ฐานC-888
เจ็ดวันผ่านไปนับั้แ่วันเริ่มการฝึกฝนอย่างเข้มงวด ณทางเข้าหลักของฐาน C-888ใน่บ่ายแก่ ๆ แสงแดดเริ่มอ่อนลงแต่ความร้อนยังคงอบอ้าวลอยฟุ้งไปทั่วพื้นที่
เสียงเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ดังลอยมาจากระยะไกล จนกระทั่งมองเห็นขบวนรถหุ้มเกราะนับสิบคันเข้ามาตามถนนลูกรังที่ทอดยาวผ่านเขตสลัมก่อนจะมาหยุดนิ่งอยู่ตรงหน้าประตูรั้วเหล็กขนาดใหญ่ของฐาน ที่หน้าประตูมีทหารยามยืนเรียงแถวถืออาวุธครบมือเตรียมความพร้อมอย่างเต็มกำลัง และผู้นำสูงสุดของฐานอย่างผู้พันยอดก็ได้เดินออกมายืนรอต้อนรับด้วยตนเองท่ามกลางบรรดาเ้าหน้าที่ระดับสูงอีกหลายนาย
“นั่นไง... ผู้พันยอดออกมาต้อนรับด้วยตัวเองขนาดนี้แขกผู้มาเยือนคราวนี้คงจะไม่ธรรมดาแน่ ๆ”ทหารนายหนึ่งกระซิบพูดกับเพื่อนร่วมงานข้างกายด้วยสายตาที่จับจ้องไปที่ขบวนรถอย่างสนใจ
“แน่อยู่แล้ว ได้ยินมาว่าคนผู้นั้นมาจากฐานระดับ Sเชียวนะ เป็ฐานระดับสุดยอด ไม่ใช่พวกเราที่อยู่แค่ฐาน C จะเทียบได้” เพื่อนร่วมงานตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเกรงใจ
“ว่าแต่รู้ไหมว่าเป็ใคร? ถึงมีอิทธิพลขนาดนี้”ทหารคนแรกถามต่ออย่างสงสัย
“ข้าก็ไม่รู้หรอกแต่ดูแล้วคงเป็บุคคลสำคัญที่สุดคนหนึ่งของโลกนี้แน่ ๆ”
ก่อนที่บทสนทนาจะดำเนินต่อไป เสียงทุ้มลึกที่เต็มไปด้วยอำนาจก็ดังขึ้นมาตัดบททันที“หยุดพูดคุยไร้สาระกันได้แล้ว!จดจ่อกับหน้าที่ตัวเองให้ดี อย่าให้เกิดความผิดพลาดแม้แต่น้อยถ้ามีเื่ผิดพลาดขึ้นมา พวกเ้ารับผิดชอบไม่ไหวแน่” เป็เสียงของผู้พันยอด ชายวัย55 ปี รูปร่างกำยำ มีหนวดเคราเข้มสายตาคมกริบที่สะท้อนความเข้มงวดและความมั่นใจในตัวเองเขาคือผู้ถืออำนาจสูงสุดในฐานแห่งนี้ ปลุกพลังผ่านกระบวนการทางเทคโนโลยียีน “หมูป่าเขี้ยวดาบ” ที่มีพลังอยู่ที่ระดับาาิญญาขั้นกลาง
ขณะเดียวกัน ที่ลานกว้างท้ายซอยเขตสลัม ซึ่งเป็ที่ฝึกฝนประจำ แม็กซ์และแก๊ง4 แสบ กำลังพักหายใจระหว่างรอบการฝึกเมื่อได้ยินเสียงเครื่องยนต์ดังก้องก็พากันเงยหน้ามองออกไปยังทางเข้าฐานด้วยความสนใจ
“โอ้โห... ขบวนรถหุ้มเกราะเยอะขนาดนี้ ใครมากันหนอ?”กาเนอร์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“ใครจะไปรู้ล่ะ คงไม่ใช่คนธรรมดาคนใหญ่คนโตจากฐานอื่นที่มีอำนาจสักแห่งมั้ง” แม็กซ์ตอบกลับอย่างสงบ
ขณะที่สายตาของเขาเหลือบมองไปที่หน้าต่างรถหุ้มเกราะคันกลางที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในจังหวะนั้นเอง ม่านบังแสงภายในรถเลื่อนเปิดออกเล็กน้อยเผยให้เห็นใบหน้าของเด็กสาวนางหนึ่ง ที่มีอายุไล่เลี่ยกับเขา ดวงตากลมโตแฝงไปด้วยความแพรวพราวมองออกมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น ก่อนจะสบตากับแม็กซ์เพียงวูบเดียวแล้วม่านก็เลื่อนปิดลงอีกครั้ง
‘คงจะเป็ลูกหลานของผู้มีอำนาจระดับสูงเท่านั้นแหละถึงจะได้รับการคุ้มกันขนาดนี้’ แม็กซ์พึมพำกับตัวเองในใจก่อนจะละสายตากลับมา
ไม่นานขบวนรถก็เคลื่อนตัวเข้ามาจอดสนิท ประตูรถคันกลางก็เปิดออก ร่างของชายชราผู้หนึ่งก้าวลงมาด้วยท่าทางที่สง่างามเต็มไปด้วยพลังที่ซ่อนอยู่ รูปร่างสูงใหญ่ ไหล่กว้าง ดวงตาคมลึก มีอายุประมาณ 56 ปี เมื่อเห็นผู้พันยอดยืนรออยู่ก็ยิ้มกว้างก้าวเข้ามาทักทายราวกับคนสนิทกันมานาน
“ว่าไงไอ้ยอด เพื่อนรัก! ไม่ได้เจอกันนานเลยดูท่าทางเ้าสบายดีนะ รูปร่างอ้วนถ้วนสมบูรณ์ขึ้นกว่าเดิมเยอะเลย” ชายชราผู้นี้คือพลเอกสตีฟเมเยอร์ หนึ่งในผู้นำสูงสุดของฐาน S-01 ซึ่งเป็ฐานที่มีอำนาจและความเจริญก้าวหน้ามากที่สุด เขาเป็ตำนานรุ่นบุกเบิกผู้หนึ่งที่ปลุกพลังสำเร็จด้วยวิธีทางธรรมชาติซึ่งหาได้ยากยิ่งผู้ฟันฝ่าอุปสรรคและยังเป็หนึ่งในผู้ก่อตั้งฐานที่มั่น ปัจจุบันมีพลังถึงระดับมหาจักรพรรดิขั้นกลางและยีน “ราชสีห์ทองคำ” ที่มีพลังทำลายล้างมหาศาล
“โธ่ ท่านนายพลสตีฟอย่าแซวข้าเช่นนั้นเลยที่นี่มันไม่ได้สบายเหมือนอยู่ในฐาน S สักนิดไม่รู้ว่าสัตว์อสูรจะบุกมาตอนไหน กำลังป้องกันก็อ่อนแอ เมื่อเทียบกับท่านแล้วข้าคงแค่หนอนตัวเล็ก ๆ เท่านั้นแหละ”ผู้พันยอดตอบกลับด้วยน้ำเสียงนอบน้อมแต่ยังคงความเป็กันเอง “ว่าแต่ท่านเอง ไม่ได้มาเยือนนานมากแล้ว ครั้งนี้จะอยู่ที่นี่นานเท่าไหร่ล่ะ?ถ้ามีท่านอยู่ด้วย ความปลอดภัยของฐานแห่งนี้ก็หายห่วงแน่นอน”
“เอาเถอะ เข้าไปคุยกันข้างในก่อนดีกว่า ลีน่ามานี่สิ” ก่อนจะตอบคำถาม พลเอกสตีฟหันไปเรียกเด็กสาวที่นั่งอยู่ภายในรถให้ลงมาด้วย
เด็กสาวที่แม็กซ์เพิ่งสบตา ก้าวลงมาด้วยท่าทางเรียบร้อยนุ่มนวลแต่ไม่ขี้อาย นี่คือลีน่า เมเยอร์ อายุ 12 ปี หลานสาวของพลเอกสตีฟ นางเป็ผู้มีพร์ระดับสูงที่หาได้ยากปลุกพลังผ่านเทคโนโลยีสำเร็จั้แ่อายุเพียง 1 ปี ปัจจุบันอยู่ระดับขุนพลิญญาขั้นสูง ยีน “จิ้งจอกมายา” มีทักษะด้านการควบคุมจิตใจและสร้างภาพลวงตา
“ลีน่า นี่คือผู้พันยอด เป็เพื่อนสนิทของปู่มานานต่อไปนี้คงต้องรบกวนท่านดูแลเ้าสักพักแล้ว” พลเอกสตีฟแนะนำผู้พันยอดให้หลานสาวได้รู้จัก
“สวัสดีค่ะท่านผู้พันยอด หนูชื่อลีน่าขอรบกวนความเมตตาด้วยนะคะ” ลีน่าทักทายด้วยน้ำเสียงไพเราะ นอบน้อมและมีมารยาท
“โฮ่ ๆๆ หนูลีน่าเองสินะ น่ารักน่าเอ็นดูเสียจริงไม่ต้องเกรงใจปู่จะดูแลหนูเป็อย่างดีที่สุด” ผู้พันยอดตอบกลับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“ครั้งนี้ ข้าพาหลานสาวมาฝึกประสบการณ์เพื่อให้คุ้นเคยกับการเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรและสภาพแวดล้อมที่ไม่สะดวกสบายเหมือนในฐานS คงต้องรบกวนที่นี่อีกสักพักเลยล่ะนะ”พลเอกสตีฟเอ่ยถึงจุดประสงค์ของการมาเยือนครั้งนี้
“ดีเลย การมีท่านและหนูลีน่ามาอยู่ที่นี่ถือเป็เกียรติอย่างยิ่งสำหรับฐานเรา เชื่อเถอะว่าข้าจะดูแลให้ดีที่สุด”
“อย่าเพิ่งยกยอกันขนาดนั้นเลย พูดคุยแบบเป็กันเองดีกว่า”หลังจากนั้น ทุกคนจึงเดินเคียงข้างกันเข้าไปภายในฐานขบวนรถหุ้มเกราะทั้งหมดก็เคลื่อนตามเข้าไปจอดยังพื้นที่จัดเตรียมไว้เป็ที่เรียบร้อย
กลับมาที่เขตสลัม ทันทีที่รถหายลับสายตา แม็กซ์ก็หันกลับมาสั่งการด้วยน้ำเสียงจริงจัง“เอาล่ะเสียเวลามองดูพวกเขาไปพอแล้ว ถึงเวลาฝึกรอบเย็นกันแล้ว อย่าอู้ ไปเรียกเ้าหมาโง่มารวมตัว”
ไม่นานนัก เ้าหมาโง่ก็วิ่งะโโลดเต้นเข้ามาพร้อมกับเสียงเห่าดูมีความสุขราวกับรู้ว่าถึงเวลาที่ต้องออกกำลังกายแล้ว
“ไอ้เปี๊ยกนี่มันโรคจิตหรือเปล่า ทุกครั้งที่ต้องฝึกมันะโโลดเต้นดีใจอย่างกับได้เจอเนื้อก้อนโต ดันมีความสุขกับการทรมานร่างกายซะอย่างนั้น” ริคเตอร์เอ่ยขึ้นมาด้วยความหมั่นไส้ท่าทางระริกระรี้ของมัน
“เอาล่ะ วันนี้ข้ามีเื่สำคัญจะแจ้งให้พวกเ้ารู้” แม็กซ์มองไปที่ใบหน้าของเด็กทั้งสี่คนก่อนจะพูดต่อ“ข้าจะไม่อยู่ที่นี่สัก 3-4 วันหรืออย่างช้า 1 สัปดาห์จึงต้องมอบหมายหน้าที่ให้ ดังนั้น ่เวลาที่ข้าไม่อยู่พวกเ้าต้องฝึกกันเองตามตารางที่ข้าวางไว้ อย่าได้ี้เีหรือลดความเข้มข้นลงแม้แต่น้อย”
“กาเนอร์ เ้าจะเป็ผู้นำฝึกแทนข้า สั่งการเพื่อน ๆให้ทำตามอย่างเคร่งครัด และถ่วงน้ำหนักอุปกรณ์ขณะฝึกเป็ 30 กิโลกรัมตลอดเวลาที่เคลื่อนไหวหากข้ากลับมาแล้วพบว่าพวกเ้าอู้หรือไม่ก้าวหน้า...เตรียมใจไว้ได้เลยกับการฝึกโหมดนรกที่หนักเป็สองเท่า! เข้าใจกันไหม!” แม็กซ์ะโถามด้วยน้ำเสียงเข้มงวด
“เข้าใจแล้วลูกพี่!”ทั้งสี่คนตอบรับพร้อมเพรียงกันด้วยความตั้งใจ
“ลูกพี่... แล้วไอ้เปี๊ยกนี่ละ?” วิคเตอร์เอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย
“ไอ้หมานี่ มันจะไปกับข้า ข้าจะพามันไปฝึกเองต่างหาก” แม็กซ์ตอบกลับทันที
“เอ๋... มันได้ไปกับลูกพี่เหรอ? ทำไมถึงให้มันไปด้วยล่ะพวกเราขอไปด้วยไม่ได้เหรอ?” คีเฟอร์ถามต่อพร้อมกับมองหน้าเ้าหมาโง่ที่กำลังยืนยืดตัวสูงอย่างมั่นใจจนรู้สึกหมั่นไส้ขึ้นมา
“อย่าถามมากนัก เหตุผลง่าย ๆ คือการฝึกที่ข้าจะพาไปมันอันตรายและหนักหน่วงกว่าที่นี่มากข้าจะพามันไปทดสอบขีดจำกัดของร่างกายและความสามารถ เพื่อดูว่ามันมีศักยภาพแค่ไหน” แม็กซ์อธิบายอย่างชัดเจน“ส่วนพวกเ้า... ยังไม่พร้อมการฝึกแบบนั้นอันตรายเกินไปสำหรับร่างกายในตอนนี้ หากฝึกได้ตามเป้าหมายข้าจะพาไปเอง”
“อ้อ... แล้วข้าจะให้ถุงมิติกับพวกเ้า 1 ใบ เตรียมอาหารไว้เพียงพอสำหรับ 1 สัปดาห์ บริหารทรัพยากรให้ดี จะให้กาเนอร์เป็คนรับผิดชอบเก็บให้ดีอย่าให้ใครเห็นส่วนเื่เนื้อสัตว์อสูรข้าย้ำมาตลอดว่าถ้าไม่อยากตายอย่ากินอะไรสุ่มสี่สุ่มห้าเด็ดขาดตอนนี้พวกเ้ามุ่งเน้นไปที่การฝึกร่างกายอย่างเดียวพอไม่ต้องรีบ”
หลังจากแม็กซ์ส่งถุงเก็บของให้กาเนอร์ก็สั่งการด้วยน้ำเสียงคมเข้ม “ส่วนเื่การเพิ่มพลังิญญาฝึกแค่การรวบรวมพลังิญญาของธรรมชาติและสารอาหารจากเนื้อสัตว์อสูรที่ข้าเตรียมไว้ให้อย่างเดียวพอตาราง่เช้าฝึกโดยไม่ใช้พลังิญญา ส่วนตาราง่บ่ายให้ฝึกควบคุมพลังิญญา เพื่อนำมาเสริมร่างกายและอวัยวะภายในให้แข็งแกร่งฝึกควบคุมให้ชำนาญ”
“และสุดท้ายในระหว่างที่ข้าไม่อยู่พวกเ้าทุกคนต้องช่วยกันสอดส่องดูแลพื้นที่สลัมแห่งนี้ให้ดี อย่าลืมดูแลยายของพวกเ้าด้วยล่ะเอาล่ะตอนนี้... เริ่มฝึกกันได้!” แม็กซ์ะโสั่งปิดท้าย
“ครับลูกพี่!” / “โฮ่ง! โฮ่ง!”เสียงตอบรับดังขึ้นทั้งคนและหมา
คำสั่งจบลง ทั้งสี่คนก็รีบไปหยิบอุปกรณ์หินถ่วงน้ำหนักมาผูกติดตัวเริ่มทำการฝึกอย่างขะมักเขม้นตามที่ได้รับมอบหมาย พละกำลัง ความแข็งแกร่งและความทนทานของพวกเขาเริ่มเพิ่มพูนขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหลังจากผ่านมาหนึ่งสัปดาห์เต็ม
แม็กซ์ยืนมองดูด้วยสายตาประเมินผล “ผ่านไปเจ็ดวันแล้ว ถือว่าผลลัพธ์ไม่เลวเลย... มวลกล้ามเนื้อแน่นขึ้นความอึดและกำลังกายก็เพิ่มอย่างก้าวะโ ถ้าฝึกต่อไปอีกสักระยะร่างกายจะพร้อมรองรับพลังิญญาที่มากขึ้นได้แน่นอน”
เขาพึมพำ ก่อนจะหันมาทบทวนการฝึกของตัวเอง ดวงตาจ้องมองไปยังท้องฟ้าและอากาศรอบตัว“ข้าเองก็จะละเลยการฝึกไม่ได้...ต้องเร่งพัฒนาความสามารถให้มากกว่านี้เช่นกัน นอกจากระบบที่มีอยู่แล้วเรายังไม่สามารถเข้าถึงระดับจิตสำนึกที่ลึกซึ้งได้เลยทุกครั้งที่พยายามจะก้าวเข้าไป เหมือนมีกำแพงพลังงานบดบังเอาไว้ไม่ให้ผ่าน” เขาครุ่นคิดต่อไปด้วยความสงสัย
“ส่วนยัยเซ็ทที่อยู่ในนั้น ั้แ่ครั้งก่อนก็ไม่ปรากฏตัวขึ้นมาอีกเลยไม่รู้ว่ากำลังพักฟื้นหรือพลังของข้าไม่เพียงพอกันนะ แต่อย่างไรก็ตามความชำนาญในการควบคุมพลังจิตของข้าเองก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ สามารถเปลี่ยนพลังิญญาเป็พลังจิติญญาได้ไวขึ้นและคงสภาพไว้ได้นานกว่าเดิมหลายเท่า”
“ตอนนี้ก็ทะลวงมาอยู่ในระดับาาิญญาได้แล้ว เนื่องจากแกนอยู่ในระดับจักรพรรดิิญญาการทะลวงระดับพลังเลยไม่ติดคอขวดทำให้บีบอัดอนุภาคเพื่อเลื่อนระดับจากผู้ฝึกหัดมาเป็าาิญญาได้ง่ายกว่าคนทั่วไปมากแต่มันยังไม่พอ... ถ้าจะก้าวไปไกลกว่านี้ ต้องคิดหาวิธีใหม่ ๆ” แม็กซ์เงยหน้ามองขึ้นไปยังอากาศเบื้องบนอย่างครุ่นคิด
ก่อนแิใหม่จะผุดขึ้นมาในใจ“ถ้าเราสามารถบีบอัดพลังจิติญญาให้หนาแน่นจนกลายเป็พื้นผิวที่มั่นคงแล้วใช้เป็ฐานรองรับน้ำหนัก... จะสามารถเหยียบยืนหรือเดินบนอากาศและบินได้เหมือนระดับจักรพรรดิิญญาไหมนะ? งั้น...ลองดูกันสักตั้งดีกว่า” แม็กซ์ตัดสินใจทันที เขารวบรวมสมาธิทั้งหมด นึกภาพพลังจิติญญาภายในตัวที่ไหลเวียนอยู่แล้วผลักดันมันออกมาสู่ภายนอก พยายามบีบอัดให้แน่นขึ้นในระดับความสูงประมาณหนึ่งเมตรจากพื้นดิน
เมื่อรู้สึกว่าพลังงานเริ่มรวมตัวกันได้พอสมควรเขาจึงค่อย ๆ ยกเท้าขึ้นเหยียบยืนบนจุดนั้น ทันทีที่ฝ่าเท้าัักับพลังงานที่บีบอัดไว้ก็รู้สึกได้ถึงแรงต้านที่เกิดขึ้น เขาลองทรงตัวอยู่ได้เพียงชั่วครู่ก่อนที่พลังงานทั้งหมดจะะเิกระจายออกราวกับฟองสบู่แตกจนแม็กซ์ต้องก้าวเท้ากลับลงสู่พื้นดินอีกครั้ง
“โอ้... พอจะทำได้แล้ว แต่ยังไม่เสถียรพอ พลังต้องแ่าและบางเบากว่านี้ต้องลดแรงต้านที่เกิดจากแรงโน้มถ่วงให้ได้มากกว่านี้อีก จึงจะทรงตัวได้นานพอ” แม็กซ์ขมวดคิ้วครุ่นคิดแต่แววตากลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและความตื่นเต้น
“ถ้าอย่างนั้น ลองควบคุมพลังให้ครอบคลุมทั่วทั้งตัวดูบ้างให้เป็เหมือนฟองอากาศห่อหุ้มร่างกาย เพื่อลดแรงต้านจากแรงโน้มถ่วงเสียก่อน” เขาลองใหม่อีกครั้งคราวนี้แผ่พลังจิตให้เป็ชั้นบาง ๆ หุ้มรอบตัวแทนที่จะสร้างเป็พื้นผิวไว้ใต้เท้าเพียงจุดเดียวให้เป็เหมือนฟองน้ำคลุมรอบร่างกายเอาไว้เพื่อให้ลอยตัวได้ ก่อนจะปล่อยพลังงานส่วนหนึ่งพุ่งออกไปข้างหน้าใช้เป็เหมือนรางนำทางให้ร่างกายไถลตามไปตามทิศที่กำหนด
“เอ๋... หลักการแค่นี้เอง สร้างพลังคลุมร่างเพื่อลดแรงต้านใช้พลังงานอีกส่วนสร้างเส้นทาง แล้วก็ใช้พลังงานสร้างแรงผลักดันตัวไปข้างหน้า ถ้าฝึกจนชำนาญนี่คือก้าวะโครั้งใหญ่เลยทีเดียว แต่ปัญหาคือ... มันกินพลังงานมากไปหน่อย” แม็กซ์พ่นลมหายใจออกมาเบาๆ พลางสำรวจความเปลี่ยนแปลงภายในร่าง แกนพลังิญญาระดับจักรพรรดิ ที่เกิดจากการควบแน่นของพลังิญญารอย่างหนาแน่นในตัวเขากำลังหมุนวนอย่างทรงพลังแต่น่าเสียดายที่ปริมาณของพลังิญญาที่แท้จริงของเขายังติดอยู่ที่ ระดับาาิญญา
ตามกฎของโลกผู้ปลุกพลังในปัจจุบันการจะบินได้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของร่างกายเท่านั้นแต่ต้องเป็ผู้ปลุกพลังระดับจักรพรรดิิญญาขึ้นไปถึงจะมีแรงดันิญญามากพอจะต้านทานแรงดึงดูดและบินข้ามฟ้าได้ ส่วนระดับ มหาจักรพรรดินั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง ปริมาณพลังิญญาที่มหาศาลทำให้พวกเขาเปรียบเสมือนเ้าแห่งท้องฟ้าที่บินทะยานได้เร็วและไกลตามใจนึก
แม้แม็กซ์จะหลอมรวมยีนสัตว์อสูรจนทำให้ภาชนะร่างกายของเขาแข็งแกร่งพอจะรองรับพลังงานระดับสูงได้แล้วแต่การมีพลังิญญาสะสมแค่ขั้นาาิญญา การบินก็ยังเป็เื่ที่เป็ไปไม่ได้...ยกเว้นแต่ว่าเขาจะใช้เทคนิคดัดแปลงเพื่อฝืนกฎเกณฑ์นี้!
"ฟองอากาศลดแรงต้าน รางนำทางและแรงขับเคลื่อน..." แม็กซ์ทวนวิธีฝึกในใจ ก่อนที่เขาจะมองตรงไปยังผืนป่าทึบเขตนอกฐานที่เต็มไปด้วยอันตราย“อีกไม่นานเราก็จะออกเดินทาง ต้องไปเตรียมตัวแล้ว”แม็กซ์พึมพำกับตัวเอง
การผจญภัยครั้งใหม่ที่เขาจะพาเ้าหมาโง่ออกไปเผชิญจะพบเจอกับอุปสรรคและสิ่งมีชีวิตชนิดใดบ้าง?
***
เกร็ดน่ารู้ท้ายตอน
เปรียบเทียบระดับพลังของมนุษย์และสัตว์อสูรพร้อมสีของพลัง
[ระดับฝึกหัด]
มนุษย์:ผู้ฝึกหัด / สัตว์อสูร: ฝึกหัด
สีแกน:ไร้สี
[ระดับนักล่า]
มนุษย์:นักล่าิญญา / สัตว์อสูร: นักล่า
สีแกน:ขาว
[ระดับอัศวิน]
มนุษย์:อัศวินิญญา / สัตว์อสูร: อัศวิน
สีแกน:เทา
[ระดับขุนพล]
มนุษย์:ขุนพลิญญา / สัตว์อสูร: ขุนพล
สีแกน:เหลือง
[ระดับาา]
มนุษย์:าาิญญา / สัตว์อสูร: าา
สีแกน:ส้ม
[ระดับจักรพรรดิ]
มนุษย์:จักรพรรดิิญญา / สัตว์อสูร: จักรพรรดิ
สีแกน:ดำ
[ระดับมหาจักรพรรดิ]
มนุษย์:มหาจักรพรรดิ / สัตว์อสูร: มหาจักรพรรดิ
สีแกน:แดง
(หมายเหตุ1: แต่ละระดับมีขั้นย่อย 4 ระดับ คือ ขั้นต้น - ขั้นกลาง - ขั้นสูง – ขั้นสูงสุด ขั้นสูงสุดเป็ขั้นที่เตรียมการเลื่อนระดับจะเรียกขั้นนี้ว่าครึ่งก้าวหรือกึ่ง ตัวอย่างเช่น ระดับขุนพลขั้นสูงสุด จะเรียกว่าระดับครึ่งก้าวสู่าา หรือ ระดับกึ่งาามีกฎเกณฑ์ของระดับาาอยู่เบาบาง)
(หมายเหตุ2: สำหรับสีของระดับที่กลายพันธุ์จะอ้างอิงสีม่วงเป็สีหลักและปนด้วยสีของระดับนั้นยกตัวอย่างเช่น กลายพันธุ์ระดับาา สีแกนพลังจะเป็สีม่วงอมส้ม)