ตอนที่ 38
ธัมมะกับอธรรม
เยี่ยนผิงนางจิตใจเข้มแข็งแกร่งยิ่งกว่าบุรุษตอนนี้เมื่อได้ยินคำพูดของจ่านจือ ถึงกับปล่อยน้ำตาไหลหลั่งรินรดสองแก้มอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนนางเองบอกไม่ถูกว่าเป็นเพราะเหตุใด? ทราบแต่เพียงว่าตั้งแต่พบกับเขาครั้งแรกรู้สึกประทับใจอย่างอธิบายไม่ถูกตลอดเวลาห้าปีกว่านางไม่เคยลืมเลือนเขาไปจากความทรงจำยิ่งได้ใกล้ชิดกับเขารู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูกเมื่อได้ยินจ่านจือกล่าววาจาเช่นนั้นนางยิ่งรู้สึกว่านับต่อแต่นี้นางคงขาดเขามิได้แทนที่จะลงมือฆ่าเขาเยี่ยนผิงกลับโผเข้าหาอ้อมอกของจ่านจือพร้อมกับสะอื้นร่ำไห้มิยั้งหยุด
จ่านจือเองรู้สึกโศกเศร้าเสียใจไม่แพ้เยี่ยนผิงความรู้สึกล้วนมิแตกต่างกันแต่ครั้นคิดว่านางเป็นคนของฝ่ายมารอธรรมเขาเองอยู่ฝ่ายธัมมะน้ำบ่อมิอาจปะปนกับน้ำคลองดังนั้นไม่มีทางที่ทั้งสองจะไปด้วยกันได้ถึงเช่นไรอีกไม่นานเขาและนางจะต้องห้ำหั่นกันอยู่ดีดังนั้นจึงใช้สองมือจับไหล่นางเบา ๆ แล้วผลักออกห่างพร้อมกับส่งเสียงบอกกล่าวต่อนางว่า
“ข้าพเจ้ากับท่านยืนอยู่คนละฝ่ายถึงแม้ท่านจะไม่ลงมือในตอนนี้ภายหน้าหากต้องต่อสู้ห้ำหั่นกันข้าพเจ้ามีหรือจะหักใจทำร้ายท่านได้ลงคงต้องยินยอมพร้อมใจตายภายใต้น้ำมือท่านอยู่ดี ตลอดเวลาที่ผ่านมาข้าพเจ้าเฝ้าคิดถึงท่านทั้งที่ไม่รู้ว่าท่านเป็นสตรีเสียด้วยซ้ำ”
เยี่ยนผิงยกแขนเสื้อขึ้นปาดหยาดน้ำตาสองข้างแก้มอย่างไม่อายเขารู้ว่าจะฆ่าจ่านจือนางหากระทำได้เช่นกัน ทำร้ายเขาไม่แตกต่างกับทำร้ายตัวนางเองแต่เขากล่าวมาทั้งหมดล้วนถูกต้องนางกับเขายืนอยู่คนละฝ่ายภายหน้าหากจะต้องห้ำหั่นกัน นางเองมิอาจหักใจทำร้ายเขาได้ดังนั้นจึงตัดใจกล่าวต่อจ่านจือว่า
“ท่านกล่าวถูกต้อง ข้าพเจ้ากับท่านเรายืนอยู่คนละฝั่งดังนั้นเราทั้งสองจงอย่าได้คบหากันเป็นอันดีที่สุดท่านจงไปตามทางของท่านส่วนข้าพเจ้าจะไปตามทางของข้าพเจ้าจากกันตั้งแต่ตอนนี้อาจจะไม่เสียใจเท่าใดนักไม่แน่ว่าพบกันครั้งหน้าท่านอาจจะเปลี่ยนใจลงมือสังหารข้าพเจ้าได้โดยมิต้องอาลัยอาวรณ์ข้าพเจ้าเองอาจจะลงมือต่อเจ้าโดยไร้ปรานีได้เช่นกัน ท่านจงรักษาเนื้อรักษาตัวให้ดีลาก่อน”
กล่าวจบเยี่ยนผิงหมุนร่างวิ่งจากไปทั้งน้ำตาเปื้อนสองข้างแก้มจ่านจือเองกระทำสิ่งใดมิถูกได้แต่ยืนมองเงาหลังของนางลับหายจากไปเขาทรุดร่างลงนั่งกับพื้นอย่างหมดสิ้นเรี่ยวแรงไม่ทราบว่าเวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าใดจ่านจือจึงค่อยขยับตัวรู้สึกว่าตอนนี้ใกล้มืดค่ำแล้วจึงตัดสินใจว่าจะเดินทางไปโรงเตี้ยมเจ็ดดาวเพื่อไปหามู่เหอกับไป่ชิงบอกกล่าวเรื่องราวอันตรายที่กำลังจะเกิดขึ้นให้ทั้งสองระมัดระวังตัว
ขณะที่เดินทางพอดีนึกถึงคำพูดของอัปลักษณ์ด้ายแดงเซียวเหยาเซิงขึ้นมาที่นางกล่าวว่าให้นำฝ่ามือนี้ของท่านไปช่วยเหลือผู้อื่นนางหมายความว่าเช่นไร จึงฉุกคิดขึ้นต่อคำพูดของอาวุโสท่านนั้นรีบยกฝ่ามือขึ้นลูบคลำบริเวณที่ถูกฝ่ามือของอาวุโสท่านนั้นตบใส่บริเวณหน้าอกของเขาเมื่อลูบคลำผ่านไปในตอนแรกไม่พบสิ่งผิดปกติอันใด แต่พอลูบคลำย้อนกลับมาอีกเที่ยวกลับพบว่ามีบางสิ่งบางอย่างอยู่ในอกเสื้อของเขา
จ่านจือมิรอช้ารีบล้วงเข้าไปในอกเสื้อของตัวเองทันทีเมื่อล้วงเข้าไปกลับพบวัตถุบางอย่างอยู่ในอกเสื้อจึงรีบดึงออกมาที่แท้เป็นกระดาษแผ่นหนึ่งด้วยความสงสัยเขารีบคลี่กางออกดูด้านในเห็นเป็นอักษรเขียนด้วยหมึกสีแดงมีใจความว่า
“เรียนท่านหลิวซุ่นกงกงแผนการทั้งหมดที่ท่านให้อาตมากระทำทุกสิ่งล้วนเป็นไปตามแผนทุกประการในวันชุมนุมชาวยุทธ์อาตมาจะคอยช่วยเหลือพวกท่านอย่างลับ ๆ ต้าทงไต้ซือหาได้สงสัยในตัวอาตมาว่าเป็นหนอนบ่อนไส้ให้แก่ท่านหากมีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงอาตมาจะรีบแจ้งให้ทราบ” ลงชื่อถู่ฝู
จ่านจือรีบพับเก็บจดหมายไว้ในอกเสื้อเช่นเดิมพร้อมกับเร่งฝีเท้ามุ่งตรงสู่โรงเตี้ยมเจ็ดดาวในทันใดนอกจากเรื่องที่จะเตือนคนทั้งสองให้ระมัดระวังตัวแล้วอีกเรื่องหนึ่งเขาต้องการนำใจความในจดหมายไปปรึกษากับสองเฮียม่วยแซ่เฟิ่นด้วย
จ่านจือหลังจากใช้เวลาเดินทางเป็นเวลาครึ่งชั่วยามจึงบรรลุถึงหน้าโรงเตี้ยมที่หนึ่งเมื่อแหงนมองขึ้นไปเหนือศีรษะบนป้ายชื่อสลักอักษรคำว่าโรงเตี้ยมเจ็ดดาวเขามิรอช้ารีบก้าวเท้าเข้าไปภายในโรงเตี้ยมพร้อมกับสอบถามเถ้าแก่โรงเตี้ยมถึงเฮียม่วยแซ่เฟิ่นทั้งสองเถ้าแก่โรงเตี้ยมรีบแจ้งต่อเขาว่า
“คุณชายท่านหมายถึงเฮียม่วยคู่หนึ่งใช่หรือไม่?”
“ถูกแล้วเถ้าแก่ข้าพเจ้าเป็นสหายของเฮียม่วยทั้งสองได้ยินว่าพวกเขาเข้าจองห้องพักที่โรงเตี้ยมของท่านจึงได้เดินทางมาสมทบไม่ทราบว่าพวกเขาพักอยู่ห้องไหน? โปรดแจ้งต่อข้าพเจ้าจะได้หรือไม่?”
“เช่นนั้นเชิญคุณชายนั่งรอตรงนี้สักครู่ข้าพเจ้าจะให้เด็กไปตามแขกทั้งสองมาพบกับคุณชาย”
กล่าวจบเถ้าแก่ผู้นั้นเดินหายเข้าไปหลังร้านปล่อยให้จ่านจือนั่งรออยู่ที่โต๊ะตัวหนึ่งผ่านไปราวชั่วหม้อข้าวเดือดสองเฮียม่วยแซ่เฟิ่นก้าวลงมาจากชั้นสองของโรงเตี้ยมคนทั้งสองแสดงอาการดีใจเมื่อเห็นเขานั่งรอคอยอยู่ไป่ชิงรีบส่งเสียงร้องเรียกจ่านจือแต่ไกลว่า
“จ่านจือเป็นท่านจริง ๆ แต่เอ๊ะบุคลิกภาพของท่านช่างคล้ายคุณชายสูงศักดิ์ผู้หนึ่งยิ่งนัก นึกไม่ถึงพอท่านแต่งกายด้วยชุดใหม่ทำเอาข้าพเจ้าไป่ชิงแทบจดจำท่านมิได้ในตอนแรก”
เมื่อมู่เหอกับไป่ชิงนั่งลงฝั่งตรงข้ามของโต๊ะเรียบร้อยแล้วจ่านจือกล่าววาจาตอบต่อไปชิงไปว่า
“โกวเนี้ยท่านนี้กล่าวชมข้าพเจ้าเกินความจริงไปแล้วข้าพเจ้าจ่านจือมิกล้าทำตัวเป็นกงจื้อสูงศักดิ์อย่างที่ท่านกล่าวเรียกแม้แต่น้อยไม่ทราบว่าท่านทั้งสองสบายดีหรือไม่? ข้าพเจ้าเมื่อทราบว่าท่านทั้งสองพักอยู่ที่นี่ จึงรีบเดินทางมาพบอีกทั้งยังมีเรื่องราวที่จะต้องปรึกษาหารือเร่งด่วนกับท่านทั้งสองอีกด้วย”
“ข้ากับไป่ชิงเราทั้งสองสุขสบายดีหลังจากแยกกันตอนนั้นเราสองคนหลังจากทำธุระเสร็จสิ้นก็เดินทางท่องเที่ยวพอดีเป็นเทศกาลสารทง่วนเซียวจึงได้จองห้องพักในโรงเตี้ยมแห่งนี้เอาไว้พรุ่งนี้เช้าเราทั้งสองจะคืนห้องพักแล้วดีใจยิ่งนักที่เจ้าเดินทางมาทันเวลาพอดีค่ำคืนนี้เราทั้งสามน่าจะได้เดินชมโคมไฟในเมืองหลวงด้วยกันอีกทั้งพูดคุยธุระของเจ้าไปด้วย จ่านจือเจ้าว่าดีหรือไม่?”
ยังมิทันที่จ่านจือจะกล่าวตอบคำถามของมู่เหอออกไปไป่ชิงรีบส่งเสียงกล่าววาจาตอบแทนเขาขึ้นก่อนว่า
“พี่ชายไป่ชิงเห็นด้วยกับท่านจ่านจือเองคงไม่ขัดข้องเช่นกัน เราทั้งสามจะได้ท่องเที่ยวชมโคมไฟให้เบิกบานใจข้าพเจ้าทราบว่าจ่านจือเองยังมิเคยท่องเที่ยวชมโคมไฟอันสวยงามมาก่อนถือโอกาสนี้พาจ่านจือท่องเที่ยวเมืองหลวงก่อนที่เราทั้งสามจะได้เดินทางไปวัดเส้าหลินด้วยกัน”
มู่เหอจึงหันไปกล่าวถามต่อจ่านจือว่า
“เช่นนั้นเจ้าไม่อาจปฏิเสธเอาเป็นว่าตกลงตามที่ไป่ชิงกล่าวมาก็แล้วกันเห็นแต่เพียงเจ้าลำพังมิทราบว่าแม่นางซื่อเหมี่ยนกับแม่นางอี้เซินไฉนไม่เดินทางมาพร้อมกับเจ้าด้วย”
จ่านจือตอบคำถามของเฟิ่นมู่เหอพร้อมกับเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นหลังจากแยกกับทั้งสองเดินทางไปหมู่บ้านเย้ยอรุณพอเขาเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้แก่ทั้งสองรับฟังจบทั้งสองเฮียม่วยแสดงความเป็นห่วงพี่สาวทั้งสองของเขาจากนั้นไป่ชิงจึงกล่าววาจากับจ่านจือว่า
“ข้าพเจ้าคิดว่านางทั้งสองคงเอาตัวรอดได้ฟังจากที่ท่านเล่ามาทั้งหมดแสดงว่าเวลานี้นางทั้งสองคงทราบข่าวเรื่องอาจารย์ของพวกนางถูกทำร้ายแล้วและคงเดินทางไปยังพรรคไผ่หลิวเพื่อดูอาการของอาจารย์และอาวุโสอีกสองท่านแล้ว”
จ่านจือกับมู่เหอเห็นด้วยกับคำพูดของไป่ชิงแล้วคนทั้งสองบอกกล่าวต่อจ่านจือให้ขึ้นห้องไปอาบน้ำชำระร่างกายเพื่อให้สดชื่นหลังจากทราบว่าเขาเดินทางมาทั้งวันจากนั้นอีกไม่นานนักคนทั้งสามจึงพากันเดินออกจากโรงเตี๊ยมเจ็ดดาวเพื่อท่องเที่ยวชมดูโคมไฟภายในเมืองหลวงซึ่งเป็นเทศกาลสารทง่วนเซียวนั่นเอง
คนทั้งสามเดินพลางสนทนากันพลางเกี่ยวกับเรื่องราวที่จ่านจือประสบพบมาสาระสำคัญยังคงเป็นเนื้อความในจดหมายที่เขาได้มาจากอัปลักษณ์อาภรณ์แดงเซียวเหยาเซิงนั่นเองพร้อมกับชมโคมไฟหลากหลายสีสันที่ประดับประดาอย่างสวยสดงดงามสองฟากข้างถนนสว่างไสวบนท้องถนนในค่ำคืนนี้คลาคล่ำไปด้วยผู้คนเดินสวนกันไปมาดูขวักไขว่บางคู่เป็นหนุ่มสาวเดินคลอเคลียหยอกล้อต่อกระซิกกันบางคู่วิ่งไล่จับกันดูสนุกสนานอย่างที่สุดเห็นแล้วหนุ่มสาวเหล่านั้นช่างเต็มไปด้วยความสุขไม่บ่อยนักที่หนุ่มสาวเหล่านั้นจะได้มีโอกาสออกมาเดินท่องเที่ยวในยามค่ำคืน
จ่านจือเองอดตื้นเต้นยินดีมิได้ด้านหนึ่งกลับระลึกนึกถึงเยี่ยนผิงขึ้นมามิได้หากค่ำคืนนี้มีนางเดินท่องเที่ยวชมโคมไฟด้วยคงจะดีไม่น้อยเมื่อเหลือบสายตามองไปทางไป่ชิงเห็นนางกระโดดโลดเต้นอย่างสนุกสนานเพลิดเพลินมู่เหอเองสีหน้าประดับประดาเต็มไปด้วยความสุขสนุกสนานกับบรรยากาศในค่ำคืนนี้เช่นเดียวกับน้องสาวของเขาสักพักหนึ่งได้ยินไป่ชิงส่งเสียงกล่าวถามจ่านจือมาว่า
“จ่านจือท่านชื่นชอบโคมไฟเหล่านี้หรือไม่บรรยากาศในค่ำคืนนี้ช่างสวยงามตระการตายิ่งนักหลังจากงานชุมนุมที่เส้าหลินจบลงยังไม่ทราบว่าจะได้มีโอกาสมาท่องเที่ยวอีกหรือไม่?”
“ชอบสิ ข้าพเจ้าชื่นชอบบรรยากาศในค่ำคืนนี้คล้ายๆ กับท่าน เพียงแต่เสียดายที่ค่ำคืนนี้มิมี...”
จ่านจือเอ่ยวาจาเพียงแค่นั้นแล้วหยุดคำพูดไว้ไม่เอ่ยวาจาสืบต่อไป่ชิงได้ยินเช่นนั้นจึงคาดเดาเอาเองว่าเขาอาจหมายถึงป้าหนิวมารดาบุญธรรมที่เสียชีวิตไปหากค่ำคืนนี้มีป้าหนิวอยู่ด้วยเขาคงจะมีความสุขยิ่งกว่านี้อีกหลายเท่านักเนื่องด้วยเขารักป้าหนิวมากที่สุดทั้งมู่เหอและไป่ชิงทั้งสองย่อมทราบดีกว่าผู้ใดดังนั้นไป่ชิงจึงมิกล้าเอ่ยถามจ่านจือว่าเขากำลังกล่าวถึงป้าหนิวใช่หรือไม่ เกรงว่าจะเป็นการเพิ่มความคิดถึงป้าหนิวให้แก่เขามากขึ้นแต่แท้จริงแล้วนางคาดเดาไปเองคนที่จ่านจือคิดถึงกลับเป็นเยี่ยนผิงต่างหากเล่า
เมื่อทั้งสามเดินมาเป็นระยะทางราวห้าลี้ข้างหน้าเป็นสะพานข้ามคลองที่หนึ่งสองฟากข้างทางเดินเป็นต้นไม้ร่มรื่นท่ามกลางแสงสว่างของดวงจันทร์กลมโตซึ่งลอยเด่นอยู่บนฟากฟ้าผนวกกับแสงสว่างของโคมไฟทำให้มองเห็นเป็นเงาทอดยาวทะมึนทาบทับกับพื้นถนน
เมื่อเดินข้ามสะพานมาทันใดนั้นเสียงวัตถุหนึ่งเสียดสีกับอากาศพุ่งเข้าหาจ่านจือด้วยอัตราความเร็วถึงที่สุดจ่านจือมีปฏิกิริยารวดเร็วรีบยื่นมือขวาออกคีบจับวัตถุนั้นไว้พร้อมกับมองเห็นเงาร่างสายหนึ่งเคลื่อนไหววูบวาบหายเข้าไปกับซอกตึกหลังหนึ่งเขามิรอช้ารีบกล่าวกับสองเฮียม่วยว่า
“ข้าพเจ้าติดตามไปเองท่านทั้งสองมิต้องเป็นห่วงแล้วเจอกันที่โรงเตี้ยมเจ็ดดาวหากว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงข้าพเจ้าจะรีบส่งข่าวกลับไปหาท่านทั้งสอง”
จ่านจือไม่รีรอชักช้าไม่รอคอยฟังคำตอบจากสองเฮียม่วยแซ่เฟิ่นสะกิดเท้าพุ่งร่างติดตามเงาร่างนั้นไปอย่างรวดเร็วพอเขาจากไปได้ไม่นานนักเงาร่างอีกสองสายพลันปรากฏกายขึ้นคนทั้งคู่เมื่อทิ้งตัวลงคนหนึ่งอยู่ด้านหน้าอีกผู้หนึ่งอยู่ทางด้านหลังของมู่เหอกับไป่ชิงคนทั้งคู่สวมชุดดำอำพรางพร้อมทั้งปิดบังใบหน้าเห็นเพียงดวงตาภายใต้ผ้าปิดหน้าสีดำสายตาของคนทั้งคู่มิได้แสดงความเป็นมิตรแต่อย่างใดมู่เหอเห็นเช่นนั้นส่งเสียงกล่าวถามออกไปว่า
“พวกท่านเป็นใครกัน ไฉนจึงมาขวางทางเราทั้งสองพวกท่านมีจุดประสงค์อันใด หรือต้องการสิ่งใดโปรดบอกกล่าวออกมาให้ชัดแจ้ง”
คนชุดดำทั้งสองแสดงท่าทีมุ่งร้ายคนที่ยืนอยู่ทางด้านหน้าส่งเสียงขึ้นว่า
“ท่านทั้งสองสินะ คือเฟิ่นมู่เหอกับเฟิ่นไป่ชิงข้าพเจ้าไม่ต้องการทราบว่าท่านทั้งสองมาจากสารทิศใด? เพราะว่ามันไม่มีประโยชน์อันใดอีกต่อไปเพราะค่ำคืนนี้หลังจากได้สิ่งของที่เราทั้งสองต้องการแล้วข้าพเจ้าทั้งสองจะส่งพวกท่านไปปรโลกโดยทันที”
ผู้กล่าววาจาน้ำเสียงเป็นสตรีฟังจากน้ำเสียงน่าจะมีอายุราวสี่ห้าสิบปีเมื่อสตรีชุดดำที่อยู่ด้านหน้ากล่าวจบชุดดำที่อยู่ด้านหลังส่งเสียงหัวร่อดังยาวนานพร้อมกับกล่าวขึ้นบ้างว่า
“ทางที่ประเสริฐรีบมอบสิ่งของออกมาแล้วข้าพเจ้าจะรับปากต่อท่านทั้งสองว่าจะลงมือต่อท่านสองคนโดยรวบรัดให้ตายอย่างสุขสบายมิต้องทุกข์ทรมานเลยแม้แต่น้อยท่านทั้งสองเห็นว่าเป็นเช่นไร จะมอบสิ่งของออกมาดี ๆ หรือจะให้ค้นหาเอาจากซากศพของพวกท่านหลังจากหมดลมหายใจแล้ว”
ไป่ชิงได้ยินดังนั้นกล่าววาจาโต้ตอบกลับไปทันทีว่า
“ท่านทั้งสองกล่าววาจาเพ้อเจ้อกระไร ข้าพเจ้ากับพี่ชายมิมีสิ่งของที่พวกท่านต้องการและที่สำคัญเราทั้งสองมิเคยขโมยสิ่งของ ของผู้ใดมาเป็นของพวกเรา ดังนั้นเราทั้งสองพี่น้องจึงมิมีสิ่งของที่สมควรจะเปลี่ยนมือไปเป็นของพวกท่าน”
เมื่อไป่ชิงกล่าวจบสตรีชุดดำที่อยู่ทางด้านหน้าของทั้งสองหัวร่อกึกก้องแล้วตวาดกลับมาว่า
สิ่งของที่เราทั้งสองต้องการอยู่กับท่านมิผิดดอกยาเม็ดเก้าพิษกร่อนวิญญาณเราสืบทราบมาอย่างแน่ชัดในขวดยาบรรจุตัวยาทั้งหมดหกเม็ดเป็นเม็ดยาสีแดงสามเม็ดสีดำสามเม็ดดังนั้นจงรีบส่งมอบออกมาอย่าให้ขาดแม้แต่เม็ดเดียวมิฉะนั้นวิญญาณหลุดลอยจากร่างแล้วท่านรู้สึกสำนึกเสียใจคงสายเกินไปแล้ว
ไป่ชิงกับมู่เหอทราบแน่แก่ใจว่าถึงแม้ตนส่งมอบยาเม็ดเก้าพิษกร่อนวิญญาณออกไปคนลึกลับทั้งสองคงไม่ละเว้นชีวิตตนทั้งสองอย่างแน่นอนหนทางเดียวที่จะกระทำได้คือเสี่ยงชีวิตฝ่าวงล้อมหลบหนีไปเท่านั้นคิดแล้วสองเฮียม่วยสบตากันวูบหนึ่งเข้าใจตรงกันแล้วตัดสินใจเลือกสตรีด้านหน้าฝ่าออกมาพร้อมกัน
มู่เหอใช้ออกด้วยท่ามรสุมทะยานคลื่นในวิชาวายุกรีดนภามือขวาใช้ออกด้วยฝ่ามือด้านซ้ายใช้ออกด้วยหมัดหนึ่งหมัดหนึ่งฝ่ามือประสานเสริมส่งบรรยากาศรอบข้างคล้ายเมฆหมอกก่อร่างสร้างตัวอัดแน่นเข้าหาสตรีชุดดำอย่างบ้าคลั่งด้านไป่ชิงนางรีบสะอึกตามติดเท้าขวาใช้ออกด้วยท่าสายลมเปลี่ยนทิศในวิชาวายุกรีดนภาจู่โจมท่อนล่างของสตรีชุดดำช่วยมู่เหอพี่ชายอีกแรงหนึ่ง
สตรีชุดดำเมื่อเห็นสองเฮียม่วยชิงจู่โจมโดยหักโหมมิหนำซ้ำมรสุมที่ก่อตัวขึ้นปกคลุมกินเนื้อที่ไปหลายวาปราณพลังไร้สภาพคล้ายสายลมบ้าคลั่งดังนั้นจึงมิกล้าดูแคลนสะกิดเท้าลอยตัวขึ้นแล้วพุ่งถอยหลังไปสองก้าวขณะที่ร่างยังลอยอยู่กลางอากาศ สองมือวาดเป็นวงควงจากซ้ายป้ายมาด้านขวาใช้ออกด้วยวิชาฝ่ามืออัคนีนามว่าอัคคีโหมกระหน่ำทุ่ง
ทางด้านคนชุดดำอีกผู้หนึ่งซึ่งฟังจากน้ำเสียงเป็นบุรุษยังคงยืนคุมเชิงโดยมิได้ขยับเขยื้อนเคลื่อนกายแต่อย่างใดสตรีชุดดำเมื่อฝ่ามือใช้ออกพุ่งร่างเข้าหาสองเฮียม่วยทันที เสียงฝ่ามือของสตรีชุดดำปะทะหักล้างกับหมัดและฝ่ามือของมู่เหอดังสนั่นครั่นครืนส่วนฝ่าเท้าของนางวาดเข้าขัดขวางท่าเตะของไป่ชิงทั้งฝ่ามือและเท้าใช้ออกโดยพร้อมเพรียงในเวลาเดียวกันปราณพลังที่บรรจุมากับฝ่ามือและเท้าคล้ายดั่งเปลวไฟที่ร้อนลวก ทั้งมู่เหอและไปชิงรีบรั้งฝ่ามือและเท้ากลับอย่างร้อนรน
สองเฮียม่วยคล้ายกับคุ้นเคยวิชาท่าร่างที่คนชุดดำใช้ออกแต่ทว่ายังนึกไม่ออกว่าเคยเห็นมาจากที่ใด ทั้งสองไม่มีเวลาคิดให้มากความรีบเปลี่ยนกระบวนท่าทั้งสองโน้มตัวไปด้านหน้ามือซ้ายกระแทกไปที่ฝักกระบี่ซึ่งสะพายไว้กลางหลังส่งผลให้กระบี่สีเงินวาบวับทอประกายเย็นเยียบพุ่งออกจากฝักกระทบเข้ากับแสงจันทราเป็นประกายสองสายวูบวาบสองเฮียม่วยกระโดดร่างลอยขึ้นมือขวาคว้าจับด้ามกระบี่เอาไว้ด้วยท่าร่างอันสวยงามยิ่ง
เมื่อคว้ารับกระบี่แล้วหมุนร่างกลางอากาศควงเป็นวงเห็นเป็นคลื่นวงแหวนสองวงจู่โจมเข้าหาสตรีชุดดำสตรีชุดดำกู่ร้องดังกังวานพร้อมกับสะบัดแขนเสื้อทั้งสองใช้ออกด้วยท่าซุกเปลวไฟในแขนเสื้อก่อเกิดเป็นพลังลมปราณคล้ายลูกไฟสองลูกพุ่งเข้าต้านรับสองกระบี่เสียงดังปงปงคลื่นพลังอัคคีจากแขนเสื้อของสตรีชุดดำยังมิสิ้นสุดยังคงกดคุกคามสองเฮียม่วยโดยที่ไม่มีช่องทางที่จะหลบหนีไปได้เลย
มู่เหอกับไปชิงเห็นเช่นนั้นกลั้นใจตีลังกากลับหลังแล้วเปลี่ยนเป้าหมายพุ่งเข้าใส่ชายชุดดำทางด้านหลังแทนโดยอาศัยจังหวะที่คนชุดดำยังคงมิทันได้ตั้งตัว ยังมิทันที่กระบี่ทั้งสองเล่มจะบรรลุถึงชายชุดดำกระแทกสองฝ่ามือออกมาก่อเกิดเป็นพลังไร้รูปคล้ายดั่งยกภูผาทั้งลูกทุ่มใส่คนทั้งสองเสียงทึบดังหนักหน่วงร่างของสองเฮียม่วยกระเด็นกลับมาทางสตรีชุดดำโดยมิอาจบังคับท่าร่างได้
สตรีชุดดำโถมร่างเข้ามาระหว่างสองเฮียม่วยพร้อมกับสองฝ่ามือกระแทกเข้าบริเวณหน้าอกของทั้งสองโดยแยบยลส่งผลให้มู่เหอกับไป่ชิงร่างลอยกระเด็นไปอีกราวสามสี่วาแล้วกระแทกลงกับพื้นพร้อมกับทั้งสองเฮียม่วยกระอักโลหิตสีแดงสดออกมาคำไม่ใหญ่โตมากนัก
ส่วนสตรีชุดดำทิ้งร่างลงใกล้ ๆ กับชายชุดดำจากแสงจันทราสาดส่องเห็นในมือเพิ่มขวดเคลือบสีขาวใบหนึ่งไป่ชิงรีบใช้มือตบดูบริเวณอกเสื้อของนางปรากฏว่าขวดยาซึ่งเจ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียนมอบให้มานั้นบัดนี้ได้อันตรธานหายไปแล้วแน่นอนขวดเคลือบใบนั้นบัดนี้อยู่ในมือของสตรีชุดดำนั่นเองเมื่อทิ้งร่างลงพื้นแล้วสตรีชุดดำระเบิดเสียงหัวร่อพร้อมกับกล่าววาจาออกมาว่า
“ฮาฮาในที่สุดยาเม็ดเก้าพิษก่อนวิญญาณตกเป็นของข้าพเจ้ากับท่านจนได้ยังขาดเพียงดีงูมรกตเก้าหัวอีกสิ่งหนึ่งข้าพเจ้ากับท่านจะสำเร็จเป็นยอดคนในใต้หล้าหามีผู้ใดที่สามารถมาต่อกรกับเราทั้งสองได้อีกต่อไป ฮาฮา”
“ของที่เราต้องการได้มาเรียบร้อยแล้วเช่นนั้นเด็กน้อยไร้ประโยชน์สองคนนี้ข้าพเจ้ากับท่านรีบจัดการปลิดชีพมันแต่โดยไวหากปล่อยมันไปเรื่องราวในค่ำคืนนี้อาจก่อเหตุเภทภัยมาสู่ข้าพเจ้ากับท่านได้ในภายหลังท่านจัดการกับดรุณีน้อยนางนั้นส่วนข้าพเจ้าจะจัดการกับบุรุษผู้พี่นี้เอง”
“ตกลงเช่นนั้นอย่ามัวชักช้ารีบลงมือเถิด”
กล่าวจบคนชุดดำทั้งสอง ก้าวเข้าหามู่เหอกับไป่ชิงสองเฮียม่วยแม้จะได้รับบาดเจ็บแต่ทั้งสองยังรวบรวมพละกำลังกระชับกระบี่มั่นชี้ปลายกระบี่ทั้งสองเข้าหาสองคนชุดดำอย่างไม่กริ่งเกรงส่วนมือซ้ายของไป่ชิงล้วงเข็มโปรยบุปผาร่วงตระเตรียมพร้อม
คนชุดดำทั้งสองหัวร่อแล้วส่งเสียงกู่ร้องดังยาวนานอีกครั้งพร้อมพุ่งร่างเข้าหาสองเฮียม่วยอย่างเร่งร้อนหวาดเสียวทำเอาบรรยากาศรอบข้างถูกมรสุมลมปราณของทั้งสองปกคลุมแน่นหนาจนไม่หลงเหลือช่องทางให้หลบหนีปราณพลังไร้สภาพกดคุกคามเข้าหาสองเฮียม่วยจนแม้แต่เรี่ยวแรงที่จะถือกระบี่ยังมิอาจจะกระทำได้กระบี่ทั้งสองเล่มพลันร่วงหล่นหลุดจากมือลงสู่พื้นแม้ในมือไป่ชิงกำเข็มโปรยบุพผาร่วงอยู่หลายเล่ม ยังมิสามารถใช้ออกได้ดั่งใจปรารถนา
มู่เหอเองตอนนี้คิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างคงจบสิ้นแล้วมิเพียงแต่ตนเองที่ต้องสังเวยชีวิตให้แก่คนทั้งสอง แม้แต่ไป่ชิงน้องสาวของตนเองต้องมารับเคราะห์กรรมในครั้งนี้ด้วยนึกถึงคำกล่าวในประโยคที่ว่า “คนมิผิด ผิดที่พกหยกติดตัว” ขึ้นมาหากคราครั้งนี้เขากับน้องสาวไม่มียาเก้าพิษกร่อนวิญญาณติดตัวคงไม่ต้องมาพบกับชะตากรรมโหดเหี้ยมเช่นนี้
แต่ก่อนที่ฝ่ามือของคนชุดดำทั้งสองจะบรรลุถึงห่างราวห้าฝ่ามือเงาร่างสีเหลืองสองสายพลันปรากฏกายขึ้นพร้อมกับพุงร่างเข้าต้านรับสองฝ่ามือของคนชุดดำสองคนเอาไว้เสียงดังทึบทึบเมื่อฝ่ามือสองฝ่ายปะทะกันร่างของคนชุดดำทั้งสองเมื่อปะทะฝ่ามือร่างลอยกลับมาด้านหลัง อาศัยช่วงจังหวะนั้นหยิบยืมท่าร่างทะยานหายไปกับเงามืดของพุ่มไม้ข้างทางอย่างไร้ร่องรอย
หยกเหินลม/ชล ชโลทร