ตำนานยอดหญิงซูเจิน

    สมบัติในถ้ำอสรพิษม่วง 2

            “ได้เรื่องอย่างไรบ้าง?”เสียงทุ้มเอ่ยอย่างราบเรียบ นิ้วเรียวเคาะโต๊ะด้านหน้าเป็นจังหวะเนิบนาบ ทว่าบีบคั้นหัวใจคนฟังที่อยู่ในห้องเป็นอย่างยิ่ง

            “ทูลท่านอ๋อง เอ่อ..คือ คือว่า...”นายกองเถาตู่ไม่กล้ารายงานต่อ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกแต่มันเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ในรอบหลายเดือนที่ผ่านมาและทุกครั้งก็ทำเอาเขาแทบจะหยุดหายใจทุกครั้งเช่นกัน

            “ว่าอย่างไร?!” โจวอ๋องทุบโต๊ะเสียงดังเหล่าข้าราชบริวารสะดุ้งกันเป็นแถว โดยเฉพาะนายกองเถาตู่ที่หวาดกลัวจนตัวสั่นที่จริงนี่เป็นหน้าที่ของท่านเสนาบดีต่างหาก แต่ทำไมถึงเป็นเขาที่ต้องมาทำหน้าที่นี้แทน

            “ยะ...ยังไม่ได้เบาะแสอะไรพ่ะย่ะค่ะเอ่อ...ไม่...ไม่มีข่าวเกี่ยวกับสตรีนามเฉินเซินจูกับพวกเลยพะ...”

            ปัง!

            นายกองเถาตู่ก้มหน้าลงต่ำ เมื่อถ้วยชาลอยเฉียดหน้าไปแล้วกระแทกผนังด้านหลังจนแตกละเอียดโชคดีที่เพียงเฉียดเขาไป หากเมื่อกี้โดนเขาเข้าคงได้เลือดอาบ เรี่ยวแรงของผู้เยี่ยมยุทธ์เช่นท่านอ๋องไม่อาจดูเบาได้เลย

            “ไม่ได้เรื่อง! หากยังไม่ได้ข่าวอะไรก็ไม่ต้องมาให้ข้าเห็นหน้าอีกออกไป!” โจวอ๋องหันหน้าหนีไปอีกทาง ลมหายใจหอบถี่อย่างอดกลั้นอารมณ์  พระองค์ลุกขึ้นแล้วหันหน้ามองยังหน้าต่างด้านนอกมองต้นเหมยแดงที่ปลูกเอาไว้อย่างคะนึงหา

            นายกองเถาตู่ไม่กล้าอยู่ต่อเขารีบถอยออกไปอย่างรวดเร็วเห็นเสนาบดียืนเอาหูแนบผนังแอบฟังอยู่ที่หน้าห้องก็เบ้ปากทำท่าอยากจะร้องไห้

            ที่จริงเขาถูกเลื่อนยศไปเป็นรองแม่ทัพแล้วนะแต่เพราะต้องแบกหน้ามารายงานผลให้ท่านอ๋องทราบ แทนเสนาบดีที่โยนงานให้ถึงได้ถูกลดขึ้นมาอยู่ที่เดิม

            “อย่าทำหน้าอย่างนั้นน่าข้าจะมอบของกำนัลให้เจ้าอีกเยอะๆเลย” อี้เต๋อเจิ้งกล่าวกับเขาแล้วตบบ่าหนักๆสองสามที ทำใจสักพักแล้วเคาะประตูเข้าห้องไปทีหลัง

            เหอะ งานที่ได้หน้าถึงยอมเข้าไปรายงานส่วนงานที่จะถูกด่ากลับโยนมาให้เขาแทน ยังดีที่อีกฝ่ายมอบของกำนัลปลอบใจให้มากมาย ถึงยังพอปลอบประโลมจิตใจอันบอบช้ำได้บ้างแต่ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย เขาจะไม่ยอมทำแบบนี้อีกเด็ดขาด!

            คราวนี้ถึงกับขว้างปาสิ่งของ คราวหน้าอาจเปลี่ยนจากถ้วยน้ำชาเป็นกระบี่มาปักคอหอยเขาแทนก็ได้ใครจะไปรู้นับวันท่านอ๋องก็ยิ่งโมโหร้ายขึ้นเรื่อยๆ อย่างนี้เขาต้องหลบหน้าไปสักพักใหญ่

            นายกองเถาตู่คิดได้อย่างนั้นก็หมุนตัวจากไปอย่างรวดเร็วเก็บของไปอยู่ที่อื่นสักพักก็ท่าจะดีหลายเดือนมานี้เขาหัวใจแทบจะวายตายมาหลายรอบแล้ว

            “ฉีกวนข้าจะมาบอกเรื่องส่งคนไปสมัครสอบ”เสนาบดีอี้กระโดดข้ามเศษถ้วยชาที่แตกอยู่ตรงพื้น ไปนั่งยังเก้าอี้ตัวหนึ่งอย่างสบายอารมณ์เขาให้คนมารองรับอารมณ์ของสหายไปส่วนหนึ่งแล้ว เขาคงไม่โดนอะไรอีก

            เสนาบดีอี้เต๋อเจิ้งโบกมือไล่เหล่านางกำนัลขันทีออกไปจากห้องพวกเขาก็ถอยออกไปแต่โดยดี เสนาบดีผู้นี้เป็นพระสหายที่สนิทที่สุดกับท่านอ๋อง ท่านอ๋องไว้วางใจเขามากอีกทั้งเวลาที่มาเข้าเฝ้าท่านอ๋องก็มักจะอยู่กันตามลำพังสองคนเสมอ

            โจวอ๋องถอนหายใจยาวระบายความผิดหวังเดินมานั่งลงที่ฝั่งตรงข้ามสหายที่เพิ่งเข้ามา

            “ทีหลังไม่ต้องให้ผู้ใดมาแทน หน้าที่ของเจ้าๆก็ทำเอง”โจวอ๋องกล่าวขึ้น ทำไมพระองค์จะไม่รู้ว่าเขาหลีกเลี่ยงที่จะรายงานเรื่องนั้นกับพระองค์เอง

            ที่พระองค์มอบหมายงานให้เขา ส่วนหนึ่งก็เพราะว่าต้องการให้เขามารายงานพระองค์รู้ตัวดีว่าหากเป็นเรื่องเกี่ยวกับนางแล้ว พระองค์ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ดีนักมีเพียงสหายผู้นี้ที่พอจะห้ามพระองค์เอาไว้ได้บ้าง

            “ไม่เอาหรอก เวลาเจ้าโมโหน่ากลัวจะตาย”อี้เต๋อเจิ้งส่ายหน้ารัว รินชาใส่ถ้วยสองใบ เลื่อนให้สหายหนึ่งถ้วยแล้วยกอีกถ้วยจิบช้าๆ

            “เจ้าก็อย่าใจร้อนนักเลยเจ้าเคยบอกข้าว่าเจ้าสามารถรอนางได้ทั้งชีวิต แต่พอรู้ว่านางกลับมาแล้วก็ร้อนรนจนแทบจะทนไม่ได้เชียวนะอย่างไรนางก็ปรากฏตัวแล้ว ไม่ช้าก็เร็วเจ้าก็ต้องหานางเจออย่าห่วงข้าจะช่วยเจ้าหานางทุกวิถีทางแน่นอน”

            โจวอ๋องพยักหน้าช้าๆไม่ว่าเมื่อไหร่เขาก็เป็นสหายที่ดีเสมอ เขายกมือขึ้นลูบหน้ากากอย่างเคยชิน

            “ข้าว่าเจ้าไม่ต้องใส่หน้ากากแล้วก็ได้กระมัง”อี้เต๋อเจิ้งชี้ที่หน้าตัวเองขณะพูด

            “เอาไว้ข้าได้เจอนางก่อน ข้าถึงจะถอดออก”

            อี้เต๋อเจิ้งโคลงหัวครั้งหนึ่งเอาเถอะเขาใส่มาตลอดตั้งแต่จำความได้ ใส่ต่อไปอีกสักพักก็คงไม่เป็นไรยิ่งช่วงนี้พวกขุนนางเฒ่ากำลังวางแผนจะส่งหญิงงามเข้าตำหนักอ๋องอยู่ด้วย

            “แล้วเรื่องนั้นว่าอย่างไร?”

            “เป็นไปได้ด้วยดี ตามรายงานที่ได้นอกจากสำนักสวรรค์ที่ยังทำการสอบอยู่ การสอบของสำนักอื่นๆเสร็จเรียบร้อยดีคนของแคว้นเราสามารถสอบผ่านไปได้อย่างสบาย ผลการทดสอบล้วนอยู่ในระดับสูง”

            “ก็ดี”

            “ทางสำนักสวรรค์สอบครั้งนี้ค่อนข้างแปลกอยู่สอบรอบแรกก็ให้เข้าป่าด้านหลังเมืองหลวงแคว้นหนานเจียงเลย ใช้เวลาสอบนานถึงสิบวัน”

            “แล้วคนของเรามีปัญหาหรือไม่?”โจวอ๋องเริ่มเคาะนิ้วอีกครั้ง ดูเหมือนที่พระองค์ได้ยินมาจะเป็นความจริงทางสำนักสวรรค์ถึงได้เร่งสอบถึงเพียงนี้

            ปกติทางสำนักสวรรค์จะใช้เวลาในการสอบค่อนข้างนานเพราะจะสอบหลายรอบแต่ครั้งนี้ถึงกับใช้การสอบยากๆเร่งรัดเอาผลลัพธ์สำนักอื่นๆก็เปิดสอบไล่เลี่ยกันด้วย

            “ไม่นะ ตอนทดสอบคุณสมบัติก็ได้ระดับแถวหน้า เป็นที่ฮือฮาของพวกแคว้นอื่นน่าดู”ไม่รู้ว่าผู้สังเกตการณ์รู้สึกสะใจหรืออย่างไร ถึงได้เขียนอธิบายสถานการณ์ซะละเอียดยิบข้อความยาวถึงสามหน้าเลยทีเดียว

            “มิน่าทางหนานเจียงถึงได้เคลื่อนไหวเร็วนัก”

            “ในรายงานเขียนว่าชินอ๋องถึงกับเสด็จมาดูการทดสอบคุณสมบัติด้วยตัวเองเลยเชียวนะ”อี้เต๋อเจิ้งเล่าอย่างออกรส

            “ก็แสดงว่าแผนของเราได้ผลดีปล่อยให้พวกมันกดดันพวกเราอยู่หลายเดือน คราวนี้พวกเราจะเป็นฝ่ายกดดันพวกมันแทนบ้าง”โจวอ๋องเหยียดยิ้ม “หากการสอบของสำนักสวรรค์เสร็จสิ้นแล้วก็มารายงานด้วย”

            “ได้”

             

            “ถ้ำลึกจริงๆนะขอรับ” ซิ่นทงพูดขึ้นยิ่งเข้ามาลึกก็ยิ่งมืดลง ไม่รู้ว่ามันจะลึกไปถึงไหนกัน พวกเขาเข้ามาตั้งนานแล้ว ก็ยังไม่เห็นจือเหลียงกับเหลียงจือที่มาเข้ามาก่อน

            ถ้ำเป็นถ้ำขนาดไม่ใหญ่แต่ลึกมากๆดูเหมือนจะเป็นถ้ำที่มีปราณแฝงอยู่มากซูเจินสังเกตเห็นสมุนไพรหายากหลายต้นขึ้นแซมร่องหินอยู่ประปรายยิ่งเข้ามาลึกก็รู้สึกชื้นขึ้นแต่ก็เห็นสมุนไพรมากขึ้นด้วยพอเข้ามาลึกอีกก็เริ่มมีแสงสว่างมากขึ้น แสงนั้นมาจากดอกไม้สีน้ำเงินที่ขึ้นอยู่รอบๆ

            “นี่มัน...” ซูเจินหยุดดูดอกไม้เรืองแสง เด็ดออกมาหนึ่งดอกมันก็ยังคงเปล่งแสงอยู่แม้จะถูกเด็ดออกมาซูเจินกะพริบตาถี่ มันไม่ควรจะมาอยู่ที่นี่สิ อย่างน้อยก็ไม่น่าจะมีมากขนาดนี้

            “ดอกชบาน้ำเงิน” ฝูเย่วฟางเป็นคนเอ่ยขึ้น

             ซูเจินมองนางเล็กน้อยไม่คิดว่านางจะรู้จักดอกไม้ชนิดนี้ด้วย

            “แปลก...” ฝูเย่วฟางพูดขึ้นเบาๆ

    คล้ายกับเรื่องตำนานยอดหญิงซูเจิน ที่คุณอ่าน