียงก้าวเท้าหนักแน่นดังขึ้นตามมาด้วยน้ำเสียงขัดขวาง
“มือปราบหลี่อวิ๋น… ไม่จำเป็ต้องตรวจสอบให้ยุ่งยากไปกว่านี้”
ผู้มาใหม่คือ ท่านอัครเสนาบดีซ่งเหอ สวมอาภรณ์แดงเข้มปักดิ้นทอง ก้าวเข้ามาพร้อมข้าราชการติดตามหลายคน ใบหน้าของเขามีรอยยิ้มบาง แต่แฝงด้วยแรงกดดันที่ทำให้บ่าวไพร่พากันก้มหน้าหลบสายตา
หลี่อวิ๋นลุกขึ้น ค้อมศีรษะเล็กน้อย “ท่านเสนาบดี ซ่งเหอ… ข้าน้อยทำตามหน้าที่กรมอาญา จำต้องตรวจสอบทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการตายของแม่ทัพ”
ซ่งเหอหัวเราะเบา ๆ แต่แววตาคมเฉียบ
“แม่ทัพกวงหาวสิ้นแล้ว เื่นี้กระทบต่อขวัญกำลังใจทหาร หากเ้าขุดคุ้ยไปมาก ความลับบางอย่างอาจแพร่ไปทั่วเมือง… เ้าคงไม่อยากให้ความวุ่นวายเกิดขึ้นกระมัง”
หลี่อวิ๋นสบตา ไม่ตอบทันที เขารู้สึกได้ถึงแรงกดดันจากอำนาจที่เหนือกว่า แต่หัวใจกลับยิ่งเต้นแรงด้วยความสงสัย—ยิ่งถูกห้าม เขายิ่งมั่นใจว่ามีสิ่งไม่ชอบมาพากล
เขาพูดช้า ๆ ชัดถ้อยชัดคำ
“หากเป็ความจริง ก็ไม่อาจปกปิดได้ ถึงจะฝังไว้ใต้เงามืด… สักวันหนึ่งแสงสว่างก็จะเปิดเผยมันอยู่ดี”
รอยยิ้มบนใบหน้าซ่งเหอแข็งไปชั่วขณะ ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ อีกครั้ง
“ปากเก่งไม่น้อย… หวังว่าเ้าจะไม่ทำให้ตนเองตกที่นั่งลำบาก”
บรรยากาศรอบศาลากลายเป็ตึงเครียด บ่าวไพร่ก้มหน้าไม่กล้าส่งเสียง ทหารเวรต่างมองหน้ากันนิ่งเงียบ มีเพียงเสียงลมหนาวที่พัดใบไผ่เสียดสีกันดัง ซ่า… ซ่า…
หลี่อวิ๋นหันกลับไปยังศพแม่ทัพอีกครั้ง แววตาคมกล้าทอประกายแน่วแน่ เขารู้แล้วว่า คดีนี้ไม่เพียงแต่เป็การลอบสังหารธรรมดา แต่คือเงื่อนไขของเกมอำนาจที่มีผู้ไม่้าให้ความจริงถูกเปิดเผย…