ตอนที่ 19 พากันลืม
พอหาโทรศัพท์ขึ้นมาแล้ว ถึงได้นึกได้ว่าเขาไม่มีเบอร์โทรศัพท์ของคนคนนั้นเลย
หลังจากดับเครื่องยนต์และล็อกรถเรียบร้อย ลู่ซือหย่วนก็ขึ้นมาอาบน้ำ เห็นว่าเวลายังเช้าอยู่ เลยไปนอนชดเชยสักหน่อย นั่งหลับอยู่ทั้งคืน แค่คิดก็รู้แล้วว่ามันคงไม่ค่อยสบายสักเท่าไรนัก
ผลคือเขาหลับสนิทจนเลยเวลา เมื่อลืมตาตื่นขึ้น ลู่ซือหย่วนก็ดูนาฬิกาที่หัวเตียงทันควันคล้ายกับเป็จิตใต้สำนึก ครั้นพบว่าตอนนี้เลยเวลาเข้างานของตนแล้วจริงๆ เขาถึงได้หลับตานอนต่ออีกห้านาที
พอตื่นขึ้นก็ได้สติเต็มร้อย คอของเขาแห้งมาก แถมยังเวียนศีรษะเล็กน้อย
หลังจากล้างหน้าบ้วนปากง่ายๆ แล้ว ลู่ซือหย่วนถึงนึกได้ว่า เขาหลับเพลินจนถึงตอนนี้จะไม่มีใครถามหาเขาสักคนเลยเหรอ
เมื่อค้นรอบๆ ก็พบว่าเขาเอาโทรศัพท์มือถือรวมทั้งเสื้อผ้าโยนลงไปในตะกร้าผ้าด้วยกัน
หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดสองครั้ง แต่หน้าจอก็ไม่ตอบสนอง แบตหมดเหรอ
ลู่ซือหย่วนกดปุ่มเปิดเครื่องพลางเดินไปทางตู้หัวเตียงในห้องนอนเพื่อหยิบที่ชาร์จโทรศัพท์ แต่เพิ่งจะเดินได้สองก้าว โทรศัพท์ก็เปิดติดแล้ว
หลังจากเปิดหน้าจอ เขาให้ความสนใจกับแบตเตอรี่บนโทรศัพท์เป็พิเศษ เห็นว่าแบตยังเหลือกว่าครึ่ง ลู่ซือหย่วนก็หยุดฝีเท้าลง…
โทรศัพท์เขาถูกคนคนนั้นปิดเครื่องทิ้งงั้นเหรอ
ทว่า…
พอเปิดโทรศัพท์ขึ้นมา ทุกๆ หนึ่งนาทีก็จะมีสายโทรเข้า
เสียงสายเรียกเข้าดึงสติที่หลุดลอยไปของลู่ซือหย่วนกลับมา “ฮัลโหลครับ เลขาโจว”
“ซือหย่วนเหรอ” โจวจื่อิโทรมาตลอดเช้า อยู่ๆ ครั้งนี้ก็มีคนรับสาย เขาจึงยังตอบสนองไม่ทัน
“ครับ ขอโทษด้วยนะครับ เลขาโจว ผมหลับเพลินไป” ลู่ซือหย่วนนวดศีรษะที่เริ่มปวดตุบๆ พลางทิ้งตัวนั่งลงบนเตียง
“ในที่สุดก็กลับบ้านแล้วเหรอ”
“ครับ” เพราะว่าภาระงานที่มากจนสามารถกลบฝังคนได้ ลู่ซือหย่วนจึงขดตัวอยู่ในห้องพักที่สำนักงาน โดยไม่ได้กลับบ้านมาสี่วันติดต่อกันแล้ว
เื่นี้ไม่ใช่ว่าเขาอยากจะประกาศให้ใครรู้ แต่เลขาส่วนตัวของเขาก็คือลูกสาวสุดที่รักของโจวจื่อิ มันจึงเหมือนเป็การโฆษณาผ่านเครื่องขยายเสียงแบบฟรีๆ
“ซือหย่วนเอ๊ย ในฐานะที่เป็เลขาธิการประจำเมือง ฉันควรยกย่องนายสำหรับทัศนคติการทำงานชนิดลืมนึกถึงตัวเองแบบนี้ของนาย แต่ในฐานะอาของนาย ฉันไม่เห็นด้วยเลยสักนิด ถึงเป็คนวัยหนุ่มสาวแต่ก็อย่าได้ใช้ร่างกายเกินขีดจำกัดมากเกินไป เดี๋ยวในอนาคตนายจะชดใช้หนี้ก้อนนี้ไม่ไหว” การมีผู้ใต้บังคับบัญชาที่ขยันขันแข็งหนักเอาเบาสู้แบบนี้ย่อมเป็เื่ดี แต่ปัญหาก็คือเขาไม่กล้าโหดกับอีกฝ่ายเนี่ยสิ
ด่านแรกก็คือท่านหัวหน้าใหญ่ รองลงมาก็คือลูกสาวสุดที่รักของตนนั่นแหละ เ้าเด็กนี่น่ะเป็ก้อนทองคำที่ถ่วงอยู่ในใจเขา เป็คนที่มีค่ามาก
“ครับ ผมทราบแล้ว ภาระงานในมือก็จัดการไปพอสมควรแล้ว”
“นายไม่สบายใช่ไหม” ได้ยินเสียงจากปลายสายที่ปกติจะใสไพเราะฟังดูแหบพร่าแบบแปลกๆ โจวจื่อิก็เดาได้ทันที
“เป็หวัดนิดหน่อยครับ”
“เ้าเด็กคนนี้นี่ ถึงงานมันจะสำคัญ แต่สุขภาพน่ะเป็ต้นทุนของชีวิตนะ”
“ครับ จริงสิครับ เลขาโจว การประชุม…” ถึงแม้หัวจะปวดหนึบ แต่ยังไม่ถึงขั้นสับสน เขายังจำได้ว่าวันนี้มีประชุมคณะกรรมการประจำเมือง
“ฉันจัดการได้ ฉันจะให้ซูฉีทำบันทึกการประชุมอย่างละเอียดไว้ให้ นายไม่ต้องเป็ห่วง นายอยู่บ้านพักผ่อนให้เต็มที่สักวันเถอะ ฉันอนุมัติให้เป็พิเศษ และไม่อนุญาตให้โต้แย้ง”
ลู่ซือหย่วนพยักหน้า “ก็ได้ครับ” เขาในสภาพนี้น่ะ ต่อให้ไปทำงาน ก็คงไม่มีประสิทธิภาพสักเท่าไรหรอก
“จริงสิ” ก่อนโจวจื่อิจะวางโทรศัพท์ อยู่ๆ ก็นึกเื่สำคัญเื่หนึ่งขึ้นมาได้ “เมื่อวานตกลงเชิญคนมาไม่ได้ใช่หรือเปล่า”
“หืม”
“ก็ผู้รับผิดชอบของบริษัทหย่วนตงฟาร์มาซูติคอลไง” โจวจื่อิส่ายศีรษะ พลางเอ่ยอย่างเซ็งๆ “ได้ยินว่าคนคนนี้อารมณ์ร้ายสุดๆ ไม่นึกเลยว่าทั้งปินไห่จะไม่มีสักคนที่เชิญเขามาได้เลย…”
“เชิญได้ครับ” ลู่ซือหย่วนเอ่ยตัดบทคำพร่ำรำพันอย่างค่อนข้างจนปัญญาของโจวจื่อิอย่างไม่เนิบช้าและไม่เร่งรีบ
“หา นายว่าไงนะ แต่เมื่อวานซูฉีบอกว่า…” เลขาธิการที่อยู่ปลายสายอ้าปากค้างอย่างงุนงง หลังจากนั้นก็กะพริบตาปริบๆ “เด็กดี นายใช้ได้เลยนี่”
คุยสัพเพเหระกันอีกสองสามประโยค โจวจื่อิก็วางสาย
อยู่ๆ ก็ได้ลาพักหนึ่งวัน แผนการอะไรก็ไม่มี ลู่ซือหย่วนเลยยกผ้าห่มขึ้นแล้วกลับไปซุกตัวนอนต่อ
คราวนี้เขาหลับไปจนถึงสี่โมงเย็น เพราะลู่ิ่โทรมาเขาถึงได้ตื่น
“พี่ อยู่ที่ออฟฟิศหรือเปล่า”
“…พี่อยู่บ้าน” ลู่ซือหย่วนสะบัดศีรษะที่หนักอึ้ง คอและปากของเขาแห้งผากไปหมด จึงปีนลงจากเตียงเพื่อไปรินน้ำให้ตัวเอง
“วันนี้พี่ลาหยุดเหรอ” เ้าคนบ้างานนี่ตัดใจลาพักเป็ด้วยเหรอ
“อืม”
หลังจากรินน้ำที่ห้องรับแขกเรียบร้อยแล้ว สายตาก็สะดุดที่หน้าต่าง ลู่ซือหย่วนหยุดฝีเท้าลง หมุนกายเดินออกไปตรงระเบียงเพื่อมองลงไปข้างล่าง รถคันที่เขาหลับอยู่ทั้งคืนยังคงจอดอย่างนิ่งสงบอยู่ด้านล่างของตึก
คนคนนั้นยังไม่มาเอารถไป…
“งั้นก็พอดีเลย พี่กลับมาบ้านสิ คืนนี้พ่อจะกลับมาบ้าน” ลู่ิ่เองก็ไม่ได้ซักไซ้เกินไปนักว่าทำไมอยู่ๆ เขาถึงลาหยุด นี่เป็เื่ของความเคยชินแล้วก็ความกล้าหาญ
“พ่อกลับมาแล้วเหรอ” ลู่ซือหย่วนเปิดลำโพงโทรศัพท์ ปากก็พูดไปพลาง มือก็กดเข้าดูบันทึกการโทรเข้าโทรออกไปพลาง ไม่ได้มีบันทึกการโทรเข้าแปลกๆ ใดๆ โทรเข้ามา เห็นได้ชัดว่าบุคคลนี้เอาเขามาทิ้งไว้ใต้ตึกแล้วก็ลืมรถตัวเองเอาไว้
“ใช่ แม่บอกว่าไปรับพ่อที่สนามบินแล้ว ตอนนี้กำลังอยู่ระหว่างทางกลับบ้าน คิดว่าพี่ยุ่งอยู่ก็เลยให้หนูเป็คนโทรหาแทน” ลู่ิ่ไม่รู้เลยว่าคนที่อยู่ปลายสายโทรศัพท์กำลังทำสองสิ่งพร้อมกันอยู่
“อืม พี่รู้แล้ว เดี๋ยวพี่กลับไป ต้องไปรับเธอด้วยหรือเปล่า” ลู่ซือหย่วนดูเวลา ตอนนี้เป็เวลาเลิกงานแล้ว
“มาสิ พอดีเลย หนูส่งรถไปเช็กระยะที่ร้าน 4S พอดี” ลู่ิ่ได้ยินก็ตอบรับโดยไม่เกรงใจทันที
“ครึ่งชั่วโมงนะ”
“อือ หนูรู้แล้ว หนูจะรอพี่ที่หน้าประตูใหญ่โรงพยาบาลนะ แค่นี้แหละ”
“อืม”
ครึ่งชั่วโมงให้หลัง ลู่ซือหย่วนก็มาปรากฏตัวที่หน้าทางเข้าโรงพยาบาลอย่างตรงเวลา หนึ่งนาทีต่อมา ลู่ิ่ถึงได้วิ่งเหยาะๆ ออกมา
ปีนขึ้นมาบนรถเรียบร้อยแล้ว เธอถึงได้ค้นพบว่านี่ไม่ใช่รถที่พี่ชายของตนขับเป็ประจำ “เอ๋ พี่เปลี่ยนรถั้แ่เมื่อไรเนี่ย”
ลู่ซือหย่วนยิ้มจางๆ “ของเพื่อนคนหนึ่งน่ะ พี่จะเอาไปคืนเขาพอดี”
“อ้อ หนูก็ว่า”
ลู่ิ่หันหลังไปดึงเข็มขัดนิรภัยมาคาด ทำให้พลาดสายตาแปลกๆ ในแววตาของลู่ซือหย่วน…