ลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ]

บทที่298 ปฏิเสธ

  แสงอรุณที่สาดทอเข้ามาภายใน กระโจมที่พัก เหมือนเป็นสัญญาณบ่งบอก อีกไม่ช้า ความวุ่นวาย จะพุ่งเข้ามาหาอี้เฉินในยามเช้านี้ ครั้นเมื่อแสงที่ทอประกายสาดส่องเข้ามาโดนกายาให้รู้สึกถึงความอบอุ่น ในรอบสองเดือน ราวกับมันยาวนานนับปีที่ไม่ได้ อาบแสงอาทิตย์อัสดง


     ค่อยๆ พยุงตัว ขึ้นจากเตียง หมายมั่นก้าวเดินอีกครั้ง ทั้งๆ ที่สัมผัส ถึงขั้นพลังของตนเองได้ แต่กายา กลับกลายเป็นดังปุถุชน คนธรรมดา ไร้ปราณพลังแทรกแซงไปทุกอณู ราวกับต้นไม้ที่เหี่ยวเฉา ไร้การรดน้ำดูแล  มัดกล้าม ที่ไร้ปราณพลังหล่อเลี้ยง ก็ดูดีกว่าสามัญชนคนธรรมดาไปหน่อยหนึ่งเท่านั้น


ครั้นที่ลุกขึ้นยืนมาได้ เพียงเดินไม่กี่ก้าว กายากับ เซ ถอยหลัง ช่างอ่อนแอยิ่งนัก ปากอยากจะสบถด่าออกมาเสียให้ได้ แต่กระนั้นก็ไม่อาจทำได้ เมื่อเห็นหลินเฟยเข้ามาพยุงกายาของเขาไว้


"อี้เฉินเจ้าไม่ต้องคิดมาก นี่ถือเป็นการเดินของเจ้า ในรอบสองเดือน ร่างกายของเจ้านอนหลับใหล ยาวนานเกินไป การเดินต่างๆ จึงอาจจะยังไม่คล่องตัว รอกายาของเจ้าค่อยๆ ปรับตัว ไปก่อน อย่าพึ่งรีบร้อน" หลินเฟยนางกล่าวออกมาด้วยความเป็นห่วงอี้เฉิน กลัวอี้เฉินจะหุนหันพลันแล่น มากเกินไป


อี้เฉินเอ่ยวาจาไปด้วยน้ำเสียงจริงจัง "เจ้าไม่เบื่อข้าหรือ หลินเฟย ที่ต้องมาดูแล คนป้อแป้อ่อนปวกเปียก เยี่ยงข้านี่ แม้แต่ตัวข้าเองยัง เริ่มลำคานตนเอง"

 
หลินเฟย นางทำปากมุ่ยในทันที "เจ้าอย่าพูดเช่นนี้ ข้าไม่เคยคิด ว่ามันน่าเบื่อ เจ้าก็อย่าคิดเช่นนั้น"


    ครั้นเมื่อหลินเฟยพยุง อี้เฉินมานั่งที่โต๊ะได้ นางก็รินน้ำชาให้อี้เฉินดื่ม หมายมั่นให้อี้เฉินใจเย็นลง เหมือนว่าในยามนี้ตัวเขาจะเร่งรีบเกินไป

ไม่นานความวุ่นวาย ที่อี้เฉินครุ่นคิดก็มาถึง เมื่อได้ยินน้ำเสียงของเด็กสาว เดินมาพร้อมกับ ชายหนุ่มตัวอ้วนกลม


"เจ้า ฟื้นแล้วจริงๆ ด้วย อี้เฉิน"เปาเปา เอ่ยขึ้นมาด้วยความยินดี


จางเหมยนางถึง กับพุ่งเข้ามากอดกายาอี้เฉินไว้แน่น "พี่อี้เฉิน ข้านึกว่าท่านจะนอน หลับใหลกลายเป็นผักไปเสียแล้ว ท่านรู้ไหมข้า มาหาท่านทุกวันเลย ไม่เชื่อท่านถามพี่หลินเฟยได้"


เปาเปาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง "อี้เฉินหากเจ้าไม่ได้ หลินเฟยเกรงว่า เจ้าคงต้องตายไปแล้วล่ะ นางดูแลเจ้าอย่างดี แม้แต่แมลงก็ไม่อาจเข้าใกล้ตัวเจ้าได้เลยนะ หากเจ้ากลับมาไม่เจอนาง เกรงว่าหมู่บ้านนี้คง หมดทางยื้อชีวิตเจ้าไว้"

 
"พี่เปาเปา ท่านอย่าพูดเช่นนี้ ข้ามาขออาศัยภายในหมู่บ้านของท่าน รอคอยเขาคนนั้นให้กลับมา จะให้ถือว่าเป็นบุญคุณได้อย่างไรเล่า"


ครั้นเมื่ออี้เฉินได้ยิน น้ำเสียงที่พวกเขาพูดคุยกัน มันก็ทำให้อี้เฉิน หน้าชาเล็กๆ ขึ้นมาเหมือนกัน ตัวเขาราวกับติดหนี้ หลินเฟยไม่มีทางจะชดใช้นางได้ในยามนี้


"เจ้าเป็นอะไรไปหรือเปล่าอี้เฉิน ข้าเห็นเจ้าเอาแต่ยิ้มน้อยๆ ขึ้นมา" เปาเปาเอ่ยถามด้วยความสงสัย แต่แววตากลับ เสียดแทงหัวใจอี้เฉินไม่น้อย เหมือนเขาพยายาม จะบอกอี้เฉินว่า หากทำ  นางเสียใจ เจ้าได้ตายแน่


"ครั้นเมื่อข้ามาคิดๆ ดูแล้ว ในยามนี้เหมือนข้าติดหนี้ ใครบางคนไว้ แถมยังเป็นหนี้ ก้อนใหญ่น่าดู" ก่อนอี้เฉิน จะขำ เจื่อนๆ ออกมา

 
เปาเปา หัวเราะร่า ออกมาในทันที "ฮ่าๆ" "หากเจ้านึกได้ก็อย่าทำให้นางต้องเสียใจละ" ก่อนที่เขาจะเดินออกไป ภายนอกกระโจม พร้อมกับดึงตัวจางเหมย ออกมา


"เดียวสี พี่เปาเปา ข้ายังไม่ได้พูดคุยกับ พี่อี้เฉินเลยนะ"


"ฮ่าๆ เอาไว้วันหลังก็ได้ จางเหมย ดูสิ ผู้นำหมู่บ้าน เสี่ยวปู้เตียน ใกล้จะมาแล้ว ให้พวกเขาได้พูดคุยกันเถอะ หรือเจ้าอยากจะอยู่เป็นก้างขวางคอ" ก่อนที่เปาเปา จะยิ้มยิงฟันออกมาให้จางเหมย ด้วยความเจ้าเล่ห์ เหมือนรับรู้เรื่องอะไรบางอย่างอยู่

"พี่เปาเปา ข้าว่ารอยยิ้มของท่าน น่าขยะแขยง ชอบกล" ก่อนนางจะตบตูด อันอ้วนกลมของเปาเปา อย่างแรง "เพี๊ยะ!!" แล้วพลิ้วกายา หนีหายไปอย่างรวดเร็ว


"เจ้าจางเหมย ไอ้น้องเวร หยุดนะ อย่าหนีข้า"


ครั้นเมื่ออี้เฉิน กับหลินเฟยที่เห็นการกระทำของพวกเขาทั้งสอง ด้านหน้ากระโจมที่พัก พวกเขาสองคนถึงกับหลุดขำ น้อยๆ ขึ้นมาไม่ได้ "ฮ่าๆ!!!!"


"เจ้าจางเหมยนี่ มันฝึกฝนได้รวดเร็วจริงๆ อายุ16ปี แต่ดันมาอยู่ขั้นพลังนภา ระดับต้น ได้แล้ว เปาเปา เองก็มาอยู่ขั้นพลัง วีระชน ระดับกลางได้แล้วเช่นกัน"อี้เฉินเอ่ยชมด้วยความจริงใจ


หลินเฟย นางพยักหน้ารับคำอี้เฉินในทันที "ข้าเอง ก็คิดเช่นนั้น เหมือนว่า ปราณพลังที่หนาแน่นของดินแดนแห่งนี้ จะช่วยเร่งการฝึกฝนให้พวกเราอยู่ไม่น้อย"

 
"เจ้าเองก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าพวกเขาเลย หลินเฟย ไม่ช้าเจ้าน่าจะตามขั้นพลังของข้าทัน ในยามนี้ถึงข้าจะยังไม่ตกจากขั้นพลัง แต่ก็ไร้ซึ่งปราณพลังในการขับเคลื่อนกายา หากเป็นเจ้าในยามนี้ น่าจะฆ่าสังหารข้าได้ อย่างไม่ยากเย็น"

 
"อี้เฉินเจ้าอย่าเอ่ยวาจาเช่นนี้ออกมา หากเจ้ากลับมาขับเคลื่อนปราณพลังได้ ข้าจะอยู่ในสายตาของเจ้าหรือ มันต้องมีวิธีแก้ จุดตันเถียนที่บกพร่องของเจ้าอย่างแน่นอน ข้าเชื่อเช่นนั้น"


     ทันใดเสียงฝีเท้าก็เดินเข้ามาขัดจังหวะการพูดคุย ของพวกเขาทั้งสองคน เผยให้เห็น ชายวัยกลางคนเดินเข้ามาภายในกระโจมที่พัก ด้วยความสงบนิ่ง แววตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน ราวกับดวงอาทิตย์ ที่สาดแสงทอประกาย ใบหน้าถึงจะเผยให้เห็นถึงความชราไปบ้าง แต่ก็ยังดูหนุ่มกว่ายามก่อนอยู่หลายขุม


"ข้าเห็นพวกเจ้าสองคน พูดคุยกันถูกคอ ข้าก็ดีใจ เจ้าเป็นอย่างไรบ้างอี้เฉิน" ผู้นำหมู่บ้านเสี่ยวปู้เตียน เอ่ยถามในทันที ครั้นเมื่อเห็นใบหน้าของหลานรักอีกครา

 
ตัวอี้เฉินตกตะลึงอยู่ไม่น้อย เมื่อเห็นใบหน้าที่ดูคุ้นเคย "ท่านปู่ ท่านดูหนุ่มขึ้นมาไม่น้อยเลย ข้าเกือบจำท่านไม่ได้ แถมขั้นพลังของท่าน เหมือนจะรุดหน้าขึ้นมาไม่น้อยเลย"

 
      ผู้นำหมู่บ้านเสี่ยวปู้เตียน ยกยิ้มขึ้นมาน้อยๆ "ข้าก็ได้เจ้าช่วยเหลือเอาไว้นั้นและ หากไม่ได้ หญิงสาวนางนั้นช่วยฟื้นฟู จุดตันเถียน เกรงว่าข้าจะไม่ได้มายืนอยู่ จุดจุดนี้ ยังคงเป็นชายชรา ที่รอคอยความตายอีกในไม่ช้า"


"แล้วเจ้า ไม่คิดจะบอกอาการบาดเจ็บของเจ้าให้ข้ารับรู้ จากปากของเจ้าบ้างหรือ เอาเถอะ ข้าก็พอจะรับรู้อาการบาดเจ็บของเจ้าอยู่บ้าง นางผู้นั้นไม่สามารถรักษาจุดตันเถียน ให้เจ้าได้หรือ"


อี้เฉินส่ายหัวในทันที "อาการบาดเจ็บของข้า เกรงว่าแม้แต่นางก็ไม่อาจแก้ไขได้" อี้เฉินรู้ดี มันเป็นเหมือนตราบาปจาก ไฟเทพ หากใครคิดจะลบล้าง เกรงว่าต้องสูญเสีย ทรัพยากรที่มากมหาศาล เป็นแน่


    หลินเฟย นางที่ได้ยินคำพูดของทั้งสองคนพูดคุยกัน ตัวนางรู้สึกประหลาดใจกับคำพูดของพวกเขาไม่น้อย 'ถึงว่าผู้นำหมู่บ้านอยู่ๆ ก็กลับมาแข็งแรง' แต่ใบหน้าของนางกลับมีท่าทีไม่พอใจขึ้นมาน้อยๆ ราวกับคนหึงหวงขึ้นมา เหวี่ยงคำพูดใส่อี้เฉินในทันที "เหตุใดเจ้าไม่แนะนำ นางให้ข้ารู้จักบ้างเล่าอี้เฉิน" ครั้นเมื่อ นางเอ่ยประโยคนั้นเสร็จสิ้น ใบหน้าของนางก็บึ้งตึงใส่อี้เฉินในทันที


อี้เฉิน ที่รู้สึกถึงรังสี อาฆาต จากแววตาของนาง มันก็ทำให้เขากลืนน้ำลาย ลงคอไปคำใหญ่


"ฮ่าๆ ข้าชักชอบสะใภ้ คนนี้เสียแล้ว อี้เฉินเจ้าลองพูดคุยกับนางดู ข้าว่านางไม่เลวทีเดียว เจ้าควรทำดีกับนางให้มาก ยากที่จะพบเจอ สตรีเฉกเช่นนี้ ไม่ว่าอย่างไร เจ้าอย่าทำให้นางเสียใจเด็ดขาด หากเจ้าตกลง หมู่บ้านของเราจะได้มีงานมงคลกัน" ครั้นเมื่อ ผู้นำหมู่บ้านเสี่ยวปู้เตียน เอ่ยหมดประโยค เขาก็รุดออกจากที่พักไปในทันที ทิ้งให้อี้เฉินกับหลินเฟย ต้องยืนนิ่งไปหลายร้อยลมหายใจ ไม่เอ่ยวาจาใดออกมาอีกเลย


    ในยามนี้ ราวกับระเบิดลูกใหญ่ ที่ตกใจกลางหัวใจของพวกเขาทั้งสองคน พร้อมที่จะระเบิดออกมาทุกเมื่อ ....ครู่ใหญ่ กว่าอี้เฉินจะได้สติกลับมา ถึงกับ สบถในใจ ใส่ท่านปู่ของเขาในทันที 'ท่านปู่ ท่านทำให้ข้าลำบากใจอยู่นะ ท่านรู้หรือไม่'

หลินเฟยนางถึงกับหน้าแดงขึ้นมาในทันที ม้วนอาย ไม่กล้าสบตาอี้เฉินตรงๆ อีกต่อไป


เมื่อทั้งสองเงียบนิ่งกันอยู่นาน อี้เฉินถอนหายใจยาวออกมาตัดความเงียบสงบในทันใด "ข้าว่ามันเป็นการเอาเปรียบเจ้าไปหน่อย หลินเฟย ข้าในยามนี้ไม่ใช่ บุคคลที่เจ้าจะอยู่ด้วยแล้วเจ้ามีความสุข ไหนจะใบหน้าที่ อัปลักษณ์ของข้าอีก เจ้าลองเอาไปคิดดู"


หลินเฟยนางเม้มปากทันทีเมื่อได้ยินคำพูดของอี้เฉิน "เจ้ารู้ได้อย่างไร ว่าข้าจะไม่มีความสุข"



    อี้เฉินเอ่ยตอบนางด้วยน้ำเสียงจริงจัง ไม่มีท่าทีพูดเล่นอีกต่อไป "หลินเฟย ข้ายอมรับว่าข้าติดหนี้เจ้าอยู่ไม่น้อย แต่ข้าไม่อาจปิดบัง เอาเปรียบเจ้าได้ ข้าก็ไม่ได้รังเกียจเจ้าหรอกนะ แถมยังดีใจเสียอีก แต่ข้ายังมีบางอย่างที่ค้างในใจข้า มีหญิงสาวคนหนึ่ง ที่ข้าอยากพบเจอนาง สตรีนางนั้น นางอยู่ยังดินแดนเบื้องบน"


    ครั้นเมื่อ หลินเฟยได้ยินน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความจริงจังของอี้เฉิน มันก็ทำให้นางมีน้ำตาน้อยๆ ไหลริน ออกมา มีทั้งความดีใจ แต่ก็รู้สึกผิดหวังในเวลาเดียวกัน "เจ้าไม่ต้องรู้สึกว่าติดหนี้บุญคุณ ข้าหรอก หากเจ้า คิดเช่นนั้น เจ้าก็ทำตามที่เจ้าปรารถนาเถอะ" ก่อนที่นางจะพลิ้วกายา ออกไปรักษาผู้คน ไม่คิดเรื่องของอี้เฉินอีกต่อไป มือทั้งสอง ปาดน้ำตาที่ไหลริน ออกจากหางตาในทันใด


    อี้เฉิน เขาเองก็โกรธตัวเองอยู่ไม่น้อย มองตัวเองเป็นคนเห็นแก่ตัวอย่างมาก แต่ก็ดีกว่าไม่บอกอะไรให้นางรับรู้ ก่อนอี้เฉินจะเอ่ยพูดพึมพำออกมา "หากเจ้ายังรอคอยข้าอยู่ ในสักวัน ข้าคงไม่อาจปฏิเสธเจ้าได้ ต้องขอโทษในความเห็นแก่ตัวของ ข้าด้วยหลินเฟย หวังว่าเจ้าจะเข้าใจข้า ข้าเองก็อยากให้เจ้ามีความสุข แต่ไม่ใช่สำหรับข้าในยามนี้"

คล้ายกับเรื่องลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ] ที่คุณอ่าน