เหตุใดข้ามาอยู่ในร่างขององค์ชายไร้ค่า

    ภาค 2 บทที่ 4 : สำนักนภาหยินหยาง

    บทที่ 4 ผ่านไปสามวันณ สำนักนภาหยินหยาง สำนักแห่งนี้เป็นสำนักของผู้ฝึกยุทธที่เรียกได้ว่าเลื่องชื่อที่สุดในแคว้นหลี่แห่งนี้ พื้นที่ของสำนักนั้นตั้งอยู่ห่างจากเมืองหลวงของแคว้นหลี่พอสมควร สำนักนภาหยินหยางนั้นมีลูกศิษย์อยู่ราวๆห้าร้อยคนโดยทางราชวงศ์หลี่นั้นค่อนข้างมีความไว้วางใจให้แก่สำนักนี้เป็นอย่างมากเพราะเหล่าราชวงศ์หลายรุ่นก็ต่างเป็นศิษย์ของสำนักนี้ล้วนทั้งสิ้น จนบัดนี้องค์รัชทายาทแห่งแคว้นหลี่และองค์ชายรองก็กำลังศึกษาวิชาความรู้อยู่ภายในสำนักนี้ แต่ตอนนี้พิธีแต่งตั้งองค์รัชทายาทนั้นได้เข้าใกล้มาถึง โดยพิธีแต่งตั้งองค์รัชทายาทแห่งแคว้นหลี่ในครั้งนี้มีแต่ผู้ที่มีชื่อเสียงเลื่องลื่อในยุทธภพมาเข้าร่วมกันทั้งนั้น ทางสำนักนภาหยินหยางเองก็จะเป็นหนึ่งในนั้น ทั้งเจ้าสำนักและผู้อาวุโสทั้งสี่คนจะให้เกียรติเดินทางไปเข้าร่วมพิธีในครั้งนี้ด้วย โดยผู้อาวุโสทั้งสี่คนของสำนักจะเดินทางไปพร้อมกับองค์รัชทายาทและองค์ชายรองที่จะเดินทางกลับไปเมืองหลวงเพื่อเข้าร่วมพิธีครั้งนี้เช่นกัน ขบวนการเดินทางได้ถูกจัดตั้งขึ้นใหญ่โต ผู้อาวุโสทั้งสี่และลูกศิษย์ร่วมหนึ่งร้อยคนที่เป็นลูกศิษย์ชั้นสูงของสำนักจะเดินทางไปในครั้งนี้ด้วย ในขณะที่กระบวนการเดินทางไปสู่เมืองหลวงนั้นกำลังจะเริ่มออกเดินทางนั้นเอง ภายในสำนักก็ได้มีลูกศิษย์ผู้หนึ่งที่มารายงานผู้อาวุโสทั้งสี่ ของสำนัก เก้าอี้สี่ตัวที่ตั้งเรียงรายกันเบื้องหน้าของลูกศิษย์ผู้หนึ่งที่กำลังคุกเข่าอยู่กับพื้น ชายวัยประมาณห้าสิบกลางๆสี่คนกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ของตนเอง ทั้ง สี่ล้วนมีรูปร่างที่แตกต่างกันออกไปแต่สิ่งเดียวที่พวกเขานั้นเหมือนกันก็คือชุดสีขาวที่มีสัญลักษณ์หยินหยางอยู่ที่กลางแผ่นหลัง บรรยากาศที่เงียบสนิทหลังจากที่ได้ฟังลูกศิษย์ของพวกเขานั้นรายงาน สีหน้าของผู้อาวุโสทั้ง สี่คนได้เริ่มเปลี่ยนไปเป็นสีหน้าที่เคร่งเครียด “ พวกเราจะทำเช่นไรดี ” ผู้อาวุโสหนึ่งที่นั่งอยู่ตรงกลางได้เอ่ยขึ้น เขาเป็นชายที่มีรูปร่างผอมสูงมีหนวดเคราสีขาวโพลนเช่นเดียวกับสีผมใบหน้าของเขานั้นออกไปทางเคร่งขรึม “ พวกเราจะปล่อยให้สมบัติชิ้นนั้นไปอยู่ในมือของผู้อื่นไม่ได้มันเป็นอาวุธคู่กายของผู้ก่อตั้งสำนึกนภาหยินหยาง ” ผู้อาวุโสสองที่นั่งอยู่ข้างๆผู้อาวุโสหนึ่งได้กล่าวขึ้น “ แต่พวกเราก็ไม่รู้ว่าสิ่งนั้นจะเป็นกระบี่หยดน้ำค้างแข็งจริงๆหรือไม่ ” ผู้อาวุโสสามได้กล่าวออกมา “ ท่านจะกังวลอะไรผู้อาวุโสสามกระบี่ในใต้หล้านี้มีเพียงเล่มเดียวเท่านั้นที่มีคมกระบี่เป็นสีฟ้าโปร่งใส ที่ไม่ได้ทำมาจากโลหะเหมือนกระบี่ทั่วไป ” ผู้อาวุโสสองได้โต้แย้งกลับไป ดูเหมือนว่าบทสนทนาของผู้อาวุโสทั้งสี่คนงั้นจะกล่าวถึงกระบี่ที่หยางหลงนั้นถือครองอยู่ ดูเหมือนว่าบัดนี้ข่าวการสังหารขุนนางอู๋ของหยางหลงนั้นแพร่สะพัดไปทั่วทุกสารทิศแล้ว “ แต่อย่างไรเสียตอนนี้พวกเราก็ควรจะเดินทางไปร่วมงานมงคลที่จะจักขึ้นที่เมืองหลวงเสียก่อน ” อาวุโสหนึ่งเอ่ยความคิดของตนเองออกมา เมื่อได้ยินเช่นนั้นผู้อาวุโสอีกสามชั้นที่กำลังนั่งอยู่ก็ได้พยักหน้าเห็นพ้องตรงกัน หลังจากที่ตกลงกันเรียบร้อยแล้วลูกศิษย์อีกผู้หนึ่งได้วิ่งเข้ามารายงานอย่มีางเสียงดังฟังชัด“ เรียนผู้อาวุโสทั้งสี่บัดนี้ขบวนการเดินทางพร้อมแล้วขอรับ ” “ เข้าใจแล้วพวกข้าจะตามไป ” ผู้อาวุโสหนึ่งกล่าวอย่างสงบนิ่ง หลังจากนั้นลูกศิษย์ที่วิ่งเข้ามารายงานก็ได้หันหลังเดินออกไป ผู้อาวุโสหนึ่งได้ก้มหน้าลงมองลูกศิษย์ที่กำลังนั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้า “ เจ้าจงฟังข้า... ” “ ขอรับ!!! ” ลูกศิษย์ที่กำลังคุกเข่าคานรับอย่างหนักแน่น “ เจ้านำลูกศิษย์จำนวนหนึ่งเดินทางออกไปที่เมืองเมืองนั้นแล้วสืบหาความจริงเกี่ยวกับเรื่องกระบี่หยดน้ำค้างแข็งกลับมาให้ข้า ” อาวุโสหนึ่งได้กล่าวสั่งการ “ ศิษย์รับคำสั่ง!!! ” ลูกศิษย์ผู้นั้นได้ขานรับอย่างสุดเสียงก่อนจะคำนับผู้อาวุโสทั้งสี่ท่านที่นั่งอยู่บนเก้าอี้เบื้องหน้าแล้วถอยหลังออกไปอย่างนอบน้อม และแล้วขบวนการเดินทางจากสำนักนภาหยินหยางก็ได้เดินทางมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงของแคว้นหลี่ ......................................................... ณ เวลาเดียวกัน อาชาสีน้ำตาลเข้มที่กำลังใช้สี่เท้าของมันวิ่งอย่างสุดกำลัง ร่างของบุรุษชุดขาวงามสง่าที่นั่งอยู่บนหลังของอาชาตัวนั้นภายในมือซ้ายเขากำลังถือกระบี่ที่งดงามอยู่ภายในมือ มือขวาที่กำลังควบม้าอย่างสุดกำลัง อีกเพียงอึดใจเดียวเขานั้นก็จะเดินทางถึงจุดหมายของตนเอง ไม่นานนักประตูเมืองใหญ่ยักษ์ก็ได้ปรากฏขึ้นในระยะสายตาของเขา ไม่ต้องสงสัยเลยเบื้องหน้ามันคือเมืองหลวงแห่งแคว้นหลี่ หยางหลงที่เห็นเช่นนั้นได้ฉีกยิ้มออกมา เขานั้นเดินทางมาเป็นเวลาสามวันกว่าจะถึงเมืองหลวงแห่งนี้ ความเหนื่อยล้าของร่างกายนั้นสะสมมาเป็นเวลานานเมื่อเห็นว่าจุดหมายของตนนั้นเบื้องหน้า เขานั้นก็อดจะดีใจไม่ได้จึงปรากฏซึ่งรอยยิ้มให้เห็นใบหน้าของเขาอย่างที่เห็น บุรุษบนหลังม้าเมื่อเห็นจุดหมายของตนเองอยู่ด้านหน้าเขานั้นก็ยิ่งเร่งฝีเท้าของมาให้เร็วขึ้น ไม่นานนักอาชาสีน้ำตาลเข้มตัวนั้นก็ได้เดินทางมาถึงหน้าประตูเมือง เมื่ออาชาตัวนั้นได้หยุดลงบุรุษหนุ่มที่นั่งอยู่บนหลังของมันก็โน้มตัวลงมาสู่พื้นดินด้านล่าง หยางหลงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ดังๆ เฮ้อ!!!! ก่อนจะกล่าวด้วยท่าทางเหนื่อยล้า“ ถึงสักทีนะ ” สิ่งแรกที่เขานั้นมันคือเริ่มกวาดสายตาสังเกตุรอบๆ เอ๋!!! อะไรกันทำไมทหารหน้าประตูเมืองถึงมากมายขนาดนี้ มันก็ยังไม่ถึงวันแต่งตั้งรัชทายาทแห่งแคว้นไม่ใช่หรือไง แล้วทำไมต้องมีการตรวจคนเข้าเมืองยังเข้มงวดอย่างนี้ล่ะ หยางหลงได้พูดกับตนเองเมื่อเห็นบริเวณประตูเมืองนั้นมีการตรวจคนเข้าเมืองอย่างเข้มงวด มีทหารยามที่คอยตรวจคนเข้าเมืองอยู่ราวถึงยี่สิบคน เมื่อเห็นเช่นนั้นบุรุษชุดขาวถึงกับส่ายหัวทันที “ ให้ตายเถอะเราจะเข้าไปยังไงกันเนี่ย ” หยางหลงเลยพูดกับตนเอง อันที่จริงตัวของเขานั้นก็สามารถเข้าไปได้อย่างง่ายดายโดยไม่มีพิรุธอะไร แต่ตอนนี้ภายในมือของเขานั้นกลับถือกระบี่หยดน้ำค้างแข็งอยู่ภายในมือเมื่อพวกทหารเห็นพวกเขาต้องขอดูกระบี่แบบนี้แน่นอน หยางหลงที่ยืนมองด่านเข้าเมืองอยู่ไกลๆเขานั่งทำท่าทางครุ่นคิดถึงวิธีการเข้าเมืองไปได้โดยไม่โดนตรวจสอบ ในขณะที่ผู้คนกำลังหลั่งไหลเข้าไปภายในเมืองหลวง มีสตรีนางหนึ่งที่เดินผ่านร่างของหยางหลงที่กำลังยืนคุณคิดถึงแผนการอยู่ไป ดวงตาของหยางหลงนั้นได้มองเห็นแผ่นหลังของสตรีนางนั้นว่ามีผ้าผืนใหญ่ถูกผูกไว้กับเอวของนาง เมื่อเห็นเช่นนั้นความคิดบางอย่างก็ได้ผุดขึ้นมา “ แม่นาง!!! ” หยางหลงได้เรียกนางอย่างสุดเสียง สตรีนางนั้นได้เหลียวกลับมามองบุรุษผู้ที่เรียกนาง หยางหลงได้ก้าวเท้าเข้ามาใกล้ๆสตรีนางนั้น “ ข้าขอซื้อผ้าผืนนั้นต่อได้หรือไม่ ” หยางหลงเอ่ยอย่างนอบน้อม สตรีนางนั้นรู้สึกประหลาดใจก่อนที่บุรุษชุดขาวจะหยิบเหรียญทองให้กับนาง สตรีนางนั้นลังเลที่จะรับเงินอยู่สักพัก หลังจากไต่ตรองดูแล้วนางจึงรับมันไว้แล้วนำผ้าผืนใหญ่ของนางมอบให้กับหยางหลง หลังจากที่ได้ผ้าผืนใหญ่นั้นมาแล้วหยางหลงก็ได้เดินหายไปทำอะไรสักอย่างสักพักก่อน จะกลับมาด้วยผ้าผืนใหญ่ที่ห่ออะไรไว้สักอย่างอยู่ด้านหลัง เมื่อเตรียมการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยหยางหลงได้พาม้าสีน้ำตาลเข้มตัวนั้นพาตรงเข้าไปที่ด่านตรวจคนเข้ามา หยางหลงได้แบกห่อผ้าขนาดใหญ่เอาไว้ด้านหลัง ไม่ว่าใครพบเห็นก็ต้องสงสัยแน่นอนว่าภายในห่อผ้าขนาดใหญ่นั้นใส่อันใดอยู่ และเมื่อหยางหลงเดินเข้าไปถึงประตูเมืองมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ทหารยามสามคนได้เข้ามาล้อมร่างของหยางหลงเอาไว้ “ ด้านหลังของเจ้ากำลังแบกอันใดเอาอยู่น่ะ... ” ทหารยามผู้นึงได้เอ่ยถามขึ้นพลางกับพยายามทำท่าทำทางอยากรู้ หยางหลงไม่ได้ขัดขืนอันใดเขานั้นได้เปิดห่อผ้าเพียงเล็กน้อยให้ทหารยามเหล่านั้นได้ชม ภายในนั้นมันคือท่อนไม้จำนวนมาก “ ไม้งั้นหรือ...? ” ทหารยามเอ่ยออกมาด้วยความประหลาดใจเพราะปกติแล้วพวกคนหาไม้ มิน่าจะนำห่อผ้าเช่นนี้มาใช่ในการใส่พวกท่อนไม้ “ ขอรับ...ข้าเดินทางกลับมาจากต่างเมืองแล้วเห็นไม้ระหว่างทางเลยว่าจะเก็บกับมาที่บ้าน แต่ว่าไม่มีขอที่พอจะนำไม้มากมายใส่ได้ข้าเลยนำผ้ามาห่อท่อนไม้เหล่านี้เอาไว้ ” หยางหลงเริ่มอธิบาย เมื่อได้ฟังความจากปากของหยางหลงเหล่าทหารยามก็เริ่มปักใจเชื่อคำพูดของเขา ทหารทั้งสามคนได้หันมองหน้ากันไปมาอยู่สักพัก “ ไปได้!!! ” เมื่อสิ้นคำกล่าวนั้นมุมปากของหยางหลงก็ได้ผุดรอยยิ้มเล็กๆออกมา “ ขอรับ.... ” กระบี่หยดน้ำค้างแข็งนั้นถูกเก็บเอาไว้ตรงกลางของกองท่อนไม้ภายในห่อผ้านั้น บุรุษชุดขาวได้เดินผ่านด่านตรวจนั้นไปอย่างง่ายดายพร้อมกับห่อผ้าที่แบกไว้ด้านหลังและม้าน้ำตาลเข้มของตนเอง อย่างที่เราคิดเลยยุคนี้ไม่ได้มีการตรวจสอบเข้มงวดอย่างตำรวจของยุคเรา ผู้คนในยุคนี้ไม่รู้สึกว่าในยุคที่เรานั้นจากมามีกลโกงอะไรบ้าง ในยุคนี้เราถือเป็นคนที่ฉลาดที่สุด.....จบบท

    คล้ายกับเรื่องเหตุใดข้ามาอยู่ในร่างขององค์ชายไร้ค่า ที่คุณอ่าน