บทที่ 28
“เมื่อกี้มันคืออะไร? ข้ารู้สึกได้ถึงพลังเวทชั่วร้าย”
ตอนนั้นเอง เสียงของเมฟก็ดังขึ้นมาจากด้านหลัง เธอลงจากหลังม้าและเลื่อนที่กั้นใบหน้าขึ้นขณะเดินเข้ามาใกล้
อีอันยกมือขวาขึ้น “มันคือพลังเวทที่มาจากแหวนวงนี้"
เมฟตาโตขึ้นด้วยความใ “แค่สวมมันไว้ในมืออย่างนั้นก็ได้เหรอ ถึงของรางวัลจะเป็ของเ้าทั้งหมดแต่เ้าแน่ใจนะว่าจะไม่เป็อะไร?”
“ก็อย่างที่เห็น ข้าปลอดภัยดี” อีอันยักไหล่
เมฟมองเขาอย่างสุขุม ในที่สุดก็มองเขาด้วยสีหน้าชื่นชม “…เื่จริงสินะ อีอัน เ้ามีพร์ในการทำให้คนใเสียจริง เ้าจัดการิญญา แล้วไหนจะกำจัดพวกนี้อีก ถ้าไม่เห็นกับตาก็คงไม่เชื่อ”
“ข้าก็พึ่งได้ลองทำเป็ครั้งแรกนี่แหละ” อีอันหัวเราะก่อนจะแยกเศษกระดูกของหัวกะโหลก “ท่านบอกว่าของรางวัลเป็ของข้างั้นเหรอ…”
ไม่นานลูกแก้วสีดำที่คุ้นเคยก็ััที่ปลายนิ้วของเขา ลูกแก้วนี้เป็แก่นพลังเวทที่มีการปนเปื้อนอีกอันนั่นเอง
“ข้าจะเก็บอันนี้ไว้เอง”
เมฟพยักหน้า
ในขณะที่อีอันเก็บแก่นพลังเวทลงในกระเป๋า เมฟก็พูดขึ้น “ข้าขอกะโหลกนั่นได้ไหม ดูเหมือนจะมีค่าพอเป็หลักฐานได้”
“ด้วยความยินดี”
อีอันยื่นหัวกะโหลกให้
เมฟรับหัวกะโหลกมาอย่างระมัดระวัง กลัวว่ามันจะแตก เธอจ้องมองเปลือกตาขนาดใหญ่ที่มีรอยแตกและพูดออกมา “ให้พลังแก่ผีร้ายโบราณงั้นเหรอ ไม่รู้ว่าทำไปเพื่ออะไร”
“ใครจะรู้ความในใจของนักเวทดำ บางทีมันอาจจะไม่มีแผนการที่ยิ่งใหญ่ใดเลยก็ได้” อีอันลุกขึ้นยืนตอบอย่างลวก ๆ
เขาไม่จำเป็ต้องรู้วัตถุประสงค์ของสิ่งที่ตายไปแล้ว ตอนนี้เขาแค่อยากดูแหวนวงใหม่ให้ละเอียด
“…”
เมฟยังคงจ้องไปที่หัวกะโหลก สายตาของเธอเต็มไปด้วยกังวลต่ออนาคตของอาณาจักร
แต่อีอันก็ไม่สนใจเื่ราวของเธอมากนัก
“ยังไงถ้าได้เจอกันก็จะรู้เอง เขาเป็คนพูดมาก” อีอันหมุนตัวกลับแล้วเดินลงจากเนินเขาอันเงียบสงบ “แต่ตอนนี้ต้องไปดูว่าฟิลลิปยังมีชีวิตอยู่ไหม”
กุบกับ กุบกับ
กองไฟช่วยให้แสงสว่างท่ามกลางความมืด ในขณะที่ฟิลลิปกำลังเตรียมอาหาร เนื้อแห้งเสียบไม้และแฮมก็ใกล้จะสุกแล้ว พวกมันมีกลิ่นหอมหวานน่ากิน
อีอันที่นั่งอยู่อีกด้านหนึ่งไม่แม้แต่จะมองไปทางนั้น แต่กลับจ้องมองแหวนสีดำที่นิ้วของเขาอย่างเงียบ ๆ ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือหน้าต่างข้อมูลของแหวน
ความอาฆาตแค้นแห่งหนองน้ำ แหวนวงนี้เป็เครื่องประดับที่เขาได้รับเป็ครั้งแรกหลังจากที่เขามายังโลกนี้ ประสิทธิภาพก็เหมาะสมกับเขาใช้ได้ การเพิ่มขีดความสามารถต่าง ๆ ก็เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะส่วนที่สามารถใช้คำสาปที่ทำให้มีสถานะคลุ้มคลั่งโดยแลกกับพลังชีวิตเพียงเล็กน้อย
นี่เป็ออฟชันที่เหมือนกันกับตอนที่โลกนี้ยังเป็แค่เป็เกม
‘ประโยชน์ของมันดีกว่าที่คิด’
ตอนนั้น เขาได้ใช้กับศัตรูที่เข้ามาใกล้เพื่อเพิ่มระยะห่าง ไม่ก็ขยายเวลาให้เวทมนตร์สมบูรณ์ขึ้น
มันมีประโยชน์ในการต่อสู้หลาย ๆ ครั้งอยู่่หนึ่ง ถ้าอยู่ในสถานะคลุ้มคลั่ง ความสามารถในการแยกแยะฝ่ายตรงข้ามและฝ่ายตัวเองจะหายไป เพราะฉะนั้นในตอนนี้ที่เขากลายเป็ส่วนหนึ่งของเกม อาจนำความสามารถนี้ไปใช้ในหลาย ๆ ด้านได้
‘ต้องทดสอบว่าคำสาปนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร เว้นแต่จะจับได้ว่าเคยใช้ไปแล้ว...’
ในขณะที่อีอันกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น
“ให้ตายเถอะ...”
ชายที่มีท่าทางน่ากลัวปรากฏตัวท่ามกลางความมืดฝั่งตรงข้ามกล่าวเสียงทุ้มต่ำ
มิเกลนั่นเอง เขาทรุดตัวนั่งลงข้างกองไฟ เนื้อตัวเต็มไปด้วยเืและดิน ฝุ่นฟุ้งไปทั่วตัวเขา
“…”
ฟิลลิปที่กำลังเตรียมอาหารทำหน้านิ่วคิ้วขมวด แต่ก็ไม่ได้ตำหนิอีกฝ่าย
เพราะอีกฝ่ายมัวแต่ขุดหลุมฝังศพลูกน้อง สภาพก็เลยดูไม่ได้แบบนั้น
ฟิลิปพลิกเนื้อย่างพลางปรายตามองมิเกลอีกครั้ง
“ฮู่ว…”
สีหน้าของเขาที่มองกองไฟนั้นเหม่อลอย
ต้องเป็อย่างนั้นอยู่แล้ว นอกจากจะสูญเสียภารกิจแล้วยังต้องมาเสียลูกน้องไปหมดอีกด้วย มันน่าสิ้นหวังยิ่งกว่าเพราะเป็โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นหลังจากทำตามคำขออย่างซื่อสัตย์ ฟิลลิปที่ต่อสู้มาด้วยกันรู้ดีว่าเขาพยายามมากแค่ไหนที่จะช่วยชีวิตลูกน้องเอาไว้
สายตาของฟิลลิปสื่อออกมาว่าเขาน่าสงสาร ในที่สุดก็พูดออกมาอย่างระมัดระวัง
“เ้าจงรักภักดีต่อเพื่อนร่วมงานมาก ข้าต้องมองเ้าใหม่ มิเกล”
มิเกลหัวเราะอย่างแ่เบา
“จงรักภักดีอะไรกัน ข้าแค่้ามีชีวิตรอดเท่านั้น การทิ้งเพื่อนร่วมงานที่ตายไปแล้วจะทำให้เกิดเคราะห์ร้าย”
“เ้าเชื่อเื่งมงายพวกนั้นด้วยเหรอ?"
“เ้าไม่รู้สึกไม่ยุติธรรมเหรอหากข้าตายกลางทางแล้วเพื่อนร่วมงานมีชีวิตรอด หรือแม้จะตายก็ตาม ดังนั้นอย่างน้อยข้าก็ควรฝังพวกเขาอย่างดี จะได้ไม่เป็ผีร้ายหรือเกิดความแค้นอะไรนั่น ให้ตายเถอะ ข้าทำงานหนักจนวินาทีสุดท้าย…”
สายตาของเขาขมขื่นมาก ไม่เหมือนกับที่กำลังบ่น
ฟิลิปอ้าปากค้างก่อนจะถือไม้เสียบแฮมแทน
เมฟที่ได้รับความสนใจจากสายตาของเขาส่ายหัวและหันไปทางมิเกล
มือของฟิลลิปเปลี่ยนทิศทางทันที
“อย่างน้อยก็กินนี่หน่อย”
“ขอบคุณ”
มิเกลรับไม้เสียบโดยไม่ปฏิเสธ เขาเคี้ยวแฮมและพูดต่อ “ปัญหาที่แท้จริงเริ่มั้แ่ตอนนี้ ข้าต้องเสียพรรคพวกไปอีกแล้ว นี่เป็ครั้งที่สามแล้วที่เพื่อนร่วมงานตายหมดและข้ารอดชีวิตอยู่คนเดียว เชื่อข้าไหม? สามครั้งแล้วที่ข้ารอดมาได้เพียงผู้เดียว”
“เ้าช่าง…โชคดีจริง ๆ”
“โชคร้ายมากกว่า ถ้าข่าวลือนี้แพร่ออกไป ใครจะอยากมาร่วมงานกับข้า? ทุกคนตายหมดยกเว้นข้าเนี่ยนะ ต่อไปคงต้องเรียกว่ามัจจุราช ไม่ใช่นักล่าสัตว์แล้ว แค่สามครั้งมันก็มากพอแล้ว”
คำพูดของมิเกลค่อย ๆ เผยความสงสารและการโทษตัวเอง บางทีนี่อาจจะเป็ความรู้สึกที่แท้จริงก็ได้
ฟิลลิปค่อย ๆ หันมามองด้วยสีหน้าเบื่อหน่ายเล็กน้อย เขายื่นไม้เสียบให้เมฟและอีอันตามลำดับ เขาพูดออกมาพร้อมกับที่มิเกลยังคร่ำครวญอยู่
“การเดินทางล่าช้ากว่าที่คาดไว้มากนะขอรับ นายท่าน”
“อืม” เมฟพยักหน้า
เธอเองก็กังวลเหมือนกัน เพราะั้แ่มีอีอันร่วมเดินทาง มีเื่ให้ต่อสู้เกือบทุกวัน ม้าก็ยังมาหายไปตั้งสองตัว หมายความว่าั้แ่พรุ่งนี้เป็ต้นไป ความเร็วในการเดินทางของกลุ่มจะช้าลง
“เรายังต้องเดินทางอีกอาทิตย์กว่าจะถึงป่าสุสานไม่ใช่หรือขอรับ ไม่สิ คงต้องใช้เวลานานกว่าจะกลับไปทางเดิม ขืนยังเป็แบบนี้ต่อไป อาจทำให้ไม่มีเวลาไปค้นหาที่อื่นเลย”
“…ช่วยไม่ได้ ได้แต่หวังว่ามันจะไม่สูญเปล่านะ” เมฟพูดออกมาพร้อมกับถอนหายใจ
“กำลังไปป่าสุสานกันเหรอ” มิเกลพูดแทรกทันที
ทันทีที่ฟิลิปพยักหน้า มิเกลก็หัวเราะออกมา “งั้นไม่จำเป็ต้องใช้เวลาถึงหนึ่งอาทิตย์หรอก ถึงจะแวะพักที่หมู่บ้าน นานสักห้าวันก็เพียงพอแล้ว”
ฟิลลิปขมวดคิ้ว “เป็ไปไม่ได้ เพราะต้องกลับไปยังหุบเขานั่นเลยต้องใช้เวลาอีกสักพัก”
“ไม่จำเป็ต้องกลับไปหรอก ไปทางลัดก็ได้ มีทางแยกที่มีเพียงทหารรับจ้างเก่าอย่างข้าเท่านั้นที่รู้ มันค่อนข้างอันตรายหน่อย แต่...”
“เ้าจะรับผิดชอบได้ไหมล่ะ?” อีอันที่จมอยู่กับความคิดอย่างเงียบ ๆ พูดแทรกออกมา
มิเกลหันไปมองเขาแล้วกลืนน้ำลายลงคอก่อนจะตอบกลับ “ชะ…ใช่แล้วขอรับ ข้าเคยไปมาแล้ว อย่างที่ได้บอกไป มันค่อนข้างอันตราย”
“ไม่เห็นต้องกังวล ใช่ไหม?”
ทันทีที่อีอันหันมองเมฟ เธอก็พยักหน้าเบา ๆ
“…”
สายตาของทุกคนหันไปมองที่มิเกลอย่างพร้อมเพรียง มิเกลมีเหงื่อออกที่หน้าผาก
“จะ…จะให้ข้าทำอะไร?”
“จะให้นำทางไปป่าสุสานไง”
แม้มิเกลจะทำเป็ไม่เข้าใจ อีอันก็หัวเราะและโยนเหรียญออกจากกระเป๋าให้
“จะจ้างเ้าให้มาเป็คนนำทาง”
มิเกลที่รับมาอย่างกะทันหันพูดตะกุกตะกัก “ตะ…แต่ถึงอย่างนั้น ข้าต้องรู้ว่าทำไมถึงอยากไปป่าที่ถูกสาปนั่น…”
เสียงของเขาเบาลงทันทีที่เห็นแสงสีทองแวววาวออกมาจากฝ่ามือ มันดึงดูดสายตาเขาไปจนต้องอ้าปากค้าง
“…นี่มัน…เหรียญทองของจักรวรรดิเหรอ?”