คิดว่าไม่น่าจะมีอยู่ก็จริงครับแต่สำหรับทุกคนที่หยิบบันทึกสงครามวอร์เทเนียขึ้นมาเป็นครั้งแรกในเล่มนี้ ยินดีที่ได้รู้จักครับรวมถึงผู้อ่านที่อ่านทั้งเล่มหนึ่งและเล่มสองด้วย ไม่ได้เจอกันนานนะครับ
ผมโฮริ เรียวตะ เป็นผู้แต่งครับ
ถ้าอย่างนั้นก็จะขอพูดถึงเนื้อหาในเล่มสามนี้พร้อมกับว่าทำไมผู้เขียนถึงได้เขียนเรื่องราวแบบนี้คร่าวๆสำหรับหรับผู้อ่านที่เริ่มอ่านจากบทส่งท้ายก่อนละกันครับ
ก่อนอื่นเลยเรื่องเกี่ยวกับคอนเซ็ปต์ซึ่งเป็นธรรมเนียมไปแล้วก่อนครับจุดเด่นที่สำคัญที่สุดเลยก็คือการต่อสู้กับศัตรูจำนวนมาก ด้วยพวกพ้องจำนวนน้อยยังไงในเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดครับ
ในตำรายุทธ์ศาสตร์สงครามส่วนใหญ่ไม่ใช่แค่เพียงของซุนวู มีการบอกไว้ว่าการมีจำนวนทหารมากกว่าอีกฝ่ายคือก้าวแรกในการนำไปสู่ชัยชนะครับ
จำนวนคือพลัง
นี่เป็นค่าที่ไม่มีวันผันแปรไม่เกี่ยวกับตะวันออกหรือตะวันตกครับ
แต่บ่อยครั้งในฐานะประเด็นในเรื่องราว ในทางกลับกันมักจะได้รับความนิยมครับ
แม้แต่ในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นเองยุคเซ็งโงคุในช่วงศึกโอเคฮาซามะที่กองทัพของตระกูลโอดะใช้ทหารจำนวนแค่ไม่กี่พันคน ต่อสู้กับตระกูลอิมากาวะที่มีทหารนับหมื่นคนนั้นยังตราตึงอยู่ในใจของคนญี่ปุ่นทุกวันนี้ครับ
รวมถึงศึกเทอร์มอพิลีซึ่งเป็นศึกระหว่างกรีซโบราณกับเปอร์เซียซึ่งเป็นที่มาของภาพยนตร์เรื่อง300 นั้นถ้าเป็นคนที่รู้ถึงประวัติศาสตร์ยุคโบราณคงรู้สึกประทับใจเป็นอย่างมาก
ในกรณีแรกคือเป็นอย่างที่ชาวญี่ปุ่นทุกคนรู้กันคือตระกูลโอดะสามารถเอาชนะตระกูลอิมากาว่าและเริ่มก้าวแรกสู่การครองใต้หล้าก็จริงครับแต่กรณีหลังจบลงโดยที่ชาวสปาร์ต้าทุกคนที่ร่วมต่อสู้ล้วนเสียชีวิตหมดครับ
แม้ทั้งสองเรื่องจบต่างกันโดยสิ้นเชิงแต่ผู้เขียนคิดว่าสิ่งที่ทำให้ทั้งสองเรื่องต่างทำให้ผู้ชมซาบซึ้งได้ คือภาพของผู้อ่อนแอที่ขัดขืนต่ออำนาจที่แข็งแกร่งกว่าอย่างชัดเจนครับ
ในแง่ประวัติศาสตร์แล้วเราก็ไม่รู้ว่าเรื่องในประวัติศาสตร์ จนถึงตรงไหนคือเรื่องจริง และตรงไหนเป็นเรื่องแต่งเป็นจุดที่แยกยากจริง ๆ ครับ...
เพราะฉะนั้นคอนเซ็ปต์ในเล่มสามนี้จะเน้นไปที่การดิ้นรนของผู้ที่อ่อนแอเมื่อต้องเจอกับผู้ที่แข็งแกร่งครับ
ถึงจะเป็นเช่นนั้นแต่ผู้เขียนก็ได้ให้ตัวเอกอย่างมิโกะชิบะ เรียวมะแสดงท่าทีตามปกติเช่นเคย จึงไม่ทำให้รู้สึกถึงอันตรายหรือโศกนาฏกรรมสักเท่าไรครับ...
แต่เขียนเรื่องที่เหมือนกับชาวบ้านไปก็คงไม่ได้อะไรขึ้นมาล่ะนะครับเพราะฉะนั้นก็อยากให้ผู้อ่านทุกท่านคิดว่านี่เป็นจุดเด่นของผลงานชิ้นนี้จะดีกว่าครับ
เอาล่ะและจุดขายอีกอย่างของเล่มสามก็ด้วยครับ ในที่สุดชิโนบิก็ปรากฏตัวออกมาแล้วครับ
ถ้าพูดถึงญี่ปุ่นก็ต้องนึกถึงซามูไรกับชิโนบิเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่แพร่หลายไปทั่วโลกครับ
แต่ยิ่งเป็นวัตถุดิบที่แพร่หลายมากแค่ไหนหากเอาไปใช้งานผิดวิธีจะมีความเสี่ยงที่จะล้าสมัยเอาครับ
ในจุดนี้ปัญหาที่ว่าจะเอามารวมกับความเป็นต่างโลกได้ยังไงโดยที่ไม่ก่อให้เกิดการต่อต้าน นั่นคือจุดที่ให้ผู้เขียนแสดงฝีมือล่ะมั้งครับ
สุดท้ายนี้ขอขอบคุณผู้เกี่ยวข้องทุกท่านที่มีส่วนทำให้หนังสือเล่มนี้ได้วางจำหน่าย รวมถึงผู้อ่านทุกท่านที่หยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาในมือนะครับ
ด้วยการตีพิมพ์ในเล่มนี้ทำให้จำนวนเล่มมีเท่ากับที่เคยตีพิมพ์ครั้งก่อนแล้วล่ะครับ
ในส่วนของเนื้อหาน่าจะแซงมาได้นิดนึงล่ะมั้งครับ
แม้ว่าครั้งหนึ่งจะเคยคิดว่าเป็นผลงานที่เขียนทิ้งไว้โดยไม่จบก็จริงครับแต่สามารถตีพิมพ์ต่อเนื่องได้แล้วครับ
ซึ่งทั้งหมดนี่ก็เป็นเพราะผู้อ่านทุกท่านที่คอยช่วยเหลือไม่ทอดทิ้งกันแม้จะได้รับการตีพิมพ์ใหม่ครับ
จะพยายามให้เล่มสี่เสร็จให้ได้เร็วที่สุดนะครับหลังจากนี้ก็ขอฝากบันทึกสงครามวอร์เทเนียไว้ด้วยครับ