ตอนที่ 145 ไฟนอลสแควร์
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
จอมโจรลูแซงคือผู้ใช้พลังจิตที่เก่งกาจ เขาสามารถเข้าไปขโมยของล้ำค่าท่ามกลางการป้องกันของนักเวทและอัศวินจำนวนมากได้ด้วยการสะกดจิต
ชายคนนี้ถึงกับเดินเข้าไปกลางงานแล้วปล้นของล้ำค่าท่ามกลางสายตาอันว่างเปล่าของผู้คน
กว่าผู้คนจะได้สะกดพวกเขาก็พบว่าของล้ำค่าของพวกเขาได้หายไปเสียแล้ว
แน่นอนว่าจอมโจรลูแซงยังเชี่ยวชาญในศาสตร์ค่ายกลอีกด้วย ทำให้เขาสามารถช่วงชิงสมบัติออกมาจากค่ายกลได้ แต่ทั้งนี้เขายังไม่เกรงกลัวผู้คน โดยปล่อยให้ค่ายกลบันทึกภาพการขโมยของเขา ซึ่งเป็นชายสวมชุดสูททักซิโด้และสวมหน้ากากสีขาว
ภาพนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของจอมโจรผู้นี้เป็นต้นมา
สิ่งที่น่าตกใจของความสามารถพลังจิตของจอมโจรผู้นี้ก็คือการสะกดจิตหมู่ เขาทำให้คนในห้องโถงร้อยกว่าคนตกอยู่ในภวังค์แล้วเดินเข้าไปในงานได้อย่างสบายๆ เหยื่อในงานได้พูดว่าพวกเขาได้สติขึ้นมาได้หลังจากที่เข็มนาฬิกายักษ์ขยับชี้เลขสิบสอง
มันเป็นการใช้พลังจิตที่น่าพรั่นพรึงมาก แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่มีใครสามารถใช้พลังจิตได้อย่างจอมโจรลูแซงได้
อย่างไรก็ตามผู้คนมากมายต่างไล่ล่าเขา ว่ากันว่านักเวทและอัศวินมากกว่าห้าสิบคนรุมโจมตีเขา แต่ผลปรากฏว่าจอมโจรกลับรอดไปได้ หลายคนได้โจมตีภาพมายาที่จอมโจรสร้างขึ้น
ภายหลังจอมโจรลูแซงได้ยอมมอบตัว แน่นอนว่าเขาต้องโทษประหารเพราะขโมยสมบัติล้ำค่าไปมากมาย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่มีใครพบสมบัติเหล่านั้น และลูแซงก็ไม่เคยบอกว่าซ่อนไว้ที่ไหน
ในวันประหารผู้คนมากมายต่างมาดูเหตุการณ์นี้ และในวาระสุดท้ายลูแซงได้กล่าวว่า “สมบัติทั้งหมดของฉันอยู่ที่ไฟนอลสแควร์ มีเพียงผู้ใช้พลังจิตที่แข็งแกร่งเท่านั้นถึงจะหาขุมสมบัติของฉันพบได้”
หลังจากสิ้นคำนั้นเขาก็ถูกเผาจนกลายเป็นจุลทันที
นั่นคือจุดจบที่ปิดตำนานจอมโจรลูแซง แต่กลับเป็นการปลุกผู้ใช้พลังจิตมากมายให้ลุกฮือขึ้นมาเพื่อคนหาไฟนอลสแควร์ เพราะสมบัติของจอมโจรลูแซงนั้นมีมูลค่ามหาศาล
ว่ากันว่าหากผู้ใดได้ครอบครองสมบัติของจอมโจรลูแซง คนผู้นั้นจะมีสมบัติเทียบเท่ากับสี่จตุมหาคลังได้ กลายเป็นขุมกำลังมหาคลังที่ห้าก็มิปาน
แต่น่าเสียดายที่ผู้ใช้พลังจิตไม่ใช่ผักกาดที่ขายในตลาด พวกเขาไม่ได้หากันง่ายๆ และไม่สามารถฝึกฝนพลังจิตได้ง่ายเช่นกัน
ไฟที่จอมโจรลูแซงจุดขึ้นถึงถูกดับลงภายในระยะเวลาไม่กี่ปี และไฟนอลสแควร์ก็กลายเป็นเรื่องเล่าไร้สาระ
ไม่มีผู้ใช้พลังจิตที่แข็งแกร่งขนาดนั้นและไม่มีใครสามารถหาไฟนอลสแควร์ได้พบ
“เรื่องของจอมโจรลูแซงคนนี้อย่างกับเป็นนิทานเรื่องเล่า หากมันไม่ใช่หนังสือชีวิตประวัติฉันคงคิดว่าเป็นหนังนิยายเพ้อฝัน ไม่น่าเชื่อว่าพลังจิตจะแข็งแกร่งถึงกับสามารถต่อกรนักเวทและอัศวินหลายสิบคนได้ หากจอมโจรผู้นี้ไม่ยอมมอบตัวด้วยตัวเองก็คงไม่มีใครสามารถไล่จับเขาได้”
“พลังจิตที่ควบคุมสำนึกของผู้คนนั้นอันตรายโดยแท้ ต่อให้มีเวทมนตร์ที่สามารถรักษาจิตใจเอาไว้ได้ก็ไม่แน่ว่าอาจจะถูกผู้ใช้พลังจิตลอบโจมตีเมื่อใด แม้พลังจิตจะร้ายกาจแต่ก็เป็นพลังลี้ลับที่มีผลข้างเคียง การที่จอมโจรลูแซงยอมมอบตัวย่อมไม่ใช่เพราะเขาเบื่อหน่าย แต่อาจเป็นเพราะสภาพร่างกายของเขาที่ใช้พลังจิตหนักหน่วงเป็นเวลานาน การใช้พลังจิตควบคุมคนจำนวนมากขนาดนั้น ฉันไม่อยากจะคิดว่าเขาจะได้รับผลสะท้อนกลับร้ายแรงเพียงใด”
เมอร์ลินวิเคราะห์หนังสือชีวประวัติจอมโจรลูแซงที่พึ่งอ่าน
แน่นอนว่าเขาไม่ใช่คนเดียวที่คิดเช่นนี้ แต่จอมโจรลูแซงผู้นี้กลับเป็นที่ชื่นชอบของผู้คนเป็นอย่างมาก เพราะสิ่งที่เขาทำคือการท้าทายอำนาจ แต่กลับไม่เคยมีเหตุการณ์ที่เขาสังหารผู้คนทั้งๆ ที่เขาสามารถทำมันได้อย่างง่ายดาย
“ไม่รู้ว่าฉันจะสามารถฝึกฝนไปถึงขั้นนั้นได้ไหม หากสามารถทำได้ฉันคงไม่จำเป็นต้องห่วงความปลอดภัยของตนเองอีกต่อไป” เมอร์ลินกล่าวพึมพำอย่างครุ่นคิด
อย่างไรก็ตามศาสตร์ของพลังจิตไม่ได้มีแค่การสะกดจิตเป็นอย่างเดียว ในด้านอื่นๆ อย่างเช่นการป้องกันและการโจมตีก็สามารถทำได้ด้วย โดยเฉพาะการติดตามและการสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นการเข้าฝันหรือเทเลพาธี แต่ถึงอย่างนั้นไม่ว่าเส้นทางใดก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงผลสะท้อนกลับได้อยู่ดี
เมอร์ลินอ่านหนังสือเกี่ยวกับพลังจิตมากมาย ทว่าไม่ว่าจะเป็นการฝึกฝนด้านใดก็ล้วนต้องเผชิญหน้ากับผลสะท้อนกลับทั้งสิ้น
การที่เลือดออกทางจมูก หู หรือตานั้นแทบจะเป็นเรื่องปกติ เมื่อใช้พลังจิตเกินขีดจำกัดร่างกายอาจจะล้มฟุบลงตรงนั้นทันที ซึ่งแน่นอนว่ายังได้รับภัยร้ายแอบแฝง
แต่ถึงอย่างนั้นเมอร์ลินก็ไปสะดุดตากับชีวประวัติของผู้ใช้พลังจิตคนหนึ่ง
“เฟรดดี้เดอะคีลเลอร์” ฆาตกรผู้ใช้แท่งเหล็กเพียงแท่งเดียว
เขาเป็นสุดยอดอัจฉริยะผู้ใช้พลังจิต ฝึกฝนการควบคุมแท่งเหล็กเป็นอาวุธ ว่ากันว่าแท่งเหล็กของเขาสามารถเจาะทะลวงร่างผู้คนมากมาย ทั้งๆ ที่มันมีขนาดเท่านิ้วก้อยเท่านั้น
โดยที่ตำแหน่งที่เฟรดดี้โจมตีเหยื่อมากที่สุดก็คือบริเวณศีรษะ ว่ากันว่าเหยื่อของเขามักจะตายโดยไม่รู้ตัว เมื่อรู้สึกตัวอีกทีก็ถูกแท่งเหล็กทะลวงผ่านศีรษะไปแล้ว
เหยื่อที่รอดตายได้บอกเล่าว่าการโจมตีของเฟรดดี้นั้นไร้เสียง เหมือนกับว่าเฟรดดี้ได้ปิดกั้นประสาทสัมผัสของพวกเขาเอาไว้
ต่อให้นักเวทมีเวทที่สามารถป้องกันการโจมตีทางจิตได้ แต่ก็ใช่ว่าใครๆ จะร่ายเวทป้องกันตลอดเวลา ยิ่งอีกฝ่ายเป็นฆาตกรที่ไม่รู้ว่าจะโจมตีเมื่อไหร่ก็ยิ่งยากที่จะป้องกัน
ความโหดร้ายของเฟรดดี้คือการที่เขาสังหารผู้คนไปมากกว่าหมื่นราย และไม่มีใครจับเขาได้
เรื่องของเฟรดดี้ปรากฏขึ้นในยุคเริ่มแรก นั่นคือในปีที่สี่พันสองร้อยห้าสิบหกของปฏิทินดินแดนเวทมนตร์ยุคแรก แม้จะผ่านมาสองหมื่นกว่าปี แต่ตำนานความโหดร้ายของเขายังเป็นที่จดจำ และมีคนบางกลุ่มที่ชื่นชอบฆาตกรผู้นี้จนเขียนเป็นหนังสือออกมา
เฟรดดี้จึงเป็นตำนานฝันร้ายที่ผู้ใหญ่ใช้ขู่ให้เด็กกลัว
“ใช้พลังจิตควบคุมแท่งเหล็กเพียงแท่งเดียวล่าสังหารอย่างนั้นหรอ? น่าสนใจ” เมอร์ลินกล่าวด้วยรอยยิ้มที่เยียบเย็น
“หากแค่ควบคุมแท่งเหล็กเพียงแท่งเดียวคงจะไม่ส่งผลกระทบกับร่างกายมากนัก สิ่งสำคัญคือเทคนิคการเพิ่มความเร็วและการเจาะทะลวง มันคือการใช้พลังจิตให้ทรงประสิทธิภาพ หากเฟรดดี้ไม่ใช่อัจฉริยะก็คงจะไม่สามารถทำได้ขนาดนี้ ไม่อย่างนั้นคงมีผู้ใช้พลังจิตมากมายสามารถเลียนแบบเขาได้” เมอร์ลินวิเคราะห์
ต่อให้นักเวทไม่ได้ร่ายเวทป้องกันการโจมตีทางจิต แต่พวกเขาย่อมมีอาร์ติแฟคในการป้องกันการโจมตีฉับพลันอยู่แล้ว
เฟรดดี้สามารถเจาะทะลวงการป้องกันแบบนั้นได้ นั่นหมายความว่าเขาต้องมีเทคนิคพิเศษเฉพาะตัว
เมอร์ลินนำปากกาเวทมนตร์ที่มหาจอมเวทธีออนให้เขาออกมา
ปากกาด้ามนี้เป็นวัตถุเวทชั้นสูง แม้มีความสามารถแค่เขียนได้ไม่จำกัด แต่วัสดุของปากกากลับแข็งแกร่งเทียบได้เท่ากับอาวุธชั้นสูง
เมอร์ลินใช้พลังจิตควบคุมปากกาให้ลอยขึ้น
“บางทีฉันอาจใช้มันเป็นอาวุธประจำตัวได้” ดวงตาของเด็กน้อยเป็นประกายขึ้นมา