อุทัยหมดสิ้นเรี่ยวแรงนอนกางแขนขาแผ่หลา ร่างกายอาบย้อมไปด้วยของเหลวข้นสีดำแดงที่กำลังจะแห้งกรัง สภาพของมันอเนจอนาถราวเพิ่งหลบหนีออกมาจากนรกผ่านทางท่อปฏิกูล
เบื้องหน้าขาวโพลน แสงสีสว่างเจิดจ้า สลับประกายแดงเขียวน้ำเงิน มันทั้งเหน็ดเหนื่อยทั้งตาลายจนแทบอาเจียนออกมา
อุทัยค่อยๆ พลิกกายดันตัวลุกขึ้นนั่ง ใช่หลังพิงโอ่งดินเผา คนยังหอบแฮ่ก ทำการนวดเฟ้นแขนขา ..
.. ประตูมิติบานนั้น ใช่นำมันกลับมายังแคว้นโอริสาแล้วหรือไม่ .. คิดได้ดังนั้นจึงมองไปโดยรอบ ..
ทันใดปรากฏเงาร่างหนึ่งวูบเข้ามาหา คนเพิ่งมาถึงกลับร้อง .. เฮ้ยยยย !!!
“เป็นเจ้า ..” คนผู้นั้นร้องกล่าว
อุทัยเงยหน้าขึ้นมอง ผลึกแว่นทิพย์ในดวงตาแสดงผลในทันใด .. ‘มนุษย์ : ราชันปราณ - ระดับพลัง ๑,๑๘๑ จุด’ ต่อท้ายด้วยรูปหัวกะโหลกสีส้มเล็กๆ อันหนึ่ง
.. สัญลักษณ์รูปหัวกะโหลกที่แสดงมีความหมายอันใด
ทั้งเสียงและรูปร่างของคนผู้นี้ช่างคุ้นตา อุทัยปรับสายตาสู้แสงสว่าง แล้วกล่าวขึ้นว่า “ทะ .. ท่าน .. ท่านลุง ..”
ผู้ที่อยู่เบื้องหน้าคือราชิต มันพิจารณาอุทัยที่นั่งกองอยู่บนพื้น แล้วกล่าวว่า “นี่เจ้า หายไปที่ใดมา แล้วเหตุใดจึงมีสภาพเช่นนี้”
อุทัยยกมือขึ้นราวไม่อยากสนทนาใด มันกล่าวด้วยเสียงแหบแห้ง “.. น้ำ .. ขอน้ำ .. คอแห้งแทบตายแล้ว ..”
ราชิตวูบหายไปแว๊บหนึ่ง มันกลับมาพร้อมเหยือกน้ำชา แล้วส่งให้อุทัย
อุทัยไม่รอช้ารีบฉวยเหยือกน้ำจ่อกับปาก ส่งน้ำชาลงคอ .. ดัง .. อึก อึก อึก อึก ..
ดื่มจนน้ำชาหมดเหยือก อุทัยกล่าวขึ้น “ขออีก .. ขออีก ..”
ราชิตหายวูบไปอีก กลับมาพร้อมเหยือกน้ำชาอีกหลายเหยือก .. อุทัยทั้งดื่มทั้งราดน้ำชาเหล่านั้นลงทั่วตัว .. ปรากฏไอร้อนเป็นควันลอยขึ้นจากร่างกายของมันคละคลุ้ง
ราชิตเห็นเช่นนั้นก็หายวูบไปอีกครั้ง คราวนี้มันกลับมาพร้อมสุราอีกหลายไห
อุทัยยกไหสุราซด .. ดัง .. อึก อึก อึก อึก .. ทั้งนำสุรารดราดหัว แล้วก็ซดสุราต่อ .. อึก อึก อึก อึก
ราชิตจ้องมองอุทัย .. ‘นี่มันไปทำอันใดมาว่ะเนี๊ยะ ..’
อุทัยยังคงกระเดือกสุราลงลำคอ .. อึก อึก อึก .. เงยหน้าขึ้นแล้วร้อง “.. อ่า .. สดชื่นนนน ..”
ราชิตกล่าว “ผู้อื่นต่อยตีกันวุ่นวาย .. เจ้ากลับมานั่งซดสุราอยู่เช่นนี้ ..”
อุทัยกล่าว “อันใดหรือ ..” .. มันทำหน้ามึน .. เพิ่งสำนึกขึ้นได้ว่ากลับมายังพิภพมนุษย์แล้ว
ราชิตกล่าวว่า “ข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับการแพร่พิษ .. เกิดขึ้นจริงแล้ว ..” แล้วจึงเล่าสถาการณ์ที่เกิดขึ้นให้อุทัยฟังอย่างรวบรัด
.. ผู้คนในงานเลี้ยงฉลองถูกลอบวางยาพิษ เป็นแผนการขององค์ชายรองที่ต้องการยึดอำนาจปกครอง ทั้งร่วมมือกับสมาพันธ์ปักษาเทวาเพื่อการปกครองยุทธจักร
.. ทั้งสองร่วมมือประสานผลประโยชน์กัน เจ้าสำนักยุทธ์ที่ไม่ยินยอมถูกสังหารไปหลายคนแล้ว
.. ตอนนี้ผู้คนแบ่งเป็นหลายกลุ่ม .. ยังยันกันอยู่ ไม่รู้ผลจะออกเป็นเช่นไร
อุทัยเริ่มฟื้นฟูกำลัง มันกล่าว “มีเหตุการณ์ร้าย เกิดขึ้นจริงๆ ..”
ราชิตกล่าวอย่างท้อแท้ “.. ตอนนี้เจ้าธรรม ได้รับบาดเจ็บสาหัส .. ข้า ..”
อุทัยเข้าใจว่าเจ้าธรรมถูกพิษ รีบกล่าวว่า “ท่านลุง .. ข้าได้โลหิตมังกรมาแล้ว .. ทั้งยังเป็นมังกรเทวะเสียด้วย ..”
ราชิต “...” .. มันทำหน้าเหรอ
อุทัยเห็นเช่นนั้น จึงกล่าวต่อ “.. อยู่ในโอ่งนี่ .. โอ่งมังกร นี่ไง ..”
อาาา .. ราชิตอุทาน จ้องมองโอ่งดินเผาขนาดใหญ่ที่อุทัยนั่งพิงอยู่ .. อยู่ๆ มันถึงกับผงะ เมื่อตั้งใจพิจารณากลับได้ยินเสียงบางอย่าง
.. ตุ๊บ ตุบบบ .. ตุ๊บ ตุบบบ .. ตุ๊บ ตุบบบ .. คือเสียงอันใด
อุทัยกล่าว “.. ข้ายังนำหัวใจเจ้ามังกรบัดซบนั่นมาด้วย .. นี่ ยังเต้นอยู่เลย ..”
อาาาาา .. ราชิตกล่าวอันใดไม่ออก วาจาของอุทัยทำมันสับสน
อุทัยกล่าวต่อ “.. ตอนนี้มีโลหิตมังกรแล้ว .. สามารถปรุงยาถอนพิษได้หรือไม่ .. ยังมีหัวใจมังกรอีก ท่านลุงคงรักษาพิษได้หายขาดแล้ว”
ที่อุทัยนำหัวใจมังกรเทวะมาด้วย ก็เพื่อให้ราชิตใช้รักษาพิษทูตวิญญาณล้างเทวา .. มันกล่าว “ข้ามีแรงกายเพียงเสาะหามาให้ .. ส่วนวิธีการรักษา ต้องแล้วแต่ท่านแล้ว ..”
ราชิตถามด้วยความใคร่รู้ “เจ้านำสิ่งวิเศษนี้เช่นนี้ มาได้อย่างไร”
อุทัยกล่าว “คิดเสียว่า เทพีแห่งโชคยืนอยู่ข้างข้าก็แล้วกัน .. อย่าให้เล่าเลย เรื่องมันยาว ..”
ราชิตลุกขึ้นไปดูที่ปากโอ่งดินเผา โอ่งอ้วนขนาดใหญ่สูงเกือบมิดหัวบุรุษ จนต้องปีนขึ้นไปชะโงกดู .. พบเห็นโลหิตสีแดงฉานเลื่อมประกายวิบวับ ท่วมก้อนเนื้อขนาดเท่าลูกวัวเสียเกือบมิด
.. โลหิตกระเพื่อมไหวเป็นจังหวะ .. เนื่องเพราะก้อนเนื้อนั้นยังเต้นบีบรัดตัว .. ตุ๊บ ตุบบบ .. ตุ๊บ ตุบบบ .. ตุ๊บ ตุบบบ
.. เป็นหัวใจขนาดใหญ่จริงๆ
.. หัวใจของมังกร .. มังกรเทวะ
.. ทั้งยังเต้นอยู่อีกด้วย
ราชิตแทบไม่เชื่อสายตัวเอง มันจ้องมองหัวใจมังกรเทวะที่ยังเต้นตุ๊บตุ๊บ .. อุทัยเห็นราชิตนิ่งเงียบไป จึงค่อยๆ คลานสี่ขาโผล่หัวออกไปชมดูเหตุการณ์
มันอยู่ด้านข้างกระบี่เล่มมหึมา นั่นคือกระบี่วิญญาณที่ปักอยู่กึ่งกลางวิหาร ตัวกระบี่ส่งแสงแรงกล้า จนต้องปรับสายตามอง
พบเห็นอีกด้านหนึ่งของวิหารมีผู้คนมากมาย สถานที่คล้ายเคยถูกตกแต่งอย่างโอ่โถง แต่ตอนนี้ทั้งโต๊ะที่นั่ง ทั้งอาหารและถ้วยชามตกแตกกระจัดกระจาย ราวเกิดการชุลมุนตะลุมบอน
คนผู้หนึ่งนั่งหันหลังอยู่ที่เก้าอี้ทรงสูงบนแท่นประทาน .. ผลึกแว่นทิพย์ในดวงตาแสดงผล .. ‘มนุษย์ : จิตต์พิสุทธิ์ - ระดับพลัง ๙๕๔,๑๕๗ จุด’
“...” อุทัยอ้าปากหวอ .. พลังปราณคนผู้ .. ระดับน้องๆ ของเหล่าสัตว์เทวะเลย
.. บุคคลผู้นั้นคือมังกรเรืองโรจน์ .. ยอดยุทธ์ที่จัดอยู่ในลำดับสองของแผ่นดิน
.. มองเลยออกไปอีก พบเห็นสองบุรุษยืนประจันหน้า
คนหนึ่งเป็นผู้เฒ่าในชุดยาวขาวสะอาด ผมสีดอกเลาเกล้ามวยสูง เคราบางยาวถึงกลางอก .. คนยืนจังก้าในมือขวาขวางกระบี่เล่มยาว นิ้วกลางชี้มือซ้ายเต๊ะที่ปลายกระบี่
.. ผลึกแว่นทิพย์ในดวงตาแสดงผล .. ‘มนุษย์ : จิตต์พิสุทธิ์ - ระดับพลัง ๓๒๙,๐๑๑ จุด’
มันคือปรมาจารย์กระบี่ทลายนภา .. ภายในมือคือ ‘กระบี่นภาลัย’ .. กระบี่วิเศษอันลือลั่น
เฮ่ยยย .. อุทัยร้อง ภายดวงตาเกิดการแสดงผลของกระบี่วิเศษ .. ‘ศาสตราธาตุ - ระดับพลัง ๑๐,๒๙๙ จุด’
อันใดอีกเนี๊ยะ .. ผลึกแว่นทิพย์ในดวงตา ยังอ่านพลังของศาสตราวุธได้ด้วย .. ก็ตอนอยู่ในดินแดนสุขาวดีผลึกแว่นทิพย์นี้ ยังไม่สามารถอ่านค่าอาวุธใดได้เลย .. ยิ่งคิด ยิ่งไม่เข้าใจ
.. แล้วจึงหันไปมองกระบี่เล่มยักษ์ที่ปักอยู่ด้านข้างของมัน
เหวอออ .. อุทัยอ้าปากค้าง .. พลังระดับนี้คืออะไรกัน .. ‘ศาสตรามหาเทวะ - ระดับพลัง ๙,๙๙๙,๙๙๙ จุด’
ด้วยความอยากรู้จึงนำดาบสยบจักรภพออกมา .. วื่ดดดด!!! .. จากแท่งเท่าไม่จิ้มพัน ขยายยาวยืดออกเป็นดาบสั้น .. ปรากฏค่าในดวงตา ‘วัตถุดึกดำบรรพ์ - ระดับพลัง ๐ จุด’
“..." อุทัย .. พลังคือศูนย์ .. ‘เฮ่อออ .. ของเราทำไมเป็นเช่นนี้ .. สมควรเอาไปทำฟืนหุงข้าวดีหรือไม่ !!!’
แต่แล้ว .. อุทัยต้องเงยกลับไปจ้องมองปรมาจารย์เฒ่าอีกครั้ง .. เนื่องด้วยกระบี่ทลายนภาเร่งเร้าพลังจนรอบตัวส่งแสงด้วยประกายปราณบริสุทธิ์วิบวับ
ผลึกแว่นทิพย์ในดวงตาเกิดการเปลี่ยนแปลง
.. พลังของปรมาจารย์เฒ่าค่อยๆ ปรับเพิ่มขึ้น วิ่งไต่ระดับไปหยุดอยู่ที่ ๓๙๙,๙๙๙ จุด
.. ส่วนกระบี่วิเศษในมือปรมาจารย์เฒ่า ก็ค่อยๆ ปรับพลังเพิ่มขึ้นจนไปถึงระดับพลัง ๓๙๙,๙๙๙ จุดเช่นกัน
.. คน .. กระบี่ .. รวมเป็นหนึ่ง .. วิชากระบี่ของปรมาจารย์เฒ่าผู้นี้ช่างลึกล้ำ .. กระบี่ทลายนภายืนนิ่งยกปลายกระบี่ส่งพลังกดทับไปยังบุคคลที่เบื้องหน้า
อุทัยหันมองตามปลายกระบี่ .. กลับต้องร้อง .. เพ้ยยยย !!!
อีกด้านหนึ่งคือบุรุษหนุ่มหน้าตาหมดจด รูปร่างงามสง่าในชุดเรียบหรูสีขาวประดับดิ้นทองคำสูงค่า
อุทัยอุทาน .. “ท่าน .. พี่อนันต์ ..” .. เหตุใดสหายผู้เสเพลของมัน จึงมายืนอยู่ที่วิหารแห่งนี้ .. ผลึกแว่นทิพย์แสดงผล .. ‘มนุษย์ : จิตต์พิสุทธิ์ - ระดับพลัง ๑๘๕,๖๖๒ จุด’
หวาาา .. จิตต์พิสุทธิ์ .. สหายขี้เมากลับเป็นถึงปรมาจารย์ยุทธ์ผู้หนึ่ง
ห่างไปอีกหลายสิบวาเห็นกลุ่มคนกระจายออกเป็นหลายกลุ่ม .. อุทัยมองไปที่ใคร ผลึกแว่นทิพย์ก็แสดงผลในทันใด
.. องค์ชายชัยมันนั่งอย่างหมดแรง .. ‘มนุษย์ : ราชันปราณ - ระดับพลัง ๖,๐๐๑ จุด, หัวกะโหลกเหลือง’
.. องค์ชายมังคละกำลังนั่งโคจรปรับพลังปราณ .. ‘มนุษย์ : เทวะปราณ - ระดับพลัง ๑๑,๕๔๓ จุด, หัวกะโหลกเหลือง’
มองไปอีกด้านหนึ่ง
.. องค์ชายวรราช .. ‘มนุษย์ : ราชันปราณ - ระดับพลัง ๗,๔๕๖ จุด’
.. เทวีจินเยว่ .. ‘มนุษย์ : ราชันปราณ - ระดับพลัง ๙,๑๓๓ จุด’
.. นักพรตสัมผัสฟ้า .. ‘มนุษย์ : เทวะปราณ - ระดับพลัง ๑๑,๕๘๔ จุด’ .. ไอ้เฒ่าบัดซบมันหายมาอยู่นี่เอง
.. เจ้าโกสุมชัย องค์ชายแคว้นโกษิยะ .. ‘มนุษย์ : คุรุปราณ - ระดับพลัง ๓๖๕ จุด’
.. นาธา กระบี่หน้าหยก .. ‘มนุษย์ : ปรมะปราณ - ระดับพลัง ๘๗ จุด’ .. อ่าว! ไอ้หน้าหล่อ
.. นั่น .. เจ้าแสบแสงสูรย์นั่งวางท่าเต๊ะจุ้ยอยู่บนโต๊ะเตี้ยตัวหนึ่ง ที่ด้านหลังยังมียอดยุทธ์ระดับคุรุปราณสวมชุดคลุมสมาคมปักษาเทวาอีกหลายคน
แต่เอ๊ะ ! .. ระดับพลังของมัน ‘มนุษย์ : คุรุปราณ - ระดับพลัง ๕๙๘ จุด’ .. น่าแปลก ก็ตอนอยู่แดนสุขาวดีมันยังอยู่ระดับปรมะปราณอยู่เลย
ห่างไปอีกหลายสิบก้าว เป็นพื้นที่ตรงส่วนกลางมีผู้คนนั่งๆ ยืนๆ อยู่ร่วมร้อยคน สายตาของอุทัยสะดุดอยู่กับกลุ่มคนด้านหน้า
อ่ะ นั่น .. เรือนร่างอันคุ้นเคย
.. อุษา กระบี่กระจ่างจิต ..’ มนุษย์ : ปรมะปราณ - ระดับพลัง ๘๑ จุด’
.. วาวา บุปผาเหมันต์ของมัน .. ‘มนุษย์ : ปรมะปราณ - ระดับพลัง ๖๘ จุด’
ทั้งสองสาวหน้าตาเคร่งเครียด ยืนตั้งท่าเตรียมพร้อมคล้ายกำลังอารักขาบุคคลที่นั่งอยู่ด้านหลัง
.. กระบี่ดาราจำรัส เรือนจิตจำรัส .. ‘มนุษย์ : ราชันปราณ - ระดับพลัง ๙,๓๕๒ จุด, หัวกะโหลกเหลือง’
.. โบตั๋นหิมะ เจ้าสำนักบุปผาเหมันห์ .. ‘มนุษย์ : ราชันปราณ - ระดับพลัง ๘,๖๖๓ จุด, หัวกะโหลกเหลือง’
ผู้อาวุโสทั้งสองหน้าตาซีดเซียว นั่งปรับพลังลมปราณอย่างสงบเงียบ .. ที่ด้านหลังโบตั๋นหิมะ มีบุคคลคล้ายกำลังถ่ายทอดพลังปราณให้กับนาง
.. คนผู้นั้นมีผมสีฟ้าประกายสดใส
.. อ่าว เฮ้ยยย !!! .. นั่น .. ซิงซิง .. วันนี้นางมิได้อยู่ในร่างแมวน้อยหรือนี่
ราวรับรู้ว่าถูกจ้องมอง ซิงซิงเงยหน้ามองมาที่อุทัย .. เพียงกะพริบตาร่างนางหายแวบมาปรากฏตรงหน้าแล้ว
ซิงซิงในชุดคลุมสีเทาหลวมโครก มาถึงก็ดึงหูอุทัยบิดอย่างรุนแรง กล่าวดุด่าว่า “ไอ้โล้น .. เจ้าไปมุดหัวที่ใดมา ..”
.. อ๊ากกก อุทัยเจ็บปวดจนน้ำหูน้ำตาไหล .. นึกถึงการต่อสู้กับมังกรเทวะอันดุร้าย กลับกลายเป็นเรื่องเล็กน้อย เมื่อต้องเผชิญหน้าสตรีดุร้ายเช่นนาง
แต่ .. ระดับพลังของซิงซิงทำอุทัยตกใจขึ้นไปอีก .. ‘มนุษย์ : คุรุปราณ - ระดับพลัง ๙๙๙ x ๙๐๔ จุด, สายฟ้าฟาดสีแดง’
ซิงซิงยังดุด่าเช่นเดิม
“แล้วนี่ไปทำอันใดมา .. สภาพถึงเป็นเช่นนี้ ..”
“เอ้าาา .. เหม่อมองอันใดของเจ้า .. เจ้าทึ่ม ..”
“.. ถามไม่ตอบ เอาแต่จ้องมอง .. หน้าตาข้าเหมือนมารดาเจ้าหรือไร .. ฮืออออ”
ที่อุทัยนิ่งไปเพราะยังไม่เข้าใจ .. อันใดคือ ๙๙๙ x ๙๐๔ .. ยังมีรูปสายฟ้าฟาดสีแดงอีก
เห็นอุทัยไม่ตอบ ซิงซิงจึงเพิ่มแรงปิดที่หู .. อุทัยร้องด้วยความเจ็บปวด .. อ๊ากกกกก
เมื่อสติกลับคืน อุทัยรีบกล่าวถามว่า “คะ .. คืนนี้เป็นคืนวันเพ็ญหรือ .. ท่านจึงได้ ..”
ซิงซิงชักหงุดหงิด กล่าวตอบ “ก็ใช่เซ่ะ .. ทำไม .. ข้ากลับเป็นมนุษย์บ้าง มิได้หรือไร ..”
อุทัยรีบกล่าว “มิได้ .. มิได้ .. มิได้มีอันใด .. เป็นคนบ้างก็ดีหนา ..”
ซิงซิงเห็นเจ้าเวรุงกุถูกห่อพันไว้ที่หน้าอก “แล้วนี่ .. เจ้าจ๋อ ตายแล้วเหรอ .. หรือมันแกล้งตาย”
เจ้าเวรุงกะฟื้นตื่นขึ้นมาในทันใด “.. ยาง .. ยางไม่ตาย .. อย่าทำอันใดข้าเลย .. ข้าใกล้ตายแล้ว” .. แล้วจึงแกล้งสลบไปอีกครั้ง
ทันใดนั้น ราชิตวิ่งกลับมาหาอุทัย มันกล่าวว่า “.. เป็นโลหิตมังกรจริงด้วย .. หัวใจมังกรก็ของจริง ..”
ราชิตหยุดกึกมองดูซิงซิงแวบหนึ่ง .. มีความรู้สึกว่าสตรีผมสีฟ้านางนี้ ไม่สมควรเป็นตัวตนที่มีอยู่บนพื้นพิภพนี้
ซิงซิงหันขวับไปยังโอ่งดินเผา .. นางหายวาบไปปรากฏกายยืนอยู่บนโอ่งนั้น ทำการพิจารณาสิ่งที่อยู่ภายในอย่างตั้งใจ
ชั่วครู่ซิงซิงจึงพุ่งกายวาบกลับมา นางทำหน้าเหลือเชื่อจ้องมองอุทัย “นี่เจ้า .. เอามันมาหรือ ..”
อุทัยได้ที .. ทำท่าโอ้อวด ยักไหล่เล็กน้อย กล่าวว่า “ฮึ ฮึ .. ก็ไม่เท่าไหร่นะ .. มังกรเทวะกระจอกตัวเดียว .. ข้าชำแหละหัวใจมันออกมาแล้ว ..”
“..” ซิงซิงไม่อยากเชื่อแมงโม้ที่อุทัยปล่อยออกมา นางได้แต่นิ่งเงียบครุ่นคิด
ราชิตหน้าเครียดกล่าวว่า “มีโลหิตมังกรเทวะแล้ว .. แต่ข้าไม่รู้วิธีปรุงยาแก้พิษ นี่สิ”
ขณะทั้งสามครุ่นคิดว่าควรทำอย่างไรต่อดี .. เสียงแหลมสูงเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น “ข้า .. รู้ .. อิ อิ อิ ..”
.. ทั้งสามต้องหันขวับเพื่อมองหาที่มาของผู้กล่าว
บุรุษร่างผอมสูงใบหน้ายาวซูบเดินเข้ามา มันสวมชุดคลุมสีเทาขลิบลวดลายด้วยด้ายแดง สวมหมวกผ้าสีดำทรงสูงเป็นกรวยแหลม
ราชิตร้องกล่าวว่า “.. ท่านมหาขันที”
“เป็นข้าเอง อิ อิ” มันคือมหาขันทีผู้ที่ส่งอุทัยเข้าประตูมิติไปยังแดนสุขาวดีนั่นเอง
อุทัยดวงตาแทบถลน .. ทันทีที่ผลึกแว่นทิพย์แสดงผล .. ‘มนุษย์ : จิตต์พิสุทธิ์ - ระดับพลัง ๙๔๑,๕๕๙ จุด’
มหาขันทีกล่าวต่อ “ข้าพอรู้วิธีปรุงยาอยู่บ้าง เป็นตำรับเทวะมังกรของแคว้นโอริสาที่สืบทอดมาหลายพันปี”
.. กล่าวจบมหาขันทีก็นิ่งเงียบหันหน้าไปมองทางมังกรเรืองโรจน์ที่หันหลังบนเก้าอี้ประธาน
.. มังกรเรืองโรจน์ก็เบือนหน้ากลับทางมหาขันที แล้วจึงพยักหน้าตอบรับ
.. อุทัยหน้าเหวอ .. ทั้งสองสื่อสารทางพลังจิต !!!
ราวได้รับความเห็นชอบ มหาขันทีร้องเรียกหาบุคคลผู้หนึ่ง “.. รัชชะ”
รัชชะศิษย์เอกตำหนักเทพยุทธ์พุ่งมายืนโค้งคารวะอยู่ด้านข้าง มันกล่าว “.. ขอรับ ท่านมหาขันที”
อุทัยจ้องมองรัชชะ .. ‘มนุษย์ : ปรมะปราณ - ระดับพลัง ๘๕ จุด’ .. อุทัยงุนงง เจ้าผู้นี้ยืนอยู่ฝ่ายใดกันแน่นะ
มหาขันทีกล่าวกับรัชชะ “เจ้ารีบไปเตรียมห้องปรุงยาที่ชั้นใต้ดิน เติมเชื้อไฟให้เตากลั่นยาเป็นการด่วน .. เข้าใจหรือไม่”
รัชชะตอบรับอย่างแข็งขัน “.. ขอรับ .. ท่านมหาขันที ..” มันยิ้มมุมปากให้อุทัยแวบหนึ่ง ก่อนจะถอยพุ่งหายไปอย่างรวดเร็ว
มหาขันทีหันมากล่าว “การปรุงโอสถวิเศษ .. ความสำเร็จมีเพียงหนึ่งในพันส่วน .. ทั้งนี้คงต้องขอแรงแม่นางท่าน .. สักครั้ง”
มหาขันทีหันมาพิจารณาซิงซิงอย่างลึกซึ้ง กล่าวขึ้นว่า “.. ยอดปรมาจารย์ยุทธ์ มีพลังธาตุวารีอันพิสุทธิ์ ในภาคพื้นทวีปแทบไม่มีอยู่จริง” มันกล่าวต่อ “โลหิตเทวะมังกรมีพลังหยางร้อนแรงสุดขั้ว ต้องใช้พลังหยินจากท่านในการปรับสมดุล มิเช่นนั้นโอสถที่ปรุงออกมาคงไม่ผู้ใดสามารถบริโภคได้แล้ว”
ซิงซิงตอบโดยทันใด “ตกลง ..” นางกล่าวต่อ “.. แต่มีข้อแม้ คือ สำนักบุปผาเหมันต์ต้องได้รับโอสถถอนพิษนั้นในทันที”
มหาขันที ตอบโดยไม่ลังเล “ดีลลล ..” เห็นทุกคนทำหน้างงจึงกล่าวแก้เขินว่า “.. อ่อ .. คือ ตกลงตามนั้น”
ซิงซิงกล่าว “ตามนั้น .. หากท่านบิดพลิ้ว .. ข้าจะกลับมาสังหารท่าน ..”
มหาขันทีคารวะตอบ ยิ้มบางให้กับซิงซิง แล้วหันไปกล่าวกับราชิตว่า “.. ท่านรีบนำองค์ชายน้อยตามข้าไปยังห้องปรุงยาเถิด ..”
ราชิตได้ยินถึงกลับสะดุ้ง .. มันวิ่งหายไป กลับมาพร้อมร่างของเจ้าธรรมในวงแขน ดวงตาของมันแดงเรื่อกล่าวว่า “ท่านมหาขันที .. ท่านต้องช่วยรักษาเจ้าธรรมด้วย ..”
แล้วจึงเขย่าร่างเจ้าธรรม กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า “เจ้าธรรม .. แข็งใจก่อน .. ลูกพ่อ ..”
อุทัยใจหายวาบเมื่อได้เห็นสภาพเกลอเก่า .. เจ้าธรรมนอนแน่นิ่งราวคนตาย คอพับแขนขาห้อยไร้เรี่ยวแรง ไม่สามารถสัมผัสถึงลมหายใจและชีพจรปราณของมัน ..
.. ‘มนุษย์ : ปรมะปราณ - ระดับพลัง ๐ จุด, หัวกะโหลกแดงกะพริบวิบวับ’
.. พลังเป็นศูนย์ หรือเจ้าธรรมตายไปแล้วหรือนี่
มหาขันทีกล่าว “แม่นาง ท่านราชิต รีบตามข้ามาโดยด่วน ..” มันหันมาขยิบตาส่งจูบให้อุทัยครั้งหนึ่ง แล้วจึงสะบัดตูดหันกายเดินไปยังโอ่งดินเผา
อุทัยขนลุกซู่ซ่าทำอันใดไม่ถูก .. ก่อนซิงซิงจะตามไป นางเข้ามากระซิบกระซาบข้างหูอุทัยอยู่หลายประโยค สุดท้ายชี้นิ้วไปยังบุรุษหนุ่มที่ยืนอยู่กลางวิหาร แล้วกล่าวขึ้นว่า “นั้นไง .. บุคคลที่เจ้าตามหา .. มันผู้นั้นคือหลานของตาเฒ่าดาวดึงส์ ..”