Gashapong Cupid เมื่อผมสุ่มกาชาเเล้วได้เป็นกามเทพ

    บทที่ 28

    เช้าวันใหม่ที่สดใสของกรุงเทพมหานคร กรในชุดคลุมนักบวชสีขาวเต็มยศเดินเข้ามาในห้องของผู้ดูแลแห่งโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ ในวันนี้เป็นวันแรกของการเริ่มทำงานในฐานะนักบวชฝึกหัด แต่นั่นก็เป็นเพียงฉากหน้าเท่านั้น เพราะแท้จริงแล้วเขาก็ยังคงต้องทำเควสเทพระดับF-ตามที่ได้รับมอบหมายมา ถังลู่ที่เห็นว่ากรเข้ามาพบตัวเองแล้วก็วางงานบนโต๊ะตรงหน้าลง เพื่อให้ความสนใจกับผู้มาเยือนแทน และแน่นอนว่าที่กามเทพหนุ่มมาหาเขาในเวลานี้ก็เพราะได้นัดหมายกันไว้แล้วตั้งแต่เมื่อวาน เพื่อรายงานตัวรวมถึงเรียนรู้งาน และรับทราบเกี่ยวกับภารกิจแรกจากทั้งหมด 6 ภารกิจ“แปดโมงตรงเวลาดีนะ ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีสำหรับการทำงานวันแรก ‘บราเตอร์กรณ์’ เอาล่ะเชิญนั่งก่อนสิ” ถังลู่ในฐานะผู้ดูแลเขาเริ่มต้นการแนะนำงานแก่บาทหลวงคนใหม่อย่างเป็นการเป็นงาน“ขอบคุณครับคุณถัง แล้วงานแรกของผมจะให้ทำอะไรรึครับ?” กรถามออกมาก่อนด้วยความกระตือรือร้น เพราะการต้อนรับที่ดีของโบสถ์แห่งนี้ทำให้เทพหนุ่มรู้สึกประทับใจ นั่นจึงเป็นหนึ่งในแรงผลักดันให้กรจริงจังกับงานนี้“แหมๆๆ นายนี่กระตือรือร้นจริงๆนะ แล้วที่ยิงธนูเมื่อวานไม่ปวดเนื้อเมื่อยตัวบ้างรึไง?” ถังลู่ไม่ได้รีบร้อนเข้าเรื่องงาน แต่เขาต้องการให้กรรู้สึกผ่อนคลายมากกว่า“ก็มีนิดหน่อยครับ แต่ยังไงร่างครึ่งเทพนี่ก็แข็งแรงกว่าร่างมนุษย์อยู่แล้ว แค่ยิงธนูไปสองสามชั่วโมงนั่นไม่ใช่ปัญหาหรอกครับ แถมยังทำให้เมื่อคืนผมหลับสนิทถึงแม้จะต่างที่อีกด้วย” กามเทพฝึกหัดยังคงตอบกลับด้วยอารมณ์ดี“โอ้! ดีมาก เห็นนายเป็นคนมองโลกในแง่ดีแบบนี้ฉันก็สบายใจหน่อย เอาล่ะถ้างั้นก็มาเริ่มจากงานแรกกันซึ่งก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรแต่อาจจะน่าเบื่อไปสักหน่อยเท่านั้น รับนี่ไปสิ” ถังลู่ชื่นชมนักบวชใหม่เล็กน้อยก่อนที่จะหยิบถุงผ้าใบใหญ่ขึ้นมาวางบนโต๊ะแล้วเลื่อนไปให้กับกร“เอ๋? นี่มัน....” กรประหลาดใจจนตาโตเมื่อเห็นของที่อยู่ข้างใน ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติอันกว้างใหญ่ใจกลางเมืองหลวง สถานที่แห่งนี้มีอาคารจัดแสดงสินค้าขนาดใหญ่ถึง 5 แห่ง รวมทั้งสนามฟุตบอลระดับมาตรฐานโลก โรงแรม ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ บริษัทยักษ์ใหญ่ มหาวิทยาลัยชื่อดัง จนไปถึงที่พักอาศัยมากมาย เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางทางธุรกิจแห่งหนึ่งของเมืองไทยก็ว่าได้ เวลาบ่ายโมงครึ่ง ณ อาคารแสดงสินค้าแห่งหนึ่งกำลังมีการจัดงานแสดงสินค้าท้องถิ่นระดับนานาชาติ ตัวแทนจากธุรกิจทั่วโลกมากมายหลายประเทศ ตั้งแต่เจ้าใหญ่ไปจนถึงกิจการเล็กๆต่างก็มาเข้าร่วมจำหน่ายสินค้า และจัดกิจกรรมสาธิตกันอย่างคับคั่ง ส่วนผู้เข้าชมที่มาจับจ่ายในวันหนึ่งนั้นมีไม่ต่ำกว่าหมื่นคน ซึ่งนอกจากในตัวอาคารหลักที่มีการแสดง และจำหน่ายสินค้าจากต่างประเทศแล้ว ร้านค้าท้องถิ่นของไทยก็มีอยู่ไม่น้อย ยังรวมไปถึงโซนอาหารที่มีทั้งไทย และเทศเช่นกัน แต่ด้วยพื้นที่อันกว้างขวางนั้นทางผู้จัดงานก็มีการเปิดให้เช่าบูธขนาดเล็กที่ไม่เกี่ยวข้องกับการขายสินค้าอีกด้วย ณ บูธขนาดเล็กแห่งหนึ่งที่มีป้ายด้านบนติดเอาไว้ว่า ‘โบสถ์ศักดิ์สิทธิ์แห่งไลเทน่า’ มีบาทหลวงชุดขาว 5 คนกำลังยืนแจกใบปลิวให้กับผู้สนใจ และคอยให้คำแนะนำกับผู้ที่เข้ามาสอบถามอย่างเป็นกันเอง ซึ่งแน่นอนว่าหนึ่งในห้าคนนี้ก็คือกรนักบวชฝึกหัดหน้าใหม่จากโบสถ์สาขาบางกอกนั่นเอง“ลองเข้ามารับชมรับฟังดูก่อนได้นะครับ หากปัญหาชีวิตของท่านไร้ซึ่งทางออก การรับคำอวยพรจากทวยเทพจะช่วยท่านได้” กรยืนแจกใบปลิวพร้อมกับกล่าวเชิญชวนด้วยรอยยิ้มกับผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา แต่รอยยิ้มของเขานั้นก็ให้ความรู้สึกฝืนๆอยู่ไม่น้อย ถึงแม้ว่าร่างครึ่งเทพของเขาจะแข็งแรงแต่การที่ต้องยืนมาตั้งแต่สิบโมงเช้า พร้อมกับป่าวประกาศแทบจะตลอดเวลาก็ทำให้กรรู้สึกอ่อนล้าได้เช่นกัน ซึ่งสภาพของนักบวชอีกสี่คนก็ไม่ต่างกันเท่าไร พวกเขาทั้งรู้สึกอ่อนล้า และขัดเขินที่ต้องมาทำงานอะไรแบบนี้ แต่แน่นอนว่านักบวชฝึกหัดไม่อาจปฏิเสธหน้าที่ได้“นี่กร ฉันขอไปนั่งพักก่อนนะ นายนี่แข็งแรงจริงๆตั้งแต่เช้ายังไม่พักเลย ฉันนี่พักไปสี่รอบแล้วก็ยังเหนื่อยอยู่ เฮ้อ! ไม่ไหวๆ” บาทหลวงหนุ่มด้านข้างบอกกับกร ก่อนที่เขาจะเข้าไปนั่งพักบนเก้าอี้ที่จัดเตรียมไว้ในบูธ“ฉันก็ขอพักด้วยคนสิ เมื่อคืนเตรียมของออกบูธจนดึกแทบไม่ได้นอนเลย” แม่ชีสาวกล่าวจบก็กลับเข้าไปนั่งในบูธข้างๆเพื่อนคนแรกเช่นกัน จนสุดท้ายบาทหลวงฝึกหัด 3 คน และแม่ชีฝึกหัดอีกหนึ่งคนก็เข้าไปนั่งพักกันหมด เหลือเพียงแต่กรคนเดียวที่ยังคงจากใบปลิวต่อ แต่เขาก็พูดน้อยลงเพราะเริ่มจะคอแห้งเหมือนกับคนอื่นๆ ในใจก็รู้สึกเซ็งไม่น้อยที่เควสย่อยอันแรกของเขาต้องมาแจกใบปลิวโฆษณาลัทธิอยู่แบบนี้ แต่ทันใดนั้นเองขณะที่กรกำลังยื่นใบปลิวให้กับคนที่เดินผ่านหน้าบูธ จู่ๆเขาก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบ เหมือนกับว่ามีสายตาอำมหิตกำลังจับจ้องแผ่นหลังของเขาอยู่ บาทหลวงหนุ่มที่ขนลุกซู่ไปทั้งตัวไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรได้ นอกจากค่อยๆหันกลับไปมองช้าๆว่าเกิดอะไรขึ้นที่ด้านหลังของตน ซึ่งสิ่งที่กรได้เห็นก็คือเทพหมอเดวิดในชุดคลุมสีดำ กำลังยืนนิ่งจ้องมองมาที่ตัวเขารวมทั้งนักบวชอีกสี่คน แม้ว่าดูภายนอกเดวิดจะเป็นชายวัยกลางคนท่าทางใจดี แต่สายตาที่เรียบนิ่งของเขานั้นมันน่ากลัวเป็นอย่างมากในความรู้สึกของกร ต่างจากอีกสี่คนที่นั่งคุยกันอย่างไม่รู้สึกรู้สาใดๆว่าความตายได้มาเยือนแล้ว“บราเตอร์เดวิด!” กรได้แต่เพียงฝืนกล่าวเรียกชื่อของคนตรงหน้าได้เท่านั้น แต่มันก็เป็นคำเตือนให้กับนักบวชฝึกหัดอีกสี่คนสะดุ้งตัวขึ้นมา และหันกลับไปมองตามสายตาของกรที่กำลังจับจ้องอยู่“พะ...พวกเราแค่นั่งพักแป๊บเดียวแค่นั้นค่ะบราเตอร์ แต่...แต่ตอนนี้หนูหายเหนื่อยแล้ว จะไปแจกใบปลิวต่อแล้วค่ะ” แม่ชีสาวแก้ตัวอย่างรวดเร็วพร้อมกับรีบลุกขึ้นยืนทันที“เอิ่ม...ผมก็พักเสร็จแล้วเหมือนกันครับ เชิญเข้ามารับชมรับฟังกันก่อนได้นะครับ การเปิดใจรับฟังทวยเทพจะเป็นหนทางนำท่านสู่สรวงสวรรค์” บาทหลวงหนุ่มอีกคนก็รีบพุ่งออกไปนอกบูธแล้วป่าวประกาศเชิญชวนอีกครั้ง แต่ในขณะที่อีกสองคนจะลุกตามเพื่อนไปเดวิดก็เดินเข้ามาใกล้พร้อมกับวางถุงข้าวกล่องลงบนโต๊ะหน้าพวกเขาเสียก่อน“ขอโทษที่ช้านะ โซนอาหารคนเยอะมากเลย พวกเธอก็กินข้าวก่อนเถอะเสร็จแล้วจะได้ไปเปลี่ยนกับคนอื่น คุณกรก็มากินพร้อมกันเลยสิ เวลานี้พวกผู้ชมงานยังทานข้าวกันอยู่คนยังไม่เยอะเท่าไร แจกใบปลิวแค่สองคนก็พอ” เดวิดพูดออกมาพร้อมรอยยิ้มเหมือนไม่มีเกิดอะไรขึ้น แต่สำหรับนักบวชฝึกหัดเหล่านี้พวกเขารับรู้ดีว่านักบวชชั้นสามัญตรงหน้า ผู้รับหน้าที่ดูแลการออกงานในครั้งนี้นั้นเคร่งครัดเพียงใด“อ่า...ครับผม จะไปเดี๋ยวนี้แหละครับ” กรไม่รอช้าที่จะรับคำของเดวิด เพราะตอนนี้ท้องของเขาเริ่มร้องแล้ว ข้าวกล่องที่พวกเขาทานก็แค่ข้าวราดกะเพราไก่ไข่ดาวธรรมดาๆเท่านั้น แต่สิ่งนี้กลับทำให้กรถึงกับยิ้มปริ่มตลอดเวลาที่กำลังกินเลยก็ว่าได้ เพราะตั้งแต่เมื่อวานที่เขามาอยู่ที่โบสถ์ก็กินแต่บะหมี่สำเร็จรูป ตอนนี้เมื่อเขาได้กินอาหารแท้ๆเป็นครั้งแรก ตั้งแต่จุติเป็นเทพมาก็รู้สึกได้ถึงความสุดยอดของรสชาติที่แท้จริง“เฮ้ย กรนายชอบกินข้าวกะเพราไก่ขนาดนั้นเชียวเหรอ?” บาทหลวงหนุ่มคนข้างๆกล่าวถามด้วยความสงสัยเมื่อเห็นท่าทางกินมูมมามอย่างมีความสุขของเพื่อนใหม่“ฉันว่าเจ้านี้ก็อร่อยดีนะ ง่ำ ง่ำ ง่ำ” กรตอบกลับไปด้วย และเคี้ยวไปด้วยไม่หยุดอย่างกับอดอยากปากแห้งมานานเหลือเกิน เดวิดที่กินข้าวไปเงียบๆคนเดียวก็จับจ้องมองกามเทพหนุ่มเป็นระยะ ด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ติดค้างอยู่ในใจ แต่ก็ไม่อาจกล่าวออกไปในตอนนี้ได้เพราะนักบวชอีกสี่คนนั้นเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา ต่างจากเขา และกรที่เป็นเทพ จึงทำให้ในที่สุดเดวิดก็เอ่ยปากออกมา“คุณกร เดี๋ยวกินข้าวเสร็จแล้วมาคุยกับผมหน่อย” 

    คล้ายกับเรื่องGashapong Cupid เมื่อผมสุ่มกาชาเเล้วได้เป็นกามเทพ ที่คุณอ่าน