ดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน

    ตอนที่ 80 ตระกูลจอมเวทดั้งเดิม

              ชิบุย่าภายในร้านที่เป็นแหล่งรวมตัวของฮันเตอร์แห่งหนึ่ง


              "วันนี้เป็นไงบ้าง คิโยโกะจัง"


              เสียงชายวัยกลางคนเอ่ยทักทายทำให้พนักงานสาวคนหนึ่งที่กำลังเพ่งสายตามองบนจอโฮโลแกรมหน้าเคาน์เตอร์ต้องเงยหน้าขึ้น


              "ก็เหมือนๆ เดิมแหละค่ะ แล้วกาโต้ซังล่ะคะ ไม่เจอกันตั้งหลายวัน ช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง"


              "ก็มีหลายเรื่องล่ะนะไม่รู้ช่วงนี้พวกกิลด์ใหญ่เป็นอะไรกันไปหมด ส่งกำลังคนลงมาแข่งขันกันเพิ่มมากขึ้น พวกตัวเล็กตัวน้อยอย่างเราจะเอาอะไรไปสู้"


              ชายที่ชื่อกาโต้บ่นกระปอดกระแปด พร้อมกับถอนหายใจออกมาดังเฮ้อ


              "แฮะๆ ช่วยไม่ได้สินะคะ— วันนี้อยากได้งานอะไรดีคะ เรามีงานง่ายเงินดีพอเหลืออยู่บ้างอย่างเป็นการ์ดให้ในงานเลี้ยงเปิดตัวผลิตภัณฑ์ไซเบอร์แวร์ตัวใหม่ของเทอร่าเอกซ์ที่กำลังเข้ามาตีตลาดญี่ปุ่น หรือบริการพิเศษให้ลูกสาวประธานคุโรอิวะหรือตามหาวัตถุดิบอาหารพิสดารให้ร้านฮันเบ"


              ในสิทธิพิเศษของการเป็นฮันเตอร์นั้นจะมีงานที่เป็นคำร้องขอจากลูกค้าซึ่งรางวัลก็ขึ้นอยู่กับความยากของคำร้อง


              "เอ่อ...วันนี้ฉันขอพักสักหน่อย ไม่ได้คิดมาหางานหรอกนะ"


              "เอ๋? แปลกจังนะคะ"


              พนักงานสาวเอียงคอสงสัย


              "ว่าแต่คิโยโกะจังรู้จัก ‘อาเบะ โนะ ยาสึนะ’ ไหม"


              "ก็ต้องรู้จักอยู่แล้วบุคคลระดับนั้นอย่าดูถูกกันสิคะ"


              พนักงานสาวทำแก้มป่อง


              "แล้วเรื่องที่เขาเพิ่งถูกลอบสังหารล่ะ"


              "เรื่องนั้นฉันก็รู้ค่ะตอนที่ได้ยินก็ตกใจอยู่เหมือนกัน หลังได้ฟังจากแหล่งข่าวพวกนั้น มีคำประกาศจากพวกอดีตกลุ่มร้อยอสูรว่าพวกเขาเป็นคนลงมือได้ยินว่าขโมยของมีค่าหรืออะไรสักอย่างจากตระกูลอาเบะไปด้วย ...แล้วเรื่องนี้มันยังไงเหรอคะ?"


              กาโต้มองซ้ายขวาก่อนลดเสียงลงเป็นแผ่วเบา


              "อา...เรื่องนั้นน่ะ ฉันได้ยินจากแหล่งข่าววงในมาว่า ทางรัฐบาลมีคำสั่งให้ยกระดับการเฝ้าระวังภัยทั่วประเทศเพิ่มมากขึ้นจนพวกที่ทำงานส่งของบริเวณเขตพรมแดนร้องกันระงมเลยล่ะตอนนี้"


              "เอ๋หมายความว่าของชิ้นนั้นที่ถูกขโมยไปคือของระดับเรกาเรียงั้นเหรอคะ!?"


              ‘เรกาเรีย’กล่าวกันว่าคือสิ่งของโบราณซึ่งหลงเหลือจากยุคเทพเจ้ามันอัดแน่นไปด้วยอีเธอร์บริสุทธิ์คุณสมบัติความสามารถของแต่ละชิ้นนั้นยากแก่การหยั่งถึง


              พวกมันก็เหมือนกับข้อยกเว้นในกฏเกณฑ์ของโลกเป็นตัวแทนของภัยพิบัติสิ่งของประเภทนี้ครอบครองไว้หนึ่งชิ้นก็เหมือนจะสามารถสร้างความได้เปรียบอย่างมหาศาลให้ตนเองแล้ว


              "ก็ยังไม่ฟันธงหรอกแต่ยังไงเรื่องที่ผู้นำตระกูลอาเบะถูกสังหาร ก็คงปิดข่าวได้ไม่นานนักการที่เรื่องนี้จะเปิดเผยสู่สาธารณะเพียงขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น"


              “ตระกูลจอมเวทพวกนั้นคงกำลังปวดหัวพิลึกเลยสินะคะ...ทั้งที่อีกไม่นานก็จะมีประชุมภาคีจอมเวทแล้วแท้ ๆกลายเป็นบังคับให้ตระกูลอาเบะต้องรีบประกาศแต่งตั้งผู้นำคนถัดไป”


              “ก็นั่นแหละถึงได้บอกว่าขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น”


              เมื่อศึกษาจนล่วงรู้กันโดยทั่วไปว่าพรสวรรค์เวทมนตร์ยุคปัจจุบันเป็นคุณสมบัติติดตัวมาตั้งแต่เกิดซึ่งมีมาตั้งแต่ยุคอารยธรรมแรกเริ่ม ก่อนการมาถึงของดันเจี้ยนย่อมมีการมองย้อนกลับไปถึงการวางแผนเพิ่มขีดความสามารถผ่านทางสายเลือด


              ซึ่งเรื่องนี้เกิดขึ้นเป็นปกติทั่วโลกกับทุกประเทศที่มีอำนาจมากพอจะทำการวิจัยพัฒนาเวทมนตร์ในแบบกายภาพมาตั้งแต่ก่อนยุคที่สามารถจำแนกเวทมนตร์กับพลังจิตออกจากกันได้อย่างสมบูรณ์


              และแน่นอนว่าเกิดขึ้นกับประเทศนี้ด้วยเช่นกัน


              เป็นผลให้เกิดการก่อตัวของกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งขึ้นในวงการเวทมนตร์ของประเทศนี้นั่นคือกลุ่มตระกูลจอมเวทดั้งเดิมซึ่งแฝงตัวอยู่เบื้องหลังโลกมาช้านาน


              พวกเขาเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ประเทศญี่ปุ่นมีเสถียรภาพขึ้นอย่างรวดเร็วหลังเหตุการณ์คริสต์มาสสีชาด


              ในประวัติศาสตร์ช่วงไม่ถึงหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมาอำนาจของพวกเขาเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากเป็นอำนาจเฉพาะทางของคนในตระกูลจอมเวทดั้งเดิมและยิ่งทำให้เกิดช่องว่างไม่อาจข้ามพ้นไปได้ง่ายขวางกั้นระหว่างกลุ่มตระกูลจอมเวทดั้งเดิมกับกลุ่มจอมเวทภายนอกที่พลังเพิ่งถูกปลุกให้ตื่นขึ้นเพราะมีการพัฒนาความสามารถผ่านทางสายเลือดมายาวนานเช่นกันจึงต้องยอมรับความแตกต่างอย่างช่วยไม่ได้


              แต่กลุ่มจอมเวทดั้งเดิมนั้นจะไม่มีบทบาททางการเมืองเบื้องหน้า


              ไม่ยกตัวขึ้นเป็นผู้มีอำนาจโดยตรง


              ในทางกลับกันจะใช้พลังอำนาจที่สั่งสมมานั้นคอยสนับสนุนการปกครองประเทศ และเป็นการทดแทนที่ยอมสละทิ้งอำนาจทางการเมืองโดยตรงไปทำให้ได้สิทธิ์พิเศษอันไม่มีใครกล้าล่วงเกินอยู่เบื้องหลังอำนาจของรัฐบาล


              “ว่าแต่คุณกาโต้รู้รายละเอียดดีจังเลยนะคะ”


              “เห็นแบบนี้ฉันก็พอมีสายข่าวบ้างเหมือนกันนะ”


              กริ้ง~


              เสียงสัญญาณประตูบานเลื่อนเตือนให้รู้ว่ามีลูกค้าเข้ามาในร้านขัดจังหวะการสนทนาของทั้งคู่กาโต้จึงเลี่ยงหลบออกไปรอด้านข้าง เปิดทางให้ลูกค้าคนอื่น


              “SHOPAPA ยินดีต้อนรับค่ะ~”


              พนักงานสาวคิโยโกะปรับท่าทางเปลี่ยนโทนเสียงเอ่ยต้อนรับลูกค้าอย่างน่ารัก


              เด็กหนุ่มดวงหน้าคมเข้ม ผู้ถือดาบคาตานะยาวคนหนึ่งพยักหน้ารับคำทักทายก่อนจะเดินไปยังเคาน์เตอร์หน้าแผนกต้อนรับ


              ภายในร้านยังมีฮันเตอร์ในชุดรุ่มร่ามเดินขวักไขว่อยู่บางส่วนได้ยินมาว่าผู้คนจะยิ่งเยอะมากขึ้นในช่วงหัวค่ำ ซึ่งเป็นช่วงที่เหล่าฮันเตอร์ส่วนใหญ่เพิ่งเสร็จจากการลงดันเจี้ยนและนำไอเทมกับวัตถุดิบมาปล่อยสู่ตลาดกลางให้กับร้านที่รับซื้อซึ่งมีเป็นร้อยเป็นพันแห่งในโตเกียว


              “คุณลูกค้าเพิ่งมาครั้งแรกใช่ไหมเอ่ยไม่ทราบว่าลูกค้าต้องการเลือกซื้อสิ่งของชนิดใด หรือต้องการนำสินค้าเข้าตลาดประมูล...อยากใช้บริการด้านไหนดีคะ”


              “รบกวนอยากให้ตรวจสอบดาบเล่มนี้แล้วก็หน้ากากนี่ด้วยครับ”


              เรย์ยื่นดาบพุพังเล่มยาวและหน้ากากรูปปากยักษ์สีดำขอบทองให้กับพนักงานรับไปตรวจสอบ


              เขามาที่นี่ตามคำแนะนำของอะงุนิหลังจากที่อีกฝ่ายโอนเงินส่วนแบ่งค่าวัตถุดิบมาให้จำนวนหนึ่งเขาคิดว่านี่เป็นโอกาสดีที่จะเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมก่อนกลับเข้าไปลุยดันเจี้ยนอีกครั้ง


              นับตั้งแต่ได้เริ่มฝึกลมปราณอย่างจริงจังเมื่อสัปดาห์ก่อนเขาก็ใช้เวลาส่วนใหญ่หลังอ่านหนังสือเตรียมสอบเทียบแทบทั้งหมดกินนอนฝึกฝนวิชาอยู่ที่ Kikai77โดยมีจุนเปย์และอิจิกะวนเวียนเข้ามาคอยให้คำแนะนำบ้างเมื่อพวกเขาว่างจากภารกิจกิลด์


              ก่อนหน้านี้ลมปราณที่โคจรไปทั่วร่างกายยังจับสัมผัสไม่ได้ชัดเจนนักแต่หลังจากอิจิกะแนะนำให้เขาเริ่มฝึกโคจรลมปราณธรรมจักร แบบง่าย ๆ กำหนดจิตรวมศูนย์ที่จักระเจ็ดแล้วค่อย ๆ หมุนลงไปยังจักระอื่นต่อไป


              ‘เวลาฝึกให้ระลึกว่ามีอะไรบางอย่างหมุนวนรอบศูนย์กลางจักระนั้นๆ ให้ระลึกเป็นภาพเหมือนจักรจริง ๆ ก็ได้ โดยหมุนเวียนขวาเท่านั้น (ซ้ายไปหน้าขวาไปหลัง) ในการหมุนจักรสามารถใช้ท่ากวนสมุทรโดยเอาจุดศูนย์กลางคือท้องน้อยเป็นหลักได้’


              อิจิกะยังย้ำอีกด้วยว่าห้ามฝึกแบบหมุนทวนเป็นอันขาด


              ‘นายต้องจำไว้ว่าตลอดเวลาที่มีการเคลื่อนลมปราณในร่างกายจิตของผู้ฝึกต้องมีสติในการจับความเปลี่ยนแปลงของลมปราณในร่างกายตลอดเวลาพึงระวังว่าลมปราณที่มากเกินไปก็เป็นผลร้าย คั่งค้างก็เป็นผลร้าย ติดขัดก็เป็นผลร้าย ดังนั้นจำต้องรู้จักความพอดีของร่างกาย จิตรับรู้จดจำได้ว่าลมปราณแบบใดที่ควรดึงเข้าและแบบใดควรนำออก’


              นับจากได้ลองฝึกเพียงแค่ขั้นที่หนึ่งพลังที่พลุ่งพล่านค่อยสงบลง รักษาปริมาณไม่ให้หลั่งไหลออกอย่างเสียประโยชน์อิจิกะได้ทิ้งท้ายไว้ว่าการเพิ่มพูนปริมาณกำลังภายในเป็นเรื่องของเวลาที่ต้องอดทนฝึกฝน


              ประสบการณ์นั้นต้องใช้เวลาสั่งสมนี่เป็นเรื่องแน่นอน แต่ไม่ใช่ว่ามีเวลาสั่งสมก็จะเกิดประสบการณ์ได้แน่ การก่อเกิดประสบการณ์ต้องฝึกฝน ต้องขบคิด ต้องตกผลึก ประสบการณ์ก็ต้องใช้สมองค้นคว้าศึกษาจึงสั่งสมได้ด้วยเช่นกัน


              และไม่ว่าการฝึกฝนจะยากลำบากสักแค่ไหนเขาก็จะแข็งแกร่งขึ้นมากกว่านี้ให้ได้ความผิดพลาดในอดีตและการตามหาวิธีช่วยริเสะกลายเป็นสิ่งที่เขาใช้มันเป็นแรงผลักดันหลักในชีวิต


              “เข้าใจแล้วค่ะทางร้านเรารับประเมินสินค้าให้ฟรีหนึ่งชิ้นแรกต่อวันขออนุญาตสแกนตราประจำตัวฮันเตอร์ด้วยคะ”


              “เอ่อ...ตราฮันเตอร์หรือครับ?”


              เรย์อึ้งงันไปเล็กน้อยเขาไม่คิดว่าการให้บริการพวกนี้จะเฉพาะเจาะจงกับพวกฮันเตอร์


              “ไม่ทราบว่าลูกค้าได้ขึ้นทะเบียนเป็นฮันเตอร์กับทางสมาพันธ์แล้วหรือยังคะ?”


              พนักงานเอ่ยถามเขากลับมาด้วยความสงสัย


              “ยังไม่เคยเลยครับผมเพิ่งผ่านการตื่นรู้เมื่อไม่นานมานี้”


              “’งั้นทางเราต้องขอประทานอภัยคุณลูกค้าด้วยนี่เป็นระเบียบของทางสมาพันธ์ฮันเตอร์เพื่อเป็นการการันตีความน่าเชื่อถือของสินค้าน่ะค่ะ”


              พนักงานตอบกลับด้วยสีหน้าลำบากใจก่อนที่เขาจะได้พูดอะไรออกไปก็มีชายวัยกลางคนลักษณะอายุอยู่ที่ประมาณสี่สิบต้น ๆเอ่ยทักขึ้น

     

             


              “โอ้—มือใหม่งั้นสินะเธอน่ะ”


              เรย์จ้องไปยังชายคนดังกล่าวอย่างสำรวจทว่าไม่ได้เอ่ยอะไรกลับไป


              อีกฝ่ายแต่งกายด้วยชุดแจ็คเก็ตหนังสีดำแดงผมยาวประบ่าร่างกายกำยำ ส่วนสูงใกล้เคียงกับเขาคาดคะเนอายุจากลักษณ์คงประมาณสี่สิบต้น ๆ บุคลิกดูคล้ายกับนักดนตรีวงร็อคสักวง


              “เป็นแววตาที่ดีนี่นาคงผ่านอะไรมาเยอะเหมือนกันสินะเธอน่ะ”


              ชายนรินามกล่าวเช่นนั้นกับทางท่าระวังตัวของเรย์ก่อนจะหันไปพูดกับพนักงานที่กำลังให้บริการตนเองอยู่


              “เอ้านี่ใช้ตราของฉันแทนไปก่อนละกันนะคิโยโกะจัง”


              “เฮ้อ...เลิกสักทีเถอะค่ะ ไอ้การชอบช่วยเหลือคนไปทั่วน่ะนิสัยแบบนี้จะทำให้คุณกาโต้เดือดร้อนเข้าสักวัน คุณรู้ใช่ไหมคะ?”


              ถึงปากจะพูดด้วยความเป็นห่วงไปแบบนั้นแต่มือของคิโยโกะก็รับตราจากอีกฝ่ายมาเพราะรู้นิสัยกันดี


              “พวกเราต้องการโลกที่เห็นอกเห็นใจกันเป็นหนึ่งเดียวกันมากขึ้น และเป็นศัตรูกันให้น้อยลง ถึงจะเป็นแค่การช่วยเหลือเล็กๆ น้อย ๆ ที่ทำไปเท่าไหร่โลกก็คงไม่เปลี่ยนแปลงก็จริงแต่ฉันก็ไม่คิดจะนิ่งดูดายทอดทิ้งคนที่กำลังลำบากตรงหน้าหรอก— โชคดีนะเจ้าหนุ่ม”


              กาโต้กล่าวไว้เช่นนั้นและหันหลังโบกมือหยอย ๆเดินเข้าไปด้านในร้านที่มีคนพลุกพล่าน


              เรย์เห็นพนักงานที่ชื่อคิโยโกะส่ายหัวยิ้มๆ ด้วยความจนใจ ก่อนจะลงมือตรวจสอบสิ่งของให้เขา


              เธอหลับตาและลูบคลำไปบนของทั้งสองชิ้น


              เรย์จำได้ว่าตนเคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนและตอนนี้เข้าใจด้วยแล้วว่าพนักงานสาวคนนี้เป็นแอสโทรโลเจี้ยน


              “ดาบเล่มนี้อยู่ในสภาพชำรุดทำให้ดิฉันไม่สามารถตรวจสอบความสามารถที่แท้จริงของมันได้แต่หน้ากากนี่เป็นของที่อยู่ในระดับเทียร์สีส้ม ซึ่งนับว่าเป็นไอเทมหายากไม่ค่อยจะมีซ้ำกันน่ะค่ะ”


              พนักงานสาวกล่าวพร้อมกับส่งคืนของทั้งสองชิ้นให้


              “คุณสมบัติของมันคือการป้องกันวิชาประเภทล็อกเป้าที่ระดับต่ำกว่าA+ ลงไป ด้วยความสามารถของมันเช่นนี้ ดิฉันคงไม่สามารถประเมินราคาเองได้หากคุณต้องการจะขายมันตอนนี้”


              “ไม่ครับผมไม่ได้ต้องการจะขาย”


              เขาส่ายหน้าปฏิเสธพนักงานสาวจึงมองซ้ายทีขวาที แล้วชะโงกหน้าข้ามเคาน์เตอร์มาใกล้คล้ายกลัวใครได้ยินเข้า


              “’งั้นดิฉันขอแนะนำอะไรสักอย่างเป็นการส่วนตัวนะคะ… ว่าไม่ควรให้ใครรู้ว่าคุณลูกค้ามีไอเทมระดับนี้อยู่ในความครอบครอง”


              “ทำไมหรือครับ”


              เรย์แสดงความสงสัยต่อเสียงกระซิบนั่นของเธอ


              “คือว่าดิฉันไม่ได้ดูถูกนะคะแต่คุณยังเป็นมือใหม่ซึ่งอาจมีผู้ไม่หวังดีดักปล้นของคุณไปได้ หากตอนนี้คุณยังไม่มีความสามารถที่สูงพอจะรักษามันไว้”


              พนักงานสาวกล่าวด้วยท่าทีเข้มงวดเพราะรู้สึกเป็นห่วงเด็กหนุ่มอยู่เล็กน้อย


              ‘นั่นสินะตัวเขาในตอนนี้ยังอ่อนแอเกินไป’


              “ขอบคุณสำหรับคำแนะนำมากเลยนะครับ”


              เรย์ค้อมหัวขอบคุณสำหรับคำเตือนของพนักงานสาวด้วยความจริงใจ


              “เรื่องราคาค่าตรวจสอบ—”


              “อะ ไม่ต้องหรอกค่ะเพราะคุณกาโต้นั้นเป็นสมาชิกของทางร้านเรา จึงมีโปรโมชั่นตรวจสอบไอเทมฟรีห้าชิ้นต่อวัน”


              พนักงานสาวยิ้ม โบกไม้โบกมือปฏิเสธ


              “หากจะขอบคุณก็ไปขอบคุณกาโต้ซังเถอะค่ะ เขาเป็นประเภทที่เห็นคนอื่นเดือดร้อนไม่ได้ดิฉันขอรับรองเลยว่าเขาเป็นคนที่ไว้ใจได้มากกว่าใครเท่าที่ฉันเคยรู้จักมาเลยค่ะ”