บนสนามประลองดาบ
ในที่สุดเปลวไฟสีดำและคลื่นพลังก็ค่อยๆจางลง วิสัยทัศน์ก็กลับมาเห็นชัดได้ตามปกติ
พัดขนนกสีทองที่กำลังพัดเบาๆในจังหวะที่ไม่ช้าไม่เร็ว กลิ่นหอมของสุราเลิศรสลอยออกมาจากแก้วไวน์สีทองและร่างในชุดสีทองที่ยืนอย่างสง่าผ่าเผยอยู่ตรงกลางสนามประลอง บุรุษคนนั้นก็คือนักพเนจรอันดับหนึ่งแห่งราชอาณาจักรเซนิทมาเตรัซซี่
“ข้าว่าแค่ทุบตีหมูโง่สองสามตัวเพื่อระบายอารมณ์ก็น่าจะพอแล้วนะอย่าถึงขั้นต้องก่อไฟย่างพวกมันเลย อีกอย่าง ถ้ามีคนตายขึ้นมาจริงๆมันคงไม่ส่งผลดีต่อตัวเจ้าหรอกนะเด็กน้อย” มาเตรัซซี่หันมามองหน้าซุนเฟยพลางยิ้มตาหยีให้ก่อนจะพูดโน้มน้าว
“เป็นพวกเขาที่มายั่วโมโหข้าก่อน”ซุนเฟยแสร้งทำสีหน้าเหมือนถูกข่มเหงและไม่พอใจออกมา ทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้วเขารู้สึกแปลกใจเป็นอย่างมาก
ถึงซุนเฟยจะพอมองออกตั้งแต่ต้นแล้วว่านักพเนจรอันดับหนึ่งแห่งราชอาณาจักรเซนิทคนนี้จะต้องเป็นยอดฝีมือคนหนึ่งแน่ๆแต่คาดไม่ถึงว่าพอเผยโฉมหน้าที่แท้จริงออกมาแล้วจะมีฝีมือสูงส่งขนาดนี้แม้แต่ซุนเฟยเองก็ยังไม่มั่นใจเลยว่าตัวเองจะสามารถหยุดยั้งพลังนั่นได้
และต่อให้ตัวเองกับอัศวินผู้ตัดสินลำดับที่สองจะยอมร่วมมือกันเพื่อทำลายท่าไม้ตายเมื่อครู่เขาก็ยังไม่แน่ใจเลยว่าจะสามารถสลายพลังได้ทั้งหมดเห็นได้ชัดว่าความแข็งแกร่งของมาเตรัซซี่เหนือกว่าซุนเฟยหลายเท่า
“อืม ถ้าพูดกันตามความจริงแล้ว ครั้งแรกที่ข้าเห็นพวกเขาก็รู้สึกไม่ถูกชะตาเท่าไรแต่ถึงจะรู้สึกไม่ถูกชะตากัน มันก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาสมควรจะมาตายที่นี่หรือเจ้าคิดว่าราชอาณาจักรสามารถหาคนมาเป็นอัศวินผู้ตัดสินกันได้ง่ายๆ กันเล่า?ยอดฝีมือระดับหกดาวไม่ใช่ข้าวสาลีในทุ่งนานะที่จะหากันได้ง่ายปานนั้น...”มาเตรัซซี่จิบเหล้าในแก้วไวน์สีทองพลางพูดโน้มน้าวซุนเฟย“สถานการณ์ในราชอาณาจักรตอนนี้ค่อนข้างซับซ้อน และคนพวกนี้ก็ยังจำเป็นอยู่อีกอย่าง วันนี้เจ้าก็น่าจะอวดฝีมือมาพอแล้ว อย่างไรก็เลิกแล้วต่อกันไปเถอะ”
“ข้าไม่มีปัญหาหรอก เพราะข้าเชื่อฟังผู้ใหญ่เสมอ แต่ว่าพวกเขา...”ความจริงแล้วซุนเฟยก็ไม่ได้มีความคิดที่จะสังหารอัศวินผู้ติดสินทั้งสามคนตั้งแต่แรกเขาเงยหน้าขึ้นไปมองอัศวินผู้ตัดสินทั้งสาม
“เฮอะ วันนี้ราชาแซมบอร์ด...จะ...ต้อง...ตาย...!”อัศวินผู้ตัดสินลำดับที่สองยังคงมีเลือดไหลออกมาจากมุมปากไม่หยุดเป็นผลมาจากการเรียกท่าไม้ตายกลับคืนมาเขาไม่สนใจในความหวังดีที่มาเตรัซซี่พยายามหยิบยื่นให้อัศวินผู้ตัดสินลำดับที่สองเค้นเสียงพูดออกมาทีละคำอย่างอาฆาต
เขาหยิบยาเม็ดเล็กๆสีฟ้าออกมาจากแหวนเก็บของสามเม็ด จากนั้นก็โยนไปให้อัศวินผู้ตัดสินลำดับที่สี่และห้าคนละเม็ดส่วนตัวเองก็กลืนลงไปเม็ดหนึ่งทันใดนั้นบาดแผลบนร่างกายของเขาก็เริ่มฟื้นฟูขึ้นมาอย่างรวดเร็วด้วยการกระตุ้นของคลื่นพลังภายในร่างทำให้ตัวยาออกฤทธิ์เร็วขึ้น เพียงสิบวินาทีอาการบาดเจ็บบนร่างของพวกเขาก็ฟื้นฟูกลับมาได้ถึงเจ็ดแปดส่วน
ยาเม็ดเล็กๆสีฟ้านี้เป็นสมบัติล้ำค่า มันมีผลของการรักษาอาการบาดเจ็บที่น่าทึ่งมากสำหรับนักรบแล้ว หากมีตัวช่วยในการรักษาชีวิตของตัวเองไว้ได้ ใครบ้างที่จะไม่สนกันแม้ว่าจะมีสถานะและตำแหน่งเป็นถึงอัศวินผู้ตัดสินลำดับที่สองของราชอาณาจักรแต่ทั้งเนื้อทั้งตัวเขาก็มีเพียงห้าเม็ดเท่านั้นแน่นอนว่ามันถูกเขาซ่อนไว้เป็นอย่างดี ปกติแล้วจะไม่ค่อยเอาออกมาให้ใครเห็นหรอกแต่เพราะวันนี้เขาถูกราชาเมืองแซมบอร์ดลูบคมจนเลือดขึ้นหน้าดังนั้นเขาจึงใจกว้างยอมควักมันออกมาใช้ถึงสามเม็ดเพื่อช่วยฟื้นฟูอากาศบาดเจ็บของอัศวินผู้ตัดสินลำดับที่สี่และห้า
ไม่ว่าอย่างไรก็ตามวันนี้เขาจะต้องลากราชาแซมบอร์ดเข้าเรือนจำอัศวินให้ได้!
พวกเขาต่างคิดว่าที่ก่อนหน้านี้ตัวเองแพ้เป็นเพราะว่าพวกเขาประมาทไม่ใช่เพราะพลังของราชาเมืองแซมบอร์ดเหนือกว่าพวกเขา แต่ถึงอย่างไร ครั้งนี้อัศวินผู้ตัดสินลำดับที่สองเชื่อมั่นว่าตัวเองจะต้องเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะอย่างแน่นอน
เมื่อเห็นแบบนี้แล้วในใจของซุนเฟยก็เริ่มรู้สึกอยากจะฆ่าคนขึ้นมา
ตัดหญ้าไม่ถอนรากเมื่อลมฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านก็จะงอกใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง1
ในเมื่ออีกฝ่ายต้องการคุกคามตัวเองเขาก็ไม่จำเป็นที่จะต้องยั้งมืออีกต่อไป
ต่อให้เขาสังหารอัศวินผู้ตัดสินทั้งสามคนนี้ไป ซุนเฟยก็มั่นใจว่าเขาก็ไม่ถูกลงโทษอยู่ดี
ซุนเฟยยักไหล่พลางมองไปทางมาเตรัซซี่ที่พยายาม‘ไกล่เกลี่ย’ ให้ด้วยสีหน้าราวกับจะบอกว่ามันช่วยไม่ได้จริงๆ เขาพยายามถอยแล้วนะ
เมื่อมาเตรัซซี่เห็นแบบนี้เขาก็หัวเราะออกมาเบาๆแล้วไม่เอ่ยห้ามอะไรอีก
การต่อสู้ที่ดุเดือดกำลังจะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งแต่ทันใดนั้นเองก็มีเสียงทรงอำนาจและเคร่งขรึมลอยมาจากทางเมืองหลวง
“พอได้แล้ว กลับมาเสีย!”
เมื่อได้ยินเสียงนี้อัศวินผู้ตัดสินลำดับที่สอง สี่และห้าต่างก็พากันชะงัก ดวงตาของพวกเขาฉายแววไม่พอใจและไม่ยินยอมออกมาแต่ก็ไม่กล้าขัดคำสั่งเสียงนั่น พวกเขาตะโกนออกมาอย่างโมโหจากนั้นก็ปรายตามองมาที่ซุนเฟยอย่างดุร้ายก่อนที่ร่างของพวกเขาทั้งสามคนจะหายไปจากสายตาของทุกคน
เมื่อเห็นฉากนี้ทั้งสนามประลองก็เกิดเสียงฮือฮาขึ้นมาอย่างตกใจ
มีใครบางคนในเมืองหลวงเข้ามาแทรกแซงอย่างงั้นหรือ?
คนคนนั้นเป็นใครกัน แค่พูดออกมาประโยคเดียวก็ทำให้อัศวินผู้ตัดสินทั้งสามคนที่อยากจะพุ่งเข้ามาฉีกร่างของราชาเมืองแซมบอร์ดให้เป็นชิ้นๆไม่กล้าจะขัดขืนและยอมกลับไปแต่โดยดี?
“ฝ่าบาท เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ อัศวินลำดับสองคงไม่ยอมจบแค่นี้แน่ อย่างไรก็ระวังตัวด้วย!”
อัศวินผู้ตัดสินลำดับที่สามหกและแปดที่ยืนเงียบๆ อยู่ตรงขอบสนามประลองก็เดินเข้ามาหาเขา ก่อนจะเอ่ยปากเตือนออกมาด้วยน้ำเสียงสุภาพ ดวงตาที่มองมายังซุนเฟยเต็มไปด้วยความตกตะลึงจากนั้นก็เอ่ยปากขอตัวแล้วพากันเดินเข้าไปพยุงร่างของอัศวินผู้ตัดสินลำดับที่เจ็ดที่นอนสลบอยู่บนพื้นขึ้นมาก่อนที่จะกะพริบร่างกลับไปที่เมืองหลวง
เพียงพริบตาเดียวบรรยากาศที่แสนตึงเครียดก็หายไปทันที
ความเงียบเข้าปกคลุมสนามประลองชั่วขณะ
ทุกคนต่างมองมายังร่างของซุนเฟยด้วยสายตานิ่งอึ้งพวกเขารู้สึกว่าหัวสมองของเขาเล็กมากจนแทบรับข้อมูลตรงหน้าไม่ไหวไม่มีใครคาดคิดว่าการต่อสู้ตัวต่อตัวในวันนี้จะเกิดเรื่องราวที่น่าตกตะลึงแบบนี้ขึ้นราชาเมืองแซมบอร์ดทุบตีอัศวินผู้ตัดสินทั้งสี่คนอย่างรุนแรงประหนึ่งตีสุนัข...ถ้าไม่มีเสียงลึกลับนั่นเรื่องราวในวันนี้จะจบลงอย่างไรก็ยากที่จะคาดเดาได้
ทันใดนั้นเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น
ตูม!
พลังมหาศาลที่ยากจะป้องกันได้พุ่งเข้ามาประหนึ่งอุกกาบาตตกเปลวไฟคลื่นพลังสีส้มธาตุดินทะยานออกมาจากเมืองหลวง ลากผ่านท้องฟ้าเป็นเส้นโค้งคลื่นพลังนี้ไม่มีร่องรอยในการใช้ทักษะคลื่นพลังใดๆมันถูกยิงออกมาจากสถานที่ที่อยู่ห่างกันถึงสี่สิบกิโลเมตร คลื่นพลังนี้ลอยเข้ามาที่สนามประลองดาบหมายเลขหนึ่ง
และพลังที่น่าเกรงขามนี้กำลังทะยานเข้ามาหาซุนเฟย
สีหน้าของซุนเฟยเปลี่ยนไปทันที
คลื่นพลังที่น่ากลัวนี้แม้แต่คนเถื่อนเลเวล 40 ก็ยากที่จะต้านทานได้
และสิ่งที่ทำให้ซุนเฟยรู้สึกตกใจก็คือคลื่นพลังที่น่ากลัวนั่นล็อกเป้าหมายมาที่เขาทำให้ร่างของเขาไม่สามารถหลบการโจมตีนี้ได้ ราวกับมีภูเขายักษ์กดทับร่างของเขาอยู่ สิ่งเดียวที่ทำได้ในตอนนี้ก็คือ ปะทะกันซึ่งๆ หน้า!
วูบ!
เปลวไฟมหัศจรรย์นี้พุ่งเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ
ซุนเฟยกำมือทั้งสองข้างอย่างหลวมๆเขาเรียก 'บูลแคทโตส ชิลเดร้น'ออกมา ทันใดนั้นก็เกิดแสงสว่างขึ้นที่มือของเขา ก่อนที่ 'ดาบศักด์สิทธิ์แห่งบูลแคทโตส' และ 'ผู้พิทักษ์แห่งบูลแคทโตส' จะปรากฏขึ้นมาในมือ พลังวิเศษที่อยู่ในดาบทั้งสองเล่มก็เข้าห่อหุ้มร่างของซุนเฟยทันที
'บูลแคทโตส ชิลเดร้น' สามารถบัพทักษะทั้งหมด +2ความแม่นยำในการโจมตี + 200 ความเสียหายด้วยไฟ+20 ป้องกัน +25 ...แค่ดาบทั้งสองเล่มอยู่ในมือความแข็งแกร่งของซุนเฟยก็เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า
ชิ้งๆๆๆ!
เขากวัดแกว่งดาบทั้งสองเล่มจนเกิดรอยดาบขึ้นมาในอากาศ
ใบดาบส่งเสียงดังวูบๆ
เปลวไฟสีแดงค่อยๆผุดขึ้นมากลางอากาศ แล้วรวมตัวกันเป็นดาบไฟเต็มท้องฟ้าจากนั้นเขาก็ยิงดาบไฟสีแดงเข้าปะทะพลังที่น่าเกรงขามนั่น
ซุนเฟยเปิดใช้ทักษะ'เหวี่ยงสองมือ' ของคนเถื่อน
ทักษะ'เหวี่ยงสองมือ'สามารถโจมตีสองเป้าหมายในเวลาเดียวกันหรือสร้างความเสียหายให้แก่ศัตรูถึงสองครั้งในเวลาเดียวกัน
ทักษะนี้จะทำให้ซุนเฟยสามารถโจมตีเป้าหมายได้สองครั้งในเวลาเดียวกันด้วยพลังทั้งหมดของคนเถื่อนเลเวล40 หรือพูดง่ายๆ ก็คือมันทำให้พลังโจมตีของซุนเฟยเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในพริบตา
เนื่องจากว่า'บูลแคทโตส ชิลเดร้น' มี +20 ความเสียหายด้วยไฟ ทำให้ดาบไฟของซุนเฟยมีขนาดใหญ่กว่าปกติ
ตูมๆๆ!
ราวกับนำไข่ไปปาใส่หินทันทีที่ดาบไฟใหญ่ปะทะกับพลังที่น่าเกรงขาม ดาบไฟยักษ์ก็แตกกระจายเสี่ยงๆทิ้งไว้เพียงสะเก็ดไฟที่กระจายไปทั่วอากาศ
ดาบไฟยักษ์แค่ทำให้พลังที่น่าเกรงขามชะลอตัวเล็กน้อยแต่สุดท้ายมันก็พุ่งเข้ามาหาซุนเฟยอยู่ดี
“เวรเอ๊ย พลังบ้าอะไรวะเนี่ย?”
ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ซุนเฟยอดไม่ได้ที่จะสถบออกมาอย่างร้อนใจ แรงลมของพลังนั่นได้กักขังเขาไว้ทำให้เขาไม่อาจหลบหนีออกไปได้ แค่แรงกดดันของคลื่นพลังที่แผ่พุ่งเข้ามาก็ทำให้ซุนเฟยเลือดไหลออกมาจากปากหู จมูกอย่างง่ายดาย คลื่นพลังนี้ได้ทะลุขีดจำกัดในการป้องกันของซุนเฟยไปแล้วเห็นได้ชัดว่าพลังของมันได้เลยขอบเขตระดับดาวไปไกลมากไม่แน่ว่ามันอาจจะเป็นพลังของระดับจันทราที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อนก็ได้
ทนไม่ไหวแล้ว
ซุนเฟยรีบเปลี่ยนเป็น'โหมดจอมเวท' แล้วใช้ทักษะ 'เทเลพอร์ต' ทันที
ทักษะ'เทเลพอร์ต' สามารถยกเลิกพลังที่กักขังหรือสิ่งกัดขวางได้และสามารถเคลื่อนย้ายร่างของนักเวทไปที่ไหนก็ได้ที่มองเห็น
ติ้ง!
มีเสียงดังขึ้นมาเบาๆ
วินาทีที่คลื่นพลังกำลังจะชนเข้าที่ร่างของเขาร่างของซุนเฟยก็เริ่มเลือนรางก่อนที่จะหายไปจากที่เดิมทันทีแล้วไปปรากฏตัวอยู่ข้างๆมาเตรัซซี่ นักพเนจรอันดับหนึ่ง
ตูม!
พลังที่น่าเกรงขามที่ลอยมาจากเมืองหลวงก็กระแทกเข้าที่พื้นหินของสนามประลองดาบอย่างรุนแรง
----------------------------------
1ตัดหญ้าไม่ถอนราก เมื่อลมฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านก็จะงอกใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง อุปมาว่าหากไม่แก้ไขปัญหาที่ต้นตอ เวลาผ่านไปสักพักมันก็จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ขึ้นมา