เสียงของหวังเหมิ่งที่ดังขึ้นกะทันหันทำให้ทุกคนชะงักฝีเท้าทันที
เมื่อหันกลับไปมองก็เห็นหวังเหมิ่งมีสีหน้าโกรธจัด ท่าทางพร้อมจะลงมือได้ทุกเมื่อ
แต่หากลองคิดดูมันก็สมเหตุสมผลอยู่เขาใช้ให้ลูกศิษย์ตัวเองไปตามหาเจียงจืออวี๋เพื่อหวังจะกำจัดเธอทิ้งเสียในแดนเร้นลับแต่ผลลัพธ์คือตอนนี้เจียงจืออวี๋กลับออกมาได้อย่างปลอดภัยแต่ลูกศิษย์ของเขากลับหายสาบสูญไปไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเรื่องนี้ต้องเกี่ยวข้องกับเจียงจืออวี๋อย่างยิ่งยวดแน่นอน
เขาเป็นคนนำทีมเด็กทั้งสิบคนนั้นออกมาหากไม่สามารถพากันกลับไปได้ครบทุกคนเกรงว่าแม้แต่ตัวเขาเองก็คงหนีไม่พ้นการถูกลงโทษอย่างหนักจากทางมหาวิทยาลัย
โดยเฉพาะคณบดีอีกสองท่านของมหาวิทยาลัยมีหรือจะยอมปล่อยโอกาสทองที่จะเหยียบย่ำเขาแบบนี้ไป?
หากนักศึกษาไปเสียชีวิตในทุ่งร้างด้วยตัวเองก็ว่าไปอย่างหรือถ้าในแดนเร้นลับนี้อันตรายจนมหาวิทยาลัยอื่นมีคนล้มตายพอๆกับมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจ มันก็ยังพอจะฟังขึ้น
ทว่าความจริงกลับกลายเป็นว่ามหาวิทยาลัยอื่นรวมกันแล้วยังมียอดเสียชีวิตไม่เท่ากับมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจแห่งเดียวเสียด้วยซ้ำ
แล้วเขาจะไปรายงานผลอย่างไร?จะตอบคำถามเบื้องบนอย่างไร?
และเพราะเหตุนี้เองหวังเหมิ่งจึงหมดความอดทน จนควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ตวาดถามต่อหน้าคณบดีเฉียนอย่างรุนแรง
เพียงแต่เห็นได้ชัดว่าเขาประเมินความรักพวกพ้องของคณบดีเฉียนต่ำไปหน่อย
"ลูกศิษย์แกหายไปก็ไปหาเองสิ มาถามลูกศิษย์ฉันทำไม?"
คณบดีเฉียนก้าวออกมาขวางระหว่างเจียงจืออวี๋กับหวังเหมิ่งทันทีพลางขมวดคิ้วแล้วกล่าวต่อว่า
"ไสหัวไปซะ ตอนนี้ฉันอารมณ์ดี อย่ามาทำให้เสียบรรยากาศ"
หากเป็นสถานการณ์ปกติหวังเหมิ่งอาจจะกัดฟันยอมอดทนไปแล้วแต่ตอนนี้มันไม่ใช่เรื่องที่เขาจะยอมหรือไม่ยอมได้อีกต่อไปหากเรื่องนี้ไม่มีคำอธิบายชัดเจน ต่อให้ผ่านด่านคณบดีเฉียนไปได้เขาก็ไม่มีทางผ่านด่านของมหาวิทยาลัยไปได้แน่ๆ
ยิ่งไปกว่านั้นที่นี่ยังมีคนจากส่วนราชการประจำการอยู่ด้วยพวกเขาไม่มีทางยอมให้คณบดีเฉียนทำอะไรตามใจชอบได้หรอก
เมื่อคิดได้ดังนั้นหวังเหมิ่งจึงก้าวไปข้างหน้าอีกหนึ่งก้าว
"วันนี้ถ้าไม่มีคำอธิบายให้ฉัน ใครก็ห้ามไปทั้งนั้น!"
เดี๋ยวนะ...หวังเหมิ่งไปเอาความกล้ามาจากไหนกัน?
คณบดีเฉียนนึกสงสัยอยู่ในใจแต่การกระทำของเขากลับไม่มีความลังเลเลยสักนิด
เขาลูบถุงกักวิญญาณที่เหน็บอยู่ข้างเอวเบาๆแล้วเรียกซวนหนีหยกทมิฬออกมาทันที
วินาทีที่ซวนหนีหยกทมิฬร่างสูงหลายสิบเมตรปรากฏตัวขึ้นมันก็ยึดพื้นที่ว่างหน้าทางเข้าแดนเร้นลับไปจนหมดพร้อมกับแรงกดดันที่มองไม่เห็นซึ่งแผ่ซ่านเข้าปกคลุมหัวใจของทุกคนในทันที
"แกคิดว่ามีคนของทางการอยู่แล้วฉันจะไม่กล้าจัดการแกงั้นเหรอ?"
"รีบไสหัวไปซะ อย่าบังคับให้ฉันต้องตบแก!"
ท่าทีของคณบดีเฉียนทำเอาทุกคนในที่นั้นถึงกับอึ้ง
ด่าครั้งแรกยังพอเข้าใจว่าปกป้องลูกศิษย์แต่ด่าซ้ำติดๆ กันแบบนี้...
แค่ถามคำถามเดียวถึงกับต้องตั้งท่าจะวางมวยกันเลยหรือ มันจำเป็นขนาดนั้นเชียว?
โดยเฉพาะนักศึกษาคณะควบคุมสัตว์อสูรอีกสามคนที่อยู่ในเหตุการณ์พวกเขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าคณบดีเฉียนจะปกป้องพวกพ้องได้โหดขนาดนี้
คณบดีเฉียนย่อมรู้ดีว่าสิ่งที่เขาทำมันดูเกินกว่าเหตุไปบ้างแต่เขาก็ยังเลือกที่จะทำ
ด้วยความเก๋าเกมของเขาเพียงแค่หวังเหมิ่งอ้าปากพูดประโยคแรก เขาก็คาดเดาสิ่งที่อยู่ในใจอีกฝ่ายได้ทันที
การที่เจียงจืออวี๋ออกมาล่าช้าขนาดนี้ประกอบกับนักศึกษาของมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจหายตัวไปเกลี้ยงและท่าทีของหวังเหมิ่งในตอนนี้ ทุกร่องรอยชี้ไปที่ความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียว
แม้ความเป็นไปได้นี้จะดูริบหรี่หรือแม้แต่ตัวเขาเองยังรู้สึกว่ามันออกจะหลุดโลกไปหน่อยแต่ต่อให้เป็นเพียงแค่เชื้อไฟเล็กๆเขาก็ต้องรีบดับมันทิ้งก่อนที่หวังเหมิ่งจะหาเรื่องโจมตีเจียงจืออวี๋ได้
ภาพเหตุการณ์ในตอนนี้จึงเกิดขึ้น
คนหนึ่งจะถามให้ได้อีกคนก็ขวางไม่ให้ถาม ท่าทางเหมือนจะลงมือซัดกันได้ทุกวินาที
แต่ในขณะนั้นเองเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น ทำให้ทั้งสองคนชะงักไปพร้อมกัน
"พวกคุณคิดจะทำอะไร จะมาสู้กันตรงนี้อย่างนั้นเหรอ?"
เสียงของคนพูดนั้นฟังดูชราภาพแต่กลับทรงพลังยิ่งนักเพียงแค่คำเดียวก็ทำให้คณบดีเฉียนและหวังเหมิ่งที่กำลังเดือดจัดต้องสงบเสงี่ยมลงทันที
ไม่สงบไม่ได้หรอก...
เพราะท่านผู้นี้มีอาวุโสสูงกว่าอธิการบดีสุ่ยมู่คนปัจจุบันเสียอีกแถมยังมีพลังระดับจักรพรรดิยุทธ์ซึ่งสูงส่งเกินกว่าที่ใครในที่นี่จะเทียบติด
ท่านผ่านศึกเหนือเสือใต้มาทั้งชีวิตสร้างผลงานยิ่งใหญ่จนแม้แต่ผู้มีระดับจักรพรรดิบางคนยังเทียบไม่ติดด้วยซ้ำ
นอกจากนี้ท่านยังเป็นหนึ่งในผู้วางรากฐานวิถียุทธ์แห่งเทียนเฉา หากจะนับกันจริงๆทุกคนที่อยู่ที่นี่ก็เปรียบเสมือนศิษย์หลานของท่านทั้งสิ้น
"คนหนึ่งเป็นคณบดีสุ่ยมู่ อีกคนเป็นคณบดีนครปีศาจทำตัวแบบนี้ต่อหน้าลูกศิษย์ พวกคุณนี่นับวันยิ่งมีชีวิตถอยหลังลงคลองจริงๆ!"
ผู้เฒ่าแค่นเสียงเบาๆทำให้หวังเหมิ่งขวัญเสียจนบารมีหดหายไปกว่าครึ่ง
ตรงข้ามกับคณบดีเฉียนที่รีบเดินเข้าไปหาพลางชี้ไปที่หวังเหมิ่งทันที
"ท่านเหลียงครับ นี่ไม่ใช่ความผิดของผมนะ"
"ก็ไอ้หมอนี่สิ พอเห็นลูกศิษย์ผมออกมา มันก็เอาแต่ตื๊อไม่เลิกคอยถามจี้อยู่นั่นแหละว่าลูกศิษย์มันหายไปไหน"
"ท่านลองคิดดูสิครับ ลูกศิษย์มันหายไปไหนแล้วมันเกี่ยวอะไรกับลูกศิษย์ผมที่ต้องมาโดนถามแบบนี้?"
ท่านเหลียงนิ่งเงียบเพียงแต่หันไปมองทางหวังเหมิ่ง
"ท่านเหลียงครับ นักศึกษาทุกคนที่เข้าไปต่างก็ออกมากันหมดแล้วมีเพียงมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจของผมที่ไม่เห็นแม้แต่เงาคนเดียวแถมแม่หนูคนนี้ยังเป็นคนสุดท้ายที่ออกมาอีกด้วย"
"ผมก็แค่ถามดูเฉยๆ มันผิดตรงไหนครับ?"
"แต่เขากลับขวางไม่ให้ผมถามแม้แต่คำเดียว ถ้าไม่มีพิรุธใครจะไปเชื่อล่ะครับ!"
คณบดีเฉียนได้ยินดังนั้นก็เตรียมจะโต้กลับแต่กลับถูกเจียงจืออวี๋รั้งแขนไว้ก่อน
เธอรู้ว่าคณบดีเฉียนหวังดีและปกป้องเธอแต่เห็นได้ชัดว่าในสถานการณ์เช่นนี้คณบดีเฉียนไม่ควรเป็นคนออกหน้าอีกต่อไป
เจียงจืออวี๋ยกมือประสานหมัดคำนับท่านเหลียงอย่างนอบน้อมก่อนจะหันไปสบตากับหวังเหมิ่ง
"ในเมื่อคณบดีหวังถามมา ฉันคงต้องขอพูดตามตรงแล้วกันค่ะ"
"ฉันเจอพวกนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจในแดนเร้นลับจริงๆ ค่ะ"
คำพูดของเจียงจืออวี๋ทำให้ทุกคนถึงกับตกตะลึงโดยเฉพาะหวังเหมิ่ง
เขาเคยคิดว่าเจียงจืออวี๋จะปฏิเสธหรือไม่ก็แกล้งทำเป็นใบ้ไม่รู้เรื่อง แต่นึกไม่ถึงเลยว่าเธอจะกล้ายอมรับออกมาตรงๆแบบนี้
และการยอมรับนั่นก็หมายความว่าเรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกับเจียงจืออวี๋แล้วทีนี้ต่อให้ตาแก่เฉียนอยากจะเข้ามาป่วนเพื่อช่วยเธอแค่ไหน ก็คงแทรกไม่ได้อีกต่อไป
คณบดีเฉียนที่ได้ยินก็เริ่มร้อนรนเขาไม่เข้าใจว่าปกติเจียงจืออวี๋ก็ออกจะเป็นคนหัวไวแท้ๆทำไมถึงมาพลาดท่าเอาตอนสำคัญแบบนี้
"ท่านเหลียงครับ..."
คณบดีเฉียนเตรียมจะอ้าปากช่วยแก้ต่างให้เจียงจืออวี๋แต่ท่านเหลียงกลับยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้เจียงจืออวี๋พูดต่อ
"และที่ฉันเจอ ไม่ใช่แค่คนสองคนนะคะ แต่เจอครบทั้งสิบคนเลยค่ะ!"
"ทันทีที่พบหน้า นักศึกษานครปีศาจทั้งสิบคนก็พุ่งเข้าใส่ฉันทันทีฉันรู้สึกได้ถึงความผิดปกติ จึงต้องหนีไปซ่อนตัวอยู่ในแดนเร้นลับถึงสองวันเต็มๆจนกระทั่งตอนนี้ถึงเพิ่งกล้าออกมา"
"คณบดีหวังถามฉันหนึ่งคำถาม งั้นฉันขอถามคณบดีหวังกลับหนึ่งคำถามนะคะ"
"การที่นักศึกษามหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจทั้งสิบคนพุ่งเข้าใส่ฉันพร้อมกันแบบนั้นมันหมายความว่ายังไงคะ?"
สิ้นประโยคของเจียงจืออวี๋หวังเหมิ่งถึงกับพูดไม่ออก
เขาย่อมรู้ดีแก่ใจว่าทั้งสิบคนนั้นพุ่งเข้าไปทำไมและคนอื่นๆ เองก็เดาออกกันทั้งนั้น
โดยเฉพาะเรื่องที่เจียงจืออวี๋เพิ่งจะมีความแค้นกับคนของมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจก่อนจะเข้าแดนเร้นลับเสียด้วย
หวังเหมิ่งพยายามจะอ้าปากแก้ตัวว่าพวกเขาก็แค่จะเข้าไปถามทางหรืออะไรทำนองนั้นเพื่อปัดความผิดให้พ้นตัวแต่เห็นได้ชัดว่าคำพูดแบบนั้นแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่เชื่อเลย
ทางด้านคณบดีเฉียนพอได้ยินก็แค่นเสียงหัวเราะอย่างเย็นชา"ดี! ดีจริงๆ!"
"ถ้าแม่หนูคนนี้ไม่พูด ฉันคงไม่มีทางรู้เลยว่าแกมีการวางแผนแบบนี้เอาไว้"
"ฉันบอกแกไว้เลยนะหวังเหมิ่ง เรื่องนี้ไม่จบง่ายๆ แน่!"
เมื่อเห็นคณบดีเฉียนเริ่มจะอาละวาดอีกรอบท่านเหลียงก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจเขาก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวพร้อมกับแผ่สัมผัสเทวะเข้าไปยังทางเข้าแดนเร้นลับ
ผ่านไปเพียงหกถึงเจ็ดวินาทีท่านเหลียงก็ถอนสัมผัสเทวะกลับคืนมา ท่าทางของท่านดูอ่อนล้าลงไปถนัดตา
การฝืนกฎเกณฑ์แห่งโลกเพื่อค้นหาความเคลื่อนไหวภายในแดนเร้นลับเป็นเวลานานต่อให้เป็นระดับจักรพรรดิยุทธ์ก็ยังได้รับผลกระทบอย่างหนัก
"ท่านเหลียงครับ!"
หวังเหมิ่งรีบส่งเสียงถามแต่ท่านเหลียงกลับส่ายหน้าช้าๆ
"ในแดนเร้นลับมีศพอยู่ทั้งหมดเจ็ดศพในจำนวนนั้นสามศพมีแผลฉกรรจ์ที่เป็นสาเหตุการตายจากการถูกสัตว์อสูรโจมตี"
"ส่วนอีกสี่ศพ... กระดูกคอหักสะบั้นในพริบตา"
"คนที่ลงมือทำได้เด็ดขาดและว่องไวขนาดนี้ต้องมีฝีมือเหนือกว่าระดับนักศึกษามากนัก ไม่ใช่ฝีมือของแม่หนูคนนี้หรอก"
"เรื่องนี้พอแค่นี้เถอะ กลับไปแล้วพวกคุณจะไปทะเลาะกันยังไงฉันไม่สนแต่ตอนนี้..."
"รีบไสหัวไปให้พ้นหน้าฉันได้แล้ว แค่ก... แค่ก..."