ทีปกรลืมตาขึ้นมา มองไปรอบ ๆ มีแต่หมอกสีแดงจาง ๆ รอบทิศทาง พื้นที่ตนกำลังเหยียบอยู่นั้นดูคลับคล้ายคลับคลาว่าจะเป็ดินลูกรังแต่ก็ไม่ใช่ กลับเป็หมอกสีแดงลอยอยู่เหนือพื้นขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง ทีปกรเริ่มเดินสำรวจไปรอบ ๆ ซึ่งไม่มีแม้แต่คน และที่อยู่อาศัยของคน เป็แค่พื้นที่กว้าง ๆ ที่ดูสุดลูกหูลูกตา มองเท่าไรก็ไม่เห็นทางที่จะมากัน
“นี่เราอยู่ไหนวะเนี่ย” ทีปกรเริ่มบ่นพึมพำกับตัวเอง สายตายังคงมองไปรอบ ๆ
“ไอกาย ๆ” ทีปกรใช้มือป้องปากและะโจนสุดเสียง แต่ก็ไม่มีท่าทีที่เพื่อนจะโผล่ออกมา
“เ้านึกถึงข้าเหรอ” น้ำเสียงที่นุ่มทุ้ม ซึ่งเป็เสียงที่คุ้นเคยลอยมาจากด้านหลัง ทำให้ทีปกรหันกลับไปดูทันที
ไม่รู้ว่าเป็ความบังเอิญหรือตั้งใจ ชายร่างใหญ่โน้มตัวลงทันทีที่ทีปกรหันหลังไป เนื้อััจากริมฝีปากของทั้งสองประกบเข้าหากันทันที เกลียวนุ่มจากภายในปากของชายร่างใหญ่แทรกเข้าไปภายในปากของทีปกร เกี่ยวตวัดรัดฝ่ายตรงข้ามโดยไม่ทันตั้งตัว ฝ่ามือที่อบอุ่นโอบกอดลูบไล้ไปทั่วบริเวณด้านหลังของทีปกร จนเ้าตัวเคลิบเคลิ้มไม่อยากจะผละตัวออกมาจากห้วงอารมณ์นั้น มือของทีปกรเริ่มสอดประสานเข้าที่คอของชายร่างใหญ่โดยอัตโนมัติ จนร่างกายของทั้งสองแนบชิดยิ่งกว่าเดิม เมื่อััได้ว่าอวัยวะด้านล่างเริ่มมีปฏิกิริยา ทีปกรจึงตั้งสติได้ และผละตัวออกมาจากชายร่างใหญ่ทันที
“เขมทัต” ทีปกรพูดออกมาแบบกระซิบ ทันทีที่เห็นหน้าก็รู้เลยว่าชายผู้นี้คือใคร ใบหน้าของเขาไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด ถึงสีหน้าจะดูเรียบเฉย แต่สายตาหวานปานน้ำผึ้งที่เขมทัตมองมาทำให้ใจของทีปกรเริ่มเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมาจากตัว ทีปกรได้แต่ยืนนิ่ง ๆ ดั่งโดนมนตร์สะกดเมื่อเขมทัตมายืนอยู่ตรงหน้า
“นี่เป็ครั้งแรกที่เ้านึกถึงข้า ในยามที่เ้าคิดว่าตนเองกำลังตกอยู่ในอันตราย ข้ารู้สึกเป็เกียรติยิ่งนัก” เขมทัตพูดพลางใช้มือข้างขวาจับไปที่แก้มของทีปกรเบา ๆ ทีปกรได้แต่ยืนนิ่ง ๆ โดยที่ไม่ขัดขืน ความรู้สึกในตอนนี้คือชาไปหมดทั้งตัว ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาทันทีเมื่อถูกชายผู้นี้ัั และรู้สึกว่าตนเองตัวเล็กมากเมื่อยืนเทียบกับเขมทัต
“หน้าเ้าแดง เ้าเขินข้าเหรอ” เขมทัตถามขึ้น แต่เมื่อทีปกรรู้สึกตัวจึงรีบปัดมือของเขมทัตออก
“จะเขินได้ยังไง ผะ ผมเป็ผู้ชาย ผะ ผมชอบผู้ชาย เอ้ย... ผมชอบผู้หญิง” ทีปกรพูดจาติดขัดและหันหน้าหนีไปทางอื่นเพื่อตั้งสติอีกครั้ง ส่วนเขมทัตก็ได้แต่มองหน้าและยิ้มมุมปาก
“ที่นี่ที่ไหนครับ แล้วเพื่อนผมหายไปไหน ผมตายแล้วใช่ไหม” ทีปกรรัวคำถามใส่ พร้อมทั้งใช้มือจับไปที่แขนทั้งสองข้างของเขมทัต แต่ผู้ที่ถูกถามกลับยืนนิ่ง ๆ ยิ้มกริ่มไม่ตอบคำถามใด ๆ
“ไหนว่าจะอยู่ดูแลผมไง แต่ทำไมถึงทิ้งผมให้ผมต้องเจอเื่น่ากลัวแบบนี้” ทีปกรรัวคำถามใส่เขมทัตไม่หยุดอีกครั้ง พร้อมทั้งเขย่าแขนและเงยหน้ามองชายร่างใหญ่
“ขอให้เ้าจงรู้เอาไว้ว่า นี่จะเป็ภารกิจแรกของเ้า” เขมทัตพูดด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย และใช้มือของตนจับไปที่มือของทีปกร
“ภารกิจอะไร ทำไมผมต้องทำ” ทีปกรถามด้วยความสงสัย แต่ก็ไม่มีท่าทีที่จะปัดมือของเขมทัตออก
“เ้ามีหน้าที่ช่วยเหลือิญญาที่มีบ่วงกรรม จนกว่าเ้าจะหมดอายุขัย”
“ห๊า... ผมต้องเจอผีจนกว่าผมจะตายงั้นเหรอ” ทีปกรถามเขมทัตด้วยน้ำเสียงที่ใ
“ใช่ นี่เป็หน้าที่ของเ้า ที่เ้าจำเป็ต้องทำ ขอให้เ้าจงช่วยิญญาทั้งสามตนนั้นให้หลุดออกจากบ่วงกรรมด้วยเถิด ถึงเวลาที่พวกเขาจะต้องไปเกิดใหม่แล้ว”
“แล้วถ้าผมไม่ทำล่ะ” ทีปกรถามอย่างท้าทาย
“ิญญาเหล่านี้ก็ติดตามตัวเ้าไปในทุกที่”
“ก็ได้ ๆ แล้วผมจะช่วยเขายังไง”
“จงบอกกับิญญาเ่าั้ว่าสาเหตุการตายคืออะไร แล้วิญญาเ่าั้จะถูกปลดปล่อย ยมทูตจึงจะสามารถมารับตัวของพวกเขาไปได้”
“สาเหตุการตายคืออะไร แล้วผมจะรู้ได้ยังไง” ทีปกรถาม พลางเอามือเกาที่หัวอย่างงง ๆ
“ผู้ที่ดูแลสถานที่แห่งนี้จะตอบคำถามเ้าได้”
“ใคร?”
“เป็สิ่งที่เ้าจะต้องหาคำตอบเอง ข้าบอกเ้าได้แค่นี้ และนี่จะเป็ภารกิจแรกของเ้า ข้าจะคอยดูเ้าอยู่ห่าง ๆ เมื่อใดที่เ้าได้รับอันตรายข้าจะเข้ามาช่วยเ้าทันที” ชายร่างใหญ่พูด พลางเอามือจับไปที่แก้มของทีปกรอีกครั้ง
“แล้วเมื่อกี้ล่ะไม่อันตรายเหรอ ผมกับเพื่อนกลัวจะตายอยู่แล้ว ไม่เห็นคุณจะเข้ามาช่วยเลย” ทีปกรพูดตัดพ้อพร้อมทั้งหลุบตาลง
“เมื่อครุู่เ้าไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ที่เป็อันตรายถึงชีวิต ข้าจึงได้แต่ดูเ้าอยู่ห่าง ๆ” เขมทัตใช้มือใหญ่ ๆ ของตน เชยมาที่คางของทีปกรเพื่อให้ได้สบตากัน
“ถ้างั้นตอนนี้ช่วยเลยไม่ได้เหรอครับ นี่ก็เป็ครั้งแรกของผม ผมไม่มีประสบการณ์อะไรเลยนะ” ทีปกรทำสายตาอ้อนวอนดั่งแมวน้อย พร้อมทั้งเกาะไปที่แขนของเขมทัต ส่วนชายร่างใหญ่นั้นก็เบือนหน้าหนีหลบสายตาคู่นั้น ถึงแม้ว่าเขาจะเก็บอาการความเขินอายเอาไว้ได้ แต่ใบหูของเขากลับแดงกล่ำกว่าสีผิวที่ดำแดงของเขาเสียอีก
“เป็หน้าที่ ที่เ้าจะต้องจัดการด้วยตัวเอง ข้าสามารถช่วยเ้าได้เมื่อเ้าได้รับอันตรายถึงชีวิตเท่านั้น เพราะตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาของเ้า” เขมทัตหันกลับมาพูด ด้วยสีหน้าที่เรียบเฉยอีกครั้ง ส่วนทีปกรยังคงทำสายตาอ้อนวอนเพื่อให้ร่างใหญ่ใจอ่อน
“สหายของเ้าเรียกแล้ว จงกลับไปเสียเถิดเด็กน้อย” เมื่อเขมทัตพูดจบ ก็ก้มลงจูบบนหน้าผากของทีปกรเบา ๆ เหมือนเมื่อตอนที่เขายังเป็เด็ก และค่อย ๆ เลื่อนลงมาประกบกับริมฝีปากที่อ่อนนุ่มอีกครั้ง
“ก็อก ๆ ๆ ๆ”