ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 4 บทที่ 107 รีบไสหัวไปซะ อย่าบังคับให้ฉันต้องตบแก!

            เสียงของหวังเหมิ่งที่ดังขึ้นกะทันหันทำให้ทุกคนชะงักฝีเท้าทันที

            เมื่อหันกลับไปมองก็เห็นหวังเหมิ่งมีสีหน้าโกรธจัด ท่าทางพร้อมจะลงมือได้ทุกเมื่อ

            แต่หากลองคิดดูมันก็สมเหตุสมผลอยู่เขาใช้ให้ลูกศิษย์ตัวเองไปตามหาเจียงจืออวี๋เพื่อหวังจะกำจัดเธอทิ้งเสียในแดนเร้นลับแต่ผลลัพธ์คือตอนนี้เจียงจืออวี๋กลับออกมาได้อย่างปลอดภัยแต่ลูกศิษย์ของเขากลับหายสาบสูญไปไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเรื่องนี้ต้องเกี่ยวข้องกับเจียงจืออวี๋อย่างยิ่งยวดแน่นอน

            เขาเป็นคนนำทีมเด็กทั้งสิบคนนั้นออกมาหากไม่สามารถพากันกลับไปได้ครบทุกคนเกรงว่าแม้แต่ตัวเขาเองก็คงหนีไม่พ้นการถูกลงโทษอย่างหนักจากทางมหาวิทยาลัย

            โดยเฉพาะคณบดีอีกสองท่านของมหาวิทยาลัยมีหรือจะยอมปล่อยโอกาสทองที่จะเหยียบย่ำเขาแบบนี้ไป?

            หากนักศึกษาไปเสียชีวิตในทุ่งร้างด้วยตัวเองก็ว่าไปอย่างหรือถ้าในแดนเร้นลับนี้อันตรายจนมหาวิทยาลัยอื่นมีคนล้มตายพอๆกับมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจ มันก็ยังพอจะฟังขึ้น

            ทว่าความจริงกลับกลายเป็นว่ามหาวิทยาลัยอื่นรวมกันแล้วยังมียอดเสียชีวิตไม่เท่ากับมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจแห่งเดียวเสียด้วยซ้ำ

            แล้วเขาจะไปรายงานผลอย่างไร?จะตอบคำถามเบื้องบนอย่างไร?

            และเพราะเหตุนี้เองหวังเหมิ่งจึงหมดความอดทน จนควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ตวาดถามต่อหน้าคณบดีเฉียนอย่างรุนแรง

            เพียงแต่เห็นได้ชัดว่าเขาประเมินความรักพวกพ้องของคณบดีเฉียนต่ำไปหน่อย

            "ลูกศิษย์แกหายไปก็ไปหาเองสิ มาถามลูกศิษย์ฉันทำไม?"

            คณบดีเฉียนก้าวออกมาขวางระหว่างเจียงจืออวี๋กับหวังเหมิ่งทันทีพลางขมวดคิ้วแล้วกล่าวต่อว่า

            "ไสหัวไปซะ ตอนนี้ฉันอารมณ์ดี อย่ามาทำให้เสียบรรยากาศ"

            หากเป็นสถานการณ์ปกติหวังเหมิ่งอาจจะกัดฟันยอมอดทนไปแล้วแต่ตอนนี้มันไม่ใช่เรื่องที่เขาจะยอมหรือไม่ยอมได้อีกต่อไปหากเรื่องนี้ไม่มีคำอธิบายชัดเจน ต่อให้ผ่านด่านคณบดีเฉียนไปได้เขาก็ไม่มีทางผ่านด่านของมหาวิทยาลัยไปได้แน่ๆ

            ยิ่งไปกว่านั้นที่นี่ยังมีคนจากส่วนราชการประจำการอยู่ด้วยพวกเขาไม่มีทางยอมให้คณบดีเฉียนทำอะไรตามใจชอบได้หรอก

            เมื่อคิดได้ดังนั้นหวังเหมิ่งจึงก้าวไปข้างหน้าอีกหนึ่งก้าว

            "วันนี้ถ้าไม่มีคำอธิบายให้ฉัน ใครก็ห้ามไปทั้งนั้น!"

            เดี๋ยวนะ...หวังเหมิ่งไปเอาความกล้ามาจากไหนกัน?

            คณบดีเฉียนนึกสงสัยอยู่ในใจแต่การกระทำของเขากลับไม่มีความลังเลเลยสักนิด

            เขาลูบถุงกักวิญญาณที่เหน็บอยู่ข้างเอวเบาๆแล้วเรียกซวนหนีหยกทมิฬออกมาทันที

            วินาทีที่ซวนหนีหยกทมิฬร่างสูงหลายสิบเมตรปรากฏตัวขึ้นมันก็ยึดพื้นที่ว่างหน้าทางเข้าแดนเร้นลับไปจนหมดพร้อมกับแรงกดดันที่มองไม่เห็นซึ่งแผ่ซ่านเข้าปกคลุมหัวใจของทุกคนในทันที

            "แกคิดว่ามีคนของทางการอยู่แล้วฉันจะไม่กล้าจัดการแกงั้นเหรอ?"

            "รีบไสหัวไปซะ อย่าบังคับให้ฉันต้องตบแก!"

            ท่าทีของคณบดีเฉียนทำเอาทุกคนในที่นั้นถึงกับอึ้ง

            ด่าครั้งแรกยังพอเข้าใจว่าปกป้องลูกศิษย์แต่ด่าซ้ำติดๆ กันแบบนี้...

            แค่ถามคำถามเดียวถึงกับต้องตั้งท่าจะวางมวยกันเลยหรือ มันจำเป็นขนาดนั้นเชียว?

            โดยเฉพาะนักศึกษาคณะควบคุมสัตว์อสูรอีกสามคนที่อยู่ในเหตุการณ์พวกเขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าคณบดีเฉียนจะปกป้องพวกพ้องได้โหดขนาดนี้

            คณบดีเฉียนย่อมรู้ดีว่าสิ่งที่เขาทำมันดูเกินกว่าเหตุไปบ้างแต่เขาก็ยังเลือกที่จะทำ

            ด้วยความเก๋าเกมของเขาเพียงแค่หวังเหมิ่งอ้าปากพูดประโยคแรก เขาก็คาดเดาสิ่งที่อยู่ในใจอีกฝ่ายได้ทันที

            การที่เจียงจืออวี๋ออกมาล่าช้าขนาดนี้ประกอบกับนักศึกษาของมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจหายตัวไปเกลี้ยงและท่าทีของหวังเหมิ่งในตอนนี้ ทุกร่องรอยชี้ไปที่ความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียว

            แม้ความเป็นไปได้นี้จะดูริบหรี่หรือแม้แต่ตัวเขาเองยังรู้สึกว่ามันออกจะหลุดโลกไปหน่อยแต่ต่อให้เป็นเพียงแค่เชื้อไฟเล็กๆเขาก็ต้องรีบดับมันทิ้งก่อนที่หวังเหมิ่งจะหาเรื่องโจมตีเจียงจืออวี๋ได้

            ภาพเหตุการณ์ในตอนนี้จึงเกิดขึ้น

            คนหนึ่งจะถามให้ได้อีกคนก็ขวางไม่ให้ถาม ท่าทางเหมือนจะลงมือซัดกันได้ทุกวินาที

            แต่ในขณะนั้นเองเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น ทำให้ทั้งสองคนชะงักไปพร้อมกัน

            "พวกคุณคิดจะทำอะไร จะมาสู้กันตรงนี้อย่างนั้นเหรอ?"

            เสียงของคนพูดนั้นฟังดูชราภาพแต่กลับทรงพลังยิ่งนักเพียงแค่คำเดียวก็ทำให้คณบดีเฉียนและหวังเหมิ่งที่กำลังเดือดจัดต้องสงบเสงี่ยมลงทันที

            ไม่สงบไม่ได้หรอก...

            เพราะท่านผู้นี้มีอาวุโสสูงกว่าอธิการบดีสุ่ยมู่คนปัจจุบันเสียอีกแถมยังมีพลังระดับจักรพรรดิยุทธ์ซึ่งสูงส่งเกินกว่าที่ใครในที่นี่จะเทียบติด

            ท่านผ่านศึกเหนือเสือใต้มาทั้งชีวิตสร้างผลงานยิ่งใหญ่จนแม้แต่ผู้มีระดับจักรพรรดิบางคนยังเทียบไม่ติดด้วยซ้ำ

            นอกจากนี้ท่านยังเป็นหนึ่งในผู้วางรากฐานวิถียุทธ์แห่งเทียนเฉา หากจะนับกันจริงๆทุกคนที่อยู่ที่นี่ก็เปรียบเสมือนศิษย์หลานของท่านทั้งสิ้น

            "คนหนึ่งเป็นคณบดีสุ่ยมู่ อีกคนเป็นคณบดีนครปีศาจทำตัวแบบนี้ต่อหน้าลูกศิษย์ พวกคุณนี่นับวันยิ่งมีชีวิตถอยหลังลงคลองจริงๆ!"

            ผู้เฒ่าแค่นเสียงเบาๆทำให้หวังเหมิ่งขวัญเสียจนบารมีหดหายไปกว่าครึ่ง

            ตรงข้ามกับคณบดีเฉียนที่รีบเดินเข้าไปหาพลางชี้ไปที่หวังเหมิ่งทันที

            "ท่านเหลียงครับ นี่ไม่ใช่ความผิดของผมนะ"

            "ก็ไอ้หมอนี่สิ พอเห็นลูกศิษย์ผมออกมา มันก็เอาแต่ตื๊อไม่เลิกคอยถามจี้อยู่นั่นแหละว่าลูกศิษย์มันหายไปไหน"

            "ท่านลองคิดดูสิครับ ลูกศิษย์มันหายไปไหนแล้วมันเกี่ยวอะไรกับลูกศิษย์ผมที่ต้องมาโดนถามแบบนี้?"

            ท่านเหลียงนิ่งเงียบเพียงแต่หันไปมองทางหวังเหมิ่ง

            "ท่านเหลียงครับ นักศึกษาทุกคนที่เข้าไปต่างก็ออกมากันหมดแล้วมีเพียงมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจของผมที่ไม่เห็นแม้แต่เงาคนเดียวแถมแม่หนูคนนี้ยังเป็นคนสุดท้ายที่ออกมาอีกด้วย"

            "ผมก็แค่ถามดูเฉยๆ มันผิดตรงไหนครับ?"

            "แต่เขากลับขวางไม่ให้ผมถามแม้แต่คำเดียว ถ้าไม่มีพิรุธใครจะไปเชื่อล่ะครับ!"

            คณบดีเฉียนได้ยินดังนั้นก็เตรียมจะโต้กลับแต่กลับถูกเจียงจืออวี๋รั้งแขนไว้ก่อน

            เธอรู้ว่าคณบดีเฉียนหวังดีและปกป้องเธอแต่เห็นได้ชัดว่าในสถานการณ์เช่นนี้คณบดีเฉียนไม่ควรเป็นคนออกหน้าอีกต่อไป

            เจียงจืออวี๋ยกมือประสานหมัดคำนับท่านเหลียงอย่างนอบน้อมก่อนจะหันไปสบตากับหวังเหมิ่ง

            "ในเมื่อคณบดีหวังถามมา ฉันคงต้องขอพูดตามตรงแล้วกันค่ะ"

            "ฉันเจอพวกนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจในแดนเร้นลับจริงๆ ค่ะ"

            คำพูดของเจียงจืออวี๋ทำให้ทุกคนถึงกับตกตะลึงโดยเฉพาะหวังเหมิ่ง

            เขาเคยคิดว่าเจียงจืออวี๋จะปฏิเสธหรือไม่ก็แกล้งทำเป็นใบ้ไม่รู้เรื่อง แต่นึกไม่ถึงเลยว่าเธอจะกล้ายอมรับออกมาตรงๆแบบนี้

            และการยอมรับนั่นก็หมายความว่าเรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกับเจียงจืออวี๋แล้วทีนี้ต่อให้ตาแก่เฉียนอยากจะเข้ามาป่วนเพื่อช่วยเธอแค่ไหน ก็คงแทรกไม่ได้อีกต่อไป

            คณบดีเฉียนที่ได้ยินก็เริ่มร้อนรนเขาไม่เข้าใจว่าปกติเจียงจืออวี๋ก็ออกจะเป็นคนหัวไวแท้ๆทำไมถึงมาพลาดท่าเอาตอนสำคัญแบบนี้

            "ท่านเหลียงครับ..."

            คณบดีเฉียนเตรียมจะอ้าปากช่วยแก้ต่างให้เจียงจืออวี๋แต่ท่านเหลียงกลับยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้เจียงจืออวี๋พูดต่อ

            "และที่ฉันเจอ ไม่ใช่แค่คนสองคนนะคะ แต่เจอครบทั้งสิบคนเลยค่ะ!"

            "ทันทีที่พบหน้า นักศึกษานครปีศาจทั้งสิบคนก็พุ่งเข้าใส่ฉันทันทีฉันรู้สึกได้ถึงความผิดปกติ จึงต้องหนีไปซ่อนตัวอยู่ในแดนเร้นลับถึงสองวันเต็มๆจนกระทั่งตอนนี้ถึงเพิ่งกล้าออกมา"

            "คณบดีหวังถามฉันหนึ่งคำถาม งั้นฉันขอถามคณบดีหวังกลับหนึ่งคำถามนะคะ"

            "การที่นักศึกษามหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจทั้งสิบคนพุ่งเข้าใส่ฉันพร้อมกันแบบนั้นมันหมายความว่ายังไงคะ?"

            สิ้นประโยคของเจียงจืออวี๋หวังเหมิ่งถึงกับพูดไม่ออก

            เขาย่อมรู้ดีแก่ใจว่าทั้งสิบคนนั้นพุ่งเข้าไปทำไมและคนอื่นๆ เองก็เดาออกกันทั้งนั้น

            โดยเฉพาะเรื่องที่เจียงจืออวี๋เพิ่งจะมีความแค้นกับคนของมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจก่อนจะเข้าแดนเร้นลับเสียด้วย

            หวังเหมิ่งพยายามจะอ้าปากแก้ตัวว่าพวกเขาก็แค่จะเข้าไปถามทางหรืออะไรทำนองนั้นเพื่อปัดความผิดให้พ้นตัวแต่เห็นได้ชัดว่าคำพูดแบบนั้นแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่เชื่อเลย

            ทางด้านคณบดีเฉียนพอได้ยินก็แค่นเสียงหัวเราะอย่างเย็นชา"ดี! ดีจริงๆ!"

            "ถ้าแม่หนูคนนี้ไม่พูด ฉันคงไม่มีทางรู้เลยว่าแกมีการวางแผนแบบนี้เอาไว้"

            "ฉันบอกแกไว้เลยนะหวังเหมิ่ง เรื่องนี้ไม่จบง่ายๆ แน่!"

            เมื่อเห็นคณบดีเฉียนเริ่มจะอาละวาดอีกรอบท่านเหลียงก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจเขาก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวพร้อมกับแผ่สัมผัสเทวะเข้าไปยังทางเข้าแดนเร้นลับ

            ผ่านไปเพียงหกถึงเจ็ดวินาทีท่านเหลียงก็ถอนสัมผัสเทวะกลับคืนมา ท่าทางของท่านดูอ่อนล้าลงไปถนัดตา

            การฝืนกฎเกณฑ์แห่งโลกเพื่อค้นหาความเคลื่อนไหวภายในแดนเร้นลับเป็นเวลานานต่อให้เป็นระดับจักรพรรดิยุทธ์ก็ยังได้รับผลกระทบอย่างหนัก

            "ท่านเหลียงครับ!"

            หวังเหมิ่งรีบส่งเสียงถามแต่ท่านเหลียงกลับส่ายหน้าช้าๆ

            "ในแดนเร้นลับมีศพอยู่ทั้งหมดเจ็ดศพในจำนวนนั้นสามศพมีแผลฉกรรจ์ที่เป็นสาเหตุการตายจากการถูกสัตว์อสูรโจมตี"

            "ส่วนอีกสี่ศพ... กระดูกคอหักสะบั้นในพริบตา"

            "คนที่ลงมือทำได้เด็ดขาดและว่องไวขนาดนี้ต้องมีฝีมือเหนือกว่าระดับนักศึกษามากนัก ไม่ใช่ฝีมือของแม่หนูคนนี้หรอก"

            "เรื่องนี้พอแค่นี้เถอะ กลับไปแล้วพวกคุณจะไปทะเลาะกันยังไงฉันไม่สนแต่ตอนนี้..."

            "รีบไสหัวไปให้พ้นหน้าฉันได้แล้ว แค่ก... แค่ก..."

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน