บทที่45
ขาดแคลนผู้คนขาดแคลนอาหาร
เซี่ยอันอวี่หรี่ตาลงช้า ๆใบหน้าของนางเคร่งขรึม แววตาฉายความจริงจังและเย็นยะเยือกอย่างปิดไม่มิด
“นี่คือสาเหตุที่ประชากรภายในเมืองแห่งนี้...และทั้งดินแดนแห่งนี้ เหลืออยู่เพียงเท่านี้อย่างนั้นหรือ” นางเอ่ยถามเสียงต่ำแม้จะเป็นคำถาม แต่ในน้ำเสียงกลับเหมือนสรุปความจริงที่เพิ่งได้ยิน
หยางจื้อหลงพยักหน้ารับอย่างไม่ใส่ใจนักราวกับเรื่องเลวร้ายเช่นนี้เป็นสิ่งที่เขาเผชิญมาจนชาชิน
เซี่ยอันอวี่ทอดถอนใจเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยสั้น ๆ ด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ไปกันต่อเถอะ...”
ขบวนเล็ก ๆ เริ่มเคลื่อนตัวอีกครั้งท่ามกลางถนนโล่งที่ไร้ผู้คนสายลมเย็นพัดผ่านซากอาคารและกำแพงพังทลายส่งเสียงแผ่วเบาราวกับเสียงคร่ำครวญของอดีตกาล
ตลอดเส้นทางที่เดินผ่านเซี่ยอันอวี่พบเห็นบ้านเรือนที่ทรุดโทรมและพังทลายแทบทุกหลังบางแห่งเหลือเพียงเสากับผนังแตกร้าว บางหลังกลายเป็นซากปรักหักพังจนแทบดูไม่ออกว่าเคยเป็นที่อยู่อาศัยมาก่อน
สายตาของนางหยุดลงเมื่อเห็นผู้คนบางกลุ่มนั่งซุกตัวอยู่ตามมุมถนนร่างกายผอมแห้งจนเห็นกระดูกชัดเจน ใบหน้าเหี่ยวย่นดวงตาว่างเปล่าราวกับไร้ซึ่งความหวัง
เด็กน้อยคนหนึ่งนั่งกอดเข่าอยู่ข้างกำแพงร่างผอมจนซี่โครงโผล่พ้นเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งสายตาของเขาเหม่อลอยมองไปยังพื้นที่ว่างเปล่าไม่มีแม้แต่แรงจะหันมองขบวนของเซี่ยอันอวี่ที่เดินผ่านไป
ภาพเหล่านี้กดทับหัวใจของนางอย่างหนักหน่วงความหดหู่และเวทนาผุดขึ้นในใจอย่างห้ามไม่อยู่
เมืองทั้งเมือง... เหลือเพียงซากความย่อยยับและผู้คนที่รอวันตาย
ที่สำคัญไปกว่านั้น...ตลอดเวลาหลายชั่วยามที่เดินสำรวจ นางกลับไม่พบสิ่งใดเลยที่พอจะใช้เป็นประโยชน์หรือเป็นจุดเริ่มต้นในการกอบกู้สถานการณ์ของเมืองแห่งนี้
หลังจากเดินผ่านถนนนับสิบสายท่ามกลางบรรยากาศแห้งแล้งและสิ้นหวัง เซี่ยอันอวี่ก็ตัดสินใจหยุดสำรวจนางหมุนตัวกลับมุ่งหน้าไปยังจวนที่พักทันที
ในขณะที่ก้าวเดินกลับเส้นผมยาวของนางพลิ้วไหวตามแรงลม นางส่ายหน้าไปมาอย่างเหนื่อยล้าก่อนจะพึมพำออกมาเบา ๆ ราวกับคำถามที่ไม่มีใครตอบได้
“เหตุใด...สถานที่แห่งนี้จึงตกต่ำได้ถึงเพียงนี้กัน”
หยางจื้อหลงที่เดินอยู่ข้างกายเหลือบมองสตรีผู้สูงศักดิ์เขายกยิ้มเจื่อน ๆ ออกมาเล็กน้อย ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงปนขื่นขม
“จะให้ข้าพูดเช่นไรดีล่ะขอรับ...ตัวข้าเองก็ไม่อาจอธิบายได้เช่นกัน”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวเสริมด้วยรอยยิ้มที่ดูจริงใจมากกว่าเดิมแม้จะยังเจือความเหนื่อยล้าอยู่ในแววตา
“แต่ว่า... หลังจากนี้หากได้รับความช่วยเหลือจากฮูหยิน ข้าเชื่อว่า...เมืองแห่งนี้จะต้องเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน”
เซี่ยอันอวี่ส่ายหน้าไปมาเล็กน้อยดวงตาฉายแววเหนื่อยล้า พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเย็นปนเหน็บแนมเล็กน้อย
“อย่าคาดหวังกับข้านักเลย...”
คำพูดนั้นทำให้หยางจื้อหลงเพียงยิ้มบางๆ โดยไม่โต้ตอบ เขารู้ดีว่าฮูหยินของท่านแม่ทัพผู้นี้ แม้ปากจะกล่าวเช่นนั้นแต่ในใจย่อมไม่ปล่อยให้สถานการณ์เช่นนี้ดำเนินต่อไปอย่างแน่นอน
เซี่ยอันอวี่ยังคงเดินทอดน่องไปตามเส้นทางในเมืองสายตาของนางทอดมองไกลออกไปยังผืนทรายและซากอาคารเบื้องหน้าก่อนจะเอ่ยถามขึ้นมาอย่างครุ่นคิด
“แล้วนอกจากอาหาร...ภายในเมืองแห่งนี้ ขาดแคลนสิ่งใดอีกบ้าง?”
นางหยุดเล็กน้อยก่อนจะหันมองหยางจื้อหลงดวงตาคมกริบฉายแววจับสังเกต
“น้ำ ล่ะ?”
สำหรับเซี่ยอันอวี่ซึ่งเติบโตมาจากโลกที่เจริญก้าวหน้า นางรู้ดีว่าทรัพยากรสำคัญไม่แพ้อาหาร ก็คือน้ำโดยเฉพาะในดินแดนกลางทะเลทรายเช่นนี้ แหล่งน้ำถือเป็นเส้นชีวิตที่แท้จริง
ตั้งแต่นางเดินทางมาถึงกู่หลิงซาแม้จะเห็นว่ายังพอมีน้ำให้ใช้อยู่บ้าง แต่ก็ไม่มากพอจะเรียกได้ว่าฟุ่มเฟือยเพียงพอแค่หล่อเลี้ยงชีวิตประจำวันเท่านั้น
สิ่งที่นางไม่อาจแน่ใจก็คือ...น้ำที่เห็นนั้น เป็นทรัพยากรที่ถูกขนส่งมาจากภายนอกหรือว่าภายในเมืองนี้ยังมีแหล่งน้ำธรรมชาติซุกซ่อนอยู่
หากเป็นกรณีแรก สถานการณ์ของเมืองนี้คงย่ำแย่เกินกว่าจะเยียวยาเมื่อเส้นทางการค้าถูกตัดขาด ไม่เพียงแต่อาหาร... น้ำก็จะหมดตามไปด้วยเมื่อนั้นความพินาศจะมาเยือนในไม่ช้า
หยางจื้อหลงเมื่อได้ยินคำถามก็ยิ้มออกมาเล็กน้อยสีหน้าของเขาดูผ่อนคลายลงกว่าเดิม ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่แฝงความโชคดี
“ถือว่า...เป็นเรื่องดีอยู่บ้างขอรับ”
เขาเหลือบมองไปยังทิศทางหนึ่งของเมืองก่อนจะกล่าวต่อ
“ภายในเมืองแห่งนี้แม้จะขาดแคลนทรัพยากรอาหารอย่างหนัก... แต่โชคดีที่ยังมีบ่อน้ำโบราณอยู่แห่งหนึ่งเป็นแหล่งน้ำบาดาลขนาดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงผู้คนในเมืองมาแต่ครั้งอดีต”
“พวกเรายังสามารถใช้น้ำจากบ่อน้ำนั้นได้อยู่ขอรับ”
เมื่อได้ยินคำอธิบายนี้เซี่ยอันอวี่ก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ความตึงเครียดในใจผ่อนคลายลงเล็กน้อย
‘อย่างน้อย...ก็ยังไม่ถึงขั้นสิ้นหวัง’
แม้สถานการณ์จะย่ำแย่เพียงใดแต่เมื่อยังมีแหล่งน้ำหล่อเลี้ยงผู้คนอยู่บ้างก็ยังพอมีความหวังให้ยืนหยัดต่อไปได้ หากขาดทั้งอาหารและน้ำเมืองแห่งนี้คงไม่ต่างอะไรกับสุสานกลางทะเลทรายที่รอวันถูกกลืนหายไปกับผืนทรายสีทอง
หลังจากเดินสำรวจเมืองมาตลอดทั้งวันเซี่ยอันอวี่ก็เดินทางกลับมาถึง จวนเจ้าเมือง ในที่สุดร่างของนางรู้สึกเมื่อยล้าไปทั้งตัว พอมีโอกาสนางก็รีบก้าวเข้าไปยังเรือนไม้หลังเล็กก่อนจะหย่อนกายนั่งลงบนเก้าอี้อย่างไร้มาดผู้สูงศักดิ์
เสียงถอนหายใจดังขึ้นเบา ๆขณะสองมือของนางเริ่มนวดขาและทุบเบา ๆ เพื่อคลายความปวดเมื่อย
ไม่นาน...เสียงร้องของอาชาคู่ใจดังขึ้นจากด้านนอกเรือน เซี่ยอันอวี่เงยหน้าขึ้นเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงนั้นรู้ได้ทันทีว่าใครกำลังมาถึง
ไม่นานนัก ร่างสูงสง่าของหนานกงจิ่นอวี่ ก็ปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตูก่อนจะเดินตรงเข้ามาภายในห้องโถงของเรือนไม้ด้วยท่วงท่าสงบนิ่ง
สิ่งแรกที่แม่ทัพหญิงผู้นี้ทำ...คือการหยุดยืนแล้วจ้องมองเซี่ยอันอวี่ที่กำลังทุบขาตนเองอยู่บนเก้าอี้อย่างเงียบ ๆดวงตาคมกริบของหนานกงจิ่นอวี่ทอดมองมาด้วยสายตาที่อ่านไม่ออกว่านางกำลังคิดสิ่งใดอยู่
เซี่ยอันอวี่เงยหน้าขึ้นสบสายตากับอีกฝ่ายก่อนจะเลิกคิ้วเล็กน้อยแล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ท่าน... มีเรื่องจะพูดหรือ?”
หนานกงจิ่นอวี่ขยับยิ้มบาง ๆที่มุมปาก ก่อนจะกล่าวขึ้นเสียงเรียบ
“ได้ยินว่าเจ้าออกไปสำรวจเมืองมา?”
เซี่ยอันอวี่พยักหน้ารับโดยไม่พูดอะไรเพิ่มเติม
หนานกงจิ่นอวี่ก้าวเข้ามาใกล้อีกเล็กน้อยก่อนจะถามต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบเช่นเดิม “...เป็นอย่างไรบ้าง”
เซี่ยอันอวี่กระตุกยิ้มที่มุมปากอย่างอดไม่ได้ดวงตาของนางฉายแววประชดประชันอยู่ลึก ๆ ในใจของนางอยากจะหลุดปากออกไปว่า"โคตรเลวร้าย" แต่ก็ยังรักษาความสงบไว้ได้นางเพียงตอบกลับไปสั้น ๆ ด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น
“เลวร้ายมาก”
คำตอบนั้นหาได้สร้างความแปลกใจให้กับหนานกงจิ่นอวี่ไม่สตรีผู้เป็นแม่ทัพเพียงพยักหน้าเล็กน้อยราวกับรู้ผลลัพธ์นี้ดีอยู่แล้ว
เซี่ยอันอวี่มองดูอีกฝ่ายที่ยังคงยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้าก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ คล้ายจะหยอกล้อ
“วันนี้ข้าไม่ได้ทำกับข้าวไว้หรอกนะ”
หนานกงจิ่นอวี่เลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนจะตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจนัก
“เดี๋ยวข้าทำเอง”สิ้นคำพูดนั้น หนานกงจิ่นอวี่ก็หมุนตัวหันหลังเดินตรงเข้าไปยังห้องครัวอย่างไม่รีรอ
เซี่ยอันอวี่มองตามแผ่นหลังตรงสง่าของหนานกงจิ่นอวี่ที่ค่อยๆ ลับหายเข้าไปในห้องครัว ใบหน้าของนางเผลอยกยิ้มขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่แววตาของนางฉายความขบขันและชื่นชมปะปนกัน
ในใจของเซี่ยอันอวี่พลันคิดขึ้นมาอย่างอดไม่ได้
‘รูปก็งาม...ใบหน้าก็หล่อเหลา ไม่ทุบตีสตรี แถมยังทำอาหารเก่งอีก หากอยู่ในยุคของข้า...และหากนางเป็นบุรุษจริง ๆ คงถูกแย่งตัวกันจนบ้านแตกแน่’
เซี่ยอันอวี่หัวเราะในใจเบา ๆความคิดนี้ทำให้นางรู้สึกผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อยหลังจากที่ต้องเผชิญกับภาพความหดหู่ของเมืองทั้งวัน
‘...น่าเสียดายนักที่นางเป็นสตรี’