ชิบุย่าภายในร้านที่เป็นแหล่งรวมตัวของฮันเตอร์แห่งหนึ่ง
"วันนี้เป็นไงบ้าง คิโยโกะจัง"
เสียงชายวัยกลางคนเอ่ยทักทายทำให้พนักงานสาวคนหนึ่งที่กำลังเพ่งสายตามองบนจอโฮโลแกรมหน้าเคาน์เตอร์ต้องเงยหน้าขึ้น
"ก็เหมือนๆ เดิมแหละค่ะ แล้วกาโต้ซังล่ะคะ ไม่เจอกันตั้งหลายวัน ช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง"
"ก็มีหลายเรื่องล่ะนะไม่รู้ช่วงนี้พวกกิลด์ใหญ่เป็นอะไรกันไปหมด ส่งกำลังคนลงมาแข่งขันกันเพิ่มมากขึ้น พวกตัวเล็กตัวน้อยอย่างเราจะเอาอะไรไปสู้"
ชายที่ชื่อกาโต้บ่นกระปอดกระแปด พร้อมกับถอนหายใจออกมาดังเฮ้อ
"แฮะๆ ช่วยไม่ได้สินะคะ— วันนี้อยากได้งานอะไรดีคะ เรามีงานง่ายเงินดีพอเหลืออยู่บ้างอย่างเป็นการ์ดให้ในงานเลี้ยงเปิดตัวผลิตภัณฑ์ไซเบอร์แวร์ตัวใหม่ของเทอร่าเอกซ์ที่กำลังเข้ามาตีตลาดญี่ปุ่น หรือบริการพิเศษให้ลูกสาวประธานคุโรอิวะหรือตามหาวัตถุดิบอาหารพิสดารให้ร้านฮันเบ"
ในสิทธิพิเศษของการเป็นฮันเตอร์นั้นจะมีงานที่เป็นคำร้องขอจากลูกค้าซึ่งรางวัลก็ขึ้นอยู่กับความยากของคำร้อง
"เอ่อ...วันนี้ฉันขอพักสักหน่อย ไม่ได้คิดมาหางานหรอกนะ"
"เอ๋? แปลกจังนะคะ"
พนักงานสาวเอียงคอสงสัย
"ว่าแต่คิโยโกะจังรู้จัก ‘อาเบะ โนะ ยาสึนะ’ ไหม"
"ก็ต้องรู้จักอยู่แล้วบุคคลระดับนั้นอย่าดูถูกกันสิคะ"
พนักงานสาวทำแก้มป่อง
"แล้วเรื่องที่เขาเพิ่งถูกลอบสังหารล่ะ"
"เรื่องนั้นฉันก็รู้ค่ะตอนที่ได้ยินก็ตกใจอยู่เหมือนกัน หลังได้ฟังจากแหล่งข่าวพวกนั้น มีคำประกาศจากพวกอดีตกลุ่มร้อยอสูรว่าพวกเขาเป็นคนลงมือได้ยินว่าขโมยของมีค่าหรืออะไรสักอย่างจากตระกูลอาเบะไปด้วย ...แล้วเรื่องนี้มันยังไงเหรอคะ?"
กาโต้มองซ้ายขวาก่อนลดเสียงลงเป็นแผ่วเบา
"อา...เรื่องนั้นน่ะ ฉันได้ยินจากแหล่งข่าววงในมาว่า ทางรัฐบาลมีคำสั่งให้ยกระดับการเฝ้าระวังภัยทั่วประเทศเพิ่มมากขึ้นจนพวกที่ทำงานส่งของบริเวณเขตพรมแดนร้องกันระงมเลยล่ะตอนนี้"
"เอ๋หมายความว่าของชิ้นนั้นที่ถูกขโมยไปคือของระดับเรกาเรียงั้นเหรอคะ!?"
‘เรกาเรีย’กล่าวกันว่าคือสิ่งของโบราณซึ่งหลงเหลือจากยุคเทพเจ้ามันอัดแน่นไปด้วยอีเธอร์บริสุทธิ์คุณสมบัติความสามารถของแต่ละชิ้นนั้นยากแก่การหยั่งถึง
พวกมันก็เหมือนกับข้อยกเว้นในกฏเกณฑ์ของโลกเป็นตัวแทนของภัยพิบัติสิ่งของประเภทนี้ครอบครองไว้หนึ่งชิ้นก็เหมือนจะสามารถสร้างความได้เปรียบอย่างมหาศาลให้ตนเองแล้ว
"ก็ยังไม่ฟันธงหรอกแต่ยังไงเรื่องที่ผู้นำตระกูลอาเบะถูกสังหาร ก็คงปิดข่าวได้ไม่นานนักการที่เรื่องนี้จะเปิดเผยสู่สาธารณะเพียงขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น"
“ตระกูลจอมเวทพวกนั้นคงกำลังปวดหัวพิลึกเลยสินะคะ...ทั้งที่อีกไม่นานก็จะมีประชุมภาคีจอมเวทแล้วแท้ ๆกลายเป็นบังคับให้ตระกูลอาเบะต้องรีบประกาศแต่งตั้งผู้นำคนถัดไป”
“ก็นั่นแหละถึงได้บอกว่าขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น”
เมื่อศึกษาจนล่วงรู้กันโดยทั่วไปว่าพรสวรรค์เวทมนตร์ยุคปัจจุบันเป็นคุณสมบัติติดตัวมาตั้งแต่เกิดซึ่งมีมาตั้งแต่ยุคอารยธรรมแรกเริ่ม ก่อนการมาถึงของดันเจี้ยนย่อมมีการมองย้อนกลับไปถึงการวางแผนเพิ่มขีดความสามารถผ่านทางสายเลือด
ซึ่งเรื่องนี้เกิดขึ้นเป็นปกติทั่วโลกกับทุกประเทศที่มีอำนาจมากพอจะทำการวิจัยพัฒนาเวทมนตร์ในแบบกายภาพมาตั้งแต่ก่อนยุคที่สามารถจำแนกเวทมนตร์กับพลังจิตออกจากกันได้อย่างสมบูรณ์
และแน่นอนว่าเกิดขึ้นกับประเทศนี้ด้วยเช่นกัน
เป็นผลให้เกิดการก่อตัวของกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งขึ้นในวงการเวทมนตร์ของประเทศนี้นั่นคือกลุ่มตระกูลจอมเวทดั้งเดิมซึ่งแฝงตัวอยู่เบื้องหลังโลกมาช้านาน
พวกเขาเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ประเทศญี่ปุ่นมีเสถียรภาพขึ้นอย่างรวดเร็วหลังเหตุการณ์คริสต์มาสสีชาด
ในประวัติศาสตร์ช่วงไม่ถึงหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมาอำนาจของพวกเขาเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากเป็นอำนาจเฉพาะทางของคนในตระกูลจอมเวทดั้งเดิมและยิ่งทำให้เกิดช่องว่างไม่อาจข้ามพ้นไปได้ง่ายขวางกั้นระหว่างกลุ่มตระกูลจอมเวทดั้งเดิมกับกลุ่มจอมเวทภายนอกที่พลังเพิ่งถูกปลุกให้ตื่นขึ้นเพราะมีการพัฒนาความสามารถผ่านทางสายเลือดมายาวนานเช่นกันจึงต้องยอมรับความแตกต่างอย่างช่วยไม่ได้
แต่กลุ่มจอมเวทดั้งเดิมนั้นจะไม่มีบทบาททางการเมืองเบื้องหน้า
ไม่ยกตัวขึ้นเป็นผู้มีอำนาจโดยตรง
ในทางกลับกันจะใช้พลังอำนาจที่สั่งสมมานั้นคอยสนับสนุนการปกครองประเทศ และเป็นการทดแทนที่ยอมสละทิ้งอำนาจทางการเมืองโดยตรงไปทำให้ได้สิทธิ์พิเศษอันไม่มีใครกล้าล่วงเกินอยู่เบื้องหลังอำนาจของรัฐบาล
“ว่าแต่คุณกาโต้รู้รายละเอียดดีจังเลยนะคะ”
“เห็นแบบนี้ฉันก็พอมีสายข่าวบ้างเหมือนกันนะ”
กริ้ง~
เสียงสัญญาณประตูบานเลื่อนเตือนให้รู้ว่ามีลูกค้าเข้ามาในร้านขัดจังหวะการสนทนาของทั้งคู่กาโต้จึงเลี่ยงหลบออกไปรอด้านข้าง เปิดทางให้ลูกค้าคนอื่น
“SHOPAPA ยินดีต้อนรับค่ะ~”
พนักงานสาวคิโยโกะปรับท่าทางเปลี่ยนโทนเสียงเอ่ยต้อนรับลูกค้าอย่างน่ารัก
เด็กหนุ่มดวงหน้าคมเข้ม ผู้ถือดาบคาตานะยาวคนหนึ่งพยักหน้ารับคำทักทายก่อนจะเดินไปยังเคาน์เตอร์หน้าแผนกต้อนรับ
ภายในร้านยังมีฮันเตอร์ในชุดรุ่มร่ามเดินขวักไขว่อยู่บางส่วนได้ยินมาว่าผู้คนจะยิ่งเยอะมากขึ้นในช่วงหัวค่ำ ซึ่งเป็นช่วงที่เหล่าฮันเตอร์ส่วนใหญ่เพิ่งเสร็จจากการลงดันเจี้ยนและนำไอเทมกับวัตถุดิบมาปล่อยสู่ตลาดกลางให้กับร้านที่รับซื้อซึ่งมีเป็นร้อยเป็นพันแห่งในโตเกียว
“คุณลูกค้าเพิ่งมาครั้งแรกใช่ไหมเอ่ยไม่ทราบว่าลูกค้าต้องการเลือกซื้อสิ่งของชนิดใด หรือต้องการนำสินค้าเข้าตลาดประมูล...อยากใช้บริการด้านไหนดีคะ”
“รบกวนอยากให้ตรวจสอบดาบเล่มนี้แล้วก็หน้ากากนี่ด้วยครับ”
เรย์ยื่นดาบพุพังเล่มยาวและหน้ากากรูปปากยักษ์สีดำขอบทองให้กับพนักงานรับไปตรวจสอบ
เขามาที่นี่ตามคำแนะนำของอะงุนิหลังจากที่อีกฝ่ายโอนเงินส่วนแบ่งค่าวัตถุดิบมาให้จำนวนหนึ่งเขาคิดว่านี่เป็นโอกาสดีที่จะเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมก่อนกลับเข้าไปลุยดันเจี้ยนอีกครั้ง
นับตั้งแต่ได้เริ่มฝึกลมปราณอย่างจริงจังเมื่อสัปดาห์ก่อนเขาก็ใช้เวลาส่วนใหญ่หลังอ่านหนังสือเตรียมสอบเทียบแทบทั้งหมดกินนอนฝึกฝนวิชาอยู่ที่ Kikai77โดยมีจุนเปย์และอิจิกะวนเวียนเข้ามาคอยให้คำแนะนำบ้างเมื่อพวกเขาว่างจากภารกิจกิลด์
ก่อนหน้านี้ลมปราณที่โคจรไปทั่วร่างกายยังจับสัมผัสไม่ได้ชัดเจนนักแต่หลังจากอิจิกะแนะนำให้เขาเริ่มฝึกโคจรลมปราณธรรมจักร แบบง่าย ๆ กำหนดจิตรวมศูนย์ที่จักระเจ็ดแล้วค่อย ๆ หมุนลงไปยังจักระอื่นต่อไป
‘เวลาฝึกให้ระลึกว่ามีอะไรบางอย่างหมุนวนรอบศูนย์กลางจักระนั้นๆ ให้ระลึกเป็นภาพเหมือนจักรจริง ๆ ก็ได้ โดยหมุนเวียนขวาเท่านั้น (ซ้ายไปหน้าขวาไปหลัง) ในการหมุนจักรสามารถใช้ท่ากวนสมุทรโดยเอาจุดศูนย์กลางคือท้องน้อยเป็นหลักได้’
อิจิกะยังย้ำอีกด้วยว่าห้ามฝึกแบบหมุนทวนเป็นอันขาด
‘นายต้องจำไว้ว่าตลอดเวลาที่มีการเคลื่อนลมปราณในร่างกายจิตของผู้ฝึกต้องมีสติในการจับความเปลี่ยนแปลงของลมปราณในร่างกายตลอดเวลาพึงระวังว่าลมปราณที่มากเกินไปก็เป็นผลร้าย คั่งค้างก็เป็นผลร้าย ติดขัดก็เป็นผลร้าย ดังนั้นจำต้องรู้จักความพอดีของร่างกาย จิตรับรู้จดจำได้ว่าลมปราณแบบใดที่ควรดึงเข้าและแบบใดควรนำออก’
นับจากได้ลองฝึกเพียงแค่ขั้นที่หนึ่งพลังที่พลุ่งพล่านค่อยสงบลง รักษาปริมาณไม่ให้หลั่งไหลออกอย่างเสียประโยชน์อิจิกะได้ทิ้งท้ายไว้ว่าการเพิ่มพูนปริมาณกำลังภายในเป็นเรื่องของเวลาที่ต้องอดทนฝึกฝน
ประสบการณ์นั้นต้องใช้เวลาสั่งสมนี่เป็นเรื่องแน่นอน แต่ไม่ใช่ว่ามีเวลาสั่งสมก็จะเกิดประสบการณ์ได้แน่ การก่อเกิดประสบการณ์ต้องฝึกฝน ต้องขบคิด ต้องตกผลึก ประสบการณ์ก็ต้องใช้สมองค้นคว้าศึกษาจึงสั่งสมได้ด้วยเช่นกัน
และไม่ว่าการฝึกฝนจะยากลำบากสักแค่ไหนเขาก็จะแข็งแกร่งขึ้นมากกว่านี้ให้ได้ความผิดพลาดในอดีตและการตามหาวิธีช่วยริเสะกลายเป็นสิ่งที่เขาใช้มันเป็นแรงผลักดันหลักในชีวิต
“เข้าใจแล้วค่ะทางร้านเรารับประเมินสินค้าให้ฟรีหนึ่งชิ้นแรกต่อวันขออนุญาตสแกนตราประจำตัวฮันเตอร์ด้วยคะ”
“เอ่อ...ตราฮันเตอร์หรือครับ?”
เรย์อึ้งงันไปเล็กน้อยเขาไม่คิดว่าการให้บริการพวกนี้จะเฉพาะเจาะจงกับพวกฮันเตอร์
“ไม่ทราบว่าลูกค้าได้ขึ้นทะเบียนเป็นฮันเตอร์กับทางสมาพันธ์แล้วหรือยังคะ?”
พนักงานเอ่ยถามเขากลับมาด้วยความสงสัย
“ยังไม่เคยเลยครับผมเพิ่งผ่านการตื่นรู้เมื่อไม่นานมานี้”
“’งั้นทางเราต้องขอประทานอภัยคุณลูกค้าด้วยนี่เป็นระเบียบของทางสมาพันธ์ฮันเตอร์เพื่อเป็นการการันตีความน่าเชื่อถือของสินค้าน่ะค่ะ”
พนักงานตอบกลับด้วยสีหน้าลำบากใจก่อนที่เขาจะได้พูดอะไรออกไปก็มีชายวัยกลางคนลักษณะอายุอยู่ที่ประมาณสี่สิบต้น ๆเอ่ยทักขึ้น
“โอ้—มือใหม่งั้นสินะเธอน่ะ”
เรย์จ้องไปยังชายคนดังกล่าวอย่างสำรวจทว่าไม่ได้เอ่ยอะไรกลับไป
อีกฝ่ายแต่งกายด้วยชุดแจ็คเก็ตหนังสีดำแดงผมยาวประบ่าร่างกายกำยำ ส่วนสูงใกล้เคียงกับเขาคาดคะเนอายุจากลักษณ์คงประมาณสี่สิบต้น ๆ บุคลิกดูคล้ายกับนักดนตรีวงร็อคสักวง
“เป็นแววตาที่ดีนี่นาคงผ่านอะไรมาเยอะเหมือนกันสินะเธอน่ะ”
ชายนรินามกล่าวเช่นนั้นกับทางท่าระวังตัวของเรย์ก่อนจะหันไปพูดกับพนักงานที่กำลังให้บริการตนเองอยู่
“เอ้านี่ใช้ตราของฉันแทนไปก่อนละกันนะคิโยโกะจัง”
“เฮ้อ...เลิกสักทีเถอะค่ะ ไอ้การชอบช่วยเหลือคนไปทั่วน่ะนิสัยแบบนี้จะทำให้คุณกาโต้เดือดร้อนเข้าสักวัน คุณรู้ใช่ไหมคะ?”
ถึงปากจะพูดด้วยความเป็นห่วงไปแบบนั้นแต่มือของคิโยโกะก็รับตราจากอีกฝ่ายมาเพราะรู้นิสัยกันดี
“พวกเราต้องการโลกที่เห็นอกเห็นใจกันเป็นหนึ่งเดียวกันมากขึ้น และเป็นศัตรูกันให้น้อยลง ถึงจะเป็นแค่การช่วยเหลือเล็กๆ น้อย ๆ ที่ทำไปเท่าไหร่โลกก็คงไม่เปลี่ยนแปลงก็จริงแต่ฉันก็ไม่คิดจะนิ่งดูดายทอดทิ้งคนที่กำลังลำบากตรงหน้าหรอก— โชคดีนะเจ้าหนุ่ม”
กาโต้กล่าวไว้เช่นนั้นและหันหลังโบกมือหยอย ๆเดินเข้าไปด้านในร้านที่มีคนพลุกพล่าน
เรย์เห็นพนักงานที่ชื่อคิโยโกะส่ายหัวยิ้มๆ ด้วยความจนใจ ก่อนจะลงมือตรวจสอบสิ่งของให้เขา
เธอหลับตาและลูบคลำไปบนของทั้งสองชิ้น
เรย์จำได้ว่าตนเคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนและตอนนี้เข้าใจด้วยแล้วว่าพนักงานสาวคนนี้เป็นแอสโทรโลเจี้ยน
“ดาบเล่มนี้อยู่ในสภาพชำรุดทำให้ดิฉันไม่สามารถตรวจสอบความสามารถที่แท้จริงของมันได้แต่หน้ากากนี่เป็นของที่อยู่ในระดับเทียร์สีส้ม ซึ่งนับว่าเป็นไอเทมหายากไม่ค่อยจะมีซ้ำกันน่ะค่ะ”
พนักงานสาวกล่าวพร้อมกับส่งคืนของทั้งสองชิ้นให้
“คุณสมบัติของมันคือการป้องกันวิชาประเภทล็อกเป้าที่ระดับต่ำกว่าA+ ลงไป ด้วยความสามารถของมันเช่นนี้ ดิฉันคงไม่สามารถประเมินราคาเองได้หากคุณต้องการจะขายมันตอนนี้”
“ไม่ครับผมไม่ได้ต้องการจะขาย”
เขาส่ายหน้าปฏิเสธพนักงานสาวจึงมองซ้ายทีขวาที แล้วชะโงกหน้าข้ามเคาน์เตอร์มาใกล้คล้ายกลัวใครได้ยินเข้า
“’งั้นดิฉันขอแนะนำอะไรสักอย่างเป็นการส่วนตัวนะคะ… ว่าไม่ควรให้ใครรู้ว่าคุณลูกค้ามีไอเทมระดับนี้อยู่ในความครอบครอง”
“ทำไมหรือครับ”
เรย์แสดงความสงสัยต่อเสียงกระซิบนั่นของเธอ
“คือว่าดิฉันไม่ได้ดูถูกนะคะแต่คุณยังเป็นมือใหม่ซึ่งอาจมีผู้ไม่หวังดีดักปล้นของคุณไปได้ หากตอนนี้คุณยังไม่มีความสามารถที่สูงพอจะรักษามันไว้”
พนักงานสาวกล่าวด้วยท่าทีเข้มงวดเพราะรู้สึกเป็นห่วงเด็กหนุ่มอยู่เล็กน้อย
‘นั่นสินะตัวเขาในตอนนี้ยังอ่อนแอเกินไป’
“ขอบคุณสำหรับคำแนะนำมากเลยนะครับ”
เรย์ค้อมหัวขอบคุณสำหรับคำเตือนของพนักงานสาวด้วยความจริงใจ
“เรื่องราคาค่าตรวจสอบ—”
“อะ ไม่ต้องหรอกค่ะเพราะคุณกาโต้นั้นเป็นสมาชิกของทางร้านเรา จึงมีโปรโมชั่นตรวจสอบไอเทมฟรีห้าชิ้นต่อวัน”
พนักงานสาวยิ้ม โบกไม้โบกมือปฏิเสธ
“หากจะขอบคุณก็ไปขอบคุณกาโต้ซังเถอะค่ะ เขาเป็นประเภทที่เห็นคนอื่นเดือดร้อนไม่ได้ดิฉันขอรับรองเลยว่าเขาเป็นคนที่ไว้ใจได้มากกว่าใครเท่าที่ฉันเคยรู้จักมาเลยค่ะ”