แสงจันทร์นวลสาดส่องผ่านรอยแตกของบานหน้าต่างไม้ หลินเฟิงยังคงนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง ลมหายใจของเขาเข้าออกเป็จังหวะที่สม่ำเสมอและลึกล้ำ ทุกครั้งที่เขาหายใจเข้า ละอองแสงสีทองจางๆ ในอากาศจะถูกดึงรั้งเข้าสู่จมูกและซึมลึกเข้าสู่จุดตันเถียน ทะเลิญญาที่กว้างใหญ่ถึงร้อยส่วนถูกบีบอัดจนดูเหมือนบ่อน้ำเล็กๆ แต่ทว่าหยดน้ำทุกหยดในบ่อนั้นกลับหนาแน่นราวกับปรอทเหลว
*‘ฮู่ม...’*
หลินเฟิงลืมตาขึ้นในความมืด ดวงตาของเขาทอประกายเจิดจ้าก่อนจะเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว เขายกมือขึ้นกำหมัด รู้สึกได้ถึงพละกำลังที่เอ่อล้นเพิ่มขึ้นจากเมื่อวานอย่างเห็นได้ชัด
*‘ไม่เลว... เ้าหนู’* เสียงของิญญามรรคาภพดังก้องขึ้นในหัว *‘เพียงแค่คืนเดียว เ้าก็สามารถมั่นคงในขั้นที่หนึ่งระดับเริ่มต้นได้อย่างสมบูรณ์ ทะเลิญญาที่ถูกบีบอัดช่วยให้รากฐานของเ้าแ่ากว่าผู้อื่นในระดับเดียวกันถึงห้าเท่า แต่การฝึกฝนขั้นต่อไปจำเป็ต้องใช้สิ่งนำทาง... เ้าต้องมีศิลาิญญา’*
หลินเฟิงขมวดคิ้วพลางถอนหายใจยาว "ศิลาิญญา... ท่านก็เห็นสภาพตระกูลหลินในตอนนี้ เงินตำลึงธรรมดายังแทบไม่มีจะซื้อข้าวสาร แล้วจะไปหาศิลาิญญามาจากที่ใดกัน? หนี้สินห้าพันก้อนกับตระกูลจ้าวก็เหมือนดาบที่แขวนอยู่บนหัว ข้ามีเวลาเพียงสามเดือนเท่านั้น"
ในโลกมนุษย์ เงินทองของคนธรรมดาเรียกว่า **"ตำลึงเงิน"** และ **"ตำลึงทอง"** ทว่าในโลกของผู้ใช้ิญญา สิ่งเ่าั้เป็เพียงเศษโลหะ สิ่งที่มีค่าแท้จริงคือ **"ศิลาิญญา"** ซึ่งเป็ผลึกแร่ธรรมชาติที่ซึมซับพลังงานฟ้าดินเอาไว้ ศิลาิญญาระดับต่ำเพียงหนึ่งก้อน มีค่าเท่ากับหนึ่งร้อยตำลึงทอง ซึ่งคนธรรมดาบางคนหาทั้งชีวิตก็ยังไม่ได้ัั
*‘หึหึ เ้าลืมไปแล้วหรือว่าเ้ามีข้าอยู่?’* ิญญามรรคาภพแค่นเสียงหัวเราะอย่างมีเลศนัย *‘พวกตระกูลใหญ่ในเมืองนี้บ่มเพาะสหายิญญาด้วยการป้อนโอสถราคาแพง แต่ข้าสามารถสื่อสารกับ "โลกแห่งิญญา" ได้โดยตรง ในป่าหมอกทมิฬที่อยู่หลังเมืองชิงหยาง มีสมุนไพริญญาที่เรียกว่า "หญ้าจิตวารี" ขึ้นอยู่ชุกชุม สัตว์ิญญาแถวนั้นหวงแหนมันมาก แต่ด้วยพลังของข้า... ข้าสามารถคุยกับพวกมัน และแลกเปลี่ยนสิ่งที่พวกมัน้าได้โดยไม่ต้องเปลืองแรงปะทะ!’*
ดวงตาของหลินเฟิงเป็ประกายทันที "แลกเปลี่ยน? สัตว์ิญญา้าสิ่งใดจากเรา?"
*‘โลกแห่งิญญาเป็โลกที่เต็มไปด้วยการต่อสู้แย่งชิง สัตว์ิญญาชั้นต่ำมักถูกล่าและอยู่อย่างหวาดกลัว สิ่งที่พวกมัน้าคือ "การชำระล้างจิติญญา" เพื่อลดโอกาสในการคุ้มคลั่ง และเพิ่มสติปัญญา พลังิญญาสีทองบริสุทธิ์จากทะเลิญญาร้อยส่วนของเ้าคือโอสถทิพย์ชั้นเลิศสำหรับพวกมัน! เ้าแบ่งพลังให้พวกมันเล็กน้อย แลกกับสมุนไพริญญา จากนั้นนำไปขายในตลาดมืด... เงินทองและศิลาิญญาจะไปไหนเสีย?’*
เมื่อได้ฟังแผนการ หลินเฟิงไม่รอช้า เขาตรวจสอบตารางเวลาและวางแผนอย่างรอบคอบ การเมืองในเมืองชิงหยางยามนี้ตึงเครียด ตระกูลจ้าวส่งคนมาจับตาดูคฤหาสน์ตระกูลหลินอยู่ห่างๆ เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขาลักลอบขนทรัพย์สินหนีหนี้ ดังนั้นเขาจึงต้องออกไปในยามวิกาล
หลังจากปลอมตัวด้วยชุดคลุมสีดำสนิทและหน้ากากเหล็กธรรมดา หลินเฟิงลอบออกจากคฤหาสน์ทางประตูกลใต้ดินเก่าที่เกือบจะถูกลืม เขาเดินทางมุ่งหน้าสู่ **"ตลาดมืดใต้ดิน"** ของเมืองชิงหยาง ซึ่งตั้งอยู่ในเขาสลัมทางทิศตะวันตก
ที่นี่คือสถานที่ที่สัจธรรมแห่งโลกีย์ถูกเปิดเผยอย่างเปลือยเปล่า ไร้ซึ่งกฎหมายของเ้าเมือง ไร้ซึ่งหน้าตาของตระกูลใหญ่ มีเพียงกฎข้อเดียวคือ **"เงินและกำปั้น"** ใครมีเงินคือพระาา ใครมีพลังคือผู้คุมกฎ
เสียงะโซื้อขายซากสัตว์ิญญา อาวุธต้องห้าม และทาสมนุษย์ดังระงม หลินเฟิงเดินผ่านฝูงชนอย่างระมัดระวัง พยายามไม่ทำตัวให้เป็ที่สนใจ เขามุ่งตรงไปยังส่วนลึกของตลาดมืด ซึ่งเป็ที่ตั้งของ **"หอการค้าเมฆาคราม"** สาขาย่อย
หอการค้าเมฆาครามเป็องค์กรการค้าที่ทรงอิทธิพลระดับทวีป พวกเขาไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดในทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็ราชวงศ์หรือสำนักใหญ่ ตราบใดที่มีผลประโยชน์ที่ถูกต้อง พวกเขายินดีต้อนรับเสมอ
"ยินดีต้อนรับใต้เท้า ไม่ทราบว่าวันนี้้าซื้อหรือขายสิ่งใด?" ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งในชุดหรูหราเดินเข้ามาต้อนรับ แววตาของเขาเฉียบแหลมตามสัญชาตญาณพ่อค้า เขาคือ **"หลี่กวน"** ผู้จัดการหอการค้าสาขาเมืองชิงหยาง
หลินเฟิงแสร้งทำเสียงให้ทุ้มต่ำและแหบแห้ง "ข้า้าขาย 'หญ้าจิตวารี' คุณภาพสูง จำนวนสิบต้น"
หลี่กวนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาประหลาดใจวับหนึ่ง หญ้าจิตวารีไม่ใช่สมุนไพรร้ายกาจอะไร แต่มันขึ้นในเขตลึกของป่าหมอกทมิฬ ซึ่งถูกปกครองโดยฝูง "หมาป่าเนตรอัคคี" การจะเด็ดพวกมันมาสิบต้นโดยไม่มีรอยขีดข่วนหรือคราบเืติดมาเลย ย่อมแสดงว่าผู้ขายต้องมีฝีมือไม่ธรรมดา หรือมีช่องทางพิเศษ
"โอ้? หญ้าจิตวารีสิบต้นรึ? โปรดตามข้ามาที่ห้องรับรองเถิด" หลี่กวนผายมือเชิญ
ภายในห้องรับรองที่ตกแต่งอย่างประณีต หลินเฟิงสะบัดมือแ่เบา หญ้าสีฟ้าครามสิบต้นที่มีหยาดน้ำค้างเกาะอยู่บนใบปรากฏขึ้นบนโต๊ะ กลิ่นอายดิบชื้นของผืนป่าและพลังงานิญญาที่บริสุทธิ์แผ่ซ่านออกมา
หลี่กวนหยิบแว่นขยายพิเศษขึ้นมาตรวจเช็กอย่างละเอียด ก่อนจะสูดหายใจเข้าลึกๆ "อืม... คุณภาพยอดเยี่ยมมาก รากยังสมบูรณ์ราวกับเพิ่งขุดขึ้นมาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ปกติหญ้าจิตวารีในตลาดทั่วไปราคาต้นละสามสิบคอม้าทอง แต่เนื่องจากของท่านบริสุทธิ์มาก ข้ายินดีให้ราคาต้นละสี่สิบตำลึงทอง สิบต้นก็สี่ร้อยตำลึงทอง... หรือท่าน้ารับเป็ศิลาิญญา?"
"ศิลาิญญาระดับต่ำ" หลินเฟิงตอบสั้นๆ
"ได้ ศิลาิญญาระดับต่ำหนึ่งก้อนมีค่าเท่ากับหนึ่งร้อยตำลึงทอง ดังนั้นสี่ร้อยตำลึงทอง เท่ากับ **ศิลาิญญาระดับต่ำ 4 ก้อน**" หลี่กวนส่งสัญญาณให้ผู้รับใช้ไปหยิบศิลาิญญามาทันที
แม้จำนวน 4 ก้อนจะดูน้อยเมื่อเทียบกับหนี้สินห้าพันก้อน แต่นี่คือรายได้จากการออกไปเพียงไม่กี่ชั่วยาม และที่สำคัญ หลินเฟิงไม่ได้สูญเสียพลังหรือเสี่ยงชีวิตเลยแม้แต่น้อย มันคุ้มค่าเสียยิ่งกว่าคุ้ม
ขณะที่กำลังจะส่งมอบเงิน หลี่กวนเอ่ยขึ้นยิ้มๆ "ใต้เท้า... ดูท่าท่านจะเป็ผู้เชี่ยวชาญด้านการเสาะหาของป่า หากในอนาคตท่านมีสมุนไพริญญาระดับสูงกว่านี้ หรือแม้กระทั่ง 'แก่นอสูร' หอการค้าเมฆาครามของเรายินดีรับซื้อในราคาสูงสุดเสมอ และข้าขอมอบป้ายทองแดงนี้ให้ท่าน เป็สัญลักษณ์ของลูกค้าระดับสูงของหอเรา"
หลินเฟิงรับป้ายทองแดงและศิลาิญญามาเก็บไว้ในอก "ขอบคุณผู้จัดการหลี่ หากมีโอกาส ข้าจะมาอีกแน่นอน
เช้าวันต่อมา บรรยากาศของเมืองชิงหยางกลับสู่สภาวะปกติ ทว่าสำหรับเยาวชนที่เพิ่งผ่านการปลุกพลังมา วันนี้คือวันแรกที่พวกเขาต้องเข้าเรียนที่ **"หอศึกษาิญญาคราม"** ซึ่งเป็สถานศึกษาประจำเมืองที่จัดตั้งโดยเ้าเมืองเพื่อฝึกฝนผู้ใช้ิญญารุ่นใหม่
การศึกษาในโลกนี้ไม่ได้มีไว้สำหรับทุกคน คนธรรมดาไม่มีสิทธิ์ย่างกรายเข้ามาที่นี่ ส่วนผู้ใช้ิญญาที่ปลุกพลังได้จะได้รับสิทธิ์เข้าเรียนฟรีในปีแรก แต่หลังจากนั้น... ทุกอย่างต้องใช้ "คะแนนความดี" หรือ "ศิลาิญญา" ในการแลกเปลี่ยนวิชาบ่มเพาะและสิทธิ์การใช้ห้องฝึกซ้อมนี่คือจุดเริ่มต้นของการแข่งขันที่แท้จริง
หลินเฟิงเดินเข้าประตูหอศึกษาในชุดเครื่องแบบสีน้ำเงินคราม ทันทีที่เขา ก้าวเท้าเข้าไปในลานกว้าง เสียงซุบซิบก็ดังขึ้นทันที
"ดูนั่นสิ... นั่นไง หลินเฟิง พร์นภาที่สี่ ทะเลิญญา 21%"
"ขยะของรุ่นแท้ๆ ตระกูลหลินก็ถังแตก ยอมแบกหน้ามาเรียนเพื่อเอาเบี้ยเลี้ยงฟรีล่ะมั้ง"
หลินเฟิงทำเป็หูทวนลม เขาเดินไปนั่งที่มุมห้องเรียนด้านหลังสุดอย่างสงบ ไม่นานนัก กลุ่มของจ้าวคังและเฉินเหมยก็เดินเข้ามาในห้องด้วยท่าทางพยศราวกับนกยูงที่รำแพนหาง
"อ้าว... นึกว่าใคร ที่แท้ก็สหายหลินเฟิงนี่เอง" จ้าวคังเดินตรงดิ่งมาที่โต๊ะของหลินเฟิง มือของมันกระแทกลงบนโต๊ะเสียงดัง *ปัง!* "ยินดีด้วยนะที่สอบผ่านเข้ามาได้ แต่อย่าลืมล่ะว่า อีกสามเดือนตระกูลของเ้าต้องย้ายออกจากคฤหาสน์ ข้าล่ะสงสารจริงๆ ถ้าไม่มีที่ไป มาเป็คนเฝ้าประตูที่โรงรับจำนำตระกูลจ้าวของข้าได้นะ ข้าจะให้ค่าแรงเดือนละห้าตำลึงเงิน ฮ่าฮ่าฮ่า!"
เยาวชนคนอื่นๆ ในห้องต่างหัวเราะฮือตามจ้าวคังเพื่อเอาใจนายน้อยผู้มีพร์นภาที่สองและมีเื้ัที่มั่งคั่ง
หลินเฟิงเงยหน้าขึ้น มองสบตาจ้าวคังตรงๆ "จ้าวคัง สัญญากู้ยืมเงินมีกำหนดสามเดือน ตอนนี้เพิ่งผ่านไปวันเดียว เ้าจะรีบร้อนไปใย? หรือว่าตระกูลจ้าวของเ้าขัดสนเงินทองจนทนรอไม่ไหว ต้องรีบมาทวงหนี้ข้ามวันข้ามคืน?"
"เ้า...!" ใบหน้าของจ้าวคังเปลี่ยนเป็สีแดงก่ำด้วยความโกรธ มันไม่คิดว่าคนที่เป็เพียงเศษขยะในสายตาคนทั้งเมืองจะกล้าย้อนคำพูดของมันต่อหน้าผู้คนขนาดนี้ "ปากดีนักนะ! เ้าคิดว่าิญญาสื่อสารขั้นต้นของเ้าจะช่วยอะไรเ้าได้งั้นหรือ? ในโลกนี้ พลังคือสิ่งตัดสิน!"
"พอได้แล้ว!" เสียงทรงพลังเสียงหนึ่งดังขึ้นจากหน้าประตูห้อง
ชายวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่ แผ่กลิ่นอายกดดันอันมหาศาลเดินเข้ามา เขาคือ **"อาจารย์มู่หยง"** ผู้ฝึกสอนหลักของหอศึกษาแห่งนี้ และเป็ผู้ใช้ิญญาระดับมนุษย์ ขั้นที่ 4 ระดับแก่นแท้!
เมื่ออาจารย์มาถึง ทุกคนรีบกลับไปนั่งที่ของตนทันที จ้าวคังสะบัดหน้าหนีพลางชี้หน้าหลินเฟิงอย่างคาดโทษ *'ฝากไว้ก่อนเถอะเ้าขยะ เย็นนี้ข้าจะให้คนสั่งสอนเ้า'* มันคิดในใจ
อาจารย์มู่หยงกวาดสายตามองกึ่งเตือนทุกคนก่อนจะเริ่มบรรยาย "พวกเ้าทุกคน บัดนี้ได้ก้าวเข้าสู่หนทางของผู้ใช้ิญญาแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดที่พวกเ้าต้องรู้คือ การบ่มเพาะพลังไม่ได้พึ่งพาเพียงแค่พร์ แต่พึ่งพา 'ทรัพยากร' ทรัพยากรเ่าั้ได้มาจากไหน? ได้มาจากภารกิจที่หอศึกษามอบให้ หรือการล่าสัตว์ิญญา"
เขายกศิลาิญญาก้อนหนึ่งขึ้นมา "นี่คือศิลาิญญาระดับต่ำ ในหอศึกษาแห่งนี้ ทุกๆ สิ้นเดือนจะมีการทดสอบความก้าวหน้า ผู้ที่ติดอันดับท็อปสิบของรุ่นจะได้รับศิลาิญญาเป็รางวัล คนอันดับหนึ่งได้สิบก้อน อันดับสองได้แปดก้อน ลดหลั่นกันไป ส่วนผู้ที่อยู่อันดับบ๊วย... จะไม่ได้อะไรเลย และหากรั้งท้ายติดต่อกันสามเดือน จะถูกคัดชื่อออก!"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลินเฟิงดวงตาสว่างวาบ *'อันดับหนึ่งได้สิบก้อนงั้นหรือ? ช่างเป็ทรัพยากรที่ดีนัก'*
"วันนี้เป็วันแรก ข้าจะให้พวกเ้าทดสอบการควบคุมพลังิญญาขั้นต้น" อาจารย์มู่หยงสะบัดมือ ปล่อยลูกแก้วหินขนาดเท่ากำปั้นออกมาวางบนโต๊ะของทุกคน "นี่คือ 'ลูกแก้วถ่วงิญญา' จงใช้พลังิญญาของพวกเ้ายกมันให้ลอยขึ้น ใครยกได้สูงที่สุดและนานที่สุดในวันนี้ จะได้รับคะแนนความดีเพิ่มห้าคะแนน"
จ้าวคังยิ้มเยาะ มันหันมามองหลินเฟิงแวบหนึ่ง ก่อนจะเริ่มโคจรพลังทันที กายทิพย์ของมันตอบสนอง ิัของมันเริ่มเปลี่ยนเป็สีเทาดั่งศิลาจางๆ พลังิญญาสายหนึ่งพุ่งออกจากมือโอบล้อมลูกแก้วหิน ลูกแก้วค่อยๆ ลอยขึ้นสูงจากโต๊ะหนึ่งคืบ... สองคืบ... จนหยุดอยู่ที่สามคืบ!
"โอ้! นายน้อยจ้าวสุดยอดมาก วันแรกก็ยกได้ถึงสามคืบแล้ว!" เสียงชมเชยดังมาจากรอบข้าง
เฉินเหมยเองก็ไม่ยอมแพ้ นางใช้ิญญาแมวเงาวายุช่วยเสริมความเร็วของกระแสพลัง ยกมันขึ้นมาได้สองคืบครึ่ง
ในขณะที่ทุกคนกำลังเหน็ดเหนื่อยกับการรีดเค้นพลังิญญาอันน้อยนิดในร่างออกมา หลินเฟิงกลับนั่งมองลูกแก้วหินตรงหน้าอย่างครุ่นคิด
*‘เ้าหนู... อย่าทำเด่นเกินไปนัก’* ิญญามรรคาภพเตือน *‘แต่การได้คะแนนความดีก็มีประโยชน์ในการเข้าถึงหอตำรา จงยกมันขึ้นมาสักหนึ่งคืบครึ่งก็พอ ให้ดูเหมือนคนที่มีพร์นภาที่สี่ที่ตั้งใจฝึกฝน’*
"เข้าใจแล้ว" หลินเฟิงแอบยิ้ม เขาปล่อยพลังิญญาสีทองที่เจือจางจนกลายเป็สีฟ้าอ่อนๆ ออกมา พลังสายนี้บางเบามาก แต่มันมีความเสถียรอย่างน่าประหลาดใจ ลูกแก้วหินตรงหน้าค่อยๆ ลอยขึ้นอย่างช้าๆ... หนึ่งคืบ... แล้วนิ่งสนิทอยู่ที่หนึ่งคืบครึ่ง ไม่แกว่งไกวเลยแม้แต่น้อย
อาจารย์มู่หยงที่เดินตรวจดูรอบห้อง สะดุดตาเข้ากับลูกแก้วของจ้าวคังและพยักหน้าชื่นชม "จ้าวคัง พร์นภาที่สองไม่ทำให้ผิดหวัง พลังิญญาดุดันหนาแน่นดีมาก"
ทว่าเมื่อเขาเดินมาถึงโต๊ะของหลินเฟิง คิ้วของอาจารย์หนุ่มใหญ่ก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย เขามองลูกแก้วที่นิ่งสนิทดั่งหินสลักกลางอากาศของหลินเฟิง *'หืม? เด็กคนนี้พร์นภาที่สี่ไม่ใช่หรือ? เหตุใดการควบคุมพลังิญญาถึงได้นิ่งสงบขนาดนี้? ไม่มีอาการสั่นเครือเลยแม้แต่น้อย ราวกับว่าพลังของเขาไหลลื่นไม่มีสิ้นสุด... น่าสนใจ แต่อย่างไรเสีย ปริมาณพลังที่ปล่อยออกมาก็ยังน้อยเกินไปตามขีดจำกัดของพร์'* อาจารย์มู่หยงประเมินในใจ โดยไม่รู้เลยว่าเขากำลังถูกหลอกด้วยทักษะการละครระดับปรมาจารย์
หลังเลิกเรียนในยามเย็น ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็สีส้มอมแดง หลินเฟิงเดินออกจากหอศึกษาเพียงลำพัง มุ่งหน้ากลับคฤหาสน์ตระกูลหลิน ทว่าเส้นทางขากลับของเขาต้องผ่านตรอกแคบๆ ที่ค่อนข้างเปลี่ยว
ขณะที่เดินเข้าสู่ใจกลางตรอก เงาร่างสามร่างก็ก้าวออกมาขวางหน้าและปิดทางข้างหลังไว้
"หนุ่มน้อย... จะรีบกลับไปไหนหรือ?" เสียงหยาบกระด้างดังขึ้น คนพูดคือชายฉกรรจ์ร่างใหญ่ที่มีรอยแผลเป็ที่ใบหน้า บนแขนของมันมีรอยสักรูปหมาป่า มันคือผู้ใช้ิญญารับจ้างระดับมนุษย์ ขั้นที่ 1 ระดับก่อตั้ง! ส่วนอีกสองคนเป็เพียงอันธพาลธรรมดาที่มีพลังิญญาระดับเริ่มต้น
หลินเฟิงหยุดเดิน สีหน้าของเขาไม่ได้เปลี่ยนไปเลย "พวกเ้าเป็ใคร? ใครส่งมา?"
ชายรอยแผลเป็หัวเราะเยาะ "ใครส่งมาไม่สำคัญ แต่มีคนจ่ายเงินให้พวกข้ามา 'หักขา' เ้าสักข้างสองข้าง เพื่อให้เ้าจำใส่หัวไว้ว่าอย่าไปปากดีกับคนที่ไม่ควรปีนเกลียว!"
ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเป็ฝีมือของจ้าวคัง ตระกูลจ้าวช่างใช้วิธีการที่สกปรกและรวดเร็วนัก การเมืองและการใช้อิทธิพลมืดในเมืองนี้ช่างไร้ขอบเขต หากเป็หลินเฟิงคนเดิมในอดีต คงต้องถูกซ้อมจนพิการและหมดอนาคตไปแล้ว
*‘เ้าหนู... ให้ข้าช่วยไหม?’* ิญญามรรคาภพถามอย่างสนุกสนาน
"ไม่ต้องหรอกขอรับท่านผู้เฒ่า แค่สุนัขรับใช้สามตัว ข้าอยากจะทดสอบพลังของตัวเองหลังจากบ่มเพาะมาหนึ่งคืนพอดี" หลินเฟิงตอบในใจ แววตาของเขาเปลี่ยนเป็เย็นเยียบดุจน้ำแข็ง
"เฮ้ย! มันยังยืนนิ่งอยู่ได้ ลุยมันเลย!" อันธพาลธรรมดาสองคนแรกพุ่งเข้าใส่พร้อมท่อนไม้ในมือ
หลินเฟิงไม่ได้หลบเลี่ยง ทว่าในจังหวะที่ไม้กำลังจะฟาดลงบนหัว พลังิญญาสีทองที่ซ่อนอยู่ลึกในร่างของเขาก็ะเิออกมาที่ฝ่าเท้า *ฟุ่บ!* ร่างของเขาเคลื่อนไหวราวกับภูตผี หลบหลีกไม้ได้อย่างหวุดหวิดด้วยระยะเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด
"อะไรกัน?!" อันธพาลคนนั้นตื่นตระหนก ทว่ายังไม่ทันได้ร้องอุทาน ฝ่ามือของหลินเฟิงที่แฝงไปด้วยพลังบีบอัดหนาแน่นก็กระแทกเข้าที่ลิ้นปี่ของมันอย่างจัง!
*ปัง! อั่ก!*
ร่างของอันธพาลคนแรกกระเด็นลอยไปกระแทกกำแพงอิฐจนสลบเหมือด น้ำลายฟูมปากทันที หลินเฟิงไม่หยุดแค่นั้น เขาหมุนตัวเตะสกัดขาของอันธพาลคนที่สองจนล้มคว่ำ ก่อนจะเหยียบลงบนหน้าอกของมันจนกระดูกซี่โครงลั่นเสียงดัง *กร๊อบ!* มันร้องโหยหวนด้วยความเ็ป
ชายรอยแผลเป็ที่เป็หัวหน้าเห็นเหตุการณ์ก็เบิกตากว้างด้วยความใ "นี่เ้า...! เ้าไม่ใช่พร์นภาที่สี่ระดับเริ่มต้นธรรมดาแล้ว! เ้าซ่อนพลังไว้!"
มันรีบเรียกิญญาสัตว์ของตนออกมาทันที แสงสีแดงทึบพุ่งออกจากร่าง กลายเป็เงาของ "หมาป่าขนเหล็ก" ผสานเข้ากับแขนของมัน ทำให้กรงเล็บของมันแหลมคมและแข็งแกร่งขึ้น "ตายซะเถอะเ้าหนู!" มันพุ่งเข้าตะปบใส่หลินเฟิงด้วยความเร็วที่เหนือกว่าอันธพาลสองคนแรกหลายเท่า
หลินเฟิงสูดหายใจเข้าลึกๆ เขารู้ดีว่าศัตรูอยู่ขั้นที่ 1 ระดับก่อตั้ง ซึ่งเหนือกว่าเขาหนึ่งระดับย่อยในสายตาคนทั่วไป ทว่า... ความหนาแน่นของพลังิญญาของเขานั้นเหนือกว่าสุนัขป่าตัวนี้ไม่รู้กี่เท่า!
*‘ิญญามรรคาภพ... ขอหยิบยืมเศษเสี้ยวแห่งแรงกดดันิญญา!’*
*วิ้งงงง!*
ทันใดนั้น กลิ่นอายโบราณอันยิ่งใหญ่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของหลินเฟิงเพียงชั่วเสี้ยววินาที มันไม่ใช่พลังโจมตี ทว่ามันคือ **"แรงกดดันทางชนชั้นิญญา"** ที่ส่งตรงมาจากโลกแห่งิญญา หมาป่าขนเหล็กที่เป็เพียงิญญาสัตว์ชั้นต่ำเมื่อัักับกลิ่นอายอันสูงส่งนี้ ร่างิญญาของมันก็สั่นสะท้านด้วยความกลัวสุดขีด พลังที่กำลังพุ่งพล่านสลายหายไปในพริบตา!
"เกิดอะไรขึ้น?! เหตุใดิญญาของข้าถึง..." ชายรอยแผลเป็หน้าถอดสี ร่างกายของมันชะงักงันกลางอากาศจากอาการสะท้อนกลับของิญญาที่หวาดกลัว
หลินเฟิงอาศัยจังหวะนั้นก้าวประชิดตัว หมัดขวาของเขาชกออกไปตรงๆ แฝงด้วยพลังิญญาสีทองบริสุทธิ์ที่บีบอัดจนถึงขีดสุด หมัดนี้รวดเร็วและหนักหน่วงราวกับค้อนเหล็กปะทะเข้ากับหน้าอกของชายรอยแผลเป็อย่างจัง!
*ตูมมมม!*
ร่างของชายฉกรรจ์ปลิวละลิ่วไปไกลกว่าห้าเมตร กระแทกเข้ากับถังขยะและกองไม้ผุจนพังยับเยิน มันกระอักเืคำโตออกมา ดวงตาพร่ามัว กระดูกหน้าอกหักสะบั้น ไม่สามารถลุกขึ้นมาได้อีก
หลินเฟิงเดินเข้าไปหาชายรอยแผลเป็อย่างช้าๆ เสียงฝีเท้าของเขาในตรอกที่เงียบสงัดฟังดูเหมือนเสียงฝีเท้าของมัจจุราช เด็กหนุ่มก้มลงมองมันด้วยสายตาที่ไร้ความรู้สึก
"ไปบอกจ้าวคัง..." หลินเฟิงเอ่ยเสียงเรียบ "หากมันอยากจะเล่นเกมนี้กับข้า... ให้มันส่งคนที่มีฝีมือมากกว่านี้มา และบอกมันด้วยว่า หนี้สินที่ตระกูลจ้าวสร้างไว้กับตระกูลหลิน ข้าจะเป็คนไปทวงคืนในอีกสามเดือนข้างหน้าเอง"
พูดจบ หลินเฟิงก็สะบัดแขนเสื้อเดินจากไป ทิ้งให้อันธพาลทั้งสามนอนจมกองเือยู่เช่นนั้น
ในค่ำคืนนั้น เมืองชิงหยางยังคงดูสงบเงียบ ทว่าภายใต้กระแสน้ำที่นิ่งสนิท เสี้ยวเล็บแรกของพยัคฆ์ร้ายที่ซ่อนตัวอยู่ได้เริ่มเผยออกมาแ
ล้ว และตระกูลจ้าว... กำลังจะได้รู้ว่าพวกมันกำลังเล่นอยู่กับสิ่งใด!