จอมยุทธ์ซุปตาร์

    ตอนที่ 142 คฤหาสน์ทิ้ง 1 ชีวิต Re

            หลังออกจากสตูดิโอของ LSA  เมิ่งชิงชิงขับรถมุ่งหน้าไปยังภัตตาคารอาหารเจ้าประจำที่ไป่ฉีกับซีหลัวมักจะไปทานข้าวกันประจำ


            ไป่ฉีได้โทรจองห้องและสั่งอาหารไว้เรียบร้อยแล้ว  ทำให้เมื่อมาถึงอาหารก็เตรียมรออยู่ที่โต๊ะแล้ว  เป็นซุปเห็ดหอมกับซี่โครงหมูชามใหญ่ 1 ชาม  แต่กล่องอาหารที่วางเรียงรายอยู่ในห้องตอนนี้นั้นเป็นอาหารที่ไป่ฉีสั่งไว้ให้ทีมงานรายการ Ghost Hunt ได้ทานกัน  ซึ่งการถ่ายทำจะเริ่มตั้งแต่ 4 ทุ่มเป็นต้นไป  ทีมงานอาจจะเริ่มหิวกันอีกรอบหนึ่งแน่ ๆ


            ขณะที่เมิ่งชิงชิงจับช้อนเตรียมจะตักซุป  มือของไป่ฉีก็มาหยุดไว้ก่อน  ทำให้เธอสงสัยว่าไป่ฉีจะหยุดเธอทำไม  ขณะที่กำลังจะถามออกไป  ไป่ฉีก็หันไปหาพนักงาน


            “ออกไปก่อนได้เลยครับ  ถ้ามีอะไรผมจะกดเรียกอีกที” ไป่ฉีกล่าวกับพนักงาน  พนักงานที่คอยให้บริการจึงออกไป  ซึ่งไป่ฉีก็เดินตามไปล็อกประตูห้องทันที


            “นายล็อกประตูทำไมเหรอไป่ฉี” เมิ่งชิงชิงถาม


            “ผมแค่ไม่อยากให้ใครมารบกวนเวลาอาหารน่ะครับ” ไป่ฉีจ้องเมิ่งชิงชิงตาไม่กระพริบ  ทำให้เธอรู้สึกเสียวสันหลังวาบ  ลางสังหรณ์บอกเธอว่าเธอกำลังจะเจออะไรบางอย่าง


            ไป่ฉียกเก้าอี้มานั่งข้างเมิ่งชิงชิง  ก่อนจะรวบเอวเธอเข้ามาแนบกาย  ทำให้เธอตกใจไม่น้อย  แต่แม้จะเสียงดังแค่ไหนพนักงานข้างนอกก็ไม่มีทางได้ยิน  เพราะห้องของภัตตาคารที่นี่บุตัวกันเสียงเอาไว้  ไม่มีทางที่เสียงในห้องจะหลุดรอดออกไปจนพนักงานได้ยินแน่นอน  ดังนั้นเมื่อลูกค้าต้องการเรียกใช้บริการจึงต้องกดปุ่มเพื่อเรียกพนักงานหน้าห้อง


            “ไป่ฉี  นะ...นายจะทำอะไรเหรอ  เรามากินข้าวกันนะ” เมิ่งชิงชิงทำใจกล้าถามชายหนุ่มที่รวบเธอไว้ในอ้อมแขน


            “ก็ผมอยากกินซุปกับพี่” ไป่ฉีจ้องเมิ่งชิงชิง  เขาเม้มและเลียริมฝีปากเล็กน้อย


            “งั้น ก็นั่งกินดี ๆ สิ  กินแบบนี้ฉันกินไม่ถนัด” เมิ่งชิงชิงกล่าว


            “เดี๋ยวผมป้อนให้ไงครับ” ไป่ฉีกล่าว


            “ไม่เป็นไร  ฉันทานเองได้” เมิ่งชิงชิงฝืนยิ้ม  ไป่ฉีไม่ตอบ  เขาใช้มืออีกข้างตักซุปขึ้นมาป้อนให้เธอ


            เมื่อเห็นว่าไม่สามารถหลุดจากอ้อมแขนของไป่ฉีได้  เธอจึงยอมกินแต่โดยดี  เธออ้าปากรับน้ำซุปจากช้อนที่ไป่ฉีป้อนให้  แต่ไป่ฉีกลับแกล้งเธอด้วยการเอาช้อนน้ำซุปใส่ปากตัวเองแทน


            “นี่ ไป่ฉี  นายจะให้ฉะ....อือ” เมิ่งชิงชิงกำลังจะดุไป่ฉีที่แกล้งเธอ  แต่ยังไม่ทันไรริมฝีปากของเธอก็ถูกอีกฝ่ายเข้าครอบครอง  เธอสัมผัสได้ถึงน้ำซุปที่ไหลเข้าปากของเธอ  หลังจากกลืนน้ำซุปลงไปแล้ว  ไป่ฉีจึงปล่อยริมฝีปากของเธอให้เป็นอิสระ


            “เป็นไงบ้างครับ  น้ำซุปหอม  หวานไหม” ไป่ฉียิ้มให้เมิ่งชิงชิง  รอยยิ้มเจ้าเล่ห์และร้ายกาจปรากฏขึ้นบนใบหน้าของไป่ฉี  ใครใช้ให้พี่ชิงชิงลักหลับเขาหลายครั้งกันล่ะ  ถ้าไม่เอาคืนซะบ้าง  ตัวเขาคงเต็มไปด้วยรอยรักเป็นดวง ๆ ทุกเช้าแน่


            “ไป่ฉี  นายเอาเปรียบฉันอีกแล้วนะ” เมิ่งชิงชิงทุบที่อกไป่ฉีเบา ๆ  มันทำให้ไป่ฉีรู้สึกคันยุบยิบในใจ


            “งั้นใครกันล่ะครับที่ฝากรอยจูบไว้ที่ต้นคอผมตอนเช้า” ไป่ฉีกล่าว  ทำเอาเมิ่งชิงชิงสะดุ้งทันที


            “เอ ไม่รู้สิ  สงสัยตอนนอนมันคงไปโดนเข้าละมั้ง” เมิ่งชิงชิงมองไปทางอื่น  ทำเป็นไม่รู้เรื่อง


            “ทำเป็นไม่รู้เรื่องเหรอครับ  งั้นก็ไม่เป็นไร  พี่ชิงชิงลองชิมซี่โครงหมูนี่ดูสิครับ  มันผ่านการเคี่ยวมานาน  อร่อยนะครับ” ไป่ฉีกล่าวก่อนจะตักซี่โครงหมูที่ถูกสับมาพอดีคำส่งเข้าปากเธอ และเขาก็เข้าครอบครองริมฝีปากของเธออีกครั้ง


            ทั้ง 2 คนต่างใช้ฟันดูดและกัดเนื้อติดซี่โครงไปมา  ส่งเสียงจ๊วบ ๆ ไปมา  มื้ออาหารมื้อนี้จึงมีเพียงแค่เสียงดูด กับเสียงครางของชายหนุ่มและหญิงสาว  ทั้งคู่ได้จมลงสู่ความหวานชื่นไปแล้ว


            “แฮก ๆ ๆ  ทำไมกินข้าวมันเหนื่อยขนาดนี้เนี่ย” เมิ่งชิงชิงหอบหายใจแรง  ใบหน้าแดงก่ำและมีเม็ดเหงือผุดขึ้นตามดวงหน้า  ไป่ฉีคลายอ้อมแขนของเขาแล้วมองเธอด้วยสายตาพึงพอใจอย่างมาก


            “ซุปเห็ดหอมนี่อร่อยดีนะครับพี่ชิงชิง  ครั้งหน้ามากินกันอีกนะครับ” ไป่ฉีกล่าว  เมิ่งชิงชิงตวัดสายตามองไป่ฉีด้วยความไม่พอใจ


            “ซุปอร่อย  แต่วิธีกินมันไม่ถูกใจฉันเอามาก ๆ เลย” เมิ่งชิงชิงกล่าว


            “เรามาต่อของหวานกันไหมครับ” ไป่ฉีแกล้งทำเป็นเมินสิ่งที่เมิ่งชิงชิงพูดเมื่อครู่


            “ฉันอิ่มแล้ว” เมิ่งชิงชิงพูดตัดบททันที


            “ว้า  น่าเสียดายจัง  คิดว่าจะได้กินของหวานกับพี่ชิงชิงซะหน่อย” ไป่ฉีเดินไปปลดล็อกประตูและเปิดออกไปเรียกพนักงานให้คิดเงิน


            หลังจากจ่ายค่าอาหารเรียบร้อยแล้ว  ไป่ฉีกับเมิ่งชิงชิงไปที่ลานจอดรถ  โดยมีพนักงานภัตตาคารชาย 3 คนช่วยกันยกอาหารกล่องขึ้นรถ  ก่อนจะไป่ฉีจะให้ทิปไปคนละ 1 พันหยวน  สร้างความดีใจให้กับพนักงานมากทีเดียว


            “ผมชื่อ...... ครั้งหน้าหากคุณไป่ฉีต้องการให้ช่วยยกอาหารเรียกหาพวกผมได้เลยนะครับ” พนักงานชายทั้ง 3 คนต่างกล่าวแนะนำตัว  โดยบอกชื่อของตน  ลูกค้าที่ทิปพวกเขาคนละ 1 พันหยวนเฉพาะคนมีไม่มากนัก  ถึงที่นี่จะเป็นภัตตาคารที่หรูพอสมควรก็ตาม  ด้วยเพราะทิปที่ลูกค้าให้ส่วนใหญ่เป็นทิปรวม  จึงตกมาถึงพวกเขาแค่ไม่กี่พันหยวนต่อเดือน  เพราะต้องเฉลี่ยให้พนักงานทุกคนเท่า ๆ กัน


            “อืม ไว้ครั้งหน้าจะเรียกใช้อีกนะครับ” ไป่ฉีกล่าวจบก็กดปิดกระจกรถ  พร้อมกับเมิ่งชิงชิงที่ขับรถออกไปจากลานจอดรถของภัตตาคาร  เพื่อไปยังสถานที่ถ่ายทำรายการ Ghost Hunt


            “ว่าแต่พี่ชิงชิง ไปค้นข้อมูลคฤหาสน์ที่เราจะไปถ่ายรายการ Ghost Hunt มาแล้วใช่ไหมครับ” ไป่ฉีถาม


            “ทะ...ทำไม...นายถึงคิดว่าฉันไปค้นมาแล้วล่ะ” เมิ่งชิงชิงยิ้มแห้ง ๆ


            “ก็ปกติพี่ชิงชิงมักจะไปหาข้อมูลงานอย่างละเอียด  เพราะกลัวว่ามันอาจจะเป็นอันตรายกับผมนี่นา  ยิ่งเห็นปฏิกิริยาตอนอยู่ในสตูดิโอที่ LSA เลยยิ่งแน่ใจเข้าไปใหญ่ว่าพี่คงหาข้อมูลสถานที่มาแล้ว  ไม่งั้นพี่คงไม่ออกอาการหวาดกลัวขนาดนั้นหรอก” ไป่ฉีอธิบาย


            “อือ ที่จริงก็หามาน่ะแหละ  ว่าแต่ไป่ฉี  ขอถามเพื่อความมั่นใจอีกครั้งได้ไหม” เมิ่งชิงชิงถาม


            “อะไรครับ” ไป่ฉีกล่าว


            “ยันต์นั่นใช้ได้ผลแน่นะ” เมิ่งชิงชิงถามย้ำด้วยสีหน้าจริงจัง


            “ได้ผลแน่นอนครับ” ไป่ฉีตอบ


            ‘อย่าว่าแต่ผีเลย  ขนาดสัตว์อสูรระดับราชันย์จักรพรรดิ  พอสัมผัสถึงพลังของยันต์ยังต้องเผ่นเลย  เพราะไท่ซื่อคงอัดพลังจิตวิญญาณของตนลงไปในนั้นปริมาณมหาศาล  ที่จริงหน้าถ้ำที่เราหลอมศาสตราเทพก็มียันต์แบบเดียวกันกับที่ให้พี่ชิงชิงแปะไว้ใบนึงนี่นะ ไม่งั้นคงโดนพวกสัตว์อสูรรบกวนตลอด’ ไป่ฉีคิด


            “ค่อยยังชั่ว  งั้นฉันจะเล่าข้อมูลที่ไปหามาให้ฟังละกัน  คฤหาสน์นี้เคยมีตระกูลหนึ่งครอบครองอยู่  เป็นตระกูลผู้ดีเก่า  มีคุณหญิงแม่  มีลูกชาย คือ คุณชายใหญ่  คุณชายกลาง และคุณชายน้อย  คุณชายน้อยเป็นเด็กพิการเดินไม่ได้  นิ้วมือหงิกงอ  ปากเบี้ยว  นอกจากนี้คุณหญิงแม่ยังมีลูกสาว คือ คุณหญิงใหญ่กับคุณหญิงเล็ก  อยู่มาวันหนึ่งมีหญิงสาวถักผมเปียทั้ง 2 ข้างนำจดหมายของพ่อเธอมายื่นให้กับคุณหญิงแม่  เพื่อให้ช่วยดูแลกับให้ที่พักอาศัยกับลูกสาวของเขาเพื่อทดแทนสิ่งที่พ่อของหญิงสาวเคยช่วยเหลือสามีของคุณหญิงแม่เมื่อสมัยเริ่มสร้างเนื้อสร้างตัว  หากแต่คนในบ้านยกเว้นคุณชายกลางกับคุณชายน้อย  ไม่ชอบหญิงสาวผู้มาใหม่  จึงหาทางกลั่นแกล้งสารพัด  จนกระทั่งวันหนึ่ง  ขณะที่เธอกำลังลงบันได  เธอถูกคุณหญิงใหญ่ถีบตกบันไดลงมาคอหักตาย  ด้วยความแค้นเธอจึงหลอกหลอนคนในบ้านนั้น  นับวันยิ่งหนักข้อขึ้นทุกวัน  จนคนรับใช้  คนสวนต่างลาออกกันไปหมด  ต่อมาคุณชายใหญ่ตายเพราะถูกมีดปอกผลไม้แทง  เนื่องจากเขาจะปอกผลไม้  แต่มีดไม่คมจึงเดินไปที่ครัว  แต่เหมือนกับถูกใครผลักให้ล้มจนมีดทิ่มทะลุหัวใจตายคาที่  ส่วนคุณหญิงแม่เสียสติเพราะทุกครั้งที่นอนจะเห็นวิญญาณของหญิงสาวถักเปียมาหาหมายจะเอาชีวิต  สุดท้ายเพราะพักผ่อนไม่พอจึงหัวใจล้มเหลวตายไปอีกคน  ด้านคุณหญิงใหญ่นั้น  ขณะเธอกำลังเดินลงบันไดก็พลัดตกลงมาจากบันได  คอหักตายที่เดียวกับหญิงสาวถักเปียคนนั้น  ต่อมาคุณหญิงเล็ก  มีวันหนึ่งเธอว่ายน้ำช่วงเย็นเป็นปกติจึงไม่มีใครสนใจ  แต่เช้าขึ้นมาเธอก็ถูกพบกลายเป็นศพอยู่ที่สระว่ายน้ำในสภาพคว่ำหน้า  ส่วนคุณชายน้อยนั้นก็ตายตามเพราะมีวันหนึ่งคุณชายน้อยต้องการลุกขึ้นเดินด้วยตัวเอง  เพราะไม่อยากเป็นภาระให้คุณชายใหญ่  แต่ด้วยขาที่พิการทำให้ล้มหัวฟาดพื้นหัวแตกเป็นแผลใหญ่และเลือดออกมาก  ด้วยความที่คนใช้ลาออก  คุณหญิงแม่  คุณชายใหญ่  คุณหญิงใหญ่  คุณหญิงเล็กตายกันหมด  คุณชายกลางก็ไปทำงานยังไม่กลับ  ทำให้คุณชายน้อยเสียเลือดจนตาย  ส่วนคุณชายกลางที่เหลืออยู่คนเดียวในคฤหาสน์ก็เศร้าโศกเสียใจกับการตายของคุณชายน้อย  สุดท้ายเขาก็ผูกคอตายในห้อง  คนพบศพคือทนายประจำตระกูล  เพราะติดต่อคุณชายกลางไม่ได้  จึงได้มาหาที่บ้าน  เมื่อเห็นว่าบ้านเงียบผิดปกติจึงแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เข้ามาตรวจสอบ  ถึงได้พบศพคุณชายกลางผูกคอตายกกลายเป็นศพอยู่ในห้องนอน  แต่สิ่งที่น่าสยองกว่านั้นคือ  ที่คอของคุณชายกลางนั้นไม่ใช่เชือก  แต่เป็นผมเปียที่ยาวมากกว่า 3 เมตรที่คุณชายกลางใช้ผูกคอ และขณะที่กู้ภัยกำลังนำศพลงมา  ก็ได้ยินเสียงหัวเราะของหญิงสาวดังทั่วคฤหาสน์  พวกเขาจึงรีบเก็บศพของคุณชายกลางและรีบออกจากบ้านให้เร็วที่สุดก่อนตะวันจะตกดิน  หลังจากนั้นก็มีพวกคนมาลองของ  หากมาคนเดียวก็จะถูกพบกลายเป็นศพในวันรุ่งขึ้น  หากไปกัน 2 คน  คนหนึ่งจะต้องตายอยู่ในคฤหาสน์หลังนี้โดยการผูกคอตาย และสิ่งที่ใช้ผูกคอก็คือผมเปียที่ยาวมากเหมือนตอนที่คุณชายกลางผูกคอตาย  จนคฤหาสน์นี้ถูกขนานนามว่า [ทิ้ง 1 ชีวิต]  ซึ่งฉันไม่อยากให้นายเข้าไปเลย” เมิ่งชิงชิงกล่าวด้วยความเป็นห่วง


            ‘หึ ไม่เห็นน่ากลัวเลยสักนิด  แค่วิญญาณอาฆาต  คัมภีร์ส่งวิญญาณของไท่ซื่อคงที่เรามีอยู่  สามารถส่งวิญญาณของเหล่าผู้ฝึกยุทธ์ที่ตายกันกองเท่าภูเขาให้ไปยังปรโลกได้เพียง 1 ลมหายใจ  อย่าให้ข้าเจอก็แล้วกัน  ข้าจะจับส่งไปปรโลกซะเลย’ ไป่ฉีคิดขณะฟังเมิ่งชิงชิงเล่าประวัติคฤหาสน์หลังนี้ให้ฟัง


            “พี่ชิงชิง ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก  ทางรายการเขามีคุณคิวอยู่  ผมเคยอ่านเจอว่าเขาเห็นและสื่อสารกับวิญญาณได้  ถ้าคุยกันได้ก็ไม่น่าจะมีปัญหานะครับ” ไป่ฉีกล่าว


            “แต่นั่นมันวิญญาณอาฆาตเชียวนะ  ขนาดคุณชายกลางกับคุณชายน้อยยังตายเลย  ทั้งที่พวกเขาไม่ได้เกี่ยวข้องในการกลั่นแกล้งเธอแม้แต่น้อย” เมิ่งชิงชิงกล่าว


            “มันก็ไม่แน่หรอกนะครับว่า 2 คนนั้นไม่เกี่ยว” ไป่ฉีกล่าว


            “เฮ้อ  สรุปนายไม่เปลี่ยนใจสินะ” เมิ่งชิงชิงถาม


            “ครับ  ผมไม่เปลี่ยนใจแน่นอน  ถึงห้ามพกเครื่องราง  แต่ผมอาบน้ำมนต์มาทั้งตัว  ยังไงทางรายการก็ไม่รู้หรอกจริงไหม” ไป่ฉียิ้ม  เขาแค่พูดให้เมิ่งชิงชิงสบายใจ  เขาไม่จำเป็นต้องพึ่งน้ำมนต์อะไรนั่นหรอก  แค่พลังจิตวิญญาณของเขาก็สามารถผลักดันพวกวิญญาณไม่ให้เข้าใกล้เขาได้แล้ว


            “นายนี่ฉลาดจริง ๆ” เมิ่งชิงชิงยิ้มให้กับความเจ้าเล่ห์ของไป่ฉี


            “ใช่ไหมล่ะ  พี่น่าจะภูมิใจนะที่มีแฟนที่ทั้งหล่อแล้วก็ฉลาดแบบนี้ (แถมอายุก็ตั้ง 15,429 ปี)” ไป่ฉีกล่าวชมตัวเอง


            “ย่ะ คนอะไรชมตัวเองก็ได้ด้วย” เมิ่งชิงชิงหัวเราะ  การกล่าวชมตัวเองของไป่ฉีที่ต้องการให้เธอหายเครียดจากการต้องไปถ่ายทำรายการผี


            เมื่อถึงช่วง 5 โมงเย็น  ไป่ฉีกับเมิ่งชิงชิงก็มาถึงหน้าประตูรั้วของคฤหาสน์แล้ว  ตรงหน้าตัวคฤหาสน์มีเหล่าทีมงาน  พิธีกร  คุณคิว  ดาราและผู้ชมทางบ้าน  กำลังเริ่มหาอะไรทานรองท้องกันแล้ว


            “ดูเหมือนเราจะมาสายนะครับ” ไป่ฉีกล่าว


            “เอาน่า  พวกเราติดงานจากที่อื่นนี่นา” เมิ่งชิงชิงกล่าว  ก่อนที่จะขับรถผ่านประตูรั้วคฤหาสน์เข้าไป

    __________________________________

    ศูนย์ฝึกอบรม LSA ไป่ฉีกับชิงชิงเดินเข้ามาเห็นป้าจางกำลังแอบหลังเสาเหมือนกำลังดูใครสักคนอยู่ พวกเขาจึงเข้าไปทักทันทีชิงชิง : ป้าจางทำอะไรอยู่เหรอคะป้าจาง : ชิงชิง เธอเห็นชายคนที่กำลังถือไม้ม็อบนั่นไหมชิงชิง : เห็นค่ะ ทำไมเหรอคะป้าจาง : ฉันเพิ่งรู้ว่าพวกคนแซ่หวังยังมีคนดี ๆ อยู่ชิงชิง : ยังไงคะป้าจาง : ก็มีคนที่ทำประโยชน์ได้บ้างน่ะสิ คนที่เธอเห็นถือไม้ม็อบนั่นไงไป่ฉี : อย่าบอกนะว่าเขาชื่อ หวังถูป้าจาง : ไป่ฉี เธอรู้ชื่อเขาได้ไงไป่ฉี : แหะ ๆ (มองไปทางอื่นอย่างเอือมระอา)

    ชิงชิง : =-=aฝากเพจนิยายด้วยนะครับ