เอาเถิด ไป๋ซิวจิ่นไม่ใช่คนอื่นคนไกล มิหนำซ้ำเขายังช่วยชีวิตม่านซูไว้ ทว่าในใจของผู้เป็บิดาก็ยังอดรู้สึกขุ่นเคืองไม่ได้อยู่ดี แต่กลับไม่อาจเอ่ยปากบอกใครได้
เสิ่นม่านซูย่อมไม่รู้ว่าในใจบิดาเศร้าหมองมากเพียงใด นางเพียงยกม่านรถม้าขึ้นเล็กน้อย จดจำเส้นทางจากจวนแม่ทัพไปยังจวนของหมอเทวดาไป๋เงียบๆ
ไม่นานรถม้าก็มาถึงจวนตระกูลไป๋
ทว่าเมื่อถึงหน้าประตูจวนกลับเกิดปัญหาขึ้นเล็กน้อย
ชายหนุ่มหน้าตาอ่อนโยน ดูสุภาพเรียบร้อยผู้หนึ่ง ประสานมือคารวะแม่ทัพเสิ่น ก่อนกล่าวว่า “บ่าวไป๋จื่อ ขอคารวะแม่ทัพเสิ่น นายท่านกำชับว่าขอพบเพียงท่านผู้เดียว ดังนั้นขอเชิญคุณหนูเสิ่นรออยู่ด้านนอกก่อนขอรับ”
สีหน้าของเสิ่นเจิ้นกวงเต็มไปด้วยความลำบากใจ เขาหันกลับไปมองบุตรสาว
เสิ่นม่านซูหลุบตาลงเล็กน้อย ได้แต่ถอนหายใจในใจ
ดูท่าอีกฝ่ายจะรังเกียจนางจริงๆ
แต่เสิ่นม่านซูไม่ใช่คนที่ยอมแพ้ง่ายๆ นางยิ้มอย่างสุภาพไม่ให้ดูอึดอัดเกินไป ก่อนรับกล่องอาหารจากมือป้านเซี่ยแล้วยื่นให้บิดา
“ในเมื่อเป็เช่นนี้ ลูกจะกลับไปนั่งรอในรถม้า ท่านพ่อช่วยนำกล่องอาหารนี้ไปมอบให้หมอเทวดาไป๋แทนลูกหน่อยนะเ้าคะ”
“ได้ แต่ม่านซู อย่ารออยู่ข้างนอกเลย ให้สารถีพาเ้ากลับจวนก่อนเถิด”
“เ้าค่ะ”
เสิ่นม่านซูมองตามแผ่นหลังของบิดาและไป๋จื่อที่เดินเข้าไปในจวน ถึงแม้สีหน้าจะสงบนิ่ง แต่ในใจกลับหงุดหงิดไม่น้อย
เอาเถิด วันหน้ายังอีกยาวไกล
ไม่ว่าอย่างไร นางจะต้องไม่ทำให้ขาทองคำผู้นี้ไม่พอใจอย่างเด็ดขาด
ขณะเสิ่นม่านซูหันกลับ พลันได้ยินเสียงกีบม้าดังขึ้น
เมื่อนางเงยหน้าก็เห็นชายหนุ่มรูปงามบนหลังม้า เขาสวมอาภรณ์สีสด ขี่ม้าด้วยท่วงท่าสง่างาม ดูน่าเกรงขามยิ่งนัก
ต้องยอมรับว่า ในฐานะคู่พระนางของนิยายเื่นี้ พระเอกกับนางเอกมักจะ ‘บังเอิญพบกัน’ อยู่เสมอ
บังเอิญบ้าอะไรละ!
เสิ่นม่านซูเก็บซ่อนความไม่พอใจในแววตา ก่อนจะหันหลังรีบเดินไปยังรถม้าของจวนแม่ทัพ แต่จวินมั่วหานกลับลงจากหลังม้า และพุ่งตรงมาหานางในทันที
“คุณหนูสาม!”
เสิ่นม่านซูได้ยินเสียงเรียกนี้ถึงกับเปลี่ยนจากเดินเป็วิ่งเหยาะๆ แทน
จวินมั่วหาน “…”
หลังจากกลับจวนไป จวินมั่วหานยิ่งคิดก็ยิ่งหงุดหงิด เขารู้สึกว่าเสิ่นม่านซูเปลี่ยนไปจากเดิมราวกับเป็คนละคน
หรือเป็เพราะนางเห็นเขาอยู่กับซูฉินจึงหึงหวง รักมากก็ยิ่งโกรธมากใช่หรือไม่
เดิมทีเขาตั้งใจจะเว้นระยะกับเสิ่นม่านซูสักพัก จึงคิดจะมาหาไป๋ซิวจิ่น แต่ไม่คิดว่าจะได้พบเสิ่นม่านซูที่หน้าจวนตระกูลไป๋เข้าโดยบังเอิญ
ในเมื่อพบแล้ว และรอบด้านก็ไม่มีคนของจวนแม่ทัพอยู่ เขาย่อมมั่นใจว่าสามารถเกลี้ยกล่อมให้นางเปลี่ยนใจได้
จวินมั่วหานเป็บุรุษที่ฝึกยุทธ์ ร่างสูงขายาว ก้าวไม่กี่ก้าวก็ตามทัน
เสิ่นม่านซูเพิ่งจะเข้าไปนั่งบนรถม้า เขาก็ยื่นมือคว้าบังเหียนไว้
สารถีของจวนแม่ทัพมองจวินมั่วหานด้วยสีหน้าลำบากใจ
จวินมั่วหานจ้องไปยังม่านรถม้าที่ปิดลง แล้วกล่าวว่า “คุณหนูสาม เหตุใดเจอข้าแล้วต้องหนีด้วย”
เสิ่นม่านซูที่นั่งอยู่ในรถม้ากลอกตาหนึ่งที
ตนเองเลวถึงเพียงนั้น ไม่รู้จักสำนึกบ้างหรือไร
หากไม่หนีแล้วจะให้อยู่เลี้ยงข้าวหรือ
เสิ่นม่านซูขบริมฝีปากก่อนเอ่ยเสียงเรียบ “อ้อ องค์ชายเจ็ดเองหรือ เมื่อครู่ข้ามองไม่เห็นน่ะ ว่าแต่ท่านมีธุระอะไรหรือเ้าคะ”
แววตาของจวินมั่วหานลึกล้ำ
“ม่านซู เ้าจำเป็ต้องเว้นระยะกับข้าถึงเพียงนี้ด้วยหรือ”
“องค์ชายเจ็ดโปรดเรียกข้าว่าคุณหนูสาม หรือคุณหนูเสิ่นจะเหมาะสมกว่านะเ้าคะ” เสิ่นม่านซูตอบด้วยสายตาเ็า
ก่อนหน้านี้ เพราะได้รับความโปรดปรานจึงได้ใจ แต่เมื่อไม่ได้รับแล้ว ก็เริ่มกระสับกระส่ายไม่หยุด
เฮอะ พวกผู้ชาย
ภาพเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ตกอยู่ในสายตาของชายหนุ่มคิ้วหนาตาโตผู้หนึ่ง ซึ่งแต่งกายเช่นเดียวกับไป๋จื่อ
แววตาของเขาวูบไหว ก่อนจะหันหลังกลับเข้าไปในจวนอย่างรวดเร็ว
ในเวลานั้นเอง ไป๋ซิวจิ่นกำลังสนทนากับเสิ่นเจิ้นกวงอยู่ในจวน
เสิ่นเจิ้นกวงถอนหายใจกล่าว “เสี่ยว[1]ไป๋ วันนั้นต้องขอบคุณเ้าจริงๆ ที่มาทันเวลา ไม่เช่นนั้นม่านซูอาจไม่รอดแล้ว”
พอคิดถึงเื่นั้น เสิ่นเจิ้นกวงก็อดหวาดกลัวไม่ได้ เขาผ่านสนามรบและฆ่าศัตรูมานับไม่ถ้วน คลุกคลีอยู่ในกองศพมานานหลายปี ไม่เคยหวาดหวั่นสิ่งใด แต่ครั้นได้ยินข่าวว่าม่านซูกลืนทองฆ่าตัวตาย มือเท้าเขาก็เย็นเฉียบในฉับพลัน โชคดีที่ท้ายที่สุดไม่ได้เกิดเื่ร้าย
ไป๋ซิวจิ่นชงชาอย่างสงบนิ่ง เอ่ยเสียงเรียบด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “นางมีมารดาที่ดี”
วันนั้นเขาไปที่จวนแม่ทัพเพื่อพบเสิ่นเจิ้นกวง ในเมื่อเพิ่งมาถึงเมืองหลวง ย่อมต้องไปคารวะตามธรรมเนียม แต่เสิ่นเจิ้นกวงไปทางใต้แล้ว ส่วนคุณหนูสามเสิ่นม่านซูกลับก่อเื่กลืนทองฆ่าตัวตาย
หลินซื่อถึงกับคุกเข่าขอร้องให้เขาช่วย
สุดท้ายไป๋ซิวจิ่นก็เมตตา และยอมช่วยชีวิตเด็กสาวโง่เขลาคนนั้น
ในขณะนั้นเอง ชายหนุ่มคิ้วเข้มตาโตที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ก็เดินเข้ามา ไป๋ซิวจิ่นเงยหน้า
“ไป๋จี๋ มีเื่อันใด”
ไป๋จี๋เหลือบมองแม่ทัพเสิ่นที่กำลังดื่มชา ก่อนเอ่ย “องค์ชายเจ็ดมาแล้ว แต่เขาบังเอิญเจอกับคุณหนูเสิ่น ตอนนี้ทั้งสองกำลังโต้เถียงกันอยู่ขอรับ”
พรวด!
แม่ทัพเสิ่นถึงกับพ่นชาที่เพิ่งดื่มออกมาในทันที
ไม่สนใจสภาพยับเยินของตน เขารีบลุกขึ้นยืน พลางกล่าวอย่างร้อนรน “เสี่ยวไป๋ เ้าดื่มชาต่อไปก่อน ข้าจะออกไปดูหน่อย!”
เสิ่นเจิ้นกวงเดินออกไปพลางพึมพำไม่หยุด “จะไม่รู้จักจบจักสิ้นหรืออย่างไร ไอ้คนสารเลวนั่นคิดจะทำอะไรกันแน่!”
ไป๋จี๋มุมปากกระตุกเล็กน้อย หันไปพูดกับเ้านายอย่างใ “นายท่าน แม่ทัพเสิ่นบอกว่าองค์ชายเจ็ด…”
ทว่าไป๋ซิวจิ่นเพียงเหลือบมองเล็กน้อย ไป๋จี๋ก็รีบหุบปากทันที
ไป๋ซิวจิ่นรินชาให้ตนเองอีกถ้วยอย่างสง่างาม อาภรณ์สีขาวสะอาด การเคลื่อนไหวลื่นไหลราวเมฆาบนท้องฟ้า ชวนให้สบายตาอย่างยิ่ง
ที่สำคัญคือคนผู้นี้หล่อเหลาเกินไป ต่อให้ไปยืนก่อไฟในครัว ภาพนั้นก็ยังคงงดงามจนยากจะละสายตา
จากนั้นสายตาของไป๋ซิวจิ่นก็ตกลงบนกล่องอาหารด้านข้าง คิ้วงามขมวดเล็กน้อย
ไป๋จี๋ซึ่งยืนเงียบอยู่ด้านข้างมาสักพักกล่าวเสียงเบา “นี่คือกล่องอาหารที่แม่ทัพเสิ่นนำมา บอกว่าเป็ขนมหวานที่คุณหนูสามทำด้วยตนเองขอรับ”
บนใบหน้าหล่อเหลาที่เดิมสงบนิ่งพลันมีแสงวาบผ่าน พอมือขาวเรียวเปิดฝากล่องอาหาร กลิ่นหอมหวานสดชื่นก็ลอยออกมาทันที
ไป๋จี๋รีบโน้มตัวเข้ามา มองขนมกลมๆ น่ารักเ่าั้แล้วกล่าวอย่างจริงจัง “นายท่าน ให้บ่าวชิมเพื่อตรวจพิษเถิด!”
ไป๋จื่อถึงกับมุมปากกระตุก คนอื่นไม่รู้ แต่พวกเขาที่ติดตามนายท่านมาหลายปีรู้ดีว่านายท่านนั้นร้อยพิษไม่กล้ำกราย
จะตะกละก็ตะกละเถอะ ยังจะตรวจพิษอะไรอีก
ไป๋ซิวจิ่นไม่แม้แต่จะเหลือบมองไป๋จี๋ เขาหยิบขนมขึ้นมาชิ้นหนึ่งแล้วกัดเบาๆ ขนมนี้เพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ ยังอุ่นอยู่ เนื้อัันุ่มหนึบ ไส้ด้านในหวานละมุน กลิ่นและรสชาติติดอยู่บนปลายลิ้น
ดวงตางดงามดุจอัญมณีของไป๋ซิวจิ่นหรี่ลงเล็กน้อย คล้ายแมวที่กำลังพึงพอใจ
ไป๋จี๋มองภาพนั้นแล้วกระซิบกับไป๋จื่อ “ไป๋จื่อ เ้าคิดว่าขนมนี่อร่อยหรือไม่”
“อร่อย”
ไป๋จี๋ใ “เ้ายังไม่ได้กินเลย มั่นใจได้อย่างไร”
ไป๋จื่อยิ้มบาง “นายท่านกินไปชิ้นที่สามแล้ว”
ไป๋จี๋หันขวับไปมองด้วยความใทันที ทว่าเขาเคลื่อนไหวเร็วเกิน ทำให้ได้ยินเสียงกระดูกคอขยับเบาๆ
เขาจะไม่ใได้อย่างไร แค่พูดไม่กี่ประโยค นายท่านก็กินไปสามชิ้นแล้ว!
ขณะเดียวกัน หน้าจวนตระกูลไป๋ยามนี้บรรยากาศตึงเครียดขึ้นเล็กน้อย
จวินมั่วหานตั้งใจจะพาเสิ่นม่านซูไปยังที่ที่มีคนน้อย เพื่อพูดคุยกันดีๆ ก่อนหน้านี้ทั้งสองคนก็เคยพบกันเป็การส่วนตัว เพียงแต่มีซูฉินอยู่ด้วยห่างๆ แต่ครั้งนี้ เขาอยากปลอบนางเพียงลำพัง
สตรีนั้น เพียงเอาใจสักหน่อยก็พอแล้ว
ใครจะคิดว่าเสิ่นม่านซูจะดื้อดึงไม่ยอมลงจากรถม้า ยิ่งยืดเยื้อเขาก็จะยิ่งเสียเปรียบ!
ยิ่งไปกว่านั้น นี่คือหน้าจวนของไป๋ซิวจิ่น จึงมีสายตามากมายจับจ้องมาทางนี้
จวินมั่วหานสายตาแข็งกร้าว เขาะโขึ้นรถม้า ยกมือหมายจะแหวกม่านรถม้าออก
[1] เสี่ยว คำว่า ‘เสี่ยว’ มาจากอักษรจีน 小 แปลว่า ‘เล็ก’ หรือบางครั้งใช้เรียกคนที่อายุน้อยกว่า หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งด้วยความเอ็นดู