เล่มที่2 บทที่ 59 ล้อข้าเล่นหรือ
หลักปราณยุทธนั้นเพียงแค่ก้าวเดียวก็สามารถถีบตัวเองให้แข็งแกร่งขึ้นได้
สำหรับจั่วเฉิน การพัฒนาจากระดับหลอมรวมเป็นระดับเรียกวิญญาณถือเป็นการพัฒนาส่วนหนึ่งในชีวิตเลยก็ว่าได้ไม่เพียงพลังในตัวเท่านั้นที่แข็งแกร่งขึ้นแต่พลังต้นกำเนิดในตัวยังพัฒนาขึ้นไปอีกระดับด้วย
ผู้ฝึกยุทธพลังปราณระดับเรียกวิญญาณสามารถเอาชนะผู้ฝึกยุทธพลังปราณระดับหลอมรวมขั้นเก้าได้นับสิบคนในครั้งเดียวแน่นอนว่าคนประหลาดเช่นจั่วเฉินสามารถเอาชนะผู้ฝึกยุทธที่มีระดับสูงกว่าตนเองได้ตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว
ในอดีต พลังของจั่วเฉินถูกทำลายไป เขาต้องฝึกฝนอย่างยากลำบากอยู่นับสิบปีกว่าจะปลุกพลังได้สำเร็จสำหรับจั่วเฉินที่มีสิบตราปราณโบราณ ที่แม้ว่าตอนนี้จะเผยออกมาแค่หกตราปราณก็ตาม พรสวรรค์ของเขาก็ยังนับว่าน่ากลัวชนิดที่คนนอกไม่อาจจินตนาการได้ดังนั้นเพียงใช้เวลาแค่ไม่กี่เดือนจั่วเฉินก็สามารถพัฒนาเป็นระดับเรียกวิญญาณได้แล้ว
ในสายตาของหลายๆ คนเรื่องนี้อาจจะดูน่าเหลือเชื่อทว่าสำหรับจั่วเฉิน เรื่องนี้กลับไม่ได้มีอะไรพิเศษ
ก่อนหน้านี้จั่วเฉินหมั่นฝึกฝนอยู่นับสิบปีจึงมีพลังสะสมในตัวอยู่มาก แถมตอนนี้เขายังมีหินหยกลึกลับช่วยเสริมหนุนให้อีกดังนั้นหากอยู่ในสภาวะเช่นนี้แล้วยังไม่สามารถพัฒนาเป็นระดับเรียกวิญญาณได้อีกล่ะก็เขาคงจะเป็นได้แค่คนไร้ค่าจริงๆ
หากก่อนหน้านี้เย่เชียนตี้สามารถต่อสู้กับจั่วเฉินได้อย่างสูสีจั่วเฉินในตอนนี้ก็ไม่ใช่ระดับที่เย่เชียนตี้จะสามารถเอาชนะได้อีก ความแตกต่างของระดับพลังทั้งสองมากขึ้นหลังจากที่จั่วเฉินพัฒนาขึ้นเป็นระดับเรียกวิญญาณ
เย่เชียนตี้จ้องมองจั่วเฉินด้วยสายตาลึกล้ำแม้เขาจะอยู่ร่วมห้องกับจั่วเฉินทุกวัน จนชินชากับความไม่ปกติของอีกฝ่ายแล้วก็ตาม ทว่าตอนนี้ก็ยังอดที่จะรู้สึกเหลือเชื่อไม่ได้อยู่ดีพอย้อนนึกถึงตัวเอง นับตั้งแต่เริ่มฝึกฝนจนพัฒนาเป็นระดับเรียกวิญญาณ ตัวเขาก็น่าจะใช้เวลาสักสี่ห้าปีได้กระมัง
กลิ่นอายพลังที่แข็งแกร่งกระจายอยู่รอบตัวจั่วเฉินจนเกิดเป็นแรงกดดันอันหนักหน่วงเมื่อรับรู้ถึงสิ่งที่อยู่เบื้องหน้านี้แล้ว เย่เชียนตี้ก็ยกยิ้มขมขื่นก่อนจะกระโดดลงจากแท่นประลองไป
ไม่จำเป็นต้องประลองต่ออีกแล้ว
ภายใต้สายตาของศิษย์ที่มองมาด้วยความอิจฉาจั่วเฉินก็ตามเย่เชียนตี้ลงจากแท่นประลองมา เพื่อสละพื้นที่ให้ศิษย์คนอื่นๆได้ประลองต่อ ก่อนจะเดินนำเย่เชียนตี้ออกจากหอประลองไป
ระหว่างที่เดินอยู่ในสำนักจั่วเฉินก็เกิดความคิดบางอย่างขึ้นในใจ เวลาล่วงเลยมาหลายเดือนแล้วนับจากที่เขายังเป็นแค่คนไร้ค่าในที่สุดเขาก็กลายเป็นศิษย์ตัวจริงของตำหนักนภาปราณยุทธเสียที แถมตอนนี้ยังพัฒนาเป็นระดับเรียกวิญญาณอีกความผันแปรในชีวิตเช่นนี้ทำให้จั่วเฉินตั้งสติไม่ทันอยู่บ้าง
หากคนที่สำนักสลายดารารู้ถึงความสามารถของเขาในตอนนี้แล้วจะมีท่าทีเช่นไร?
ด้วยพลังระดับเรียกวิญญาณ หากตอนนี้จั่วเฉินยังอยู่ในสำนักสลายดาราเขาก็จะสามารถเอาชนะผู้คนได้มากมาย และคงกลายเป็นหนึ่งในผู้อาวุโสไปแล้ว
ระหว่างที่ครุ่นคิดถึงเรื่องสำนักสลายดาราจั่วเฉินก็หรี่ตาลง ก่อนที่จะยกยิ้มมุมปากขึ้นเล็กน้อย
ไม่รู้ว่าตอนนี้เสี่ยวเตาจะเป็นอย่างไรบ้าง
แม้จะได้ดีจั่วเฉินก็ไม่เคยลืมเรื่องในอดีตและไม่เคยลืมเรื่องพี่น้องที่แสนซื่อคนนี้ด้วย
“หลังจบการประลองสามตารางอันดับทางสำนักจะมีวันหยุดให้หนึ่งเดือนศิษย์ในสำนักสามารถใช้ช่วงเวลานี้กลับไปเยี่ยมบ้านเกิดของตัวเองได้ เช่นนั้นข้าเองก็กลับไปหาเสี่ยวเตาบ้างดีกว่าจะได้ถือโอกาสนี้ฝึกฝนไปในตัวด้วย” เมื่อคิดถึงเสี่ยวเตา จั่วเฉินก็บังเกิดความคิดพวกนี้ขึ้นในใจ
เท่าที่จั่วเฉินจำได้พรสวรรค์ของเสี่ยวเตาไม่ได้ดีเลิศสักเท่าไร ทว่าก็ไม่ได้แย่นัก เพราะเสี่ยวเตามีสี่ตราปราณโบราณในตัวแม้จะเทียบกับศิษย์ตำหนักนภาปราณยุทธไม่ได้ แต่ถ้าอยู่ในสถานที่ทั่วไปก็ถือว่าเพียงพอแล้ว
บัดนี้เขายืนหยัดอยู่ในตำหนักนภาปราณยุทธได้อย่างมั่นคงแม้จะไม่มีความสามารถรับเสี่ยวเตาเข้าเป็นศิษย์ตัวจริงได้ แต่อย่างน้อย จั่วเฉินก็สามารถรับเขามาฝึกฝนที่นี่ด้วยกันได้
ในตำหนักนภาปราณยุทธมีพลังห้วงมิติเข้มข้นจึงเป็นสถานที่เหมาะแก่การฝึกฝน หากได้ฝึกฝนที่นี่ เสี่ยวเตาจะต้องมีอนาคตมากกว่ายังฝึกอยู่ที่สำนักสลายดาราแน่
คิดได้ดังนั้นจั่วเฉิงก็ลงมือทำทันที จั่วเฉินเข้าไปในหอระบำฟ้าแล้วก็พบกับท่านอาเล็กของเขา
“ท่านอาเล็ก ข้าอยากกลับสำนักสลายดาราหน่อยถ้าเป็นไปได้ ข้าอยากรับเสี่ยวเตามาอยู่ที่นี่ด้วยกัน” จั่วเฉินเอ่ย
อาเล็กพยักหน้าน้อยๆก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ไปเถอะ ผ่านมาตั้งนานแล้วข้าเองก็คิดถึงเสี่ยวเตาอยู่บ้าง”
“อื้อ!” จั่วเฉินพยักหน้าก่อนจะหันไปพูดกับหลี่หลิงเอ๋อที่อยู่ด้านข้าง
“ศิษย์น้องหลิงเอ๋อข้าน่าจะไปหลายวัน ขอฝากท่านอาเล็กด้วยนะ”
หลี่หลิงเอ๋อพยักหน้าก่อนจะตอบรับด้วยรอยยิ้ม
“วางใจเถอะ ตอนที่เจ้ากลับมา รับรองว่าข้าจะดูแลพี่สาวจนเปล่งปลั่งเชียวล่ะ”
พอมีหลี่หลิงเอ๋ออยู่ด้วยแล้วจั่วเฉินก็วางใจ หากไม่มีนาง จั่วเฉินย่อมไม่อาจจากไปไหนแน่
...
หลังจากจัดการทุกอย่างและเตรียมตัวเสร็จเรียบร้อยจั่วเฉินก็เดินทางออกจากตำหนักนภาปราณยุทธในทันที โดยใช้ค่ายกลอักขระยันต์โอนถ่ายไปยังเมืองทางตะวันออกของราชวงศ์เซิ่งเทียน
ด้วยระยะห่างสามหมื่นลี้หากจั่วเฉินเดินทางด้วยเท้า เขาจะต้องใช้เวลานานพอสมควรกว่าจะไปถึง โชคดีที่มีค่ายกลอักขระยันต์โอนถ่ายอยู่อีกทั้งยังมีพลังเคลื่อนย้ายของห้วงมิติเสริมหนุน จั่วเฉินจึงมาถึงได้ภายในครึ่งชั่วยาม
ช่องทางในห้วงมิติสั่นไหว พริบตาถัดมามันก็เปิดออกจั่วเฉินกระโดดลงมาที่พื้นและพบว่าตัวเองกำลังยืนอยู่ที่นอกเมืองแห่งหนึ่ง เมื่อเงยหน้าขึ้นมองเขาก็พบกับตัวอักษรที่คุ้นเคยสลักเอาไว้อย่างเด่นชัด เห็นดังนั้นแล้ว จั่วเฉินก็อารมณ์ดี
เมืองหลงหลินแห่งนี้ถือเป็นสถานที่ในความทรงจำก็ว่าได้ตั้งแต่ที่ท่านอาเล็กพาเขาหนีตายออกมา จั่วเฉินก็ใช้ชีวิตวัยเด็กและเติบโตอยู่ที่นี่มาตลอด
ที่นี่เป็นสถานที่ที่เขาฝึกฝนอย่างยากลำบากมานับสิบปีช่วงเวลาที่ผ่านมา ทุกๆ หยาดเหงื่อได้ไหลลงพื้น จากเดิมที่เป็นเพียงหนุ่มน้อยไร้ชื่อในทีสุดเขาก็พัฒนาจนมีวันนี้ได้
หลังจากเข้ามาในเมือง ตลอดทางที่จั่วเฉินเดินผ่านดูครึกครื้นเป็นอย่างมากทุกอย่างที่พบเห็นทำให้เขารู้สึกคล้ายกับฝันไป เพราะการฝึกฝนอย่างยากลำบากก่อนหน้านี้บวกกับแรงกดดันในตำหนักนภาปราณยุทธ ทำให้เส้นประสาทของเขาตึงเครียด เขาไม่ค่อยมีเวลาให้เดินเล่นเช่นนี้ตอนนี้จั่วเฉินจึงรู้สึกผ่อนคลายลงมาก
“ไม่รู้ว่าตอนนี้สำนักสลายดาราจะเป็นอย่างไรแล้วบ้าง”จั่วเฉินพึมพำขณะมุ่งหน้าไปทางสำนักสลายดารา ทว่าในระหว่างนี้เอง จู่ๆ เขาก็ถูกเหตุการณ์เบื้องหน้าดึงดูดความสนใจ
“เจ้าหนุ่มไม่ว่าอย่างไรวันนี้เจ้าก็ต้องจ่ายค่าผลหยกนี่!” เสียงโหดเหี้ยมใครบางคนดังขึ้น
ที่นี่มีกลุ่มคนรายล้อมอยู่มากมายแต่ละคนก็ชี้นิ้วกระซิบกระซาบกันไม่หยุดจั่วเฉินคลับคล้ายคลับคลาว่าจะได้ยินคำว่าสำนักสลายดาราจากคนเหล่านั้น
เมื่อก้าวเข้าไปดู เขาก็พบกับศิษย์สองคนจากสำนักสลายดาราซึ่งกำลังถูกกลุ่มคนล้อมเอาไว้ ทั้งสองฝ่ายต่างก็ถกเถียงกันไม่หยุด ศิษย์จากสำนักสลายดาราโต้กลับด้วยท่าทางเกรี้ยวกราดจนใบหน้าแดงก่ำ
“ผลหยกนี้ใกล้จะเสียแล้ว ซื้อไปจะมีประโยชน์อะไรทำไมร้านค้าสกุลเจียงถึงทำการค้าไม่ซื่อสัตย์เช่นนี้เล่า?”
“เจ้าหนุ่ม ร้านค้าสกุลเจียงมีอยู่ทั่วเมืองหลงหลินหลายปีนี้ก็มีชื่อเสียงดีเป็นที่ประจักษ์ พวกเจ้าพูดเช่นนี้ถือเป็นการทำลายชื่อเสียงของร้านข้าแล้วตอนนี้ยังคิดจะจากไปง่ายๆ เช่นนี้หรือ เกรงว่าคงจะไม่ง่ายเช่นนั้นกระมัง”
เถ้าแก่ร้านร่างท้วมผู้หนึ่งเอ่ยด้วยสีหน้าเหี้ยมเกรียมพลางหัวเราะไม่หยุด
“เมื่อผลหยกถูกนำออกมาแล้วจะต้องใช้ทันทีไม่สามารถนำกลับไปเก็บรักษาต่อได้พวกเจ้าให้ข้าหยิบเอาผลหยกออกมาแล้วแต่กลับไม่ซื้อ คิดหรือว่าจะจบเรื่องนี้ง่ายๆ”
“พวกข้าเป็นศิษย์สำนักสลายดาราพวกเจ้าสกุลเจียงกล้ายัดเยียดให้พวกเราซื้อหรือ หรือพวกเจ้าไม่เห็นสำนักสลายดาราอยู่ในสายตาแล้ว”ศิษย์สำนักสลายดาราทั้งสองพยายามโต้กลับ
“ฮ่าๆ น่าขำสิ้นดี พวกเจ้าที่มีแค่พลังระดับหลอมรวมขั้นสองยังจะคิดว่าตัวเองเป็นตัวแทนสำนักสลายดาราได้หรือ!?”เถ้าแก่ระเบิดหัวเราะราวกับเพิ่งได้ยินเรื่องน่าขำ เขาเอ่ยต่อ
“ยิ่งไปกว่านั้นนายน้อยเจียงเฉินเทียนของข้ามีพลังระดับหลอมรวมขั้นเจ็ดแล้ว เวลานี้ก็ถือว่าเป็นศิษย์ที่แข็งแกร่งที่สุดหาดวัดกันที่สถานะ พวกเจ้าสองคนก็ไม่นับเป็นอะไรทั้งนั้น!”
เถ้าแก่เชิดหน้าขึ้น พร้อมกับเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
“ยังมีเวลาอีกหนึ่งถ้วยชา หากเจ้าไม่นำหินปราณออกมาซื้อผลหยกนี่ไปล่ะก็จงรับผลที่จะตามมาเองแล้วกัน”
คนรอบข้างไม่น้อยเผยสีหน้ารังเกียจออกมาต่างก็พากันร้อนใจแทนศิษย์ทั้งสอง ทว่าที่นี่เป็นร้านค้าของสกุลเจียง คนทั่วไปจึงไม่กล้าพูดอะไร
จั่วเฉินที่เห็นเหตุการณ์ทุกอย่างก้าวเท้าเข้าไปกลางฝูงคนก่อนจะเอ่ยกับศิษย์ทั้งสอง
“ถอยไป”
ชาวบ้านที่มุงดูอยู่ยังไม่ทันได้ตั้งสติจั่วเฉินก็สะบัดมือออกไปเสียแล้ว พริบตานั้น ผลหยกผลนั้นก็ถูกซัดจนแหลกละเอียด น้ำจากผลสาดกระเซ็นจนเลอะไปทั่วเมื่อเช็ดมือเรียบร้อย จั่วเฉินก็หันไปถามศิษย์ทั้งสองด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ?”
ศิษย์จากสำนักสลายดาราตั้งสติได้ จึงตอบด้วยสีหน้าเกรี้ยวกราด
“พวกเราแค่มาซื้อผลหยก คิดไม่ถึงว่าพวกเขาจะเอาผลหยกที่เก็บค้างมานานจนใกล้จะเสียแถมยังหมดสรรพคุณไปแล้วมาบังคับขายพวกเรา”
“ไม่หรอกมั้ง แล้วผลหยกเล่า อยู่ที่ไหน ขอข้าดูหน่อย”จั่วเฉินเบิกตาโต และเริ่มกวาดตามองหา
ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นหมดคำพูด ต่างก็ลอบคิดในใจว่าผลหยกนั่นก็ถูกเจ้าทำลายไปแล้วไม่ใช่หรือ?
ไม่มีใครรู้ว่าจั่วเฉินเป็นใคร ทว่าเมื่อเห็นอีกฝ่ายกล้าแสดงตัวออกมาเช่นนี้ก็คงจะต้องมีสถานะไม่ธรรมดา คนอื่นๆ จึงไม่มีใครกล้าพูดอะไร
การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ทุกคนตกตะลึง พวกเขาคิดไม่ถึงว่าจะมีคนกล้ามีเรื่องกับสกุลเจียงได้แต่พากันคาดเดาว่าชายหนุ่มผู้นี้เป็นใคร ทำไมถึงกล้าทำอะไรดุดันเช่นนี้ได้
เถ้าแก่ร่างท้วมเห็นดังนั้นก็หน้าเปลี่ยนสีก่อนจะเอ่ยเสียงเหี้ยมออกมา “เจ้าทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?”
คนที่อยู่รอบตัวเถ้าแก่เดินขึ้นหน้ามาเล็กน้อยก่อนจะเข้าปิดล้อมจั่วเฉินกับศิษย์จากสำนักสลายดาราเอาไว้ ไม่เปิดโอกาสให้คนทั้งสามได้หนี
“ไม่มีอะไรหรอก ข้าแค่ผ่านมาเห็นเท่านั้นอ้อจริงสิ ข้าเผลอทำผลหยกเสียหายใช่หรือไม่ ไม่เป็นไร เดี๋ยวข้าจะชดใช้ให้”จั่วเฉินเอ่ย
ได้ยินดังนั้นเถ้าแก่ร้านสกุลเจียงกับพรรคพวกก็มีสีหน้าดีขึ้น เขามองจั่วเฉินด้วยความคาดหวังทว่าเพียงครู่เดียว สีหน้าของคนทั้งหมดก็เปลี่ยนเป็นเกรี้ยวกราดทันที เพราะชายหนุ่มตรงนี้กลับจ่ายหินปราณมาแค่ก้อนเดียว
“เจ้าล้อข้าเล่นหรือ?”เสียงเถ้าแก่กลายเป็นเย็นเยียบ ขณะเดียวกันก็มีขุมพลังหนึ่งปิดล้อมจั่วเฉินเอาไว้