ฉลามคลั่งรัก 6 : ทะเลสีเื
#ฉลามคลั่งรัก
“พระเ้า” ผมอุทาน ยกมือขึ้นปิดปากที่อ้าค้างใกับภาพที่เห็นเศษซากของเรือที่ถูกพังเกลื่อนกลาดเต็มไปหมด ท้องทะเลถูกแต้มด้วยหยาดโลหิตสีแดงข้นที่ไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็มีแต่เืเต็มไปหมดกลิ่นคาวของมันทำเอาทุกคนในเรือยกมือขึ้นปิดจมูกปิดปากกันเป็แถบขณะที่กวาดตามองภาพตรงหน้า
ตอนที่รู้ว่าเรืออับปางผมไม่ได้คิดว่ามันจะหนักขนาดนี้
นี่มันไม่ใช่แค่เรือไฟไหม้แบบที่จอร์แดนบอกแน่ๆ
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันเนี่ย” แนชลีย์พึมพำเธอหลับตาปี๋ตอนเห็นหัวของใครคนหนึ่งลอยมาหาภาพชวนคลื่นไส้นั้นเป็อะไรที่โคตรติดตา ขนาดผมเองยังต้องหลับตาไม่มอง “พระเ้า นี่มันแย่มาก ๆ มันน่ากลัวชะมัด”
“ใจเย็น ๆ แนชลีย์ มันไม่มีอะไร”
“แต่...”
“คุณไปนั่งพักก่อนเถอะ”โอเว่นพาแนชลีย์ไปนั่งหลบมุมเพื่อที่เธอจะได้ไม่เห็นความน่ากลัวในเวลานี้ผิดกับผมและเอริคที่ยังคงจดจำทุกสิ่งที่เห็นได้ ในหัวของผมประมวลว่านี่มันเกิดอะไรจนกระทั่งปลายนิ้วของคนด้านข้างชี้ไป
มีปลาฉลามที่ถูกตัดครีบตายอยู่นับสิบตัว
“เป็อย่างที่คุณพูด โซล พวกนี้คือพวกตัดครีบปลา”
“...”
“พวกเขาถูกล่าด้วยอสูรกายใต้ทะเล” คำพูดของเอริคทำผมนิ่งค้างภาพหวนกลับเมื่อวานว่าเกิดอะไรขึ้นประจำถ้าผมรู้ว่าจะมีการขนส่งของผิดกฎหมายหรือว่ามีพวกทำความผิดผมจะแจ้งกับเ้าหน้าที่ไม่ก็บุกเข้าไปจัดการเองเนื่องจากผมก็มีเส้นสายพอตัวที่จะเอาผิดกับพวกเขาต่อให้จะเสี่ยงอันตรายแค่ไหนก็ตาม
แต่เมื่อวานผมไม่รู้ข่าวผมาเ็และเกือบตาย แถมเมื่อคืนผมก็กำลังหยอกล้ออยู่กับดีแลนถ้าเกิดมันมีเื่แบบนี้ขึ้นจริง ผมคิดว่าเ้าสองตัวนั้นอาจจะไม่มาวนเวียนอยู่กับผมเพราะพวกมันคงจะวิ่งโร่ไปทำเื่โหดร้ายซะก่อนไม่ปล่อยให้กรรมตามสนองคนพรรค์นี้เองหรอก
ไม่สิไม่ใช่สอง...
ก็เมื่อคืนดีแลนอยู่กับผมแล้วดายหายไป
อย่าบอกนะว่ามันให้ดีแลนมาเฝ้าผมไว้เพื่อที่มันจะได้...
“อ๊ากกก !!!!!”
“โซล ดูนั่น !” ผมหลุดออกจากภวังค์ทันทีที่ได้ยินเสียงกรีดร้องหันไปมองตามนิ้วของเอริคก็พบกับเ้าปลาตัวใหญ่ที่แหวกน้ำเป็สายด้วยครีบยาวเืสีแดงฉานกระจายเต็มทั่วตัวมันผมพยายามหาว่าต้นตอของเสียงมันมาจากไหนกระทั่งตอนที่มันว่ายเข้ามาใกล้
ร่างของคนที่มันคาบไว้ก็ขาดครึ่งตรงหน้าผม
“พระเ้า !”
“หลบเร็ว !”
ปึง !
แรงกระแทกทำเรือเราโคลง เอริคดึงผมให้หลบการปะทะ วินาทีนั้นผมใมากภาพของคนที่ถูกกัดขาดครึ่งติดตรึงอยู่ในดวงตามันชัดเจนจนผมไม่รู้ว่าจะลบมันออกยังไงร่างของเขาลอยขึ้นจากน้ำตามแรงและมวลของร่างกาย มันทำให้ผมเหมือนขาดอากาศหายใจ
ผมเห็นภาพของพ่อแม่ตอนถูกโยนลงไปในทะเล
‘แม่ครับ ! พ่อครับ !’
‘ไม่นะ !!!!!!!’
“โซล !”ผมหอบหายใจหลุดจากภาพความคิดตอนที่ร่างกายพ่อแม่ถูกฉลามนับสิบฉีกทึ้งร่างกายออกเป็ชิ้นๆ เอริคเขย่าตัวผม มองด้วยความเป็ห่วงพร้อมกับสำรวจร่างกายที่สั่นไหวผมรู้ว่าตัวเองเคยเห็นคนตายมานับครั้งไม่ถ้วนแต่แบบที่เห็นมันกัดต่อหน้าต่อตายังไม่เคยเลยสักครั้ง
จะให้เทียบคนกับปลาที่มันเคยฆ่าก็ไม่ได้เพราะปลามันเป็สัตว์ที่เมกาโลดอนต้องกินอยู่แล้ว ผิดกับคนที่ยากมาก ๆฉลามจะไม่กินถ้าไม่มีอะไรไปล่อมัน ส่วนใหญ่คงเป็เืที่กระตุ้นสัญชาตญาณในร่างทว่าภาพนั้นก็ทำให้ผมกลัวมาก
มันพาให้ผมนึกถึงสิ่งที่ซ่อนไว้ใต้ก้นบึ้งของจิตใจ
“ใจเย็น ๆ คุณปลอดภัย ตอนนี้ไม่มีอะไร”
“เขาไม่รอดใช่ไหม”
“…”
“ไม่มีใครรอดเลยใช่ไหม เอริค” ผมถาม มองคนตัวสูงที่หันไปมองรอบกายการช่วยเหลือของเราสูญเปล่าเมื่อพบว่าที่นี่ไม่มีอะไรเลยนอกจากความพังพินาศเมื่อกี้ผมไม่ทันเห็นว่าเป็ดายหรือดีแลนที่กัดคนคนนั้น
และไม่ว่าจะเป็ใครมันก็ทำให้ผมรู้สึกไม่ดีเหลือเกิน
“คุณนั่งพักก่อนเถอะ เราคงต้องหาเบาะแสว่าเกิดอะไรขึ้น”
“...”
“ผมคิดว่าคุณควรอยู่ใกล้แนชลีย์ไว้นะ” เขาลูบหัวผมหันไปมองผู้หญิงด้านข้างที่เอื้อมมือมาจับมือผมไว้ เธอบีบเบา ๆ เป็การให้กำลังใจส่วนคนที่เหลือก็เดินไปตรงขอบเรือ ชะโงกมองดูว่ามีอะไรพอที่จะเป็ข้อมูลได้บ้างผมเห็นโอเว่นเอาไม้ที่มีตะขอเกี่ยวเกี่ยวปลาฉลามขนาดเล็กตัวหนึ่งขึ้นมาครีบของมันถูกตัดหมดทั้งสองข้างไม่เว้นแม้แต่ครีบหลังที่ใช้เป็สัญญาณเตือนคนอื่นว่าพวกมันกำลังว่ายมาหา
เืของมันหยดลงบนน้ำผมไม่แปลกใจเลยว่าทำไมทะเลถึงกลายเป็สีแดงฉาน
มันมีทั้งเืของปลาและเืของคนจากเรือที่แล่นมารวมกันผมว่าคนน่าจะเยอะพอดูถึงย้อมมหาสมุทรได้ขนาดนี้ลองคิดดูสิว่าถ้ามีเรือกู้ชีพลำอื่นโผล่มาแถวนี้นี่จะกลายเป็ข่าวที่ดังที่สุดในรอบปี
และศูนย์วิจัยของเราจะไม่ปลอดภัย
“ดูเหมือนว่าดีแลนกับดายจะมาเอาคืนให้เ้าพวกนี้นะ” โอเว่นสรุป เขาปล่อยเ้าปลาตัวนั้นลงน้ำรีบชักไม้ขึ้นมาเมื่อเห็นบางอย่างว่ายผ่าน “และมันยังไม่ไปไหนซะด้วย”
“เราอาจกลายเป็เป้านิ่ง”
“มันจะไม่ทำอะไรเรา ตราบใดที่ผมอยู่ตรงนี้”
“…”
“พวกคุณไม่ต้องกลัว” ผมปลอบทั้งสองคนแม้ว่าตัวเองจะไม่ค่อยไหวเท่าไหร่พยายามสูดอากาศเข้าหายใจหวังเพียงให้มันลบความกลัวเมื่อหลายปีก่อนออกไปจะได้ตั้งสติทว่าสายลมกลับพัดกลิ่นคาวเข้าหาเป็ระยะ ๆ ราวกับ้าตอกย้ำว่าผมเลี้ยงอะไรไว้ข้างกายตัวเอง
ผมเลี้ยงอสูรกายปีศาจร้ายที่พร้อมคร่าชีวิต
“พวกนายทำตัวไม่ดีอีกแล้ว” ผมพึมพำให้แนชลีย์ประคองร่างเพื่อที่จะยืนขึ้นผมมองอีกฝั่งของเรือด้านเดียวกับที่ตัวเองยืนอยู่กวาดตามองดูข้าวของมากมายที่ลอยเหนือน้ำ ส่วนใหญ่แล้วพวกมันถูกกัดแตกออก มีร่องรอยไฟไหม้เล็กน้อยด้วยผมคิดว่า
แต่ผมยังไม่เห็นเรือใหญ่ที่แนชลีย์บอกว่าอับปางั้แ่เมื่อคืน
พลันดวงตาผมก็เลื่อนไปเห็นป้ายอะไรบางอย่างตัวอักษรสีทองสะท้อนอยู่บนผิวน้ำ มันต้องกับแสงอาทิตย์ที่ส่องลงมารั้งให้ผมสนใจ
“นั่นอะไร” ผมชี้สนใจลายลักษณ์บนนั้น “ช่วยเอามันขึ้นมาให้ผมหน่อย”
“มันก็แค่ป้ายไม่ใช่เหรอ”
“มันอาจเป็เบาะแสสำคัญว่าเรือที่จมนั้นมีอะไรอยู่ข้างใน” ผมสบตากับด็อกเตอร์ หวังเพียงให้เขาช่วยตามใจ “เราใช้มันสืบข้อมูลต่อได้เพราะงั้นช่วยเอามันขึ้นมาที”
“รับทราบ”เขาพยักหน้าให้เอริคขับเรือเข้าไปใกล้ตรงนั้นเราระวังเสียงเครื่องยนต์มากเพราะไม่รู้ว่าตอนนี้เ้าสองพี่น้องอยู่ตรงไหนไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าเราจะปลอดภัยถึงเมื่อกี้ผมจะบอกไว้ว่ามันจะไม่ทำอะไรก็ตาม
แต่อย่าลืมว่าตอนนี้เราอยู่ท่ามกลางเืแดงฉานมันคือสิ่งเดียวที่กระตุ้นฉลามได้ดีพอ ๆ กับเสียงของปลาวาฬ ถ้าเกิดเราทำอะไรผลีผลามทำอะไรรวดเร็วแทนที่จะเชื่องช้า ผมสาบานได้ว่าเราจะไม่รอดกลับไปหาคนที่ศูนย์วิจัย
เราจะตายไม่ต่างจากคนพวกนี้เลย
“ได้แล้ว”ผมบอกตอนหยิบป้ายที่มีตัวอักษรสีทองขึ้นมาจากน้ำ โดยมีโอเว่นใช้ไม้เกี่ยวมันขึ้นมาให้มันเป็ป้ายไวนิลเหมือนพวกที่ติดตามเรือสำราญทั่วไปผมใช้มือลูบน้ำสีแดงออกจากป้ายเพื่ออ่านข้อความที่ปรากฏไว้ “ยินดีต้อนรับสู่...ปาร์คเกอร์ชิป”
“ปาร์คเกอร์ชิปงั้นเหรอ ?” เอริคทวนคิ้วสวยขมวดกันแน่น “มันคือเรือของพวกมหาเศรษฐีที่ได้ยินว่าเพิ่งซื้อเกาะส่วนตัวแถวนี้ไป”
“และคงค้าของผิดกฎหมายไม่ก็...”
“ไม่ก็อะไร ?”
“ไม่ก็ฆ่าคนตายเหมือนที่มัน...ทำกับพ่อแม่ผมไง เอริค” ทุกคนต่างเบิกตากว้างใกับสิ่งที่ผมพูด ผมหลุบตาลง ภาพวันคืนย้อนกลับมาผมจำได้ว่าตอนนั้นเราขึ้นเรือที่มีป้ายแบบนี้ติดอยู่ด้านหน้ามันคือเรือของคนที่ฆ่าครอบครัวผมเกือบจะได้ผมไปเลี้ยงดูแล้วถ้าเกิดว่าผมไม่หนีออกมาซะก่อน
ผมคิดภาพไม่ออกเลยว่าถ้าตัวเองไปอยู่กับคนพวกนั้นตัวของผมจะเป็ยังไง...
ผมอาจกลายเป็โสเภณีของพวกมัน
“บ้าชะมัด” ผมสบถปล่อยป้ายนี่ลงกับเรือพร้อมกับถอนหายใจเลียปากเล็กน้อยเป็นิสัยที่แก้ไม่หายทำเอาเอริคต้องเข้ามาโอบบ่าไว้เพราะเขาเป็คนเดียวที่รู้ว่าผมเคยเจอกับอะไร
มันคืออดีตที่เลวร้ายไม่มีใครรู้ความลับที่ผมซ่อนไว้
“ไม่เป็ไรนะ”
“ผมอยากไปจากที่นี่”
“…”
“รีบหาเบาะแสไว้ให้เ้าหน้าที่เถอะถ้าเขารู้ว่ามีคนตายอีกไม่นานก็คงส่งคนมา” ผมดันเอริคออกผมไม่ชอบการปลอบใจจากใครทั้งนั้นผมไม่จำเป็ต้องอ่อนแอต่อหน้าพวกเขาต่อให้สิ่งที่เกิดขึ้นมันจะมีอิทธิพลกับหัวใจผมมากก็ตามั์ตาสวยเลื่อนตามครีบยาวที่ลอยวนอยู่ไม่ไกล
เ้าสองพี่น้องกำลังจ้องผมอยู่
“และอย่าทำอะไรผลีผลามเกินไปผมไม่รู้ว่าพวกมันกำลังคิดอะไรอยู่…”
“เฮ้พวกคุณ !”
“!!!!”
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นกัน” เสียงะโที่ดังขึ้นทำให้พวกเราหันขวับไปมองเรือลำหนึ่งที่แล่นมาหามันเป็เรือสำราญเล็ก ๆ ที่ไว้ใช้ปาร์ตี้ทั่วไป ในนั้นมีหญิงสาวและชายหนุ่มปะปนกันประมาณห้าคนพวกเขาอยู่ในชุดว่ายน้ำดูท่าจะเมากันนิดหน่อย
เพราะถ้าเขาตาดีพอเขาจะเห็นว่าสถานที่ตรงนี้ไม่ใช่ที่ที่เขาควรจะมาอยู่เลย !
“พวกคุณทำอะไรกันเหรอ...โอ้พระเ้า ! นั่นหัวคน !”
“ไหน ๆ !”
“นั่นไงตรงเรือของพวกเขา !” พวกนั้นชี้มาที่เราต่ำลงเล็กน้อยเป็ตรงใต้เรือที่มีซากศพของคนที่เพิ่งจะถูกกัดและคนที่ตายก่อนหน้านี้พวกเราสี่คนมองหน้ากันกำลังคิดหาทางว่าจะคุยกับพวกเสเพลนี่ยังไง
ผมแปลกใจว่าทำไมเขาถึงออกเรือมาแถวนี้ได้มันไม่ใช่ที่ที่เขาจะมาปาร์ตี้เล่นเลยนะ
“เกิดอะไรขึ้นที่นี่ !”
“พวกคุณควรออกจากที่นี่ไปซะ มันไม่ปลอดภัย !” โอเว่นะโใส่ขณะที่เรือของเขากำลังลอยเข้ามาใกล้เรา“กลับไปเดี๋ยวนี้ นี่ไม่ใช่ที่ที่คุณจะมาเที่ยวเล่นได้ !”
“แล้วมันเกิดอะไรขึ้น หรือว่าพวกคุณฆ่าคนพวกนี้ ?”
“อ๊ะ !”
“พวกคุณเป็ใคร พวกคุณเป็ฆาตกรเหรอ !” เขาสวนกลับทำพวกเราเหวอกันทุกคนมีใครบางคนหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายคลิปพวกเราเอาไว้ “พวกเราจะถ่ายหน้าพวกคุณไว้เราจะเอาไปแจ้งตำรวจ พวกคุณจะได้โดนจับ ไอ้พวกฆาตกร”
“นี่คุณจะบ้าหรือไง ดูไม่ออกเหรอว่าเราเป็เรือกู้ภัย” เอริคตอบกลับไปแม้ว่าจะไม่ได้ผลนัก “ถ้าพวกคุณเมานักก็กลับบ้านไปดีกว่าพวกคุณคงไม่อยากเป็เหยื่อรายต่อไปใช่ไหม ?”
“คุณจะฆ่าพวกเรางั้นเหรอ !”
“ไม่ใช่...!”
“ปะ...ไปเอาปืนมา ระ...เราต้องป้องกันตัว”
ปึง !
“เฮ้ย !” ผมเบิกตากว้างมองเรือที่โคลงไปมาจากแรงปะทะใต้ท้องเรือมันทำให้พวกเขาใขนาดคนที่จะหยิบปืนมาให้ยังต้องหยุดชะงักนาทีนั้นพวกเขารีบหยุดทุกการกระทำมามองข้างเรือว่าอะไรที่ชนพวกเขาจนเกือบตกจากเรือไปแต่ด้วยความที่น้ำมันแดงเลยมองไม่เห็นอะไร
ผิดกับพวกเราที่ไกลกว่าผมมองเห็นผิวเนื้อใต้น้ำที่เคลื่อนไหวไปมา...
ดีแลนกับดายกำลังจะเล่นเกมแล้ว
“ตัวอะไรน่ะ”
ปึง !
“อ๊ะ !” เรือถูกกระแทกอีกคราวนี้โคลงจนเกือบคว่ำพวกเขาจับขอบเรือกันไว้มั่นมีบางคนมองพวกเราด้วยแววตาตื่นตระหนก “นี่พวกคุณโจมตีเราเหรอ พวกคุณจะฆ่าเราใช่ไหม !”
“พวกเราไม่ได้ทำ แต่ถ้าคุณยังไม่เลิกส่งเสียง มันจะฆ่าคุณให้ตาย !”
“!!!!”
“คุณตั้งสติไว้ เบาเสียงลงไป อย่าทำอะไรผลีผลาม” ผมแนะนำเขาฉลามจะสนใจสิ่งที่เคลื่อนไหวหรือการกระทำที่แสดงถึงอาการใผมเอานิ้วแนบปากหวังเพียงให้เขาฟังสิ่งที่ผมพูดออกไป ดวงตาจับจ้องการเคลื่อนไหวครีบยาว ๆ หายไปแล้วแสดงว่ามันอยู่ข้างใต้
และการที่มันซ่อนตัวเอาไว้มันคือการลองใจ...
ลองใจว่าระหว่างเรากับพวกเขาใครจะตายก่อนกัน
“คุณว่ามันจะทำอะไร ?”
“มันกำลังเล่นเกมไง”
“หา ?”
“เกมว่าใครจะตายก่อนกัน”ผมสบตากับเอริคก่อนจะเลียปากด้วยความลุ้นระทึกเ้าสองตัวแผนสูงหากมันลองได้ติดใจอะไรแล้ว มันจะวนกลับมาหยอกซ้ำ ๆผมกวาดตามองดูท้องน้ำ เวลานี้ทะเลเริ่มมีสีฟ้าแซมบ้างผมพยายามมองให้ลึกเพื่อหาว่าพวกมันอยู่ที่ไหน
ทว่า...
“มะ...แม็ก นะ...นั่นตัวอะไร”
“ไหนลิซ่า ?”
“นะ...นั่นไง”
“…”
“ฉลามเหรอ” พวกเขาหันขวับไปอีกฝั่งของเรือทำให้ผมชะโงกคอตามสิ่งที่ผมเห็นคือครีบยาว ๆ ที่แหวกฝ่าน้ำคล้ายกับเตือนว่าพวกมันอยู่แถวนี้ “นั่นฉลามจริง ๆ เหรอ ทำไมครีบมันใหญ่จัง”
“สงสัยจะเป็ตัวที่ใหญ่มาก ๆ”
“เอาปืนมายิงมันไหม เผื่อว่าเราจับไปขายได้”
“เอาสิ” ความเมาทำให้พวกเขาพูดจาเสียงดังหัวเราะไปมาขณะที่อีกคนไปหยิบปืนมาอย่างที่บอกเอาไว้พวกเขาเอาปืนโบกไปมาอวดอ้างว่าทำอะไรได้ วินาทีนั้นผมเบิกตากว้างมองะุปืนหลายนัดที่ถูกยิงลงน้ำเพื่อจัดการเ้าปลาฉลามพวกนั้น
ปัง ๆ !
“ไม่นะ !” โอเว่นรั้งตัวผมไว้ผมไม่สามารถะโลงน้ำไปช่วยพวกมันได้ จริง ๆ แล้ว ผมไม่ได้กลัวว่าพวกมันจะตายเมกาโลดอนมีหนังที่หนามาก ะุทำอะไรพวกมันไม่ได้นอกจากสร้างรอยขีดข่วนเล็ก ๆที่ถ้าไม่สังเกตก็คงมองไม่เห็น แต่สิ่งที่ผมกลัวคือสิ่งที่จะตามมาหลังจากที่ลูกสีเงินพวกนั้นโดนผิวมันต่างหาก...
มันจะเป็ความตายที่...
โครม !
“กรี๊ด !” แนชลีย์กรี๊ดออกมาพร้อมกับคนในเรือลำนั้นที่ถูกชนจนคว่ำไปทั้งลำหนุ่มสาวในเรือพยายามตะเกียกตะกายว่ายออกจากตรงนั้น บางคนเกาะเรือไว้บางคนรีบหาที่คว้า พวกเขาส่งเสียงกรีดร้องดังมากรวมถึงการขอความช่วยเหลือโดยไม่สนใจว่าเมื่อกี้เขาเพิ่งว่าเราว่าอะไร“ช่วยด้วย ! ช่วยพวกเราด้วย !”
“แม็ก ฉันยังไม่อยากตาย !”
“เราไม่เป็ไรหรอกลิซ่า เรามีปืน...อ๊าก !”
“กรี๊ดดดด !!!!!!” มือข้างที่โชว์ปืนให้ดูถูกกัดขาดตามมาด้วยการลากลงไปในน้ำของดีแลนผู้หญิงที่ส่งเสียงร้องคนนั้นกลายเป็เหยื่อรายต่อไปเนื่องจากเธออยู่คนเดียวในน้ำไม่ขึ้นไปบนเรือเหมือนพวกเพื่อนๆ ครีบยาวของดายแหวกสายน้ำมาแต่ไกล ไม่ทันได้ร้องกรี๊ดมากเกินไป
ร่างของเธอก็ถูกกระชากลงทะเลพลันเืสีแดงก็อาบไล้ไปกับฟองอากาศของน้ำ
“พระเ้า !!!!”
“ไม่นะ ช่วยพวกเราด้วย ช่วยเราที เราไม่อยากตาย”
“พาเราไปจากตรงนี้ที ฮือ” สามคนที่เหลือนั่งอยู่บนเรือที่คว่ำทำให้ผมรีบขับเรือไปรับพวกเขาขึ้นมา แต่คุณรู้ไหมว่าอะไรตลกกว่า ?
คงเป็ดีแลนที่ดันเรือพวกเราออกห่างก่อนที่ดายจะ...
ผัวะ !
“อ๊ากกกก !”เสียงไม้ของเรือหักตามด้วยเสียงกรีดร้องของผู้ชายคนนั้นภาพที่ผมเห็นคือดายกระโจนมาจากน้ำ งาบผู้ชายคนนั้นเข้าปากไหลลงทะเลไปอีกด้านส่งผลให้ผู้หญิงคนหนึ่งไถลลงน้ำด้านข้าง เธอพยายามตีขาว่ายมาหา ผู้หญิงที่นั่งอยู่บนเรือคนเดียวโดนดีแลนจัดการเพราะเอาแต่กรีดร้องลั่น
ผมหยุดเรือที่ไหลไปตามน้ำฝืนกายคว้าผู้หญิงคนนั้นไว้สองมือจับกำลังจะดึงให้ขึ้นมาบนเรือที่ปลอดภัยโดยไม่ทันเห็นว่าเ้าปลาแสนใจร้ายกำลังว่ายมาหา
พื้นน้ำแหวกเป็สายตามครีบยาวที่แหว่งเพียงเล็กน้อยอีกนิดเดียวผมจะดึงเธอขึ้นมาได้แล้ว ให้เธอกำเสื้อของผมไว้แน่นร้องไห้น้ำตาไหลนองหน้า คนอื่น ๆ ก็กำลังจะช่วยผมดึงเธอขึ้นมา
พลันผมก็สบเข้ากับั์ตาสีดำที่อ้าปากคาบร่างเธอไปต่อหน้าโอเว่นจับร่างผมไว้ไม่งั้นผมจะถูกกระชากลงไปด้วยกันแรงยื้อทำให้ผู้หญิงคนนั้นจับแขนผมไว้แน่น เธอกรีดร้องเสียงลั่นด้วยความเจ็บผมอยากจะช่วยเธอ แต่ด้วยขากรรไกรของดายนั้นมันคมจนฉีกร่างให้ขาดครึ่ง
ร่างของผู้หญิงคนนั้นหายไปส่วนหนึ่ง...
เหลือเพียงแค่้าที่เกาะแขนผมไว้ทั้งน้ำตา
“โอ้พระเ้า...!”
“ถอยออกมาโซล !”เอริคดึงผมกับโอเว่นให้ถอยมาจากตรงนั้นสติผมแตกไปแล้วตอนเห็นภาพที่ถูกกัดขาดครึ่งต่อหน้าเืของเธอกระเซ็นมาโดนผมนิดหน่อยตอนยื้อแย่งเธอกับเมกาโลดอนตัวพี่เอริคโยนร่างส่วนบนของเธอทิ้ง หวังให้จมลงไปเป็เหยื่อล่อฉลาม วินาทีนั้นผมกลัวมากตัวของผมสั่นขณะที่เรือของเราต้องรีบออกจากตรงนั้น
เราไม่ได้เก็บของอะไรที่สำคัญติดตัวมากทุกอย่างพังพินาศลงตรงหน้าผมไม่รู้เลยว่าตัวเองควรจะทำไงนอกจากมองตามครีบยาวที่ว่ายตามเรือเรามา
ถ้าเกิดมีคนรู้ว่าพวกมันทำอะไรลงไปบ้างอีกไม่นานคงจะมาที่ศูนย์วิจัย และแบบนั้นพวกมันจะไม่ปลอดภัย
พวกเขาจะฆ่าสมบัติสุดท้ายของผม
“เราต้องแจ้งเ้าหน้าที่เื่นี้เกินกว่าการรับผิดชอบเรา”
“แต่พวกเขาจะฆ่าดายกับดีแลน เราปล่อยให้มันตายไม่ได้”
“แต่มันฆ่าคนนะโซล คุณก็เห็นว่ามันทำอะไรลงไป”
“!!!”
“พวกมันอันตราย เราต้องกำจัด...”
เพียะ !
ใบหน้าของเอริคหันตามแรงตบของผม แรงพอที่จะทำให้รอยแดงปรากฏขึ้นบนหน้าตอนนั้นผมไม่รู้เลยว่าทำอะไรลงไป แต่พอคิดว่าพวกมันจะถูกฆ่าผมก็รับไม่ได้ผมหอบหายใจมองหน้าคนที่ไม่เข้าใจว่าผมทำแบบนั้นทำไมทว่าผมกลับส่ายหน้ายกมือขึ้นปิดตาคล้ายกับคนจะร้องไห้
ผมรู้ว่ามันทำผิดแต่ผมไม่อยากให้มันตาย
“มันเป็ครอบครัวของผมเอริคผมให้ใครมาฆ่าครอบครัวของผมไม่ได้ทั้งนั้น”
“โซล”
“เพราะงั้นเก็บเื่นี้ไว้เป็ความลับ คุณจะแจ้งเ้าหน้าที่ยังไงก็ได้แต่อย่ามายุ่งกับฉลามของผม”
“…”
“ผมขอร้อง ช่วยผมเถอะนะ” ผมไม่รู้ว่าเขาตอบผมว่าอะไรผมแค่ทรุดตัวร้องไห้อย่างเสียขวัญ เนื้อตัวของผมสั่นขณะที่โอเว่นกอดร่างผมเอาไว้แนชลีย์จับมือผมพยายามปลอบให้ผมใจเย็น ทั้งที่ผมเป็ผู้ชายผมไม่ควรอ่อนแอต่อหน้าผู้หญิงยิ่งกับตอนนี้ที่ผมเป็กัปตันเ้าของศูนย์วิจัยขนาดใหญ่ ผมควรจะเข้มแข็งเพื่อให้พวกเขาเชื่อมั่นผมได้
แต่ตอนนี้ผมหวาดกลัวจับใจพวกมันปลุกสิ่งที่หลับใหลอยู่ในร่างผมขึ้นมา
ผมเลียปากนั่งอยู่บนแทงก์ใน่หัวค่ำ มองครีบยาวของพวกมันที่ว่ายตามผมไปทุกที่คิดว่ามันอาจจะมีเหตุผลดี ๆ อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นได้ถึงอย่างนั้นผมก็ฟังภาษาปลาไม่ออก ผมไม่ใช่นางเงือกที่คุยกับสัตว์น้ำได้อีกอย่างตอนนี้ผมก็ไม่อยากคิดอะไร
ผมเหนื่อยเกินกว่าจะมานั่งปะติดปะต่อเื่ราว
ผมหลุบตามองป้ายชื่อเรือที่ติดมาตั้งใจจะเผาเพื่อลบความทรงจำเลวร้ายที่ก่อกวนไม่หยุด ทว่าก็ยังผมอยากคิดเื่ที่ผ่านมาก่อน
เผื่อว่าเสี้ยวหนึ่งที่หายไปจะคืนกลับมา...
ใช่ความทรงจำของผมสูญหาย
เป็เสี้ยวของชื่อคนที่ทำร้ายพ่อแม่ผมผมพยายามนึกอยู่หลายครั้ง ทว่าทุกครั้งสมองผมจะขาวโล่ง นึกยังไงก็นึกไม่ออกจำได้เพียงแค่ริมฝีปากแสนโสมมที่จูบอยู่ที่ท้ายทอยและต้นคอ มันทำให้อยากอ้วกออกผมสะอิดสะเอียนกับัันั้น
ตอนนั้นผมยังเด็กผมไม่รู้เื่อะไรเลยสักอย่าง ไม่มีกำลังมากพอที่จะบ่งบอกใครทั้งนั้นคิดอย่างเดียวว่าถ้าตายไปซะก็คงจะมีความสุขพร้อมหน้าอยู่กับพ่อแม่ที่รักเสียดายที่ยมทูตยังไม่อยากได้ชีวิตของผมไปเขาทำให้ผมตื่นมากับเช้าวันใหม่ที่ร่างกาย...
เต็มไปด้วยเื
“มันคืออะไร” ผมพึมพำพยายามฝ่าหมอกในหัวเพื่อหาความจริงที่อยู่ด้านหลัง “อะไรที่ช่วยเราไว้”
“…”
“อะไรที่ทำให้เราไม่ตาย...”
ปึง !
ผมหลุดจากภวังค์ เลื่อนตามองดีแลนที่ชนเข้ากับทางเดินของศูนย์วิจัยราวกับ้าให้ผมตื่นจากห้วงความคิดได้แล้วเพราะมันคงไม่มีประโยชน์ตราบใดที่ผมยังคิดไม่ออกว่ามีอะไรบ้างที่สูญหายไปบ้าง ผมเคยไปหาหมอเขาบอกว่าสมองผมคงปิดกั้นความทรงจำที่เลวร้ายเพื่อปกป้องตัวผมทำให้ผมจำไม่ได้ว่าเศษเสี้ยวที่ลืมไปมันคืออะไร
ผมจะไม่หงุดหงิดเลยถ้ามันไม่สำคัญ
“ถ้าพวกนายตอบได้ ก็ช่วยตอบมาที”
กึก !
“ตอบทีว่าทำไมฉันถึงยังมีชีวิตอยู่” ผมเหม่อมองรู้สึกหัวใจเจ็บร้าวน่าดู“ฉันอยากรู้ว่าทำไมยังต้องมีชีวิตอยู่ทั้งที่ในชีวิตฉันมันไม่เหลืออะไรแล้ว”
“กึด”
“นอกจากภาระที่ถูกส่งมอบไว้” หัวเราะเบา ๆ คล้ายกับเย้ยหยันตัวเอง“ถ้าไม่มีพวกนาย ฉันก็คงตายไปนานแล้วใช่ไหม”
“…”
“แต่การมีพวกนายอยู่ มันก็ไม่ต่างจากการตาย”
“…”
“ก็ฉันหนีไปไหนไม่ได้เลยหนิ” ผมไม่รู้ว่าพวกมันได้ยินไหมระยะห่างของเรามันค่อนข้างไกล และผมก็ไม่สนใจด้วยว่าเสียงจะส่งไปถึงไหมผมนั่งอยู่ตรงนั้นจมอยู่กับความคิดก่อนจะรู้สึกว่าที่นี่มันช่างเงียบเหงาหันไปทางไหนก็มีแต่พื้นน้ำกับปลาฉลามรวมถึงสัตว์ที่เอามาดูแลเพาะพันธุ์ในศูนย์วิจัย
พวกคุณไม่รู้หรอกว่าผมอยากหนีไปจากที่นี่แค่ไหนมันเหมือนกรงขนาดใหญ่ที่บินออกไปยังไงก็ติดซีกเหล็กผมยิ้มเยาะให้กับตัวเองก่อนจะโยนป้ายนั้นลงไป มันลอยไปตามแรงลมตกลงในบ่อปลาฉลามที่ถูกปิดไว้ หยาดน้ำกำลังโอบกอดมันเอาไว้ขณะที่ผม...
ตัดสินใจไปหยิบกุญแจเรือ
“คุณโซล จะไปไหนน่ะครับ”
“…”
“นี่มันเย็นมากแล้วนะครับ ออกไปตอนนี้อันตราย คุณโซล ! คุณโซล !” ผมไม่ฟังเสียงของเบอร์นาร์ดที่ทักท้วงผมตอนะโขึ้นเรือที่ถอยมาใหม่ผมเอาเชือกที่ผูกไว้กับเสาออก เสียบกุญแจที่ปลดล็อกให้มันสตาร์ทเครื่องได้จากนั้นก็พาตัวเองทะยานไปกับพื้นน้ำ ทิ้งทุกอย่างไว้เื้ัรวมถึงเสียงของคนอื่นๆ ที่วิ่งตามมาดูผม
ผมไม่ได้เอาอะไรติดตัวมาสักอย่างมีเพียงโทรศัพท์เครื่องหนึ่งเท่านั้น
ผมไม่ได้จะเอามาให้ใครติดต่อสื่อสารผมแค่ตั้งใจเอามาล่อฉลามเท่านั้น ครีบยาว ๆที่ไล่ตามมาทำให้ผมกดเปิดเสียงปลาวาฬที่อัดไว้ หย่อนมือถือลงในซิปล็อกตรวจสอบว่ามันจะได้ยินดังแค่ไหน จากนั้นก็โยนมันออกไปให้ไกล
ให้ดีแลนกับดายไปสนใจพวกมันแทนผม
“หึ ฉลามโง่”ผมขบขันหยิบบุหรี่ขึ้นมาสูบโดยไม่สนใจว่าเวลานี้จะดึกแค่ไหนผมขับเรือไปในทิศทางที่ผมจำได้ มุ่งตรงทางแสงสีและเสียงเพลงที่ดังกระหึ่มเวลานี้ผู้คนคงกำลังสนุกกับปาร์ตี้ ต่อให้มันจะดึกแค่ไหนก็ตาม
แต่สิ่งที่ผมรู้คืุ์เป็สัตว์สังคม
พวกเขาจะใช้โอกาสนั้นในการปลดล็อกความรู้สึกด้านในมันเหมือนกับสารเสพติดที่ได้ลิ้มลองครั้งหนึ่งแล้วก็คงจะติดใจผมเองก็เป็หนึ่งในนั้น ยอมขับเรือมาค่อนคืนเพื่อหาอะไรบันเทิงใจในเมื่อลงน้ำไม่ได้ผมก็ต้องขึ้นฝั่ง ถึงแผลของผมจะยังหายไม่ดีนักแต่มันก็ดีกว่านั่งรอให้โอเว่นเปลี่ยนผ้าพันแผลให้ไปวัน ๆ
อีกอย่างเวลานี้ผมอยากให้ตัวเองเลิกคิดมากตราบใดที่ผมยังอยู่ที่นี่ แม้บุหรี่จะหมดไปเป็ซอง ๆผมก็จะยังคิดถึงเื่นั้นอยู่
มันไม่ตลกเวลาติดอยู่กับความทรงจำที่หายไป
นั่นเป็เหตุว่าทำไมผมถึงกลับมาขึ้นฝั่งตรงมาที่ร้านเหล้าประจำ คลับสุดหรูของพวกเศรษฐี นั่งเหงา ๆ อยู่คนเดียวเดี๋ยวก็มีคนมาเลี้ยงเหล้าผมยกยิ้มให้พวกเขาคาดว่าใครสักคนคงทำให้ผมพอใจได้ในคืนนี้ กะว่าจะลองจูบสักทีสองทีถ้าโอเคก็คงดีลขึ้นห้องกัน
“ตัวคุณหอมชะมัด”
“หึ...”
“ผมอยากกอดคุณ” ผู้ชายคนหนึ่งที่ผมไม่รู้แม้กระทั่งชื่อกำลังกระซิบชิดลำคอของผมอยู่ริมฝีปากพรมจูบไม่ได้หนักถึงขึ้นสร้างรอยไว้ ทว่าก็ทำให้ผมพอใจในระดับหนึ่ง ส่วนหนึ่งคือเขามอมเหล้าผมไปค่อนข้างเยอะผมยกยิ้มเอียงคอให้เขาใช้ปลายจมูกสูดดมกลิ่นกายไม่สนใจสายตาของผู้ชายนับสิบที่ส่งไฟอิจฉามาให้
มีคนมากมายที่อยากกอดผมพวกเขาพร้อมที่จะเล่นกับไฟ
แต่คุณรู้ไหมว่าอะไรกำลังทำให้สายตาผมเปลี่ยนไป...?
ผมคิดว่าเป็ผู้ชายคนนั้นที่เดินผ่านเข้ามาใหม่ดวงตาสีดำขลับที่ผมหลงใหลสุดหัวใจ เขาสบตากับผมปลายเท้าหยุดยืนอยู่เื้ัผู้ชายที่ใกล้จะมีอะไรกับผมเข้าไปทุกที
เสียดายที่ผมกลับดันเขาออกเปลี่ยนมาจ้องมองผู้ชายคนใหม่
นาทีนั้นผมอ้าแขนออกให้เขาเข้ามากอดผมไว้รสััที่จำได้ทำให้ผมเรียกชื่อของเขาออกมา
“อื้ม ดีแลน...”