ฮวาเสี่่ยวซี จอมป่วน (จบ)

    ตอนที่ 102 ฮ่องเต้กลัดกลุ้ม

    ณเมืองหลวงแห่งแคว้นต้าเหลียงอันรุ่งเรือง ขันทีชรานามหลิวกงกงผู้มีใบหน้าเหี่ยวย่นดุจเปลือกไม้เก่ารีบรุดก้าวเท้าอย่างร้อนรนไปยังห้องทรงพระอักษรสถานที่ซึ่งองค์ฮ่องเต้ผู้ทรงอำนาจกำลังก้มพระพักตร์เหนือฎีกาด้วยความขะมักเขม้น


    ทอดพระเนตรเห็นกิริยารีบร้อนผิดวิสัยของขันทีคู่ใจพระสุรเสียงทุ้มนุ่มจึงตรัสถามด้วยความสงสัยระคนห่วงใย "หลิวกงกงมีสิ่งใดหรือ เหตุใดจึงได้เร่งร้อนปานนี้?"


    หลิวกงกงทรุดกายลงคำนับแทบเท้าดวงตาหม่นแสงด้วยความกังวล "ฝ่าบาท... พระองค์จิ้นอ๋อง...พระอาการประชวรหนักแล้วพะยะค่ะ"


    เพียงสิ้นคำรายงานนั้นองค์ฮ่องเต้ก็ทรงชะงักพระหัตถ์ที่กำลังจรดพู่กันทิ้งฎีกาในพระหัตถ์ลงบนโต๊ะอย่างรวดเร็วพระ

    พักตร์คมคร้ามปรากฏร่องรอยแห่งความร้อนพระทัย "ไป... พาเราไปดูอาการหลงเออร์กัน"สิ้นพระสุรเสียงนั้น องค์

    ฮ่องเต้ก็เสด็จพระราชดำเนินออกจากห้องทรงพระอักษรทันที


    ...ภายในตำหนักของจิ้นอ๋องบรรยากาศปกคลุมด้วยความอึมครึมและหนักอึ้งกลิ่นอายแห่งความเจ็บป่วยและทรมานแผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูจิ้นอ๋องประชวรด้วยพิษร้ายแห่งราคะ โรคร้ายที่กัดกินทั้งร่างกายและจิตใจอาการกำหนัดรุนแรงควบคู่ไปกับความปรารถนาในอิสตรีผู้หนึ่งอย่างมิอาจควบคุมได้และสตรีผู้นั้นคือ ฮวาเสี่ยวซี


    ...บนเตียงไม้สลักลวดลายมังกรอันวิจิตรจิ้นอ๋องนอนพลิกกายไปมาด้วยความกระวนกระวาย พระวรกายกำยำร้อนรุ่มดุจเพลิงสุมทรวงพระโอษฐ์แห้งผากเปล่งเสียงครางต่ำ ๆ ด้วยความทรมานพระเนตรคมกริบแต่บัดนี้กลับฉ่ำเยิ้มไปด้วยความปรารถนาอันแรงกล้าภาพใบหน้างดงามราวเทพธิดาของฮวาเสี่ยวซีผุดขึ้นในมโนสำนึกราวกับต้องมนต์สะกดให้พระองค์โหยหาแต่เพียงนาง


    หยาดเหงื่อกาฬไหลซึมไปทั่วพระพักตร์และพระวรกายแม้ข้าราชบริพารจะพยายามเช็ดซับและประคบเย็นเพียงใดความร้อนรุ่มนั้นก็มิคลายลงแม้แต่น้อย พระหัตถ์กำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปนพยายามข่มกลั้นความต้องการอันปั่นป่วนภายใน แต่ก็ไร้ผลราคะราวกับอสรพิษร้ายที่เลื้อยรัดหัวใจ บีบคั้นให้พระองค์แทบคลั่ง


    "เสี่ยวซี...เสี่ยวซี..." พระสุรเสียงแหบพร่ากระซิบแผ่วเบาราวกับละเมอถึงนางผู้เป็นดั่งยาพิษและยาถอนพิษในคราวเดียวกันความปรารถนาอันลึกซึ้งนั้นมิอาจบรรยายเป็นคำพูดได้มันคือความต้องการทางกายเนื้อที่รุนแรงควบคู่ไปกับความผูกพันทางจิตใจที่จิ้นอ๋องเองก็มิอาจเข้าใจได้แจ่มชัด


    ข้าราชบริพารต่างมองหน้ากันด้วยความกังวลใจพวกเขาตระหนักดีว่าหากมิได้ฮวาเสี่ยวซีมาปรนนิบัติจิ้นอ๋องคงต้องทนทุกข์ทรมานเช่นนี้ไปอีกนานแสนนาน แต่หญิงสาวผู้นั้นเล่า...บัดนี้อยู่แห่งหนใด? ข่าวคราวการตกน้ำหายสาบสูญเมื่อปีก่อนยังคงเป็นเงาแห่งความโศกเศร้าที่ปกคลุมทั่วทั้งวังหลวง


    ความหวังอันริบหรี่ที่จะช่วยจิ้นอ๋องได้นั้นช่างดูเลือนรางและมืดมิด ราวกับแสงจันทร์ที่ถูกเมฆดำบดบังเสียสิ้น...

    ...ความร้อนรุ่มแผ่ซ่านไปทั่วพระวรกายโดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณช่วงล่างของพระองค์ความรู้สึกหนักหน่วงและปวดหน่วงราวกับถูกพันธนาการไว้ด้วยโซ่ตรวนที่มองไม่เห็นโลหิตในพระกายสูบฉีดแรงขึ้นทุกขณะ ความปรารถนาอันเร่าร้อนกัดกินสติสัมปชัญญะจนแทบมิอาจควบคุมพระองค์เองได้


    พระหัตถ์ที่กำผ้าปูที่นอนแน่นค่อยๆ เลื่อนลงต่ำอย่างควบคุมไม่ได้สัมผัสกับความปวดร้าวและความต้องการที่กำลังปั่นป่วนอยู่ภายใน พระโอษฐ์เม้มแน่นพยายามข่มกลั้นเสียงครางต่ำ ๆ ที่ลอดออกมาด้วยความทรมานและปรารถนา


    ข้าราชบริพารที่เฝ้าอยู่ใกล้ชิดต่างก้มหน้าต่ำ ไม่กล้าสบพระเนตรพวกเขารับรู้ถึงความทุกข์ทรมานที่จิ้นอ๋องกำลังเผชิญและตระหนักดีว่าหากมิได้รับการปลดปล่อยความเจ็บปวดนี้จะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเพียงใด


    ความต้องการที่จิ้นอ๋องทรงประสบนั้นมิใช่เพียงความใคร่ทางกายเนื้อหากแต่ยังมีความผูกพันลึกซึ้งที่ผูกพระทัยไว้กับฮวาเสี่ยวซีราวกับว่านางคือส่วนหนึ่งของพระองค์ที่หายไปและการได้นางกลับคืนมาเท่านั้นที่จะเติมเต็มความว่างเปล่าและความทรมานนี้ได้...


    ...ในขณะที่บรรยากาศภายในตำหนักจิ้นอ๋องปกคลุมไปด้วยความอึมครึมและความสิ้นหวังเสียงฝีพระบาทหนักแน่นแต่แฝงด้วยความร้อนพระทัยก็ดังขึ้นจากทางประตูห้องข้าราชบริพารที่เฝ้าอยู่ต่างรีบทรุดกายลงคำนับด้วยความเคารพ


    "ถวายพระพรฝ่าบาท!"


    องค์ฮ่องเต้เสด็จพระราชดำเนินเข้ามาในห้องด้วยพระพักตร์เคร่งขรึมทอดพระเนตรไปยังพระอนุชาที่กำลังนอนทุรนทุรายอยู่บนเตียงด้วยความห่วงใยอย่างยิ่งพระองค์ทรงโบกพระหัตถ์เป็นสัญญาณให้ข้าราชบริพารลุกขึ้นแล้วเสด็จพระราชดำเนินเข้าไปใกล้เตียงบรรทมของจิ้นอ๋อง


    "น้องรอง..."พระสุรเสียงทุ้มนุ่มเอ่ยเรียกด้วยความกังวล มือหนายื่นไปสัมผัสหน้าผากที่ร้อนระอุของจิ้นอ๋องเบาๆ


    จิ้นอ๋องทรงรู้สึกถึงสัมผัสอันอบอุ่นนั้นเปลือกตาหนักอึ้งค่อยๆ เปิดขึ้นอย่างยากลำบากทอดพระเนตรเห็นพระพักตร์ที่เต็มไปด้วยความห่วงใยของพระเชษฐาพระโอษฐ์แห้งผากก็พยายามยกขึ้นเป็นรอยยิ้มแผ่วเบา


    "เสด็จพี่..."พระสุรเสียงแหบพร่าเอ่ยตอบอย่างอ่อนแรง

     

    ...ทอดพระเนตรเห็นเหล่าข้าราชบริพารที่ยืนเฝ้าอยู่โดยรอบเตียงบรรทมของพระอนุชาองค์ฮ่องเต้ก็ทรงโบกพระหัตถ์อย่างเด็ดขาดพระสุรเสียงทุ้มนุ่มแต่แฝงด้วยอำนาจตรัสขึ้น


    "พวกเจ้าออกไปให้หมด"


    เหล่าข้าราชบริพารต่างตกตะลึงเล็กน้อยแต่ก็มิกล้าขัดพระราชโองการ รีบทรุดกายลงคำนับอีกครั้งด้วยความเคารพ ก่อนจะค่อยๆถอยกรูดออกจากห้องไปอย่างเงียบเชียบทิ้งให้องค์ฮ่องเต้อยู่ภายในตำหนักกับจิ้นอ๋องเพียงสองพระองค์


    เมื่อภายในห้องเงียบสงัดลงองค์ฮ่องเต้จึงทรงประทับลงบนเก้าอี้ข้างเตียงบรรทมทอดพระเนตรไปยังพระอนุชาด้วยพระพักตร์ที่คลายความเคร่งขรึมลงเล็กน้อย


    องค์ฮ่องเต้ทอดพระเนตรเห็นสภาพอันน่าเวทนาของพระอนุชาพระทัยก็พลันปวดร้าว พระองค์ทรงทราบดีถึงความทรมานที่จิ้นอ๋องกำลังเผชิญและทรงปรารถนาที่จะช่วยเหลือน้องชายให้พ้นจากความทุกข์นี้โดยเร็วที่สุด


    "อาการเจ้าเป็นเช่นไรบ้างน้องรอง?" พระสุรเสียงเต็มไปด้วยความห่วงใยอีกครั้ง


    จิ้นอ๋องทรงพยายามประคองพระองค์ลุกขึ้นเล็กน้อยแต่พระวรกายกลับอ่อนแรงจนต้องทิ้งกายลงบนหมอนดังเดิมพระเนตรทอดมองไปยังพระเชษฐาด้วยความสิ้นหวัง


    "ข้า...ข้ารู้สึกทรมานเหลือเกิน เสด็จพี่ ราวกับมีเพลิงเผาผลาญอยู่ภายใน..."พระสุรเสียงแผ่วเบา ราวกับกำลังพยายามกลั้นความเจ็บปวด


    องค์ฮ่องเต้ทรงฟังด้วยพระทัยหนักอึ้งพระองค์ทรงทราบดีว่าสิ่งที่จิ้นอ๋องกำลังเผชิญนั้น มิใช่เพียงแค่พิษร้ายทางกายหากแต่ยังรวมถึงความปรารถนาอันแรงกล้าที่ผูกพันอยู่กับสตรีผู้นั้น...ฮวาเสี่ยวซี...


    ในพระทัยขององค์ฮ่องเต้บังเกิดความแน่วแน่พระองค์ทรงก้มพระพักตร์ลงเล็กน้อยราวกับกำลังครุ่นคิดถึงหนทางที่จะช่วยพระอนุชาให้พ้นจากความทรมานนี้พระสุรเสียงทุ้มนุ่มแต่แฝงด้วยความเด็ดเดี่ยวจึงตรัสออกมาอย่างช้าๆ แต่หนักแน่น


    "ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ต้องให้นางระงับพิษให้น้องชายข้าให้ได้ จะแลกด้วยสิ่งใดข้าก็ยอม..."

    พระองค์ทรงเงยพระพักตร์ขึ้นทอดพระเนตรไปยังใบหน้าซีดเซียวของจิ้นอ๋องด้วยความมุ่งมั่นพระหัตถ์หนากำเข้าหา

    กันแน่นพระทัยเต็มไปด้วยความห่วงใยและความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะช่วยเหลือน้องชายให้กลับมาเป็นปกติสุขอีกครั้งแม้จะต้องทรงแลกด้วยสิ่งใดก็ตาม...


    อีกด้านหนึ่ง ณ จวนสกุลฮวาอันโอ่อ่า แต่บัดนี้กลับไร้ซึ่งความสดใสรื่นเริงใดๆ ฮวาเจิ้นแม่ทัพใหญ่ผู้เกรียงไกรบัดนี้นอนพักรักษาตัวอยู่บนเตียงด้วยพิษร้ายที่กัดกินเช่นกันความเงียบเหงาและโศกเศร้าปกคลุมทั่วทั้งจวน นับตั้งแต่ ฮวา


    เจิ้นได้รับพิษร้ายและทราบข่าวอันน่าปวดใจยิ่งกว่า เมื่อบุตรีคนเดียวสุดที่รัก ฮวาเสี่ยวซีตกน้ำหายสาบสูญไปนานนับปี


    ภายในห้องหนังสืออันเงียบสงบท่านผู้เฒ่ากั๋วกง ผู้มีผมขาวโพลนดุจหิมะ แต่ดวงตายังคงฉายแววเฉลียวฉลาดทอดสายตามองหลานชายผู้เป็นความหวังแห่งตระกูล "อาหยาง... บิดาเจ้า...อาการเป็นเช่นไรบ้าง?"


    ฮวาหยางบุตรชายของฮวาเจิ้น ใบหน้าหล่อเหลาปรากฏร่องรอยความกังวลอย่างชัดเจนก้มศีรษะเล็กน้อยตอบผู้เป็นปู่ด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ


    "ท่านปู่...ท่านพ่อยังคงนอนซมอยู่เลยขอรับ...ข้าพยายามตามหาหญิงสาวผู้นั้นมาตลอดทั้งปีแล้วนะขอรับ... หากเป็นเช่นนี้ต่อไป...พวกเรา..." น้ำเสียงของฮวาหยางแผ่วลงในตอนท้าย ราวกับสิ้นหวัง


    ท่านผู้เฒ่ากั๋วกงถอนหายใจแผ่วเบาดวงตาลึกซึ้งเต็มไปด้วยความครุ่นคิด "อืม... ปู่รู้แล้ว...เดี๋ยวปู่จะไปจวนตระกูลกู้ดูว่าเจ้าจอมวายร้ายนั่นกลับมาหรือยัง...เจ้ากลับเรือนเจ้าไปพักผ่อนเสียก่อนเถิด"


    ฮวาหยางพยักหน้าอย่างเข้าใจ"ขอรับ... ข้าไม่รบกวนท่านปู่แล้ว... ขอตัวก่อนขอรับ" หลังฮวาหยางเดินจากไปแล้ว


    "อี้เอ๋อร์...เจ้าว่าพ่อควรทำยังไงดี?"


    เด็กน้อยในอ้อมแขนเงยหน้ามองผู้เป็นพ่อด้วยดวงตากลมโตใสกระจ่างราวกับหมู่ดาวบนท้องฟ้าค่ำคืน นางส่งเสียงอ้อแอ้ไร้ความหมาย พลางเอื้อมมือเล็กๆไปสัมผัสเคราสีขาวยาวของผู้เป็นพ่อด้วยความไร้เดียงสา


    ท่านผู้เฒ่ากั๋วกงทอดสายตาไปยังใบหน้าจิ้มลิ้มของลูกสาวตัวน้อยความกลัดกลุ้มในดวงตาพลันอ่อนโยนลงเล็กน้อย มือข้างที่ว่างลูบศีรษะเล็กๆของนางเบาๆ