อุทัยยกขาทั้งสองข้าง ดันสะโพกลอย แล้วดีดกายหมุนม้วนขึ้น .. ตุ๊บบบ ! ราวนักกายกรรม ร่างของมันลุกม้วนขึ้นมานั่งยองๆ ในคราวเดียว
มันหันไปมองต้นไม้ที่ด้านหลัง พบเห็นเพียงซากต้นพร้อมใบไม้แห้งเกลื่อนกลาด หากใช้วิชาภูตผีเช่นนี้ทำร้ายผู้คน มันผู้นั้นต้องถูกทำลายพลังชีวิต แปรสภาพเป็นซากศพแห้งกรังแล้ว
เจ้าม่านฟ้ากล่าวอย่างตกตะลึงว่า “อาาา ต้นไม้ ! .. เหี่ยวเฉาจนกลายเป็นซากเสียแล้ว ..”
ซออะวินถึงกับยกมือขึ้นปาดเหงื่อ กล่าวว่า “เวทมนตร์ของนักพรตฟ้าเหลือง ช่างน่ากลัวนัก”
อุทัยหันกลับมาร้องเสียงดัง “ท่าน ! ท่านนักพรต .. ในเมื่อมีโทสะกับตัวข้า เหตุใดจึงไปลงกับต้นไม้เล่า ..” ทั้งยังทำสีหน้ายียวนกวนบาทาอีกเช่นเคย
“ไอ้เด็กจัญไร ..” นักพรตฟ้าเหลืองสบถด่า แล้วจึงล้วงหยิบสิ่งหนึ่งออกมา เป็นตุ๊กตาหุ่นฟางจัดทำเป็นรูปมนุษย์ กำลังกางแขนและขา สูงราวครึ่งหนึ่งของท่อนแขน
“อย่าหาว่าข้า กระทำเกินกว่าเหตุเลย .. ฮึ ฮึ” นักพรตใช้สองนิ้วคีบแผ่นยันต์โบกไปมา พร้อมทำปากขมุบขมิบท่องมนตรา
.. ดึ๊งงงงง ... หุ่นฟางกระเด้งขึ้นมา ลอยอยู่กลางอากาศอย่างน่าอัศจรรย์
นักพรตฟ้าเหลืองใช้นิ้วมือเขียนตัวอักษรแสงสีแดงยึกยือลงบนแผ่นกระดาษยันต์ แล้วนำแผ่นยันต์แปะลงบนอกตุ๊กตาหุ่นฟางนั้น
.. หุ่นผูกวิญญาณ !
.. เปรี๊ยงงง .. ลำแสงสีเหลืองสาดกระจาด ตุ๊กตาหุ่นฟางดีดผึงกางแขนกางขาลอยอยู่กลางอากาศ
“เฮ่ยยยย ..” อุทัยร้องเสียงหลง มันไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ตัวของมันก็ลอยขึ้นจากพื้น แขนและขากางออก ท่าทางเป็นดังตุ๊กตาหุ่นฟางตัวนั้น
นักพรตฟ้าเหลืองร่ายเวทมนตร์สะกดร่างกายของอุทัย ทำการควบคุมมันด้วยตุ๊กตาฟางตัวน้อย
คิ๊ก .. คิ๊ก .. คิ๊ก .. ก๊าก .. ก๊ากกก !!! เสียงหัวเราะดังลอดออกมาจากห้องพัก เจ้าเวรุงกะและมังกรน้อยเฝ้ามองเหตุการณ์อย่างสนุกสนาน
ฮะ ฮะ ฮ่า .. นักพรตฟ้าเหลืองหัวเราะ “ผู้ที่ลบหลู่ศาสดาลัทธิฟ้าเหลืองอำพัน ล้วนมีจุดจบน่าสมเพชเวทนา .. ข้าจะหักแขนหักขาของเจ้าก่อน ฮา” แล้วจึงนำนิ้วมือบิดแขนของตุ๊กตาหุ่นฟางดัง .. กรึบบบ !
อ๊ากกก ! แขนของอุทัยถูกบิดไปด้านหลัง มันมีสีหน้าเหยเกแสดงถึงความเจ็บปวด
"เป็นเช่นไร เห็นความร้ายกาจของเวทมนตร์ข้าแล้วหรือไม่" นักพรตฟ้าเหลืองกล่าว แล้วจึงจับตุ๊กตาหุ่นฟางบิดที่ขาขวา
.. กร๊อบบบ ! เสียงกระดูกบิด ขาขวาของอุทัยถูกบิดจนเสียรูป มันร้องเสียงดัง .. อ๊ากกก !
"ฮา ฮา .. อยู่ดีไม่ว่าดี ต้องมาพิการตั้งแต่อายุยังน้อย น่าเสียดาย .." นักพรตฟ้าเหลืองกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา .. "ข้าพอมีเมตตาอยู่บ้าง .. หากเจ้ามอบป้ายมังกรเหินออกมา จะเว้นโทษตายเอาไว้" แล้วจึงบิดพับลำตัวของตุ๊กตาหุ่นฟาง
.. กรึ๊บบบ ! ลำตัวอุทัยถูกบิดพับลงเป็นดังหุ่นฟางตัวนั้น
เจ้าม่านฟ้ากล่าว "หวา .. เวทมนตร์นี้ช่างโหดร้ายนัก" พร้อมนำมือขึ้นปิดหน้า "ข้าทนดูไม่ไหวแล้ว เจ้าคนงานมอบสิ่งนั้นให้ท่านนักพรตไปเถิด"
ซออะวินก้าวออกไปเบื้องหน้า กล่าวว่า "ท่านนักพรตได้โปรดยั้งมือก่อน .." แล้วจึงตวาดสั่งอุทัย "มอบป้ายนั้นให้ท่านนักพรตไป .."
สภาพของอุทัยตอนนี้ไม่หลงเหลือรูปลักษณ์เช่นเดิม แขนและขาของมันบิดเบี้ยว ทั้งลำตัวยังบิดพับดูน่าอนาถ ช่วงชีวิตที่เหลือคงต้องกลายเป็นคนพิการเสียแล้ว
แต่ไม่มีวาจาใดตอบมาจากอุทัย มันค่อยๆ เงยหน้าขึ้นจ้องมองนักพรตฟ้าเหลืองตาเขม็ง กล่าวว่า "เจ้าแน่ใจแล้วหรือ เมื่อได้ป้ายไปแล้วจะหาศิษย์เข้าร่วมการแข่งขันได้ .." แล้วจึงยิ้มเยาะ "หลานศิษย์ของเจ้า รับประทานตีนของข้าเข้าไป ยังนอนหลับไม่ตื่นเลย .."
นักพรตฟ้าเหลืองกล่าวอย่างเกรี้ยวกราด "จะเอาไปทำอะไร มันเป็นเรื่องของข้า" มันเริ่มมีโทสะอีกครั้ง “รู้หรือไม่ ป้ายมังกรเหินมีมูลค่านับร้อยตำลึงทองแล้ว .. อุ๊บบบ !”
นักพรตเผลอหลุดปากไป ตอนนี้สำนักที่ต้องการป้ายมังกรเหินต่างทำทุกวิธี บ้างเสนอซื้อขายกันในราคาแพงลิบลิ้ว
อุทัยยิ้มมุมปาก "เป็นเช่นนี้นี่เอง .. เช่นนั้นข้าจะลดราคา ขายท่านเพียงแปดสิบตำลึงทอง ดีหรือไม่ .. อิ อิ"
นักพรตฟ้าเหลือง เจ้าม่านฟ้า และซออะวินต่างมองดูอุทัยอย่างเหลือเชื่อ .. เจ้าผู้นี้เจ็บปวดเจียนตายยังมีคารมเล่นลิ้น หรือมันเจ็บปวดจนเสียสติไปแล้ว
นักพรตฟ้าเหลืองแยกเขี้ยวกล่าว "ข้าเปลี่ยนใจแล้ว เจ้าต้องตายในบัดดล" มันจ้องมองอุทัยด้วยแววตาโหดเหี้ยม ".. ศีรษะ ลำตัว แขนและขาไม่สมควรอยู่รวมในร่างที่สมบูรณ์ .. เมื่อเจ้าตกตายกลายเป็นภูตผี ก็ยังเป็นผีที่อเนจอนาถ ฮึ ฮึ ฮึ"
แล้วจึงนำนิ้วมือจับส่วนหัวของตุ๊กตาหุ่นฟาง "เจ้าหนุ่ม .. ข้าจะเด็ดหัวเจ้าเป็นลำดับแรก .."
ซออะวิน "!!!" .. แย่แล้ว .. เจ้าอุทัยไม่รอดแน่แล้ว
เจ้าม่านฟ้าร้องตะโกน "อย่า! ท่านนักพรตฟ้าเหลือง ข้ายินดีจ่ายให้ท่านพันตำลึงทอง"
หนึ่งพันตำลึงทองไม่สามารถทำให้โทสะของนักพรตฟ้าเหลืองลดลงได้ มันท่องมนตร์ขมุบขมิบ กำลังจะเด็ดหัวตุ๊กตาหุ่นฟางที่ลอยอยู่ตรงหน้า
.. แต่แล้ว !!!
ตุ๊กตาหุ่นฟางตัวน้อยอันบิดเบี้ยวพลันสั่นสะท้าน กระโจนออกจากนิ้วมือ มาลอยอยู่ตรงหน้านักพรตฟ้าเหลือง
แล้วกระโดดเตะเสยเข้าปลายคางของมันอย่างจัง .. เปรี๊ยงงง !!! เสียงดังสนั่น นักพรตฟ้าเหลืองถูกเตะจนหน้าหงาย
อ๊ากกกกก ! ดาวทองระยิบระยับเต็มท้องฟ้า ร่างของท่านนักพรตปลิวกระเด็นกลิ้งไปนอนกองแทบเท้าเจ้าม่านฟ้าและซออะวิน
ท่าทางของตุ๊กตาหุ่นฟางเป็นตามการเคลื่อนไหวของอุทัย เมื่อเตะนักพรตฟ้าเหลืองแล้วจึงร่วงหล่นลง พร้อมเวทมนตร์ควบคุมที่สูญสลายไป
คิ๊ก .. คิ๊ก .. คิ๊ก .. ก๊ากกก ! เสียงหัวเราะของเจ้าเวรุงกะและมังกรน้อย
อุทัยทิ้งตัวลงพื้น ทำการยืดเหยียดลำตัวและแขนขาอันบิดเบี้ยว .. กลี๊บบบบ ! กลี๊บบบบ ! กร๊อบบบ !
"ไอ้นักพรตบ้า วิชาผีสางของเจ้านี่ทำข้าเจ็บไม่เบา" อุทัยสบถด่า พร้อมบิดแขนขากลับคืนสภาพเดิม ทั้งยังนวดเฟ้นกล้ามเนื้อเป็นการใหญ่
ชั่วครู่ .. มีเสียงฝีเท้าวิ่งกรูมาจากหน้าประตู ปรากฏนักพรตชุดเหลืองกว่าสิบคนวิ่งหน้าตาตื่น พวกมันคือนักพรตลัทธิฟ้าเหลืองอำพัน "เกิดอันใดขึ้น!”
"ท่านศาสดา! " นักพรตผู้หนึ่งอุทานตกใจอย่างที่สุด
"พวกเจ้า ! ทำอันใดอาจารย์ข้า" นักพรตอีกผู้หนึ่งกล่าวอย่างไม่เชื่อสายตาตนเอง เมื่อพบเห็นนักพรตฟ้าเหลืองนอนกองอยู่บนพื้น
เจ้าม่านฟ้ามีปฏิกิริยาตอบสนองในบัดดล "เปล่าๆ ข้ามิได้ทำอันใด" ทั้งยังทำหน้าตาเหลอหลายกมือปฏิเสธเป็นพันลวัน
ซออะวินก็ว่องไวรีบเข้าไปประคองนักพรตฟ้าเหลืองไว้ กล่าวว่า "ท่านนักพรตเป็นลมแล้ว!” แล้วสบตานักพรตฟ้าเหลืองกล่าวถามย้ำว่า “เป็นท่านเป็นลม .. ใช่หรือไม่ ! ท่านนักพรต .."
นักพรตฟ้าเหลืองยังรู้สึกงุนงง มันรีบเรียกสติกลับคืน .. หากให้ศิษย์สาวกทั้งหลายรู้ว่ามันเสียท่าให้ผู้เยาว์ผู้หนึ่ง ศักดิ์ฐานะศาสดาเจ้าลัทธิคงต้องด่างพร้อยแล้ว
จึงกล่าวตะกุกตะกักกับเหล่าศิษย์สาวกว่า "ถะ .. ถูกแล้ว เป็นข้า รู้สึกวิงเวียนวูบวาบ เหมือนจะเป็นลม .." มันแกล้งทำเป็นวิงเวียนศีรษะ "หลายวันมานี้ทำงานให้ลัทธิเราจนไม่มีเวลาพักผ่อน .. ต้องขอบคุณท่านซอ .."
เหล่าศิษย์เมื่อได้ยินเช่นนั้นจึงเข้าไปห้อมล้อม พยุงนักพรตฟ้าเหลืองลุกนั่ง "เป็นเช่นนี้เอง ท่านศาสดาตรากตรำเพื่อพวกเรา จนสุขภาพทรุดโทรม .. กรุณารักษาสุขภาพด้วยขอรับ" นักพรตผู้หนึ่งกล่าวพร้อมมีหยดน้ำไหลซึมจากสองตา
นักพรตฟ้าเหลืองแสดงสีหน้าสูงส่ง กล่าวว่า "การนำสรรพสัตว์ทั้งหลายหลุดพ้นจากกองทุกข์ คือหน้าที่ศาสดาเช่นข้านี้ ต่อให้เหน็ดเหนื่อยกว่านี้ ข้าก็ยินยอม" .. กล่าวจบปรากฏโลหิตข้นเหนียวไหลย้อยออกจากปาก
แล้วจึงเงยหน้าขึ้นมองอุทัย ออกคำสั่งกับนักพรตสาวกว่า "ไปจับตัวหนุ่มน้อยผู้นั้น นำป้ายมังกรเหินมาให้ข้า"
สายตานับสิบคู่หันไปมองอุทัยที่ยังยืนยิ้มมองดูเหตุการณ์ อุทัยกล่าวว่า “ป้ายมังกรเหินอันนี้หรือ ที่พวกเจ้าต้องการ"
อุทัยยกแขนขวากางนิ้วทั้งห้าไปยังทิศทางห้องพัก ปรากฏเส้นแสงสีชมพูเข้มพุ่งวาบจนแสบตา .. เป็นเจ้ามังกรน้อยถูกพลังไร้สภาพชนิดหนึ่งบีบคั้นจนต้องกลายเป็นสายแสงนับร้อยเส้น แล้วเปลี่ยนร่างเป็นป้ายมังกรเหินอยู่ในอุ้งมือของอุทัย
อุทัยแสดงป้ายมังกรเหินอันล้ำค่า มันนำมาโยนเล่นในมือราวสิ่งของไร้ราคาอันหนึ่ง .. นักพรตฟ้าเหลืองเห็นเช่นนั้นจึงทะลึ่งตัวลุกพรวด กล่าวกับเหล่านักพรตสาวกของมัน “ไปนำป้ายอันนั้นมา!”
แต่เพียงกะพริบตา ร่างของอุทัยไปปรากฏตัวยืนอยู่บนกำแพง มันกล่าวว่า “ข้าขอตัวก่อนหนา .. ท่านนักพรตคางเหลือง .. อิ อิ อิ” แล้วกระโดดหายไปในทันใด ทิ้งไว้เพียงเสียงหัวเราะเยาะที่ยังดังก้องไปทั่วสถานที่
คำ ‘นักพรตคางเหลือง’ ทำท่านนักพรตเจ้าลัทธิสำลักโลหิตพุ่งพรวด .. “แค๊กกกก ! ไป .. ไปนำศีรษะมันมา .. ไปนำป้ายมา .. แค๊กกกก ! แค๊กกกก !” มันละล่ำละลักกล่าวกับเหล่าสาวก
แต่ก็ไม่ทันการเสียแล้ว .. อุทัยกระโดดสามสี่ทีก็ห่างจากจุดเดิมหลายเส้น มองเห็นเป็นเพียงเงาบางเบาสายหนึ่ง ภายใต้แสงอันรางเลือนยามสนธยา
ยังมีเงาร่างตัวจ้อยของวานรน้อยติดตามมาไม่ห่าง พวกมันพากันกระโดดกระเด้งไปตามหลังคาบ้านเรือน มุ่งไปยังย่านตลาดทางทิศใต้
.. แต่แล้วท่าร่างของอุทัยพลันหยุดกึก ขนแขนของมันลุกซู่ชูชัน รู้สึกถึงพลังงานบางอย่าง
.. เจี๊ยกกกก ! เจ้าเวรุงกะกระโดดมาเกาะที่ไหล่ของอุทัย รับรู้ถึงท่าทางอันผิดปกติของเจ้านายมัน
.. บรรยากาศรอบข้างมืดมิดลงอย่างรวดเร็ว .. สายลมอันเย็นเฉียบพัดผ่านร่างกาย แล้วจึงทวีความรุนแรงราวกำลังมีพายุลูกใหญ่
เสื้อผ้าของอุทัยถูกแรงลมโหมพัดกระพือ มันกล่าวกับเจ้าวานรน้อยว่า “ฮือออ .. นี่เพิ่งจะเย็นย่ำ เหตุใดจึงมืดได้เช่นนี้ ยังมีลมพายุเช่นนี้อีก ..”
เจี๊ยกกกก ! .. เจ้าวานรน้อยเกาหัวแกรก .. ตอนนี้รอบตัวของพวกมันไร้ซึ่งแสงสว่าง ท้องฟ้าไม่ปรากฏก้อนเมฆและดวงดาว ไม่มีแสงตะเกียงจากบ้านเรือน ความมืดบดบังจนมองไม่เห็นสิ่งอื่นใด แม้แต่ผู้คนในเมืองก็พลันหายไปจากประสาทสัมผัส
.. เกิดอันใดขึ้น .. เหงื่อเม็ดโป้งไหลย้อยจากหน้าผากของอุทัย
ที่สุดปลายของความมืด มองเห็นเงาร่างเล็กๆ ปรากฏขึ้น ร่างนั้นค่อยๆ เดินก้าวเข้ามาแล้วหยุดยืนจ้องมองมายังอุทัย
“เจ้าหนุ่มผู้นี้ .. ไม่ธรรมดา .. ฮึ ฮึ ฮึ” เสียงหัวเราะกึกก้องไปทั่ว เป็นน้ำเสียงของเฒ่าชราดังอยู่ในโสตสัมผัส
คนผู้นั้นสวมชุดนักพรตยาวสีเข้ม ร่างกายเล็กผอมหลังงองุ้ม ผมหงอกขาวเกล้ามวยขัดด้วยกิ่งไผ่ คิ้วขาวยาวบดบังดวงตาทั้งสอง เคราขาวยาวถึงกลางอก ในมือถือไม้เท้าทำด้วยเถาไม้หงิกๆ งอๆ
“เป็นท่าน!” อุทัยอุทาน
มันจดจำได้ .. นักพรตชราผู้นี้ พบเจอกันชั่วครู่ที่เหลาสราญรมย์ .. ‘นักพรตสัมผัสฟ้า’
นักพรตสัมผัสฟ้ากล่าว “ถูกต้อง ! .. คือข้าเอง ..”
อุทัยจ้องมองจนคิ้วขมวด .. ‘ผู้ดีย่อมไม่มา ผู้มาต้องไม่หวังดี ฮึ ฮึ’
แล้วจึงปั้นหน้ายิ้มแย้มกล่าวว่า “เป็นวาสนาของผู้เยาว์แล้ว .. ที่ได้ชื่นชมบารมีอันยิ่งใหญ่ของท่านนักพรตอีกครั้ง’ ..”
นักพรตสัมผัสฟ้ายิ้มกล่าว “เจ้านี่ ! ช่างชะเรียร์ ..”
อุทัยกล่าวอย่างนอบน้อมว่า “เรียนท่านนักพรตอันสูงส่ง .. ผู้เยาว์มิได้กล่าวเกินจริงไป .. หากพิจารณาแล้ว ทั่วแผ่นดินมหาทวีปคงมีแต่ท่านจึงเป็นผู้บรรลุที่แท้จริง ..”
อุทัยใช้วาจาป้อยอเต็มที่ .. นักพรตสัมผัสฟ้ารับฟังจนหัวเราะ กล่าวว่า “อิ อิ ! กล่าววาจาจนข้าเคลิบเคลิ้ม .. ยิ่งฟังยิ่งขนลุก ..”
อุทัยกล่าวต่อ “.. ท่านผู้เฒ่าอันปราดเปรื่อง มีอันใดให้ผู้เยาว์รับใช้หรือ ขอรับ” .. แล้วจึงลอบโคจรพลังปราณเตรียมพร้อม
นักพรตสัมผัสฟ้าหัวเราะกล่าว “.. หน้าแข้งของข้า ถูกน้ำลายของเจ้าอาบย้อมจนเปียกหมดแล้ว ..” ท่าทีของมันเปลี่ยนเป็นขึงขังโดยทันใด กล่าวเสียงห้วนว่า “ส่งดวงจิตมังกรมา ..”
ที่แท้ นักพรตสัมผัสฟ้าผู้มาสกัดอุทัยกลางทาง เพียงเพราะต้องการดวงจิตมังกรตัวน้อยนี้
นักพรตเฒ่าก้าวเดินเข้ามา บรรยากาศรอบข้างยิ่งมืดมัวกว่าเดิม “ไม่ใช่เพราะเจ้า เตะเหลนศิษย์ข้าจนคางเหลือง ข้าอาจจะละเว้นเจ้าไว้ .. แต่นั่นก็สายไปเสียแล้ว ฮึ ฮึ”
เอาแล้ว .. นักพรตเฒ่าผู้นี้มีความสัมพันธ์กับนักพรตคางเหลืองผู้นั้น !
อุทัยสำนึกได้ถึงความคับขัน นักพรตสัมผัสฟ้ามาดักรอมันอยู่ก่อนแล้ว ทั้งยังใช้พลังปราณอันพิสดารกักล้อมมันไว้ ยิ่งอยู่นานยิ่งรู้สึกดวงจิตล่องลอยชอบกล
อุทัยแยกเขี้ยว .. ท่าทีอันเคารพนบนอบสูญสลายไป มันกล่าวอย่างไม่เกรงใจ “เช่นนั้น ถามหมัดนี้ดูก่อน !”
แล้วจึงพุ่งกายไปข้างหน้าด้วยความเร็วอันน่าตระหนก ทั่วแขนของมันปรากฏลวดลายอักขระยันต์สีทองอร่าม หมัดขวาชกใส่นักพรตสัมผัสฟ้าสุดแรง
.. อรุณโรจน์เปิดฟ้า !!!
ในความมืดขมุกขมัว หมัดนี้ของอุทัยส่งประกายสีทองสดใส ราวแสงจากดวงอาทิตย์ส่องแหวกความดำมืดของราตรีกาล
.. ปุ๊กกกก !!! หมัดขวาปะทะถูกวัตถุชนิดหนึ่ง พลังปราณของมันถูกขวางกั้นจนรู้สึกอึดอัด .. สิ่งนั้นคือปลายไม้เท้าอันหงิกงอของนักพรตสัมผัสฟ้านั่นเอง
.. เปรี๊ยงงงง !!! ปราณสีทองกระจายออกรอบข้าง ร่างของอุทัยถูกกระแทกเซถอยจนกลับมายืนที่จุดเดิม .. พลังวัตรของนักพรตสัมผัสฟ้าช่างลึกล้ำร้ายกาจ
“บัดซบเอ๊ย ! ตาเฒ่านี่แกร่งไม่เบา” อุทัยกล่าวสบถกับเจ้าเวรุงกะ มือขวาของมันยังรู้สึกด้านชา
พลังปราณอันมืดมิดรอบกายสั่นกระเพื่อม แล้วลดความเข้มข้นลงกึ่งหนึ่ง นักพรตสัมผัสฟ้ากล่าวอย่างประหลาดใจ “ไม่เลว .. ไม่เลว .. เพียงแค่ชนชั้นปราณยุทธ์ กลับมีความสำเร็จถึงเพียงนี้ .. ฮึ ฮึ”
อุทัยเห็นนักพรตสัมผัสฟ้ามีวิชายุทธ์อันสุดยอด หากจะปะทะกันโดยตรง เป็นมันที่ต้องถูกส่งไปหาบิดามารดาที่ล่วงลับแล้ว .. จึงเปลี่ยนท่าทีเป็นชวนสนทนา .. “ช้าก่อน ! ท่านผู้เฒ่านักพรต เช่นนี้ .. ดีหรือไม่ ..”
แล้วจึงยื่นข้อเสนอ .. “นำโอสถหมื่นเทวะสิบเม็ดมาให้ข้า แล้วท่านจะได้จิตมังกรที่ท่านต้องการ” .. กล่าวจบ ป้ายมังกรเหินในอกเสื้อของมันสะดุ้งโหยง
นักพรตสัมผัสฟ้ากล่าวว่า “ฮึ ฮึ .. เจ้าเด็กนี่ช่างกลับกลอก ! เมื่อครู่ยังชวนข้าต่อยตี มาตอนนี้ยังมากล่าววาจาหากำไรอีก”
แล้วจ้องมองอุทัยอย่างลึกซึ้ง .. ยิ่งนาน .. นักพรตเฒ่ายิ่งรู้สึกประหลาด กระบวนยุทธ์ที่มันใช้ออกขณะนี้คืออาณาเขตปราณเพื่อกักขังอุทัยโดยเฉพาะ เป็นวิชาที่สามารถลดทอนพลังปราณ ทั้งยังกัดกร่อนจิตใจศัตรูจนไม่คิดจะต่อสู้
แต่สิ่งนี้ไม่สามารถสร้างผลกระทบใดๆ ต่อคนผู้นี้ ยังชกใส่มันหนึ่งหมัดจนอาณาเขตปราณสั่นสะท้าน ทั้งยังมีสติครบถ้วนกล่าววาจายอกย้อนไปมา
นักพรตสัมผัสฟ้ากล่าวอย่างจริงจังว่า “เห็นที วิชาพื้นๆ คงใช้กำราบเจ้าไม่ได้เสียแล้ว”
อุทัยเห็นเช่นนั้นจึงรีบกล่าว “ใจเย็นท่าน ! เม็ดเดียวก็พอ .. โอสถหมื่นเทวะเพียงหนึ่งเม็ดก็พอแล้ว ..” มันไม่รอช้ารีบลดมูลค่าเจ้ามังกรน้อยเหลือเพียงโอสถเม็ดเดียว .. ป้ายมังกรเหินในอกเสื้อสะดุ้งแรงกว่าเดิม
นักพรตสัมผัสฟ้ากล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเหยียบ “ไม่ทันเสียแล้ว .. นอกจากจะไม่ได้อันใดจากข้า เจ้ายังต้องเป็นฝ่ายสูญเสียอย่างคาดไม่ถึง”
อุทัยรับฟังจนเสียวไปถึงกระดูกสันหลัง นักพรตเฒ่ากล่าว “.. อายุเพียงเท่านี้ แต่กลับมีสุดยอดวิทยายุทธ์ ทั้งยังต้านทานพลังของข้าได้ ..” สายตาอันคบกริบจ้องมองลอดผ่านขนคิ้ว “เจ้าคงมีดวงด้านวิชาฝีมือ .. ฮึ ฮึ ข้าอยากจะรู้เสียแล้ว .. ว่าดวงชะตาเจ้าเป็นเช่นไร”
อุทัยรับฟังจนขนลุก นักพรตเฒ่าผู้นี้กำลังจะทำอันใด บรรยากาศรอบข้างยิ่งทวีความมืดมิดเข้มข้นยิ่งกว่าเดิม
"เอ๊ะ!!!" .. อยู่ๆ อุทัยก็ไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกาย ทั้งยังรู้สึกอึดอัดราวกำลังถูกพลังบางอย่างกดทับอย่างรุนแรง
เสียงเฒ่าชราดังมาจากรอบทิศทาง “ไม่ต้องกังวลไป ข้ายังไม่อนุญาตให้เจ้าตายในคืนนี้หรอก .. จะขอเล่นสนุกกับดวงชะตาของเจ้าก่อน .. ฮึ ฮึ ฮึ”
ร่างนักพรตสัมผัสฟ้าค่อยๆ เลื่อนเข้ามาราวลอยได้ พลังปราณอัดแน่นจนชุดเสื้อผ้าพัดกระพือ หนวดเคราสะบัดพลิ้ว มันนำหัวไม้เท้าอันหงิกงอยื่นมาจ่อศีรษะอุทัย ..
.. สัมผัสฟ้าเปลี่ยนชะตา !
.. ก่อเกิดจุดแสงดวงน้อยปะทุออกจากไม้เท้า .. ว๊าบบบบ !
.. ลำแสงนั้นพุ่งเข้าใส่กระหม่อมอุทัยอย่างจัง ความมืดมัวไม่คงอยู่อีกต่อไป ทั่วบริเวณเปลี่ยนเป็นสว่างเจิดจ้าเวิ้งว้าง
อุทัยรู้สึกเสียวแปล๊บราวถูกสายฟ้าฟาดใส่ ร่างกายตอบสนองจนดีดผึง ปราณพลังหยุดโคจร จุดชีพจรเส้นลมปราณหยุดแน่นิ่ง
ฮึ ฮึ ฮึ .. เสียงหัวเราะอันเย็นเยือกของนักพรตสัมผัสฟ้า “อยากจะรู้นัก .. ชะตาของเจ้านั้นเลอเลิศเพียงไร .. ฮึ ฮึ ฮึ”
นักพรตเฒ่าบำเพ็ญจิตมาเป็นร้อยปี มีตบะแข็งแกร่งสูงส่ง สืบทอดศาสตร์สัมผัสฟ้าอันลึกลับ .. สามารถพยากรณ์เหตุการณ์ในอนาคต ทั้งยังอ่านดวงชะตาผู้คนได้อย่างแม่นยำ
สัมผัสฟ้าเปลี่ยนชะตา .. วิชาที่หยอกล้อกับโชควาสนา จัดการดวงชะตาราวกับเป็นสิ่งของที่บรรจุในภาชนะ ทำการสับเปลี่ยนเคลื่อนย้ายกันระหว่างบุคคลต่อบุคคล
ถ้าใช้ในทางที่ดีย่อมส่งเสริมชะตาชีวิตให้รุ่งเรือง .. หากใช้ในทางชั่วช้า โชคชะตาของผู้ถูกกระทำจะเปลี่ยนเป็นเลวร้ายถึงขีดสุด .. ดวงชะตาอันดีงามจะถูกช่วงชิงออกมา คงเหลือแต่ชะตาร้ายที่ถูกทิ้งเอาไว้ .. ทั้งยังสามารถใส่ชะตาอันโคตรบัดซบที่นำมาจากผู้อื่นมาบรรจุเพิ่มได้อีก
“อือออ .. ดวงชะตาของเจ้า ..” เสียงนักพรตเฒ่าอุทานอย่างแปลกใจ
“อ๋าาาา .. อยู่ไหนหนอ ..” นักพรตเฒ่ามีสีหน้าเคร่งเครียด คิ้วเคราขาวกระตุกไปมา
“อือออออ .. ไม่มี ..” นักพรตเฒ่าปากอ้ากว้าง .. มันตกใจสุดขีด ร้องอุทานว่า “สวรรค์ !!! .. เจ้า .. เจ้า ..”
“เจ้า .. ไม่มีดวงชะตา !!!” นักพรตสัมผัสฟ้าตาเบิกโพลง ดวงชะตาของอุทัยว่างเปล่า .. เจ้าผู้นี้คือตัวอันใด !!!
เพียงชั่วครู่ที่จิตสมาธิของนักพรตเฒ่าสั่นไหว อุทัยก็หลุดออกจากมนตร์สะกด .. พลังปราณของมันกลับมาโคจรได้ดังเดิม ความรู้สึกในการควบคุมร่างกายก็กลับมาอีกครั้ง .. แต่สภาพตกใจของนักพรตเฒ่ายังทำอุทัยงุนงง ..
.. อันใดของตาเฒ่าผู้นี้ .. มันตกใจอันใด .. ช่างเป็นผู้ชราที่เลอะเลือน .. เฮ้ออออ ..
แต่เจ้าเวรุงกะไม่คิดเช่นนั้น .. ที่มันเห็นคือนักพรตเฒ่ากำลังนำไม้เท้าตีกบาลนายน้อยของมัน .. เจ้าวานรโมโหเลือดขึ้นหน้าโดยทันใด
จ๊ากกกก !!! เจ้าเวรุงกะกระโจนใส่อย่างฉับพลัน แล้วนำกรงเล็บเท้าตะกุยถีบเข้าใบหน้านักพรตเฒ่าอย่างจัง
.. แคว๊กกกก !!! ปราณคุ้มครองกายของนักพรตสัมผัสฟ้าขาดเป็นชิ้นๆ มันมิอาจต้านทานพลังสัตว์อสูรของเจ้าวานรน้อยได้
.. โอ๊ยยยย ! โอ๊ยยยย ! .. ตาเฒ่านักพรตร้องอย่างเจ็บปวด ใบหน้าของมันถูกตะกุยจนเลือดซิบ คิ้วเคราขาดกระจุย ตัวของมันคุดคู้ก้มลงนำมือทั้งสองปิดริ้วแผลบนใบหน้า
อาณาเขตปราณที่กักขังอุทัยจึงถูกทำลาย บรรยากาศกลับมาเป็นปกติ .. อุทัยยังยืนอยู่บนหลังคาบ้านหลังเดิม .. ท้องฟ้ายามค่ำคืนประดับไปด้วยกลุ่มดาว แสงตะเกียงจากบ้านเรือนมีอยู่ทั่วไป ทั้งเสียงอึกทึกของผู้คนยังดังมากระทบโสต
นักพรตสัมผัสฟ้ายืดกายลุกขึ้น มันจ้องมองอุทัยอย่างไม่เข้าใจ ทั้งยังไม่เข้าใจเจ้าวานรน้อย .. ด้วยประสบการณ์ของผู้เฒ่า ทั้งสองไม่ควรมีอยู่ในพิภพนี้
อุทัยรู้สึกพะอืดพะอม เส้นชีพจรพลังปราณภายในปั่นป่วน แล้วจึงกระอักโลหิตสีดำสนิทออกมาดัง .. พรวดดดด !
เจี๊ยกกก ! เจ้าเวรุงกะยิ่งโมโห กำลังกระโจนเข้าใส่ตาเฒ่านักพรตอีกครั้ง แต่หางของมันถูกดึงรั้งเอาไว้จนร่างของมันหยุดผึงอยู่กลางอากาศ .. เจี๊ยกกก ! เจี๊ยกกก ! จ๊ากกก !
เป็นอุทัยดึงหางมันไว้ แล้วกล่าวว่า “เจ้าจ๋อ ไปกันเถอะ .. อย่าไปสนใจตาเฒ่าเลอะเลือนผู้นี้เลย” แล้วหันไปกล่าวกับนักพรตเฒ่า “.. วานรข้าซุกซนไปหน่อย ท่านคงไม่ถือสา”
เจี๊ยกกก ! เจ้าวานรน้อยกระโดดมาเกาะที่บ่า อุทัยเห็นนักพรตเฒ่ายังไม่กล่าวว่าอะไร กล่าวต่อว่า “เช่นนั้น ข้าไปก่อนหนา .. ท่านนักพรตหน้าลาย .. คิ คิ”
ไม่ไปตอนนี้แล้วจะไปเมื่อไร .. อุทัยกล่าวกับเจ้าวานรน้อย “นี่เจ้าจ๋อ .. เจ้าว่า ยังจะมีผู้ใดมาอีกหรือไม่ .. ไปหลบที่ไหนดีหนอ .. ข้ารู้สึกง่วงนอนยิ่งนัก .. หวาวววว” อุทัยหาวหวอด แล้วจึงสะบัดตูดกระโดดหายไปอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งนักพรตสัมผัสฟ้าผู้ยิ่งใหญ่ที่ยังยืนงุนงงสับสนไว้เพียงลำพัง