บทที่ 3 คำตัดสินจากผู้เชี่ยวชาญ พาร์ท 1
ทั้งคู่ถอยมาตั้งหลักอยู่ที่ทางเข้าห้องโถงซึ่งเป็เส้นทางแคบๆที่เหล่าอสูรสังเคราะห์นั้นไม่สามารถจู่โจมได้หลายตัวพร้อมๆกัน หรืออย่างน้อยก็ไม่ต้องถูกล้อมกรอบจากเหล่าอสูรทดลองพวกนั้นและโฟกัสแค่เพียงด้านหน้าเพียงเท่านั้นสำหรับการต่อสู้
อสูรสังเคราห์พวกนี้มีลักษณะใกล้เคียงกันคือมีเกล็ดสีชมพูหนาปกคลุมที่แขนและขาขอบตาลึกและลูกตาสีดำสนิท ปากอ้าค้างตลอดเวลาและมีลิ้นยาวห้อยออกมาจากปาก
อย่างไรก็ตามมีพวกมันอยู่หนึ่งตัวที่อยู่ด้านหลังที่มีลักษณะแตกต่างจากตัวอื่น มันตัวเล็กกว่าตัวอื่นๆเล็กน้อยและไม่ได้อ้าปากห้อยลิ้นสีม่วงออกมาเช่นเดียวกับตัวอื่นๆ
อาคอนสังเกตลูน่าว่าเธอมีปฏิกิริยาอะไรพิเศษกับเ้าตัวเล็กที่อยู่ด้านหลังหรือไม่แต่ทว่าเหมือนเธอจะไม่ได้สังเกตเห็นมันเลย เธอดึงดาบหนึ่งเล่มออกจากเอวของเธอพร้อมตั้งท่ารับมือกับเหล่าอสูรกายที่อยู่ด้านหน้าเพียงเท่านั้น
‘ความอ่อนหัดของผู้ทรงพลัง..’ในความคิดของอาคอนการที่เธอไม่ใส่ใจสนามรบนั้นเป็ข้อบกพร่องที่ร้ายแรงมันจะไม่มีปัญหาหากสิ่งที่เธอเผชิญอยู่คือคู่ต่อสู้ที่อยู่ในระดับต่ำแต่เป็ที่ชัดเจนว่าในตอนนี้มันไม่ใช่ความประมาทและความหยิ่งยโสมีแต่จะนำหายนะมาให้
อาคอนหยิบหนังสือเวทย์เล่มสีแดงของตนออกมาอีกครั้งพร้อมกับเปิดไปที่หน้าเดิมในเวลาชั่วพริบตาเขาก็สร้างวงแหวนเวทย์ที่ครอบคลุมพื้นที่ที่พวกเขาทั้งคู่ยืนอยู่และไม่นานหมอกบางๆก็เริ่มลอยขึ้นจากพื้นดิน
จากการประเมินของอาคอนเขาคิดว่ามีความเป็ไปได้สูงที่จะมีศัตรูตัวอื่นนอกเหนือจากพวกอสูรทดลองพวกนี้เนื่องจากเขาสังเกตเห็นว่าอสูรที่อยู่ตรงหน้าเขาทุกตัวในปัจจุบันนั้นออกมาจากหลอดแก้วรวมถึงเ้าตัวแปลกๆที่อยู่ด้านหลังด้วยเช่นกันหากทุกตัวออกมาจากหลอดแก้วแล้วใครเป็คนปลุกพวกมันออกมา? นั่นคือสิ่งที่อาคอนสงสัย
เขาเชื่อมั่นว่าทางกลุ่มทายาทัไม่ได้มีเทคโนโลยีเซนเซอร์อัตโนมัติเนื่องจากเทคโนโลยีดังกล่าวมีเพียงคนเดียวที่ใช้ในปัจจุบันคือคาลี่ย์เพื่อนของเขาและมันก็เป็ไพ่ใบสำคัญของคาลี่ย์ที่เขาเก็บไว้และไม่เปิดเผยแม้กับทางสมาคม
เทคโนโลยีที่กลุ่มทายาทัใช้นั้นได้มาจาก MadAlchemist ซึ่งเทคโนโลยีของเขานั้นเป็เทคโนโลยีทางการเล่นแร่แปรธาตุไม่ใช่งานวิศวกรรมที่ซับซ้อนดังนั้นความเชื่อมั่นของเขาจึงเอนไปในทางที่บอกว่าถูกจับตามองหรือมีคนอื่นอยู่ที่นี่นั่นเอง
หากเป็กรณีแรกคือเขาอาจจะถูกจับตามองจากระยะไกลเวทย์หมอกดังกล่าวจะเป็ตัวช่วยบดบังทัศนวิสัยของอีกฝ่ายสิ่งที่เขาต้องระวังคือกรณีที่สองคือมีคนอื่นอยู่ใกล้ๆกับพวกเขา
เขาพยายามใช้เวทย์ตรวจสอบหาหนูตัวนี้อย่างไรก็ตามเขาไม่สามารถััถึงหนูตัวนี้ได้เลย ดังนั้นเขาจึงพอจะเดาได้ว่าหนูตัวนี้ควรจะมีคลาสนักฆ่า หรือไม่ก็มีทักษะในการลอบเร้น การปล่อยเวทย์สายหมอกนั้นเป็จุดเริ่มต้นในการเตรียมการป้องกันตัวเอง
ในเวลาเดียวกันพวกอสูรสังเคราะห์ก็เข้าโจมตีที่ลูน่าอย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าเธอจะไม่ได้รับปัญหาจากพวกมันเลยพวกมันเริ่มถูกฟันจากดาบของเธอขาดทีละตัวๆ จนกระทั่งเธอสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติบางอย่าง
ดาบของเธอที่เคลือบด้วยธาตุสายฟ้านั้นส่งผลกับอสูรสังเคราะห์ในบริเวณกว้างๆได้จากเวทย์พื้นที่เสริมบางอย่างที่อาคอนร่ายไว้ให้เธอและมันถูกปิดบังจากหมอกที่อาคอนปล่อยออกมาในตอนต้น
สิ่งที่อาคอนทำคือใช้เวทย์พื้นที่ปรับสภาพผืนดินโดยรอบทำให้เป็วงจรโลหะนำไฟฟ้า และด้วยพื้นที่ที่เป็เหมืองเช่นนี้ทำให้มีผืนดินอยู่โดยรอบทั้ง้า ล่าง และด้านข้างเมื่อเธอเหวี่ยงดาบที่เต็มไปด้วยประจุไฟฟ้าที่เคลือบอยู่มันทำให้สายฟ้าบางส่วนถูกส่งไปตามวงจรที่อาคอนสร้างขึ้นไฟฟ้าของเธอจึงส่งผลเป็วงกว้างถึงศัตรูจำนวนมาก
‘เวทย์พื้นที่ซ้อนเหรอ ฮึ่ม.’หากเป็เวลาปกติเธอคงจะชื่นชมและเรียนรู้จากอาคอนแต่ในปัจจุบันที่คู่ต่อสู้นั้นไม่ได้ตึงมือเธอเธอจึงรู้สึกเหมือนถูกเหยียดหยามที่ถูกช่วยเหลืออาคอนเคยกล่าวไปก่อนหน้าว่าพลังเขาหายไปกว่าครึ่ง แต่การที่เขายื่นมือช่วยเพียงเล็กน้อยมันกลับมีประสิทธิภาพมากกว่าที่เธอทุ่มเทพลังทำเสียอีก นั่นทำให้เธอรู้สึกเสียหน้าเป็อย่างมาก
เมื่อศัตรูทั้งหมดถูกผลักออกจากเส้นทางเหมืองแคบๆแล้วเธอจึงมีความกระตือรือร้นอย่างสูงที่จะไล่ล่าและจัดการต่อเพื่อนำใบหน้าที่สูญเสียไปกลับคืนมา
เธอกระโจนออกจากเส้นทางเดินของเหมืองเพื่อเข้าสู่โถงใหญ่และเปลี่ยนดาบของเธอเป็ดาบเวทย์มนตร์อีกอันที่มีคุณสมบัติธาตุน้ำ
เธอพกดาบสองมือทั้งสองเล่มเนื่องจากเธอเข้าใจดีว่าเธอสามารถใช้ได้เพียงทีละเล่มเท่านั้นจากคุณสมบัติธาตุที่เธอมีเพราะธาตุน้ำและสายฟ้านั้นไม่ได้เสริมกันยิ่งไปกว่านั้นธาตุน้ำนั้นลดทอนพลังสายฟ้าของเธออีกด้วย
ผิดกับที่คนส่วนใหญ่เข้าใจ น้ำนั้นไม่ได้เป็ตัวนำไฟฟ้าที่ดีเหตุผลที่น้ำนั้นนำไฟฟ้าเป็เพราะสิ่งเจือปนที่อยู่ในน้ำเพียงเท่านั้น ปัญหาคือ น้ำจากเวทย์มนตร์ธาตุน้ำนั้นเป็น้ำบริสุทธิ์ซึ่งมีประสิทธิภาพในการนำไฟฟ้าแย่มากนั่นทำให้การใช้เวทย์มนตร์สายฟ้าและเวทย์มนตร์น้ำคู่กันมีประสิทธิภาพลดลง
เหตุผลที่เธอเลือกเปลี่ยนดาบที่ใช้ในครั้งนี้เนื่องจากเธอ้าที่จะพิสูจน์ตัวเองและไม่อยากได้รับความช่วยเหลือจากอาคอน
แตกต่างจากธาตุสายฟ้าที่เธอใช้ไปก่อนหน้าโดยการเคลือบสายฟ้าไว้ที่ใบดาบดาบธาตุน้ำนั้นถูกสร้างด้วยโลหะไหล เธอสามารถเปลี่ยนรูปร่างของใบดาบได้ดั่งใจโดยเปลี่ยนคุณสมบัติของเวทย์ที่ใส่เข้าไปในใบดาบ
เมื่อเธอใส่พลังเวทย์ที่มีคุณสมบัติเป็ของแข็ง(น้ำแข็ง) ใบดาบก็จะแข็งตัวและเมื่อเธอใส่คุณสมบัติของเวทย์ที่เป็ของเหลว(น้ำ)ใบดาบก็จะอ่อนตัวและเปลี่ยนรูปลักษณ์นั่นทำให้เธอประยุกต์ใช้มันได้ในหลายลักษณะ
นั่นเป็เหตุผลที่ทำให้เธอกล้าก้าวออกจากพื้นที่ที่เธอได้เปรียบมาอยู่กลางวงล้อมในโถงใหญ่เพราะใบดาบของเธอที่เปลี่ยนรูปลักษณ์นี้สามารถกลายเป็แส้ที่โจมตีจากระยะไกลหรือเป็ดาบบางยาวที่คมกริบที่สามารถควงหมุนรอบทิศและฆ่าฟันศัตรูได้อย่างง่ายดาย
“โอ้ ทักษะหลักของเธอคือธาตุน้ำ..”อาคอนกล่าวเมื่อเห็นเธอเปลี่ยนดาบและควบคุมดาบธาตุน้ำของเธออย่างคล่องแคล่ว
มันค่อนข้างแปลกที่นักดาบเวทย์ที่มีสองธาตุเช่นเธอจะเลือกธาตุที่เป็ธาตุพื้นฐานเช่นธาตุน้ำเป็ธาตุหลักหากอีกธาตุนั้นเป็ธาตุหายากและทรงพลังอย่างไฟฟ้า
โดยพื้นฐานนักดาบเวทมนต์นั้นถือเป็นักสู้พวกเขาฝึกฝนร่างกายเป็หลักและใช้เวทย์มนตร์ผ่านเครื่องมือที่ปรับเปลี่ยนองค์ประกอบธาตุในร่างกายที่มีมากกว่านักสู้ปกติ
เช่นเดียวกับนักสู้พวกเขาฝึกฝนร่างกายและจิตใจจนสามารถใช้ทักษะการต่อสู้ได้ทักษะต่อสู้จะใช้จิตสังหารซึ่งเป็สิ่งที่ตรงข้ามกับพลังเวทย์มนตร์ บทเวทย์มนตร์ในโลกนี้เป็เวทย์มนตร์การสรรค์สร้างทั้งหมดแต่ทักษะต่อสู้นั้นส่วนใหญ่เป็ทักษะแห่งการทำลายล้าง
ในทฤษฎีแล้วนักวิชาการหลายคนพูดเช่นนั้นอย่างไรก็ตามยังมีนักวิชาการบางส่วนที่มองว่าทักษะที่ใช้จิตสังหารนั้นไม่ได้ถือว่าเป็ทักษะการทำล้างเพียงอย่างเดียวมีทักษะของพวกนักสู้ที่เสริมสร้างความแข็งแกร่งของร่างกายหรือของนักฆ่าที่ใช้ลบตัวตน หรืออีกในกรณีที่ไม่จำเป็ต้องใช้ในการต่อสู้เช่นทักษะการสะกดรอยของของพวกนักล่า ทำให้ยังเป็ที่ถกเถียงกันอยู่ในปัจจุบัน
สำหรับนักดาบเวทย์มนตร์ซึ่งถือเป็นักสู้และใช้ทักษะการต่อสู้ได้ธาตุน้ำที่เสริมสร้างการฟื้นตัว และมีคุณสมบัติที่รู้จักกันดีในทางบำบัดจึงดูไม่เหมาะที่จะถูกเลือก และธาตุสายฟ้าหรือธาตุไฟที่เสริมพลังการทำลายล้างจึงดูเหมาะกว่าแทน
อย่างไรก็ตามอาคอนก็เข้าใจดีว่านั่นขึ้นอยู่กับผู้ใช้และวิธีการใช้งาน มันไม่มีอะไรที่ไม่เหมาะโดยสิ้นเชิงและอย่างน้อยนั่นทำให้เขาประเมินเธอสูงขึ้นที่รู้จักใช้ความสามารถตนเองในทุกทางที่เป็ไปได้เพราะหากเป็นักดาบเวทย์มนตร์คนอื่นพวกเขาอาจจะใช้ดาบเวทย์มนตร์ธาตุน้ำเพียงแค่ในกรณีการกำจัดพิษหรือสถานะผิดปกติเพียงเท่านั้น
*บูมม*
เมื่อถูกล้อมรอบด้วยฝูงอสูรเธอไม่ลังเลที่จะใช้ทักษะการต่อสู้ของเธอเลยทักษะการต่อสู้ที่เธอใช้แลดูเป็ทักษะพื้นๆ มันเป็ทักษะเสริมพลังกายขั้นสูงทักษะการรับรู้ขั้นสูง และทักษะที่ทำให้ร่างเธอเบลอไปเล็กน้อย
ในปัจจุบันฝูงอสูรกว่าร้อยตัวนั้นถูกกำจัดไปหนึ่งในห้าตรงช่องอุโมงค์ทางเดินที่สู้กันในตอนแรกอสูรที่เหลืออยู่ล้อมรอบเธอละพุ่งเข้าหาเธอในทุกทิศทางและในตอนนี้ทักษะของนักล่าระดับ S ก็ถูกเปิดเผย
ดาบที่ไร้รูปร่างของเธอนั้นยังคงโบกสะบัดไปมาร่างกายของเธอพร่ามัวเหมือนเงาและพุ่งผ่านอสูรพร้อมๆไปกับสังหารมันทีละหลายตัวเธอดูเหมือนผีที่จับต้องไม่ได้ในเวลานี้ และดาบของเธอของราวกับสายน้ำมรณะที่ไหลผ่านพัดชีวิตของศัตรูอย่างไร้ปราณี
พวกอสูรไม่พุ่งเข้าหาเธออย่างสะเปะสะปะอีกต่อไปมันเริ่มผลัดกันพุ่งเข้าไปหาเธอตามจุดบอดต่างๆราวกับว่าจะหาช่องว่างการต่อสู้ของพวกอสูรเริ่มเปลี่ยนไปอีกครั้งจนเธอััได้อย่างชัดเจน
ทว่าเพราะความห่างชั้นของพลังแม้ว่ามันจะพุ่งเข้าหาเธอที่จุดบอดแต่เธอก็ยังสามรถตอบโต้และรับมือได้อย่างไม่ยากเย็นนักเธอเหลือบมองที่อาคอนเป็พักๆราวกับว่าเธอ้าให้เขาตกตะลึงกับทักษะของเธอแต่ในขณะนี้เขากลับมองไปในทิศทางอื่นๆซ้ายทีขวาทีเหมือนว่าพยายามหาอะไรบางอย่างอยู่นั่นทำให้เธอโกรธขึ้นเล็กน้อย
สิ่งที่น่าแปลกใจและน่าเจ็บใจที่สุดคือไม่เพียงแค่เขาไม่ได้สนใจเธอเพียงเท่านั้นแต่ดูเหมือนว่าอสูรพวกนี้ก็ทำราวกับว่าเขาไม่มีตัวตนและไม่ได้เข้าไปโจมตีอาคอนเลยผิดกับเธอที่พวกมันพยายามแม้แต่การหาจุดบอดและการโจมตีที่เป็ระบบเพื่อจัดการเธอคิดว่ามันไม่ยุติธรรมเลย
ความโกรธและความน้อยใจทั้งหมดของเธอถูกปล่อยลงกับอสูรเหล่านี้อย่างโหดร้ายในปัจจุบันเธอไม่เพียงแต่ฆ่าพวกมันให้ตายในทีเดียว แต่เธอยังหั่นพวกมันเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อยเพื่อระบายอารมณ์ของเธอไม่นานนักพวกอสูรก็ลดลงไปกว่าครึ่งแล้ว
ในตอนนี้อาคอนสังเกตุเห็นสิ่งผิดปกติบางอย่างกับเ้าตัวเล็กตัวนั้นแล้วดูเหมือนว่ามันจะเป็ผู้บัญชาการจากการวิเคราะห์ของเขาเขาเห็นว่าพวกอสูรทั้งหมดเริ่มต่อสู้อย่างเป็ระบบมากขึ้นนั่นทำให้เขาเริ่มสงสัยมันเป็ตัวแรกและเขาก็เข้าใจถูกต้อง
มันมีทั้งสัญญาณมือและสัญญาณเสียงเพื่อใช้ในการสั่งการตัวอื่นๆและไม่ใช่ว่ามันไม่สนใจอาคอนแต่เมื่อมันเล็งที่อาคอนมันก็ถูกอาคอนเพ่งเล็งจากเวทพื้นที่ที่โจมตีมันจากทุกทิศทางทันทีเวทย์พื้นที่ดังกล่าวไม่ได้สร้างปัญหาให้กับมันเท่าใดนักแต่ก็เพียงพอที่จะทำให้มันหยุดชะงักได้เล็กน้อย และทำให้การควบคุมอสูรตัวอื่นของมันถูกขัดขวาง
อย่างไรก็ตามแทนที่มันจะเพ่งเล็งที่อาคอนก่อนเพราะเป็ตัวปัญหามันกลับเลือกที่จะเพิกเฉยเขาและทุ่มพลังไปกับการโจมตีลูน่าแทนนั่นทำให้อาคอนััได้ถึงลางร้ายบางอย่างทำให้เขาตรวจสอบซ้ายขวาอย่างระมัดระวังประจวบเหมาะกับจังหวะที่ลูน่าหันมามองเขาพอดีนั่นทำให้เขาดูเหมือนไม่สนใจการต่อสู้ของเธอทำให้เธอโกรธเป็ฟืนเป็ไฟ
และลางร้ายที่อาคอนกังวลก็เริ่มขึ้นนอกจากผู้บัญชาการตัวเล็กจะเพิกเฉยต่ออาคอนอย่างสมบูรณ์แล้วมันยังเปลี่ยนไปบัญชาการรบอย่างชัดเจนในปัจจุบันจนแม้แต่ลูน่าเองตอนนี้ก็เริ่มสังเกตุเห็นได้
*kwaggg*
เ้าตัวเล็กแผดเสียงร้องทันใดนั้นเ้าพวกอสูรตัวอื่นก็เปลี่ยนรูปร่างมีบางตัวที่เริ่มเปลี่ยนรูปขบวนของมันตัวที่อยู่ใกล้กับปากอุโมงค์เปลี่ยนแขนทั้งสองข้างของมันให้กลายเป็โล่สูงและปิดทางเข้าและทัศนวิสัยที่ใช้มองลอดผ่านเข้ามาที่ห้องโถงจนมิด นั่นทำให้เส้นทางระหว่างอาคอนกับลูน่าถูกตัดขาด เพราะอาคอนยังอยู่ที่อุโมงค์ปากทางเข้าโถง ในขณะที่ลูน่านั้นะโออกมาที่โถงใหญ่เพื่อโจมตีอสูรด้วยความเดือดดาล
ในขณะเดียวกันพวกตัวที่อยู่ในโถงใหญ่ก็มีการเปลี่ยนรูปร่างของมันไปอีกแบบตัวที่อยู่ใกล้กับลูน่าเปลี่ยนแขนหนึ่งข้างของมันเป็โล่พร้อมกับแขนอีกข้างเป็หอกแหลมตัวที่อยู่ไกลออกไปเปลี่ยนลิ้นที่ห้อยยาวของมันให้กลายเป็แส้
เมื่อลูน่าตวัดดาบของเธอ อสูรพลโล่ที่อยู่รอบตัวเธอก็ปักโล่ลงพื้นเรียงติดกันอย่างไร้ช่องโหว่เช่นกองทหารที่ถูกฝึกมาอย่างดีทำให้ดาบของเธอชนกับโล่เพียงเท่านั้นเมื่อโล่แยกออกหอกและลิ้นแส้ของอสูรตัวอื่นก็พุ่งมาที่เธอทันทีเธอตวัดดาบเพื่อป้องกันหอกทั้งหมดที่อยู่รอบตัวเธอได้อย่างไรก็ตามแส้หลายเส้นยังคงฟาดเข้าที่เธออย่างจัง
หากเธอไม่ได้ใช้เวทย์มนตร์ที่ไหลและเปลี่ยนรูปร่างยืดยาวออกไปได้เช่นสายน้ำเธอคงไม่สามารถป้องกันหอกทั้งหมดได้ แต่แส้บางเส้นที่สร้างแผลลึกให้กับเธอนั้นดูจะเป็ปัญหากว่าที่คิดเพราะดูเหมือนมันจะมีพิษอยู่ด้วยเธอจึงรีบใช้ใบดาบบางส่วนของเธอไหลไปพันรอบโคนขาเช่นเดียวกับผ้าพันแผลเพื่อใช้คุณสมบัติรักษาของธาตุน้ำ
เธอยังคงรักษาใบดาบให้เป็โล่รอบตัวเธอตลอดเวลาพร้อมกับการโจมตีโต้กลับเมื่อแส้หดกลับไปทั้งหมดหอกก็ถูกดึงกลับไปทั้งหมดเช่นกันและโล่ก็เริ่มขยับเข้ามาชิดกันเพื่อป้องกันการโจมตีของลูน่าที่กำลังจะปล่อยออกมาทันใดนั้นทิศทางดาบของลูน่าที่ควรจะปล่อยไปตามแนวราบกลับถูกส่งขึ้น้าแทน ใบดาบถูกแยกออกเป็เป็ใบเล็กๆหลายสิบใบและพร้อมที่จะพุ่งลงมาโจมจาก้า
การยืดและการหดของใบดาบของเธอนั้นส่งผลโดยตรงต่อขนาดของใบดาบเมื่อใบดาบยืดยาวออกไปทำให้ขนาดของใบดาบเล็กลงไปด้วย และตอนนี้ที่ใบดาบยืดยาวออกไปมากๆใบดาบที่เธอใช้เป็โล่ก็หดเล็กลงจนมีช่องโหว่มากมายให้โจมตี
*kwawk*
อสูรผู้บัญชาการออกออกคำสั่งอีกครั้งอสูรโล่ด้านล่างยกโล่ของตนขึ้นป้องกัน้าแทนไม่เพียงเท่านั้นพวกมันยังย่อตัวลงเล็กน้อยและพุ่งเข้าหาลูน่าจากทุกทิศทาง
คมดาบที่อยู่บนฟ้าในปัจจุบันนั้นพุ่งลงมาที่พื้นซึ่งเล็งไปที่แนวหลังของกลุ่มอสูรอย่างชัดเจน มันพุ่งลงมาและเสียบทะลุตัวอสูรที่ใช้แส้แทบจะทุกตัว แค่นั้นยังไม่พอหลังจากที่เสียบทะลุไปแล้วมันะเิขึ้นที่ปลายดาบทำให้พวกอสูรที่อยู่แนวหลังทั้งหมดนั้นตายเกลี้ยง ซึ่งการะเิดังกล่าวคือทักษะโจมตีที่ลูน่าใส่ที่ปลายดาบนั่นเอง
ถัดจากนั้นเพียงเสี้ยววินาทีขอบโล่ทั้งหมดก็พุ่งชนตัวเธอมีโล่บางอันที่ถูกบล็อกจากดาบของเธอที่ยังคงก่อตัวเป็เส้นบางๆป้องกันรอบตัวแต่มีอีกหลายอันที่ยังคงทะลุผ่านและอัดร่างเธออย่างจัง
เธอกระอักเืคำใหญ่และไม่มีเวลาให้เธอเ็ปพวกอสูรรอบตัวดึงหอกเตรียมเจาะร่างของเธอซ้ำ เธอตั้งสติและดึงใบดาบทั้งหมดมาที่รอบตัวเธอจากนั้นก็ตวัดไปรอบตัวอสูรที่ตอนนี้ยังยกโล่ในแนวนอนเพื่อใช้โจมตีไม่สามารถป้องกันใบดาบทั้งหมดนี้ได้ทำให้ถูกสังหารตายหมดเช่นกัน
นั่นทำให้ปัจจุบันในห้องโถงใหญ่เหลือเพียงเธอในสภาพปางตายกับอสูรระดับผู้บัญชาการเพียงตัวเดียวเท่านั้น
*ซูมม*
ในเวลาพอเหมาะพอเจาะอสูรที่กลายเป็โล่ั์ที่คอยปิดทางเข้าอุโมงค์ก็ถูกทำลายด้วยพลังเวทย์ที่รุนแรงของอาคอน
“เขาอ่อนแอลงขนาดไหนกัน..แค่กๆ”ลูน่ากล่าวออกมาหลังจากที่เห็นอาคอนพึ่งจะทำลายกำแพงพวกนั้นเข้ามาได้
ที่ลูน่ากล่าวเช่นนี้เพราะเธอเข้าใจถึงความแข็งแกร่งและความแตกต่างของอาคอนกับนักเวทย์คนอื่นดีจุดอ่อนหลักโดยทั่วไปทั้งหมดของของนักเวทย์นั้นอาคอนไม่มีมันอยู่เลย
จุดอ่อนสำคัญของนักเวทย์ก็คือร่างกายที่บอบบางแต่เนื่องจากการฝึกฝนร่างกายที่มากพอประกอบกับเวทย์เสริมพลังและทักษะดาบที่ยอดเยี่ยมทำให้อาคอนไม่จำเป็ที่จะต้องใช้เวทย์มนตร์เพื่อสู้ให้สูสีกับเธอเลยนั่นคือสิ่งที่เธอเข้าใจดี
และอีกจุดอ่อนที่นักเวทย์ทุกคนมีเช่นกันก็คือระยะเวลาในการร่ายเวทย์ที่ทรงพลังพวกเขามักจะใช้ระเวลานานแสนนานเพื่อร่ายเวทย์ที่ทรงพลังหนึ่งบทนั่นทำให้นักเวทย์แทบจะไม่สามารถสู้คนเดียวได้และเช่นเคยอาคอนนั้นไม่มีจุดอ่อนที่ว่าเขาสามารถร่ายเวทย์ที่ทรงพลังได้ในเวลาที่รวดเร็วมากผิดกับนักเวทย์คนอื่นๆมีข่าวลือว่าเขามีวิธีการเฉพาะสำหรับการร่ายเวทย์แบบนั้น
แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันที่ลูน่าเห็นเขาไม่ได้ร่ายเวทย์รวดเร็วกว่านักเวทย์ทั่วไปเท่าใดนักนั่นทำให้เธอลงความเห็นว่าเขาอ่อนแอลงอย่างมาก
ย้อนกลับไปเมื่ออาคอนและลูน่าถูกแยกออกจากกันด้วยอสูรที่เปลี่ยนร่างเป็โล่ั์อาคอนเริ่มร่ายเวทย์บทยาวเพื่อทลายกำแพงโล่ทันทีเขารวบรวมพลังเวทย์มนตร์จำนวนมากพร้อมกับใช้ไม้เท้าเวทย์ในการร่ายวงแหวนเวทย์กว่ายี่สิบวงเคลื่อนที่รอบฝ่าเท้าและไหลมารวมกันอยู่ที่ยอดของไม้เท้า พร้อมที่จะปล่อยออกไป
จังหวะนั้นเองที่อาคอนหยุดเวทย์ทั้งหมดและชักดาบแทงที่ด้านหลังของเขาทันทีดาบของเขาเสียบทะลุคอหอยของมือสังหารอย่างแม่นยำ มือสังหารแน่นิ่งและตายสนิทในเสี้ยววินาที
“ฉันรอแกอยู่นานมากเลยรู้มั้ยย..”
หากเป็ในเวลาปกติเขาคงไม่ต้องจัดการมือสังหารให้ถึงตายเพราะเขา้าข้อมูลและคนเป็จะมีค่ากว่าคนตายอย่างไรก็ตามเนื่องจากอีกฝั่งของกำแพงนั้นอาจจะเข้าขั้นวิกฤติดังนั้นเขาจึงต้องรีบสังหารอีกฝ่าย
อาคอนวางสนามไฟฟ้าบางๆเป็โดมรอบตัวั้แ่เขาเริ่มสงสัยว่ามีคนอื่นคอยซุ่มรอจังหวะอยู่สนามไฟฟ้านี้แทบจะไร้ประโยชน์ในเวลาปกติเนื่องจากมันช็อตศัตรูเพียงเล็กน้อยเท่านั้นและไม่ได้สร้างความเสียหายอื่นมากมายความจริงมันไม่เพียงพอที่จะหยุดศัตรูได้แม้แต่เสี้ยววิ แถมยังถูกตรวจพบได้ง่ายอีกด้วย
อย่างไรก็ตามด้วยเหตุผลหลายอย่างทำให้มันคุ้มค่าอย่างมากในเวลาเช่นนี้ข้อแรกเป็ผลจากการคาดการของเขาว่าศัตรูเป็นักฆ่าเนื่องจากนักฆ่ามีร่างกายที่ไม่ได้แข็งแกร่งมากแถมไม่ได้สวมใส่เกราะที่หนักเพราะจะทำให้การเคลื่อนไหวของตนแย่ลงพวกเขาจึงมักที่จะเลือกซุ่มโจมตีเป็หลักและทำให้ศัตรูตายในการโจมตีเดียวเพราะถ้าไม่เป็เช่นนั้นพวกเขาจะตายแทนจากการโดนสวนกลับ นั่นทำให้การโจมตีของนักฆ่าที่ปกปิดตัวตนในเงามืดเลือกจะเมินการป้องกันของตนเองและทุ่มพลังทั้งหมดไปทีที่การโจมตีแทนเมื่อลอบสังหารเมื่อการป้องกันต่ำนั่นจะทำให้สนามไฟฟ้ามีผลเล็กน้อยกับเขา
ข้อสอง อาคอนวางหมอกในตอนต้นและวางสนามไฟฟ้าภายหลังด้วยสายหมอกดังกล่าวทำให้ศัตรูยากที่จะตรวจสอบว่ามีสนามไฟฟ้าอยู่ และข้อสุดท้ายอาคอนเพียง้าจะทำให้ศัตรูประหลาดใจและสูญเสียสมาธิของตนในระหว่างการโจมตีเพียงเสี้ยววิเท่านั้นเพราะอาคอนระวังนักฆ่ามาั้แ่ต้นเพียงแค่ไม่สามารถระบุตำแหน่งได้
และการที่สูญเสียสมาธิของตนเพียงเล็กน้อยในยามที่เผชิญหน้ากับยอดฝีมือจึงเหลือเพียงความตายเท่านั้นที่รอเขาอยู่
อาคอนเก็บศพของนักฆ่าเข้ากระเป๋าเวทย์หลังจากนั้นและเขาก็กลบร่องรอยของกับดักที่เขาเคยวางไว้ทั้งหมดเพราะทริคเล็กน้อยเช่นนี้เป็สิ่งสำคัญที่ศัตรูควรจะประมาทมัน ดีกว่าให้ศัตรูรู้ทัน
จากนั้นเขาจึงหันกลับมาร่ายมนตร์และทำลายกำแพงอย่างรวดเร็วที่เขาร่ายเวทย์ยืดยาวก่อนหน้านั้นก็เพียงเพื่อล่อศัตรูออกมาเมื่อเขามั่นใจว่าไม่มีศัตรูอยู่เขาจึงไม่ได้ชักช้าอีกต่อไป
ภาพที่ปรากฏตรงหน้า คือลูน่าในสภาพปางตาย เศษซากที่เคยเป็อสูรและอสูรผู้บัญชาการที่ยังคงสบายดี
“จะจัดการเองหรือให้ข้าจัดการต่อ”อาคอนโยนคำถามให้ลูน่า
เธอไม่ตอบแต่พยายามยันตัวเองให้ลุกขึ้นยืนด้วยดาบของเธอ
อสูรผู้บัญชาการเปลี่ยนแขนของมันให้กลายเป็ขวานั์
ทั้งคู่พุ่งเข้าหากันเหมือนดาวตก และในที่สุดอาคอนก็เปิดหนังสือเวทย์สีดำของตน*คัมภีร์แห่งการสร้างโลก* อักขระสีดำมากมายไหลออกจากหนังสือสีดำและไหลไปพันรอบตัวอสูรผู้บัญชาการทำให้มันหยุดนิ่งไป และทำให้ดาบของลูน่าเฉือนมันอย่างง่ายดาย
นี่คือสิ่งที่ทำให้เขาได้ชื่อ AntimageAkon บทเวทย์ “ผนึกสีดำ”