หนานจิงณ ท่าเรือ
“หนิงน้อยพี่นึกขึ้นได้ว่าเธอเคยบ่นให้พี่ฟังถึงผู้ชายคนหนึ่งที่เพื่อนของเธอชอบอยู่ใช่ไหม?’’เสี่ยวเย่ถามน้องสาวของเขาผ่านโทรศัพท์ เขาเพิ่งนึกออกในเร็วๆนี้ว่าชื่อ ‘มู่หลิน’เคยได้ยินมาจากปากของน้องสาวเมื่อสมัยก่อนจนกระทั่งตอนนี้ก็ยังมีบางครั้งบางคราวที่ได้ยินเขาจึงอดรู้สึกสงสัยว่าอาจจะเป็นคนเดียวกัน
“ใช่ค่ะว่าแต่พี่ถามถึงผู้ชายต๊องๆแบบนั้นทําไม?’’ ถูกถาม เสี่ยงหนิงที่รอสายอยู่ก็แปลกใจเพราะทุกๆครั้งเวลาเธอพูดถึงเรื่องหมอนี่ทีไรพี่ชายของเธอก็มักจะเมินแล้วตอบกลับมาด้วยเสียงหัวเราะเสมอ
เสี่ยวเย่หัวเราะก่อนเอ่ย“ก็พอดีพี่เจอคนที่ชื่อมู่หลินและเขามีนิสัยแปลกๆเหมือนกันพี่เลยสงสัยว่าเขาอาจจะเป็นคนเดียวกันกับที่น้องพูดถึง’’
“มู่หลิน?คงไม่ใช่หรอกมั้ง เพราะหมอนั่นน่ะไม่ได้มีอะไรดีเลยแล้วเขาจะไปดึงดูดคนอย่างพี่ให้สนใจได้ยังไง?อีกอย่างหนูและหลิงเยว่ก็ไม่ได้เจอเขามานานแล้วด้วยดังนั้นแม้นิสัยจะคล้ายกันแต่ก็คงไม่ใช่หรอก!’’ ได้ยินเสี่ยวหนิงก็ประหลาดใจก่อนส่ายหัว กาลเวลาผ่านไปคนย่อมเปลี่ยนดังนั้นหมอนั่นเองก็เช่นกัน เธอไม่เชื่อหรอกว่าเขาจะยังคงมีนิสัยแปลกๆอีกอย่างมันจะเป็นไปได้ยังไงที่คนไม่มีอะไรดีเลยอย่างหมอนั่นจะมาทําให้พี่ชายของเธอผู้ซึ่งเก่งกาจสนใจได้?
“ก็จริงเพราะคนที่พี่เจอน่ะแม้เขาจะมีนิสัยแปลกประหลาดเหมือนกัน แต่เขาเก่งกาจกว่าพี่มากทั้งนี้เทคนิคการขับเครื่องบินของเขายังน่าทึ่งอีกด้วย!’’เสี่ยวเย่พยักหน้าเห็นด้วย มันคงไม่ใช่คนเดียวกันจริงๆ
“อย่าบอกนะว่าที่พี่บอกหนูนั่นเป็นเรื่องจริง?’’เสี่ยวหนิงที่ได้ยินพลันอุทานอย่างตกใจเพราะก่อนหน้านี้พี่ชายของเธอได้บอกว่าคนที่ช่วยเที่ยวบินเอาไว้น่ะไม่ใช่เขาแต่เป็นผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งเดิมทีเธอก็ไม่เชื่อหรอกแต่พอนึกได้ว่าพี่ชายของเธอขับเครื่องบินไม่เป็นรวมเข้ากับสิ่งที่ได้ยินตอนนี้เธอก็ตะหนักได้ทันที
“ถูกต้องนอกจากเขาจะขับเครื่องบินเป็นแล้วเขายังหล่อเหลาด้วย!’’ เห็นน้องสาวตกใจเสี่ยวเย่ก็ยิ้มๆ เขารู้ดีว่าผู้ชายที่จะมาดึงดูดน้องสาวของเขาได้นั้นหายากมากบางที่ชายหนุ่มคนนี้อาจเป็นคนเดียวที่สามารถทําได้
“ชักน่าสนใจซะแล้วสิไว้ถ้าพี่เจอเขาอีกครั้งช่วยพาเขามาเจอหนูด้วยละกัน!’’ได้ยินวีรกรรมอันน่าทึ่งของบุคคลปริศนา เสี่ยวหนิงก็หัวเราะด้วยนํ้าเสียงใสแจ๋วอย่างตื่นเต้นและอดรอคอยไม่ได้
“แน่นอน!’’ เสี่ยวเย่ยิ้มยิงฟันให้กับน้องสาวของเขาก่อนจะวางสายไป
…
เวลาเดียวกันหลังจากที่มู่หลินลั่นวาจาออกไปแล้วใบหน้าของจั่วจั้งหาวและเหล่าบอดี้การ์ดก็ล้วนบิดเบี้ยวอย่างเห็นได้ชัด
นี่มันหยามกันชัดๆ!
“พ่อหนุ่มฉันไม่รู้ว่าเธอต้องการจะทําอะไรแต่อย่าได้คิดว่าฉันจะปล่อยเธอไปง่ายๆและเพื่อไปทําสิ่งที่ว่านั่น!’’เมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คนธรรมดาจั่วจั้งหาวก็เผยสีหน้าจริงจังและเตรียมต่อสู้อย่างระมัดระวังอย่างน้อยเขาก็มั่นใจว่าหากสู้กันด้วยความแข็งแกร่งของผู้ใช้กําลังภายในแล้วไม่ชนะก็เสมอ!
เพราะอย่างนั้นเขาจะไม่ปล่อยให้หมอนี่ไปตบหน้าลูกชายของเขาเด็ดขาด!
“เยี่ยม!ดูเหมือนคุณก็เป็นไอ้งั่งเหมือนคนพวกนี้สินะ? ได้เลย!’’เห็นว่าชายวัยกลางคนไม่ยอมง่ายๆ มู่หลินก็หมดความอดทนเขาเดินตรงออกไปอย่างไม่เกรงกลัว
เห็นอีกฝ่ายเดินก้าวเข้ามาตรงๆเช่นนี้แม้จั่วจั้งหาวจะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะมาไม้ไหนเขาก็ไม่ลังเลเลยที่จะโคจรลมปราณแล้วออกกระบวนท่าโจมตี “ฮ่า!’’
สิ้นเสียงคํารามหมัดของจั่วจั้งหาวก็พุ่งเข้าหาชายหนุ่มด้วยความรวดเร็ว
อย่างไรก็ตามในวินาทีต่อมาสิ่งที่น่าเหลือเชื่อก็เกิดขึ้น!
ควับ!
หมัดๆนั้นกลับถูกชายหนุ่มรับเอาไว้ได้อย่างง่ายดายโดยมือๆเดียว ก่อนจะออกแรงหมุนแล้วส่งตัวจั่วจั้งหาวให้ลอยเคว้งขึ้นไปบนอากาศ
“อะไรกัน!’’เห็นทิวทัศที่เปลี่ยนไปและสัมผัสได้ถึงความรู้สึกเคว้งคว้างนัยน์ตาของจั่วจั้งหาวก็เบิกกว้างด้วยความไม่อยากเชื่อเมื่อครู่นี้เขาแทบตอบสนองไม่ทันด้วยซํ้า
แล้วนี่มันเกิดอะไรขึ้น?
พริบตาร่างของจั่วจั้งหาวก็หล่นกระแทกเข้ากับพื้นอย่างจัง
ตุบ!
“อั๊ก!’’จั่วจั้งหาวกระอักเลือดออกมาเหมือนกับคนอื่นๆและรีบเงยหน้าขึ้นเพื่อมองหาชายหนุ่มอย่างไรก็ตามเมื่อเขามองอีกทีเขาก็ไม่พบอีกฝ่ายเสียแล้ว
“บัดซบ!รีบสั่งให้คนที่เหลือจัดการมันซะ!’’ นึกถึงความแข็งแกร่งของชายหนุ่มจั่วจั้งหาวที่ไม่คิดว่าอีกฝ่ายมาเล่นๆก็สบถแล้วสั่งการ
“ได้ครับ!’’เหล่าบอดี้การ์ดที่บาดเจ็บอยู่ต่างไม่ลังเลที่จะสั่งการไปยังพวกที่อยู่ข้างใน
“หมอนี่มันเป็นใครกันแน่…’’เห็นว่าคําสั่งของตัวเองได้รับการทําตามแล้วจั่วจั้งหาวก็อดมองไปยังที่ๆชายหนุ่มเคยอยู่แล้วพึมพําไม่ได้เขาไม่เคยเจอรุ่นเยาว์ที่แข็งแกร่งขนาดนี้มาก่อนเลยบางทีอีกฝ่ายอาจจะสามารถต่อสู้กับพ่อของเขาได้อย่างสูสีก็เป็นได้?
ท้ายที่สุดแล้วอีกฝ่ายเป็นใครกันแน่?
…
ณศาลากลางลานกว้าง
ป๋อเวิ้นและจั่วเห้งเทียที่เห็นเหล่าบอดี้การ์ดข้างในเริ่มโกลาหลก็งงงัน
“มีคนมาบุกตระกูลจั่วงั้นเหรอ?’’เห็นอย่างนั้น ป๋อเวิ้นก็อดหัวเราะแซวไม่ได้
“เอ่อ…’’จั่วเห้งเทียก็ไม่รู้ว่าควรจะหัวเราะหรือร้องไห้ดีเขารู้สึกเสียหน้าเป็นอย่างมากที่ถูกใครก็ไม่รู้มาทําให้ตระกูลโกลาหลในวันที่อีกฝ่ายมาเยือน
สุดท้ายจั่วเห้งเทียก็ได้เรียกบอดี้การ์ดคนหนึ่งมาสอบถามสีหน้าของเขาจึงตกใจเป็นอย่างมาก “เอาชนะจั่วจั้งหาวในการโจมตีเพียงครั้งเดียว?’’
เป็นไปได้อย่างไร?
“...’’ ป๋อเวิ้นที่นั่งจิบชาอยู่ก็แสดงให้เห็นถึงใบหน้าประหลาดใจเขาเองก็เคยปะมือกับจั่วจั้งหาวมาก่อนดังนั้นเขาย่อมรู้ดีว่าฝีมือของอีกฝ่ายนั้นเป็นยังไงเขาจึงประหลาดใจเป็นอย่างมากที่อีกฝ่ายพ่ายแพ้ต่อบุคคลปริศนาในการโจมตีเพียงครั้งเดียว
“แล้วรู้รึยังว่ามันบุกมาเพราะเรื่องอะไร?’’จั่วเห้งเทียถามอีกครั้ง
“มันบอกว่าจะมาตบหน้าคุณชายจั่วเถาไปน่ะครับ!’’บอดี้การ์ดตอบออกไปด้วยนํ้าเสียงจริงจัง เห็นได้ชัดว่าเขาไม่กล้าปิดบัง
“...’’ ได้ยินจั่วเห้งเทียและป๋อเวิ้นก็ชะงักไปเดิมทีพวกเขาคิดว่าคนที่มีฝีมือจนล้มจั่วจั้งหาวได้จะบุกมาเพราะเรื่องใหญ่โตแต่ใครจะไปคิดกันล่ะว่ามาเพราะเด็กแสบคนหนึ่ง?
จั่วเถาไป!
ไอ้เด็กนี่มันก่อเรื่องมาแน่ๆ!
“ไปกันเถอะ!ฉันอยากเห็นเหลือเกินว่าใครกันที่กล้าท้าทายตระกูลจั่ว!’’ ครู่ต่อมาป๋อเวิ้นก็หายชะงักและลุกขึ้นยืนด้วยท่าทีองอาจก่อนจะหัวเราะเบาๆอย่างไม่ใส่ใจ
จั่วเห้งเทียนพยักหน้าเห็นด้วยแล้วติดตามอีกฝ่ายออกไปในทันที
เขาล่ะอยากเห็นหน้าไอ้คนที่กล้าจะมาตบหน้าหลานชายของเขาจริงๆ!
ถ้ามันแน่ก็เข้ามา!เพราะเขาจะสั่งสอนให้รู้ซึ้งว่าตระกูลจั่วไม่ใช่ที่ๆควรจะยั่วยุได้!