หลังจากได้ยินเสียงที่อยู่หน้าประตู หลิวอู๋เฉินสวมกางเกงขึ้น มีรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ประดับบนใบหน้า คล้ายกับทุกอย่างอยู่ในการคำนวณแล้ว
เย่หลิงกระทืบเท้าด้วยความโกรธ กำลังจะเข้าด้ายเข้าเข็มแล้วเชียว ไหงอาจารย์ถึงได้มาเนี่ย นอกจากนั้นยังพักไม่กี่นาทีเอง เธอจะรีบไปไหนกัน
หรือเพราะว่าเธอกำลังจะมีอะไรกับคุณหลิน ถึงได้มาเคาะประตูหน้าห้องแบบนี้?
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด สำหรับเย่หลิงตัวตนของเฟิงโหรวตอนนี้ถือว่าเป็นศัตรูที่ต้องถูกกำจัด!
เดินออกมาข้างนอกแล้วเห็นหน้าทั้งคู่ เฟิงโหรวถอนหายใจโล่งอก แต่ก็รู้สึกไม่โอเคอย่างบอกไม่ถูก เมื่อเห็นทั้งคู่จับมือกะหนุงกะหนิงกัน ผู้ชายไม่เท่าไหร่หรอก แต่ตัวผู้หญิงเองเนี่ยสิ อย่างกับจะกลืนเขาเข้าไปทั้งตัว
ขึ้นรถ Lamborghini urus เย่หลิงถามว่า “อาจารย์ ที่สอบคือที่ไหนเหรอคะ”
“อาคารพาณิชย์เล่ยฮัวน่ะ” เฟิงโหรวตอบ “พรุ่งนี้เราจะแข่งกันที่นั่น มันคืออาคารพาณิชย์ที่รองรับคนได้มากกว่าหมื่นคน มีห้องจำนวนมากต้อนรับแขก นอกจากนั้นพรุ่งนี้ยังรวมตัวตนมากความสามารถจากหลายมุมเมืองเข้ามาสอบ หลินอู๋เฉินเองก็เป็นหนึ่งในนั้น”
“หลินอู๋เฉินเองก็เป็นหนึ่งในนั้น อ้าวแล้วฉันล่ะ ฉันไม่มีตัวตนเลยหรือไง” เป่ยถังเมี่ยนพึมพำกับตัวเอง เขาไม่ค่อยพอใจนัก แต่ไม่สามารถหักล้างคำพูดของอาจารย์เฟิงได้ เนื่องจากสถานะทางสังคมแตกต่างกันจนเกินไป ทำได้เพียงยอมรับความพ่ายแพ้
“วันพรุ่งนี้คุณหลินต้องชนะ พวกโง่เง่าเหล่านั้นไม่ต่างจากหินรองเท้าของคุณหลิน” เย่หลิงประจบสอพลอ อีกทั้งยังมั่นใจเป็นอย่างยิ่ง
ต่อหน้าทวยเทพ มนุษย์ทำได้เพียงหมอบกราบ
“อาจารย์เองก็หวังให้เป็นแบบนั้น” เฟิงโหรวโดยปกติไม่ชอบเย่หลิง แต่เรื่องนี้เธอสนับสนุน
ไม่นานรถจึงขับมาถึงอาคารพาณิชย์'เล่ยฮัว'นอกจากอาจารย์เฟิงแล้ว ดูเหมือนว่าจะมีคนคิดแบบเดียวกับเธอ ถึงได้เดินทางมาที่นี่ก่อนวันสอบ 1 วัน
อาจารย์เฟิงขับรถไปอาคาร 3 บอกว่าพรุ่งนี้เราจะแข่งขันกันที่นั่น พอลงจากรถจะเห็นอาคารขนาดใหญ่วิจิตรงดงามสีขาว ให้คุณรู้สึกปลอดโปร่งสบาย บรรยากาศเหมาะกับการพักสมองและเขียนไดอารี่
เมื่อก่อนหลินอู๋เฉินคงพึงพอใจบรรยากาศแบบนี้ แต่พอได้สร้าง'ค่ายกล'ขึ้นมาที่วิลล่า บรรยากาศของ'เล่ยฮัว'จึงธรรมดามาก ไม่มีค่าให้กล่าวถึง
“อาจารย์ เราคงสามารถมาดูได้แค่ข้างนอก ประตูล็อคอยู่ครับ” เป่ยถังเมี่ยนจับประตูบิด หลังจากลองดูสองสามครั้งจึงหันหน้าไปหาอาจารย์ สรุปออกมาอย่างที่เห็น
“ไม่แปลก ทางฝั่งนี้คงกลัวว่าจะมีคนเล่นไม่ซื่อ ซ่อนกล้องไว้ข้างในโกงข้อสอบ” เฟิงโหรวตอบราวกับเรื่องธรรมดา
“มีคนเคยโกงด้วยเหรอ” หลินอู๋เฉินถาม สำหรับเขาเรื่องนี้ถือว่าอยู่ไกลตัว เมื่อก่อนคิดเพียงแค่ว่าจะหาเงินเติมเกมหรือหาเงินซื้อของให้ไป๋หลิงยังไงเท่านั้น
สำหรับคำถามนี้เป่ยถังเมี่ยนมอบคำตอบ “มีทุกปี พวกคิดไม่ซื่อทุจริตข้อสอบ มักจะเป็นพวกไร้ยางอายไร้ความสามารถ พวกไม่มั่นใจฝีมือตัวเอง หรือเรียกว่าขยะดีๆ นี่เอง”
“เอ๋...ฟังจากน้ำเสียงของนาย โกรธเกลียดพวกเขามากเลยนะเนี่ย” หลินอู๋เฉินประหลาดใจ เพราะตลอดการเดินทางเป่ยถังเมี่ยนเอาแต่เงียบ ไม่คิดว่าอยู่ๆ ปฏิกิริยาจะรุนแรง
เขาดันแว่นตา ตอบด้วยเสียงอ่อนลง “ฉันก็แค่ไม่ชอบ เลยพูดออกมารุนแรง ถ้าหากนายรู้สึกไม่ดีต้องขอโทษด้วย”
“ไม่เป็นไร ฉันว่าฉันเข้าใจนายนะ”
“เข้าใจฉัน...เหอะๆ คนร่ำรวยรุ่นที่สองอย่างนายจะเข้าใจอะไรฉัน นายมันก็แค่พวกใช้เงินให้ได้มาแข่งเพราะชื่อเสียง อาจารย์เฟิงนึกว่าเป็นคนดีที่แท้ก็เห็นแก่เงิน ส่วนเย่หลิงรุ่นพี่ปี 2 แม้ทางบ้านจะร่ำรวยเป็นเศรษฐี แต่กลับมาคลุกตัวอยู่กับสวะอย่างหลินอู๋เฉิน ดูก็รู้ว่าไม่ใช่คนดี นอนด้วยกันคงเอากันทุกวันสิท่า ไอ้พวกเลว!” เป่ยถังเมี่ยนคิดกับตัวเองเงียบๆ ไม่กล้าพูดมันออกไป เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่พูด นอกจากถูกตัดสิทธิ์แล้วยังต้องเฉดหัวออกจากที่นี่ ถึงคราวนั้นในมหาลัยชุนเหลียนคงไม่มีที่สำหรับเขา
นักรบต้องรู้จักถอยและวางกลยุทธ์เป็น เขาเองก็เป็นอย่างนั้น บัดนี้ทำได้เพียงอดทน สิบปีเล่นงานหลินอู๋เฉินก็ยังไม่สาย!
เพราะว่าอาคารถูกล็อคเข้าไม่ได้ เฟิงโหรวจึงกำลังจะพานักศึกษาไปร้านอาหารเพื่อทานข้าวเย็น แต่ตอนนั้นเองเสียงคุ้นหูทำให้เธอหันไปมอง
“เฟิงโหรว...นั่นเฟิงโหรวใช่หรือเปล่า”
เธอหันไปมอง พบกับใบหน้าคุ้นเคย เป็นผู้หญิงสวยผิวขาว อยู่ในชุดสีชมพูพริ้ง ด้านข้างเป็นชายหนึ่งหญิงหนึ่ง หน้าตาจัดว่างดงาม
“สุ่ยซีเฟิ่ง?” เฟิงโหรวขมวดคิ้วมุ่น เอ่ยปากถามด้วยความไม่มั่นใจนัก
“ฮ่าฮ่า ใช่ฉันเอง ไม่ได้พบกันซะนาน เธอเองก็จะพาลูกศิษย์มาแข่งที่นี่เหรอ” สุ่ยซีเฟิ่งกล่าวถามระคนสนิท
เย่หลิงสงสัยว่าคนนี้คือใคร เพียงแต่ยังไม่เหมาะที่จะถาม
อาจารย์เฟิงตอบ “ใช่ นี่คือลูกศิษย์ของฉันที่จะแข่งวันพรุ่งนี้ หลินอู๋เฉินคณะธรณีวิทยา เป่ยถังเมี่ยนจากคณะคณิตศาสตร์ และนี่...คุณหนูเย่ เย่หลิง”
สุ่ยซีเฟิ่งพยักหน้า ก่อนจะถามแปลกๆ “เดี๋ยวนะ เด็กคนนี้มาจากคณะธรณีวิทยาแต่เธอให้เขาแข่งอะไรเหรอ ใช่คณิตศาสตร์หรือเปล่า”
“ใช่ ทำไมเหรอ”
“แปลกน่ะสิ มันไม่ใช่วิชาที่เขาถนัด ไม่งั้นเขาคงเลือกเรียนแล้ว” สุ่ยซีเฟิ่งลูบคาง ใบหน้าฉายแววดูแคลนหลินอู๋เฉิน
“อาจารย์สุ่ย อย่าได้เสียเวลาอีกเลย ดูก็รู้ว่าเป็นพวกทำตัวเหลาะแหละคบหาไม่ได้ คนประเภทนี้ไม่มีค่าให้เราต้องคบค้าสมาคมด้วย รีบๆ ไปกันเถอะครับ” ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาแทรกบทสนทนา
เฟิงโหรวขมวดคิ้ว ไอ้เด็กนี่ทำไมถึงได้ไร้มารยาทนัก
อาจารย์สุ่ยคล้ายรับรู้ได้ถึงบรรยากาศไม่ปกติ จึงรีบเอ่ย “ขอโทษด้วยะนเฟิงโหรว นี่คือลูกศิษย์ของฉันเอง ตระกูลต่ง ต่งป๋อ เป็นนายน้อยคนสำคัญของตระกูลต่งแห่งหยูโจว”
“ตระกูลต่ง..ตระกูลอันดับหนึ่งน่ะนะ” เย่หลิงสูดลมหายใจเข้าลึก ไม่คิดเลยว่าจะเห็นคนสำคัญระดับสูงที่นี่ในการแข่ง
อาจารย์สุ่ยค่อนข้างมีความสุขที่ถูกชม แม้มันจะหมายถึงลูกศิษย์เธอก็ตาม “ใช่แล้วค่ะ คุณชายต่งจะแข่งขันคณิตศาสตร์ระดับปี 1 พรุ่งนี้หากโชคดีเราคงได้เจอกัน และฉันอยากจะบอกอะไรอย่างหนึ่ง ตระกูลต่งประกอบธุรกิจด้านฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ ลูกหลานตระกูลอยู่กับตัวเลขตั้งแต่ยังเด็ก ดังนั้นการชนะคุณชายต่งถือว่าเป็นเรื่องเพ้อฝัน ดังนั้นพรุ่งนี้ไม่ต้องฝืนไปนะ ถึงแม้จะแพ้ก็ไม่ต้องเสียดาย สู้ๆ ล่ะ”
ฟังดูผิวเผินอาจดูเหมือนให้กำลังใจ ทว่าในความจริงนี่คือการดูแคลนซึ่งหน้า
ต่งป๋อคล้ายไม่เห็นพวกหลินอู๋เฉินอยู่ในสายตา สำหรับเขาที่ยืนอยู่ในจุดสูงสุดเมืองหยูโจว จะเห็นคนระดับล่างในสายตาได้ยังไง จึงหมุนกาย เตรียมตัวกลับไปที่รถคันหรู
ระหว่างนั้นเสียงหนึ่งดังขึ้น
“งั้นมาพนันกันไหม พรุ่งนี้หากใครได้คะแนนน้อยกว่า จะต้องเรียกอีกฝ่ายว่าลูกพี่”
ต่งป๋อที่กำลังจะเดินไปชะงักฝีเท้า ใบหน้าเปลี่ยนเป็นอึมครึม ผู้หญิงใบหน้าสวยงามที่อยู่ข้างๆ ยิ้มเล็กน้อย เพียงแต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา
“นี่เธอระวังปากหน่อย คุณชายต่งไม่ใช่ว่ามีแต่ชื่อเสียงของตระกูล เขาไม่ใช่ประเภทชื่อเสียงจอมปลอม ความสามารถของเขาน่ะคือของจริง เพราะงั้นหัดระวังปากไว้บ้าง!” สุ่ยซีเฟิ่งชี้เป้าไปที่หลินอู๋เฉิน
เป่ยถังเมี่ยนลอบยิ้มมุมปาก หมอนี่โง่หรือฉลาดกันแน่ อยู่ดีไม่ว่าดีดันแกว่งเท้าหาเสี้ยน ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ต้องลงมือเอง หลินอู๋เฉินก็กระโดดลงไปในหลุมที่ตัวเองขุด
เฟิงโหรวเองก็ตกใจเช่นกัน ทำไมอยู่ๆ เขาถึงได้พูดแบบนั้นออกมา
สำหรับเย่หลิงไม่รู้สึกว่ามันเหนือความคาดหมาย ตัวตนของคุณหลินคือเทพเซียนเดินดิน แค่ปุถุชนอย่างตระกูลต่งจะเทียบอะไรได้ เป็นได้แค่พรมเช็ดเท้ายังยากเลย
“กล้าท้าทายฉันแสดงว่ารู้ถึงผลที่ตามมา นั่นหมายความว่าหากนายแพ้ ห้ามเหยียบเข้ามาในหยูโจวอีก!” ต่งป๋อไม่คิดว่าตัวเองจะแพ้ มั่นใจเต็มเปี่ยม เพราะเขาถูกสั่งสอนให้เป็นแบบนี้ตั้งแต่ยังเด็ก
จากนั้นเขาเดินไปขึ้นรถ โดยอาจารย์สุ่ยเป็นคนขับ ระหว่างนั้นผู้หญิงหน้าตาสวยที่เงียบมาตลอดได้โพล่งขึ้นว่า
“หลินอู๋เฉิน นายนี่มันน่าสนใจจริงๆ หากว่าไม่ดีแต่ปากอย่างเดียวน่ะนะ พรุ่งนี้ฉันจะคอยดูแล้วกันว่านายจะเป็นฝ่ายชนะหรือแพ้ แต่ถ้าหากแพ้ก็แค่สวะตัวหนึ่งเท่านั้น...อ้อฉันต่งมู่เออร์ ยินดีที่ได้รู้จัก”
กล่าวจบเดินไปขึ้นรถ และจากคำพูดสุดท้าย ดูเหมือนว่าเธอจะมาจากตระกูลต่งเช่นเดียวกัน
เฟิงโหวมองพวกเขาจากไปด้วยอารมณ์หลากหลาย ก่อนจะหันไปพูดกับศิษย์ที่เอาแต่ใจ “ทำไมถึงทำแบบนี้ หากแพ้ขึ้นมาจะทำยังไง”
“อาจารย์เฟิงอย่าเพิ่งโกรธ ฝีมือของคุณหลินอาจารย์เองก็รู้ว่าไม่มีใครเทียบได้ เพราะงั้นอย่าได้กังวลไปเลยค่ะ” เย่หลิงปลอบใจ แต่สำหรับเฟิงโหรวไม่คิดงั้น พรุ่งนี้อาจไม่ราบรื่นอย่างที่คิด โดยเฉพาะเมื่อเป็นตระกูลต่ง
“เลิกคิดฟุ้งซ่านกันได้แล้ว พรุ่งนี้การแข่งคณิตศาสตร์ฉันต้องเป็นฝ่ายชนะ เพราะงั้นอาจารย์ รีบๆ พาไปร้านอาหารได้แล้ว มัวแต่หน้างออยู่ได้” หลินอู๋เฉินดีดหน้าผากเธอทีหนึ่ง สร้างความไม่พอใจให้เฟิงโหรวไม่น้อย แต่ทว่าสองแก้มกับแดงซ่าน