秘蜜 หฤทัยจอมนาง

    จุดเปลี่ยนของสงคราม

    Ep 073 :: จุดเปลี่ยนของสงคราม

     

    แสงสุริยายังมิทันโผล่พ้นขอบฟ้า หญิงงามพลันต้องลืมตาตื่นขึ้นจากอ้อมกอดอันอบอุ่นของคนข้างกาย ชายหนุ่มรูปหล่อเองก็ต้องตื่นแล้วเช่นกัน

    เขาและนางส่งยิ้มให้กัน ริมฝีปากแตะกันช้า ๆ เป็นจูบรับอรุณ ทว่าสองร่างที่ตระกองกอดกันมาทั้งคืนพลันต้องตื่นตัวเมื่อเสียงเอะอะที่แว่วมานั้นเริ่มดังขึ้นทุกที

    เวลาพักผ่อนอันแสนสงบมันจะจบลงในช่วงเวลาอันสั้น ภาพความฝันที่สวยงามเป็นต้องถูกทำลายให้ตื่นมาพบกับความเป็นจริงที่โหดร้าย

    “เริ่มแล้วกระมัง ข้ารึก็อุตส่าห์หวังว่าพวกมันจะไม่ทำเช่นนี้ ถึงมันจะทำให้เรื่องง่ายขึ้นแต่ข้าก็หาได้ชอบใจนักที่ต้องมาเห็นคนตาย”

    คิ้วเรียวขมวดมุ่น สองขาก้าวเดินลงจากเตียง จัดการผลัดเปลี่ยนอาภรณ์และจัดผมทรงเรียบง่ายอย่างคล่องแคล่วและว่องไว

    “มิใช่ว่าทุกเรื่องจะเป็นไปตามที่เจ้าคาดหวัง และบางเรื่องต่อให้ป้องกันอย่างไรก็ใช่ว่าจะกันได้”

    “ข้ารู้”

    “จะมิมีคนตายมากนัก คนของข้าคอยช่วยพวกเจ้าอยู่บ้างเช่นกัน”

    “นั่นดียิ่ง ขอบคุณท่านมากที่ยื่นมือเข้าช่วย แต่ว่าท่านจะต้องปลอดภัยเช่นกันนะ”

    เฟิ่งปิงหยิบเสื้อคลุมตัวนอกที่อีกฝ่ายถอดทิ้งไว้เมื่อคืนส่งให้เขา ดวงตาหงส์จับจ้องมองดวงตาคมอย่างสื่อความ เทียนเหมิงเข้าใจความนัยนั้น มือหนาจึงจับมือบางขึ้นมาลูบเบา ๆ เพื่อปลอบประโลม

    “ไม่เป็นไร เชื่อสิว่าข้าจะไม่เป็นไร คนรักของเจ้าได้ชื่อว่าเทพสงคราม ดังนั้นเขาจะไม่มีทางพ่ายแพ้ในสมรภูมิ บิดาเจ้ายังยอมรับข้าเลยนะ”

    ริมฝีปากเล็กระบายยิ้มบาง หลุดขำน้อย ๆ กับท่าทางหลงตัวเองที่ไม่เข้ากับเวลาของอีกฝ่าย ถึงกระนั้นความกังวลก็คล้ายจะถูกพัดหายไป

    “ข้าทราบดี ถึงกระนั้นก็อย่าฝืนเกินไปนักเล่า”

    “เจ้าเองก็เช่นกัน อย่าได้คิดเล่นซนจนบาดเจ็บกลับมาหาข้าเด็ดขาด”

    เห็นท่าทางปรามดุ ๆ ของบุรุษตรงหน้าเฟิ่งปิงก็ลอบกลอกตา หากทบกับชาติก่อนนางก็อายุก็มิใช่น้อย ๆ แล้ว จะให้ไปเล่นซนอะไรเล่า

    “บอกตัวท่านเถิด นำทัพครั้งสุดท้ายนี้ ถ้าพิการขึ้นมา ข้าจะไม่แต่งด้วยนะ”

    “หึ ข้าจะปลอดภัยกลับมาขอเจ้าเป็นฮูหยินแน่นอน”

    ฮุ่ยเทียนเหมิงยิ้มเจ้าเล่ห์แล้วจูบลงบนหลังมือเล็กเป็นการให้คำสัตย์ ก่อนจะหลับตารับจูบอวยพรจากหญิงสาวที่เพียงคนเดียวที่ก้าวเท้าเข้ามาในหัวใจของเขาได้

    “...กลับมาหาข้าให้ได้นะ เทียนเหมิง”

    ...ข้าเอง ก็จะไปหาท่านเช่นกัน

     

    สองเท้าบางก้าวเดินออกจากห้องหับ จงใจเปิดเผยใบหน้าวิ่งฝ่าฝูงชนไปทางด้านที่เอะอะครึกโครม นางส่งเสียงดังลั่นเรียกคนรอบตัวให้ช่วยกันหยิบถังน้ำมาดับไฟที่กำลังลุกโชน

    “มัวทำอะไรอยู่ คนเจ็บอยู่ด้านในรีบดับไฟสิ!”

    “ไม่ได้หรอกท่านหมอ พวกศัตรูมันบุกเข้ามาแล้ว พวกเราต้องรีบหนี!”

    คนที่ไม่ได้บาดเจ็บอะไรมากและคุ้นหน้าคุ้นตากันดีเพราะทำงานในโรงหมอด้วยกันรีบบอกกล่าว ไม่วายพยายามคว้ามือเล็กให้วิ่งหนีไปด้วยกัน

    “อย่าตื่นตระหนก!”

    หยางเฟิ่งปิงปัดมือหนาออก เสียงหวานผสานลมปราณตวาดลั่นจนความวุ่นวายรอบตัวสงบลงในพริบตา คนเจ็บมากหน้าหลายตาที่ยังตะเกียกตะกายวิ่งหนีไหวต่างหยุดชะงัก

    “ชาวแคว้นฉินของเรา! ตอนนี้เจ้ายืนอยู่ที่ใด นี่คือแผ่นดินของเรา เจ้าจะปล่อยให้พวกคนเถื่อนเหล่านั้นเข้ามารุกรานง่าย ๆ เช่นนี้หรือ!?”

    มือบางขาวละเอียดดุจหิมะดึงผ้าผืนบางที่ปิดบังใบหน้าออก ใช้ลมปราณช่วยส่งเสียงตะโกนดังก้องกังวาน น้ำเสียงใสกระจ่างเต็มไปด้วยพลังชักจูงผู้คนได้อย่างง่ายดาย

    “พวกเจ้าเป็นใคร แม้ไม่ใช่ทหาร หรือเป็นเพียงคนเจ็บ ต่อให้เป็นชาวบ้านธรรมดาทั่วไป ที่นี่มิใช่บ้านเกิดเมืองนอนของเจ้าหรือ จะละทิ้งฐานที่มั่น ละทิ้งเพื่อนพ้องครอบครัว เพียงเพราะศัตรูที่บุกมาเพียงหยิบมือหรือ!?”

    แคว้นหม่าเคยมีองค์ชายสิบสามเป็นพวก ขนาดลอบเข้าวังหลวงได้ จะยากอะไรที่จะส่งกำลังแทรกซึมเข้ามาในแผ่นดินฉิน

    แต่ทหารต่างแคว้นที่แทรกซึมมาในค่ายนี้ได้ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องไม่มากเท่ากำลังรบ ณ ชายแดนที่ตรึงกำลังกันอยู่ เป้าหมายของพวกมันคือการสร้างความวุ่นวายให้ทัพหลักของฉินเกิดความกังวลจนกองทัพระส่ำระสาย ให้ทัพของพวกมันบุกทะลวงเข้ามาง่ายขึ้น

    ค่ายผู้บาดเจ็บ มีแต่ทหารที่บาดเจ็บและชาวบ้านทั่วไป การถูกโจมตีโดยไม่คาดคิดย่อมเกิดความแตกตื่น การจะสร้างความวุ่นวายย่อมง่ายขึ้นมาก แต่นางอยู่ที่นี่ นางสามารถรวมกำลังใจที่แตกยับให้กลับมาเป็นปึกแผ่นอีกครั้งได้

    ทั้งนี้ทั้งนั้นทุกอย่างล้วนอยู่ในการคาดการณ์ตั้งแต่ต้น

    “ไม่เก่ง ไม่สามารถ แล้วอย่างไร!? พวกเจ้าจะสู้ตายหรือหนีตายให้พวกมันได้ใจกันเล่า ข้า...เปิ่นไท่จื่อเฟยคนหนึ่งที่จะไม่ยอมให้พวกมันกระทำตามอำเภอใจ!!”

    “!!!”

    ร่างระหงคว้าดาบที่ตกอยู่บนพื้นดิน วิ่งเข้าใส่คนที่กำลังพยายามจุดไฟเผาค่ายนี้ให้วอดวาย มือบางใช้ดาบในมือตัดหัวคนที่นางเคยช่วยรักษากับมือโดยไร้ความลังเล

    ฝ่ายตรงข้ามที่ลอบเข้ามาแทรกซึมกับผู้บาดเจ็บ เห็นร่างบางที่คุ้นเคยกันลงมือฆ่าเพื่อนตัวเองก็เบิกตาโพลง ด้วยความที่เคยได้รับการดูแลอย่างจริงใจจากเฟิ่งปิง พวกเขาจึงมิอยากลงมือทำอะไรกับนาง ตอนแรกก็วาดหวังให้นางหนีไปได้อย่างปลอดภัยพร้อมกับคนอื่น แต่เมื่อได้ฟังสิ่งที่นางพูดและคำแทนตัวนั้นก็รู้ได้ว่านางคือศัตรูที่ไม่ควรปล่อยให้รอด

    “ย๊ากกกกก!!!”

    ...สุดท้ายก็กัดฟันตั้งใจพุ่งเข้าใส่หมายจะสังหารนางก่อน

    “...ชายารัชทายาทหรือ...ท่านหมอหญิงน่ะรึ!?”

    “ข้าได้ยินเช่นนั้นเช่นกัน มิน่าเล่านางถึงได้มีกิริยาสูงส่งเช่นนั้น!!”

    “แม้แต่พระชายายังลุกขึ้นสู้ เราจะไม่ยอมเช่นกัน ไป!!”

    กลุ่มคนที่เมื่อครู่วิ่งหนีเริ่มหันกลับมาหยิบอาวุธแล้วเข้ามาต่อสู้ แม้จะเป็นเพียงชาวบ้านถือเพียงท่อนฟืนก็พุ่งเข้าใส่อริศัตรูอย่างกล้าหาญ เฟิ่งปิงเห็นเปลวไฟในใจของผู้คนถูกจุดแล้วก็ส่งเสียงร้องตะโกนขึ้นมาอีกครั้ง

    “นี่เป็นเมืองของเรา แผ่นดินของเรา อย่าปล่อยให้มันทำตามใจ!!”

    “โอ้ววววว!!”

    แม้ชาวบ้านรอบข้างจะเป็นตัวถ่วงมากกว่าตัวช่วย แต่นางก็ต้องการให้เกิดสถานการณ์เช่นนี้อยู่แล้ว

    นางหันไปหาหญิงชาวบ้านที่ถือท่อนไม้ยืนตัวสั่นอยู่ไม่ไกล แววตาอีกฝ่ายนั้นพร้อมสละชีพแต่ร่างกายนั้นหวาดกลัว คนไม่มีประสบการณ์ในการสู้รบจะมีปฏิกิริยาเช่นนี้ก็เป็นเรื่องธรรมดา เฟิ่งปิงหาได้ว่าสิ่งใด ยิ่งไปกว่านั้นยังมีงานสำคัญกว่าให้ทำเสียอีก

    “ไปบอกทหารให้ส่งม้าเร็วไปหาทัพหลัก บอกว่าเราคุมสถานการณ์ได้ ไม่มีสิ่งใดต้องเป็นห่วง นี่เป็นเพียงแผนลวงเท่านั้น ให้คนที่ตั้งสติได้แล้วส่วนหนึ่งไปกระจายข่าวให้พวกที่หนีไปแล้วได้รู้ด้วย ศัตรูมีไม่มากแต่อยู่กระจัดกระจาย อย่างไรก็ตามหากร่วมมือกันเราก็จัดการได้ ทำได้หรือไม่”

    “จะ-...เจ้าค่ะ!!”

    “ขอรับ!!”

    เสียงที่เรียบรื่นธรรมดาไร้น้ำเสียงกดดัน แววตาที่มองมาดั่งเชื่อใจนั้นทำให้หญิงชาวบ้านรับคำอย่างหนักแน่น ใช้สองขาพาร่างกายที่สั่นสะท้านวิ่งหน้าตั้งไป

    เฟิ่งปิงหันกลับไปมองการต่อสู้อีกครั้ง ด้วยจำนวนคนที่มากกว่าและอีกฝ่ายมีอาการบาดเจ็บจริง ๆ การจะล้อมกรอบกดดันนั้นทำได้ไม่ยากเลย แต่จำนวนศัตรูยังน้อยเกินกว่าที่นางต้องการ

    “นั่นแหละถูกต้องแล้ว ใช้คนที่มากกว่ากดดันพวกนั้นซะ!”

     

    ฟ้าไม่ทันสางเว่ยและหม่าเริ่มโหมบุกอย่างไม่คิดป้องกันโดยไม่มีท่าทีเตือนล่วงหน้าแม้แต่น้อย หยางเอ่อคังและองค์ชายเก้าเฟยสวี่ฉีต้องแยกรับมือสองทัพใหญ่อย่างยากลำบาก มิหนำซ้ำค่ายผู้บาดเจ็บที่อยู่ด้านหลังทัพฉินนั้นกลับปรากฏเปลวไฟลุกไหม้ย้อมขอบฟ้าบางส่วนให้เห็นเป็นสีแดงชัดเจน

    “นั่นมัน...!!”

    “ไม่จริงน่ะ มันทำได้ยังไง!?”

    “อย่าแตกตื่นนั่นเป็นการลวง สิ่งที่เราต้องทำคือจัดการกับพวกที่อยู่ข้างหน้า!!” แม่ทัพใหญ่หยางเอ่อคังตะโกนลั่น มือหนาจับง้าวฟาดฟันศัตรูที่พุ่งเข้าหา

    “แต่ถ้ามันแทรกซึมเข้าไปมาก ๆ ได้จริง ไม่แน่ว่า...”

    “เชื่อในตัวประชาชนแคว้นฉินซะ! หน้าที่ของเราอยู่ตรงนี้!!” เสียงทุ้มตวาดลั่นอีกครา แม้นั่นจะเป็นการบ่งบอกให้ศัตรูรู้ชัดถึงที่อยู่ของตัวเอง แต่เสียงตะโกนนั้นก็เรียกสติทหารแคว้นฉินที่อยู่ใกล้เคียงได้เป็นอย่างดี “ดี! เรียกสมาธิกลับมาแล้วฆ่ามันให้หมด!!”

    “โอ้----------!!!”

     

    ฟากทัพของเฟยสวี่ฉีเองก็มีคนสังเกตเห็นถึงเปลวไฟทางด้านหลังเช่นกัน

    “องค์ชายทางนั้น----!?”

    “อย่าไปสนใจ พวกมันไม่มีทางยกทัพขนาดเล็กฝ่าเราไปได้แน่ เพราะถ้ามันทำได้จริงเป้าหมายของมันต้องไม่ใช่ชายแดนแต่มุ่งหน้าไปยังเมืองหลวง ในขณะเดียวกันมันจะไม่เสียเวลาและเสียทหารบุกเข้าหาเราอย่างเต็มกำลังเช่นนี้แน่ เพราะฉะนั้นมันก็เป็นแค่แผนลวงให้เราแตกตื่นเท่านั้น”

    เฟยสวี่ฉีวิเคราะห์อย่างเยือกเย็น มือหนายังจับดาบฟาดฟันกับศัตรูอย่างต่อเนื่อง ใบหน้ายิ้มแย้มสดใสที่เคยมีถูกความโหดร้ายของสงครามเปลี่ยนให้กลายเป็นความสุขุมและรอบคอบในเวลาไม่นาน แม้กระทั่งคนสนิทรอบตัวยังคล้ายรับการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ทัน

    “ในเมื่อเข้าใจแล้วก็ส่งข่าวให้ทั่วกองทัพด้วย”

    “พะ-พ่ะย่ะค่ะ!”

     

    ชายแดนแคว้นเซี่ย

    ทหารม้าเกราะดำอันเป็นกองทัพประจำตำแหน่งชินอ๋องฮุ่ยเทียนเหมิงกำลังเร่งรีบจัดทัพ คนสนิทที่ใกล้ชิดท่านอ๋องมากที่สุดยังไม่รู้ว่าเหตุใดจู่ ๆ ท่านอ๋องจึงสั่งให้เตรียมทัพอย่างกะทันหัน ไหนว่าแคว้นเซี่ยจะแค่ช่วยคุมเชิงเฉย ๆ อย่างไรเล่า?

    “ท่านอ๋องทรงไปที่ใดมาพ่ะย่ะค่ะ แล้วเหตุใดจู่ ๆ ถึงได้-!?”

    “เปิ่นหวางจะออกไปรบ นั่นเป็นการตัดสินใจของเปิ่นหวางในฐานะแม่ทัพใหญ่ ฮุ่ยหวงตี้ทรงอนุญาตให้เปิ่นหวางเคลื่อนทัพได้ตามที่เห็นสมควรไม่ต้องรอคำสั่งของเบื้องบนแล้ว แต่นั่นหมายถึงทัพของเปิ่นหวางเท่านั้น”

    “...”

    ฮุ่ยเทียนเหมิงในชุดเกราะมังกรสีดำสนิทเดินเข้าไปพูดคุยกับนายกองใต้บังคับบัญชาที่ออกรบใกล้ชิดกันมานาน เป็นลูกน้องที่ไว้ใจได้จริง ๆ ที่มีอยู่ไม่มากนัก

    “ดังนั้นเปิ่นหวางจะไม่บังคับพวกเจ้าคนใดให้เข้าร่วมศึกนี้ ใครจะถอนตัวเปิ่นหวางอนุญาตทั้งสิ้น”

    นายกองทั้งหลายมองหน้ากันไปมาแล้วส่งยิ้มให้กัน

    “ท่านแม่ทัพ ข้าน้อยเข้าใจความสำคัญในศึกนี้ดี แม้พวกมันจะไม่ได้พุ่งเป้ามาที่เราแต่หากเว่ยและหม่าชนะ อนาคตของแคว้นเราก็คงมิต่างจากแคว้นฉิน ดังนั้นข้าน้อยจะไปกับท่าน”

    “พวกเราร่วมเป็นร่วมตายกันมานานนัก ข้าน้อยเป็นมือขวาในสนามรบของท่าน ดังนั้นมือขวาผู้นี้จะกล้าทิ้งนายได้เยี่ยงไร”

    “พวกเราทุกคนเคารพการตัดสินใจของท่านแม่ทัพใหญ่ขอรับ!!”

    เสียงกองทัพมังกรส่วนตัวของฮุ่ยเทียนเหมิงตะโกนก้อง เสียงกระทืบเท้าดังพร้อม ๆ กันจนคล้ายแผ่นดินสะเทือน กองทัพนับหมื่นแม้จำนวนไม่มากเท่าฝ่ายตรงข้ามแต่หัวใจที่ยิ่งใหญ่นั้นมากกว่าอย่างเทียบมิได้

    “ดี เช่นนั้นเราจะบุกอย่างไม่ทันตั้งตัวด้วยกันทุกคน!!”

    “โอ้-------!!”

    หน้ากากสีเงิน ชุดเกราะสีดำ อาชาเหงื่อโลหิต ทวนพยัคฆ์ ดาบมังกร ทั้งหมดทั้งมวลคือสิ่งประจำกายของเทพสงครามผู้พร้อมละเลงสนามรบให้ย้อมด้วยเลือด

    “ทัพมังกรจงฆ่าพวกมันแล้วรอดกลับมาให้ได้!!”

    “ขอรับ!!”

    การปลุกใจคนในทัพเป็นหน้าที่ของมือขวามากกว่าเทียนเหมิงที่เงียบขรึม และมือขวาผู้นั้นยังคงทำหน้าที่ได้ดีเช่นเคย ฮุ่ยเทียนเหมิงควบขี่อาชานำหน้ามุ่งเป้าไปที่ฐานทัพฝ่ายศัตรูที่อยู่ใกล้เคียง

    เว่ยและหม่าโหมทัพบุกเพราะมั่นใจว่าจะได้ชัยเหนือฉิน แต่พวกนั้นเดินหมากพลาดเพราะสงครามครั้งนี้หาใช่สงครามสามแคว้นไม่!

     

    “ท่านรองแม่ทัพหยาง ชายฝั่งเปิดโล่งมาหลายวันแล้ว อีกทั้งวันนี้สายเรายืนยันแล้วว่าพวกมันโหมบุกที่ชายแดนคงไม่กลับมากันด้านนี้แล้วขอรับ”

    เสียงของผู้ใต้บังคับบัญชาดูจะสั่นน้อย ๆ ด้วยเกรงว่าทหารชายแดนของแคว้นตนจะทนรับมือการบุกหนักครั้งใหญ่นี้ไม่ไหว หากเป็นเช่นนั้น ต่อให้ปฏิบัติการนี้สำเร็จ พวกเขาก็อาจไม่เหลือบ้านให้กลับ

    หยางหย่งเลี่ยเข้าใจความกังวลนั้น ทั้งยังรู้สึกห่วงผู้เป็นบิดาอยู่ไม่น้อย ทว่าน้ำเสียงที่ตอบกลับหาได้สั่นไหว ด้วยความเชื่อมั่นอันล้นเหลือ

    “อย่าห่วงไป ศึกนี้อย่างไรเราก็ต้องชนะ ไปบอกให้กองทัพอู๋ดึงความสนใจ ส่วนเราก็ไปทำหน้าที่ของเรากัน”

    “ขอรับ”

    ...เพื่อนำพาชัยชนะสู่แว่นแคว้น ต่อให้ต้องหลั่งเลือดคนบริสุทธิ์เท่าใด ก็ต้องทำ...

    “อีกเรื่องขอรับ เหยี่ยวสื่อสารแจ้งมาว่ากองทัพของเทพสงครามแห่งแคว้นเซี่ยเข้าร่วมรบด้วยเป็นการส่วนตัว แม้จะไม่ได้พาทัพหลักไปด้วย แต่พวกนั้นมุ่งหน้าไปตีฐานทัพหลักแคว้นเว่ยขอรับ”

    “ดี! ถึงจะไม่รู้ว่าทำไมเทพสงครามนั่นถึงยอมพาคนของตัวเองเข้าร่วมสงคราม แต่ทุกคนก็รู้กันดีว่าทัพของเขานั้นเก่งกาจที่สุดของแคว้นเซี่ย และนั่นก็เพิ่มโอกาสชนะให้เราอีกมาก มีแคว้นเซี่ยและแคว้นอู๋เป็นกองหนุนเช่นนี้ ยังไงเราก็ชนะแน่ ...ถึงเวลาโต้กลับแล้ว”

    จากนั้นไม่นาน กองทัพเรือแคว้นอู๋ก็เริ่มเคลื่อนไหว

    เป้าหมายคือเมืองท่าของแคว้นหม่าที่มีทหารคุ้มกันเพียงเบาบาง คนของทัพอู๋ที่มาเข้าร่วมสงครามนั้นแม้จะไม่มากแต่ก็มากกว่าทหารที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดของแคว้นหม่า พร้อมกันนั้นทหารฉินที่แอบแฝงตัวอยู่ตามเมืองในแคว้นหม่ามานานหลายเดือนก็เริ่มขยับตัวเพื่อจุดเพลิงให้ลุกโหม เพลิงแห่งความพินาศของศัตรู...

    ...ความมั่นใจในชัยชนะที่มากเกินไปจะพาให้แคว้นของพวกเจ้าล่มสลาย!

     

    หยางเฟิ่งปิงนำชาวบ้านและทหารบาดเจ็บเข้าควบคุมสถานการณ์ในค่ายทหาร แม้อีกฝ่ายจะแฝงตัวเข้ามาได้ไม่มากนักแต่ก็ใช่ว่าจะน้อย ดังนั้นการนำชาวบ้านธรรมดาเข้ามาตรึงศัตรูที่เก่งกาจก็ทำให้เสียเวลาไปมาก พวกทหารกลุ่มน้อยที่ลอบเข้ามาร่วมกับผู้บาดเจ็บ แม้จะบาดเจ็บจริง แต่ผู้มีปราณก็เก่งกาจกว่าคนทั่วไปนัก

    “รีบดับไฟและอพยพคนเจ็บ ถอยให้ห่างจากบ้านเรือนที่โดนไฟไหม้ด้วย! คนที่ใช้ปราณไม่เป็นให้ถอยออกมาอพยพผู้อื่น ทหารที่ยังสู้ไหวให้ล้อมกรอบจัดการพวกมันเสีย!”

    สองตากวาดมองรอบตัว ปากก็ขยับสั่งการไปเรื่อย ในขณะที่มือข้างหนึ่งก็ฟาดฟันศัตรูที่อยู่ใกล้ตัว แม้ประสบการณ์ของนางจะน้อย แต่หากเทียบระดับปราณกันแล้ว เฟิ่งปิงที่อยู่ในระดับหกขั้นสูงย่อมมีพลังเหนือกว่า และร่างกายเองก็มีสภาพพร้อมกว่า

    แต่แล้วโรงเตี๊ยมที่ถูกใช้เป็นที่รองรับคนเจ็บที่ถูกเพลิงไหม้ลุกโหมก็เริ่มพังทลายไปโดนสิ่งก่อสร้างข้าง ๆ ให้ล้มครืนและเริ่มจะติดไฟต่อ ๆ กันแทบจะเป็นโดมิโน่

    ครืนนนน...นน.น

    “เร็วเข้า! เอาน้ำทั้งหมดมาดับไฟ ราดใส่ส่วนที่ใกล้ ๆ แต่ยังไม่ติดไฟก่อนเพื่อกันไฟไหม้ลามไปอีก หากแรงคนขนไหวก็ขนไม้ที่ยังไม่ติดไฟออกไป ส่วนไหนที่ยังลุกไหม้ไม่แรงให้เอาผ้าชุบน้ำให้เปียกแล้วตวัดใส่ส่วนที่ลุกไหม้ไม่แรงเสีย ระวังตอนลงมือด้วย หากน้ำไม่พอก็เอาทรายช่วยกลบ ทำทุกอย่างให้ไฟดับให้ได้!!”

    “ขอรับ!! / เจ้าค่ะ!!”

    ชาวบ้านมากมายทั้งเด็กและคนแก่ไม่ว่าจะบาดเจ็บหรือสุขภาพไม่ดีล้วนพร้อมใจกันหยิบจับสิ่งต่าง ๆ คนละไม้คนละมือ แม้กระทั่งคนสั่งการเองก็ร่วมใจช่วยเหลือเช่นกัน แต่แล้ว...

    เคร้ง!

    มือบางยกกระบี่ขึ้นต้านรับดาบที่หมายจะปาดลำคอบางได้อย่างหวุดหวิด เสียงกรีดร้องรอบข้างดังขึ้นเมื่อคนที่ถูกเล็งเป็นเป้าหมายนั้นคือหมอหญิง หรือตัวตนที่แท้จริงคือหญิงสาวผู้สูงศักดิ์

    “ตายซะเถอะชายารัชทายาท!”

    หยางเฟิ่งปิงกัดฟันรับแรงกดจากคมดาบที่กดลงมา แต่แล้วร่างบางก็กระเด็นไปเมื่อฝ่าเท้าของอีกฝ่ายถีบเข้าที่ท้องน้อย ไม่ทันจะได้ตั้งหลักลงพื้นดี ฝ่ายตรงข้ามก็สลัดพวกชาวบ้านที่ตั้งใจจะเข้ามากันแล้วพุ่งเข้าหาร่างบางอีกหน หน้าแข้งของอีกฝ่ายเตะเข้าที่ชายโครง จนร่างบางปลิวกระเด็น

    “อึก-!”

    โครม!!

    หญิงสาวส่งเสียงร้องเจ็บปวดออกมาได้เพียงครู่ ร่างกายก็ปะทะเข้ากับซากไม้ไม่ไกลกระเด็นเข้าไปภายใน คนร้ายเองก็ตามเข้าไปเช่นกัน

    “ท่านหมอหญิง!!”

    “พระชายา!!”

    เสียงดาบกระทบกันดังออกมาจากภายในให้พอใจชื้นว่าหญิงสาวยังไม่เป็นอะไร แต่แล้วจู่ ๆ ซากบ้านไม้ก็เริ่มติดไฟและลุกไหม้อย่างรวดเร็ว ชาวบ้านรีบนำน้ำมาสาดแต่ไม่ว่าสาดอย่างไรก็ไม่ดับ คล้ายกับว่าต้นเพลิงหาใช่มีแค่ไม้เก่าเท่านั้น

    “จงฟัง! อย่าให้สิ่งใดมาฉุดรั้งการทำหน้าที่ของพวกเจ้า! ปกป้องแผ่นดินนี้ให้จงได้!!”

    เสียงหวานที่ได้ฟังต่อเนื่องมานับชั่วยามดังมาจากภายในกองเพลิงพร้อม ๆ กับเสียงดังโครมคราม แต่แล้วทันใดนั้นซากไม้ที่ถูกเพลิงไหม้ก็สั่นไหวแล้วเริ่มถล่มลงจนมองเค้าโครงเดิมไม่ออกอีกต่อไป

    ชาวบ้านที่อยู่ด้านนอกและได้เห็นภาพนั้นกับตาได้แต่กรีดร้อง

    ...ความสูญเสียนี้มาอย่างไม่ทันตั้งตัวเกินไป

    “ไม่--------!!”