คนทั้งแปดในกลุ่มอ๋องหยางทำหน้างวยงง ที่ผ่านมาพวกเขาเคยชินกับการไปนั่งที่ร้าน แล้วมีเสี่ยวเอ้อคอยมารับคำสั่งและนำอาหารมาส่ง แต่ร้านนี้เป็ร้านที่ต้องบริการตนเอง
เฉาเฟิงมองคอกไม้ขนาดยาวสูงระดับเอวที่มีเสี่ยวเอ้อยืนรอรับรายการอาหารสองคน และบนกระดานใหญ่ด้านหลังเขียนรายการอาหารและราคาเอาไว้เสร็จสรรพ
“เถ้าแก่จง ร้านใหม่ของเ้าช่างแปลกดีเสียจริง”
“ขอรับ ท่านกุนซือก็ดูสิ ราคาอาหารร้านเราถูกกว่าร้านอื่นเพราะไม่ต้องจ้างเสี่ยวเอ้อเพิ่ม ใช้คนเท่าเดิมแต่ทำงานได้มาก เพราะเหตุนี้ ลูกค้าจึงต้องบริการตนเองขอรับ”
“อืม ก็จริง ถูกกว่าที่อื่นตั้งเยอะ” เฉาเฟิงรีบหันไปมองให้องครักษ์ซู่ “เ้าไปข้า ไปเลือกอาหารกัน ส่วนพวกที่เหลือให้ไปเก็บจาน ช้อน ตะเกียบ และน้ำชามา”
ซู่จิ้งเห็นแล้วก็รู้สึกสนใจ เขารีบลุกตามเฉาเฟิงไป ส่วนองครักษ์คนอื่นๆ ก็รีบลุกทำตามที่กุนซือเฉาสั่ง เมื่อเขียนรายการอาหารเสร็จ ซู่จิ้งก็เป็ผู้นำกระดาษสองใบไปต่อแถวยื่นให้กับเสี่ยวเอ้อที่อยู่ในคอกไม้
องครักษ์เจิ้งเดินไปยกถาดน้ำชามาวางตรงหน้าอ๋อง หยาง พร้อมด้วยจาน ช้อน และตะเกียบ
เมื่อมีถาดอาหารถูกยกออกมาวางที่บนโต๊ะหน้าคอกอีกฝั่ง เสี่ยวเอ้ออีกคนที่ยืนอยู่ในคอกไม้ก็จะสั่นกระดิ่งสามครั้ง ขานเรียกชื่อลูกค้า คนที่เป็เ้าของถาดก็จะเดินเข้าไปรับแล้วยกไปที่โต๊ะด้วยตนเอง
แป๊ง! แป๊ง! แป๊ง!
“นายท่านซู่ รับอาหารขอรับ!”
ซู่จิ้งได้ยินก็ตื่นเต้น “ของเราได้แล้วขอรับ เร็วจริง! ไปๆ เหล่าเจิ้ง ไปช่วยข้าถือ”
สององครักษ์ซู่จิ้งกับเจิ้งตู้รีบเดินไปยกถาดอาหาร พวกเขาสั่งอาหารสำหรับสองโต๊ะ ไปเพียงสองคนจึงถือมาได้ไม่หมด องครักษ์ที่เหลือรีบลุกเข้าไปช่วย
“ร้านนี้เข้าใจทำจริงๆ รูปแบบการค้าขายเช่นนี้ อีกไม่นานก็ต้องมีผู้เลียนแบบแน่” อ๋องหยางมองไปรอบๆ
“ก็จริง เดี๋ยวลองชิมอาหารดูก่อนเถิดท่านอ๋อง หากว่าอร่อย คงยากที่ร้านอื่นจะเลียนแบบ” เฉาเฟิงลุกขึ้นไปรับถาดอาหารมานั่งที่โต๊ะ
ขนมแผ่นแป้งกลมในจานส่งกลิ่นหอมทำให้อ๋อง หยางสนใจ เขาหยิบตะเกียบขึ้นคีบขนมแล้วชิม “แป้งอบนี่ อร่อยจริง”
พอทุกคนได้ยินหยางหลีเหว่ยชมเช่นนั้นก็รีบพากันหยิบตะเกียบแล้วคีบขนมแป้งทอดกิน พอลิ้นได้ัักับเนื้อแป้งร้อนๆ หนานุ่มก็พากันทำตาโตแล้วร้องเอือม จากนั้นก็เคี้ยวและคีบถี่ๆ จนขนมแป้งทอดในจานหมดเกลี้ยง
“อร่อยมากขอรับท่านอ๋อง”
“ใช่ ข้าไม่เคยกินขนมแป้งทอดอร่อยเช่นนี้มาก่อน” หยางหลีเหว่ยยิ้มแล้วเงยหน้าขึ้นมองกระดานแผ่นใหญ่ที่เขียนชื่อขนมเอาไว้ “แพนเค้ก ชื่อประหลาดจริง”
น้ำเต้าหู้ในถ้วยกลิ่นอวลอล อ๋องหยางกลืนน้ำลายอึกหนึ่งก่อนจะตักเข้าปาก แล้วร้องอืมออกมา ทุกคนรีบจ้องถ้วยน้ำเต้าหู้ตรงหน้าตน ยกเว้นกุนซือเฉาที่มองหน้าหยางหลีเหว่ย
เฉาเฟิงยิ้ม “อร่อยขนาดนั้นเชียว ท่านอ๋องถึงกับทำสีหน้าเช่นนี้ ข้าเคยเห็นไม่กี่ครั้งเลยจริงๆ”
เจิ้งตู้กับซู่จิ้งสององครักษ์ไม่พูดพล่ามหยิบช้อนแล้วตักใส่ปากโดยไม่ได้เงยหน้าขึ้นอีกเลย เฉาเฟิงเห็นอาการนั้นของพวกเขาแล้วถึงกับหัวเราะ
“ท่าทางร้านนี้จะร่ำรวยใหญ่ คนลิ้นจระเข้อย่างเหล่าเจิ้งกับเหล่าซู่ถึงกับก้มหน้าก้มตาซดเช่นนี้”
อ๋องหยางเห็นเฉาเฟิงมัวแต่มองคนนั้นทีคนนี้ทีก็ดึงเอาถ้วยน้ำเต้าหู้ตรงหน้ากุนซือหนุ่มมา “เ้ายังไม่ได้ชิมก็ไปสั่งเอาใหม่เถอะ ถ้วยนี้ให้ข้าก็แล้วกัน”
พูดจบหยางหลีเหว่ยก็จ้วงช้อนลงในถ้วยนั้นแล้ว เฉาเฟิงอ้าปากร้อง “ท่านอ๋อง! นั่นของข้านะ”
องครักษ์เจิ้งเงยหน้าขึ้น “ท่านมัวแต่พูดอยู่นั่น ไม่ทันแล้วล่ะ ไปสั่งใหม่ก็แล้วกัน”
“อ้าว!” เฉาเฟิงหน้าเสีย
พอเฉาเฟิงหันไปมองโต๊ะองครักษ์สี่คนด้านหลัง คนเ่าั้ก็พยายามขยับบังอาหารบนโต๊ะตัวเองเอาไว้ เพราะรู้ว่ากุนซือหนุ่มคิดจะขอแบ่ง
ใบหน้าของเฉาเฟิงบึ้งตึง “พวกเ้านะ พวกเ้า เสียแรงที่ผ่านความเป็ความตายมาด้วยกัน แค่น้ำเต้าหู้ถ้วยเดียว พวกเ้าหวงถึงเพียงนี้เชียว แบ่งข้าสักครึ่งถ้วยเลยไม่ได้หรือ”
ซู่จิ้งเงยหน้าขึ้นอมยิ้ม “อร่อยลืมตายเชียวล่ะ น่าเสียดายนะถ้าท่านไม่ได้กิน”
เฉาเฟิงลุกพรวด หยิบเอาปาท่องโก๋ท่อนใหญ่หักครึ่ง แล้วยัดอีกครึ่งขนาดยาวเท่าฝ่ามือใส่ปาก พลันก็ทำตาโตรีบคว้าท่อนที่ตนวางไว้เมื่อครู่ขึ้น เดินถือไปหน้าคอกสั่งอาหาร
เขารีบเคี้ยวปาท่องโก๋รสชาติดีเข้าไปจนเต็มปาก เมื่อครู่เขาคาดไม่ถึงว่าปาท่องโก๋ของโรงน้ำชาแห่งนี้จะอร่อยมาก จึงต้องแก้แค้นด้วยการหยิบมาให้หมด ไม่เหลือให้เจิ้งตู้กับซู่จิ้งได้กิน
“ใต้เท้าขอรับ น้ำเต้าหู้หมดแล้วขอรับ”
เถ้าแก่จงมองกุนซือหนุ่มด้วยความเกรงใจ เมื่อครู่เขาสังเกตดูคนในโต๊ะท่านอ๋องและได้ยินคำพูดของทุกคนอย่างชัดเจน
“คนหน้าแถวเพิ่งสั่งซื้อถ้วยสุดท้ายเมื่อครู่นี่เอง”
“อ้าว! ข้าก็อดน่ะสิ”
“ข้าขออภัยจริงๆ ขอรับ รบกวนท่านมาใหม่ในวันพรุ่งนี้ก็แล้วกัน ข้าน้อยจะเก็บไว้ให้ท่านโดยเฉพาะหนึ่งถ้วย” เถ้าแก่วัยกลางคนทำสีหน้าเกรงอกเกรงใจ
เฉาเฟิงหน้าตึงเดินกลับมานั่งที่โต๊ะ อ๋องหยางยิ้มกริ่ม“พรุ่งนี้ข้าจะเลี้ยงเ้าเอง เดี๋ยวจองเอาไว้สามถ้วยเลย”
“ท่านอ๋อง!” กุนซือหนุ่มโมโห หยิบเอาซาลาเปาไส้เนื้อสองลูกตรงหน้ากัดสลับก้อนไปมา
องครักษ์ทั้งหกพากันหัวเราะคิกคัก
ยังไม่ถึงครึ่งวัน อาหารและน้ำชาก็ขายจนหมด เถ้าแก่จงยิ้มร่า “ขายหมดแล้ว! ขายหมดแล้ว!
เถ้าแก่จงนึกถึงข้อตกลงที่ตนมีกับคุณชายหลี่ หากว่าขายเช่นนี้ได้ทุกวัน เขาที่มีส่วนแบ่งกำไรถึงสามส่วนก็มีโอกาสได้ค่าแรงจากโรงน้ำชาแห่งนี้มากกว่าเบี้ยหวัดที่ได้จากเ้าของร้านคนเดิมถึงสามเท่า แค่คิดเถ้าแก่จงก็หัวใจพองโต ต่อไปครอบครัวของเขาก็ไม่ต้องอยู่อย่างกระเบียดกระเสียรกันแล้ว
เสี่ยวเอ้อสองคนที่คอกรับใบสั่งอาหารตบมือเข้าหากันยิ้มกว้าง “เถ้าแก่ขอรับ ไม่คิดเลยว่าอาหารของคุณชายจะขายดีเช่นนี้ แต่ก่อนเราเปิดจนดึกก็ยังขายไม่หมด แต่นี่เพิ่งเปิดได้เพียงสองชั่วยามครึ่งก็หมดแล้ว เหลือเชื่อ!”
เสี่ยวเอ้ออีกคนหนึ่งเดินเข้ามาจับบ่าสหาย “ข้าว่านะ ต่อไปพวกเราคงจะร่ำรวยเพราะโรงน้ำชาจาเรอแน่ๆ ข้าจำได้นะที่คุณชายบอกว่าถ้าขายดี กำไรส่วนหนึ่งจะแบ่งให้พวกเราด้วย ที่เรียกว่า...บะ โบ..นา..อะไรนั่นน่ะ”
เถ้าแก่จงหัวเราะเสียงดัง “จะเรียกอะไรก็ช่างเถิด ที่แน่ๆ หากขายดีเช่นนี้ทุกวัน ในหนึ่งเดือน เงินกำไรหนึ่งส่วนคุณชายสัญญาแล้วว่าให้แบ่งพวกเ้าเท่าๆ กัน”
คนในโรงครัวได้ยินก็พากันปรบมือโห่ร้อง
“ดีจริง! วันพรุ่งนี้ทำเยอะขึ้นอีก กำไรเยอะๆ พวกเราจะได้มีส่วนแบ่งเยอะๆ” พ่อครัวร้องลั่น
“ใช่ๆ” คนที่เหลือประสานเสียง
“เช่นนั้นก็ช่วยกันเก็บร้านเถอะ เดี๋ยวคุณชายก็คงมา” เถ้าแก่ร้องบอก
ทุกคนร้องรับอย่างแข็งขัน คนส่วนหนึ่งช่วยกันเก็บถ้วยจานชามเข้าไปล้างที่หลังร้าน อีกส่วนเช็ดโต๊ะเก้าอี้และเช็ดพื้นร้านเตรียมไว้สำหรับวันรุ่งขึ้น
หลี่หยวนหยวนกับสาวใช้ทั้งสองในชุดบุรุษที่ด้อมๆ มองๆ อยู่ข้างนอก พอเห็นเถ้าแก่จงปิดร้านแล้วก็พากันเดินเข้ามาทางหลังร้าน
“ยินดีด้วยนะทุกคน วันแรกที่เปิดก็ขายหมดเกลี้ยงแต่เช้าเช่นนี้ โรงน้ำชาจาเรอนำพาความร่ำรวยมาให้พวกเราแล้ว ข้าสัญญาว่าหากพวกเ้าทำให้ร้านนี้เจริญรุ่งเรือง พวกเ้าก็ย่อมจะได้ส่วนแบ่งเช่นนี้ตลอดไป”
“ขอบคุณ คุณชายหลี่”
ทั้งเถ้าแก่จงและคนงานในร้านทั้งหมดประสานเสียงและค้อมศีรษะขอบคุณหลี่หยวนหยวนอย่างพร้อมเพรียงกัน
****************
