มารฟ้าพิชิตสวรรค์

    ตอนที่ 158 : เมืองท่า

    ตอนที่ 158

     

    ณ โถงถ้ำ กลิ่นอับชื้นและความตายยังคงคละคลุ้งในอากาศ ชิงเทียนเข้าไปสำรวจร่างไร้วิญญาณของชายชราอย่างถี่ถ้วน ในแหวนมิติมีเพียงเม็ดยาและเครื่องรางระดับต่ำเพียงไม่กี่ชิ้น อีกทั้งยังไม่มีร่องรอยเบาะแสผู้ที่อยู่เบื้องหลังแม้แต่น้อย

     

    "เฮ้อ... ช่างเป็นชายชราที่ยากกจนเสียจริง" 

     

    ชิงเทียนส่ายหน้าพลางถอนหายใจก่อนจะใช้เพลิงอัสนีเผาทำลายศพชายชรา สายตาของเขาเหลือบมองไปที่แท่นหิน นิ้วมือเริ่มขยับกลางอากาศ วาดลวดลายที่ซับซ้อนอย่างรวดเร็ว อัคขระสีทองเรืองรองค่อยๆ ปรากฏขึ้นรอบตัวชายหนุ่ม

     

    "เจ้ากำลังทำอะไร?" เสียงอุทานตกใจของกวนเสี่ยวหรงดังขึ้น ทำลายความเงียบ 

    ทุกคนต่างจ้องมองการกระทำของชิงเทียนด้วยความสงสัย ถึงกระนั้นชิงเทียนก็ไม่ได้ตอบคำถามแต่อย่างใด เขาใช้สมาธิทั้งหมดไปกับการสร้างรูปแบบ จนกระทั่งรูปแบบเสร็จสมบูรณ์

     

    "ด้านใต้นี้... มีเส้นชีพจรปราณขนาดใหญ่ หากเราดึงพลังเหล่านั้นมาใช้ จะทำให้พลังบ่มเพาะก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว"

    ทุกคนตกตะลึงกับสิ่งที่ได้ยิน มันเหลือเชื่อเกินกว่าจะจินตนาการได้ อีกหนึ่งที่พวกเขาไม่รู้ก็คือ การจะควบคุมพลังที่มหาศาลขนาดนั้นจำเป็นต้องมีพลังที่ใกล้เคียงหรือทัดเทียมกัน 

     

    สาเหตุที่ชายชราก่อนหน้านี้สามารถควบคุมเส้นชีพจรแผ่นดินได้ ก็เพราะเขาใช้วิญญาณจำนวนมากที่สะสมมานับแรมปีเสริมพลังให้เพียงพอต่อการควบคุม ถึงอย่างนั้นมันก็ยังไม่เพียงพอที่จะดูดสามารถดูดซับพลังเหล่านั้นได้โดยตรง แต่สำหรับชิงเทียนแล้ว เหตุผลเดียวที่เขาสามารถทำเช่นนี้ได้ก็คือความรู้จากชาติก่อน ในฐานะจักรพรรดิ์มารฟ้า เขาเข้าใจถึงการควบคุมชีพจรปราณอย่างลึกซึ้ง 

     

    "นั่นมันรูปแบบอะไรกัน" ซินเมิ่งหยูรำพึงรำพัน ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ เธอไม่เคยเห็นรูปแบบที่ทรงพลังเช่นนี้มาก่อน

     

    การสร้างรูปแบบเพื่อควบคุมชีพจรปราณแห่งแผ่นดินนั้น เป็นศาสตร์โบราณที่แม้แต่ผู้ฝึกตนระดับสูงในยุคปัจจุบันก็ยังไม่เข้าใจ ชิงเทียนในตอนอาจจะอ่อนแอไม่ต่างจากมดปลวกในสายตาผู้ฝึกตนเหล่านั้น แต่ความรู้และความเข้าใจในเคล็ดวิชาแขนงต่างๆนั้นแทบจะไม่มีใครในแดนเซียนทัดเทียม

     

    วงแหวนอักขระสีทองเริ่มหมุนวนรอบกายชิงเทียน พลังปราณบริสุทธิ์ไหลทะลักราวกับสายน้ำที่ไม่เคยเหือดแห้ง 

     

    “ยืนนิ่งอยู่ทำไม รีบบ่มเพาะพลังสิ”

     

    ชิงเทียนเอ่ยเร่งเร้า ทุกคนพยักหน้าก่อนเข้าสู่ภวังค์ กวนเสี่ยวหรง เยี่ยกวานจง ซินเมิ่งหยู และกู่ไม่หยาง ต่างนั่งขัดสมาธิล้อมรอบชิงเทียน ดวงตาปิดสนิท จิตใจจดจ่ออยู่กับการดึงดูดและหลอมรวมพลังปราณที่ไหลทะลักเข้ามาในร่างกาย พวกเขาไม่เคยสัมผัสถึงพลังที่เข้มข้นและบริสุทธิ์เช่นนี้มาก่อน มันราวกับโอสถทิพย์ที่ช่วยขัดเกลาให้พวกเขาเข้าสู่ขอบเขตใหม่

     

    วันแล้ววันเล่าผ่านไป...

     

    ภายในห้องที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงลมหายใจของทั้งห้าคนที่สอดประสาน พลังปราณที่หมุนวนอยู่รอบกายพวกเขาค่อยๆ ก่อตัวเป็นกระแสที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

     

    ชินเทียนรู้สึกถึงพลังที่เพิ่มพูนขึ้นอย่างรวดเร็ว เส้นชีพจรปราณของเธอขยายตัว รองรับพลังงานที่ไหลเข้ามาได้อย่างน่าอัศจรรย์ แสงจันทร์สาดส่องลอดผ่านรอยแตกบนผนังถ้ำ วงแหวนสีทองรอบกายพวกเขายังคงหมุนวนอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด พลังปราณที่ถูกดึงดูดมาจากใต้ดินยังคงหลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสายจนในที่สุดเวลาก็ล่วงเลยมาจนถึงวันที่เจ็ด

     

    ชิงเทียนเป็นคนแรกที่ลืมตาขึ้น ดวงตาของเขาเปล่งประกายสดใสและลุ่มลึกยิ่งกว่าเดิม พลังปราณที่แผ่ออกมาจากร่างของเขานั้นหนาแน่นและทรงพลังจนน่าตกใจ บนใบหน้าของทุกคนปรากฏร่องรอยของความอิ่มเอิบและความพึงพอใจ พลังปราณที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายของพวกเขาแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง 

     

    "เป็นอย่างไรบ้าง?" ชิงเทียนเอ่ยถาม

     

    กวนเสี่ยวหรงยืดตัวขึ้น บิดขี้เกียจเล็กน้อย 

     

    "รู้สึกเหมือนได้เกิดใหม่เลย"

     

    ซินเมิ่งหยูพยักหน้าเห็นด้วย "ข้าเองก็เช่นกัน ขอบคุณเจ้ามาก หากไม่มีเจ้า ข้าคงไม่มีทางทะลวงคอขวดได้รวดเร็วเช่นนี้"

     

    ชิงเทียนหัวเราะเบาๆ "ศิษย์พี่ไม่จำเป็นต้องเยินยอข้าขนาดนั้นก็ได้"

     

    กวนเสี่ยวหรงรู้สึกหมั่นใส้ชิงเทียนที่ไม่มีความถ่อมตนเลยสักนิด ถึงอย่างนั้นนางก็ยอมรับว่าเขาเป็นคนมีความสามารถมากที่สุดในบรรดาศิษย์ฝ่ายนอกที่ที่นางพบเจอมา

     

    ชิงเทียนสำรวจระดับพลังของแต่ละคน

     

    เยี่ยกวานจงเลื่อนขอบเขตเข้าสู่เซียนขั้นต้นระดับสี่ กู่ไท่หยางและกวนเสี่ยวหลงอยู่ในขอบเขตเซียนขั้นต้นระดับหก ในขณะที่ซินเมิ่งหยูนั้นได้รับประโยช์มากที่สุดเนื่องจากทะทวงขอบเขตขึ้นเป็นเซียนขั้นกลางระดับหนึ่ง

     

    เมื่อมองกลับมาที่ตนเองชืงเทียนกลับเลื่อนขอบเขตเพียงสองขั้นเท่านั้น กลายเป็นเซียนขั้นกลางระดับแปด ทั้งนี้อาจเป็นเพราะจุดตันเถียนของเขามีขนาดใหญ่กว่าคนทั่วไปหลายเท่า ทำให้การเลื่อนระดับแต่ละครั้งจำเป็นต้องใช้พลังปราณมหาศาล

     

    ความจริงแล้ว ชิงเทียนสามารถเก็บเกี่ยวพลังจากชีพจรแผ่นดินนี้ไว้บ่มเพาะพลังเพียงคนเดียว ด้วยพลังปราณที่เข้มข้นถึงขั้นนี้ ย่อมสามารถทะลวงขอบเขตได้ราวกับติดปีก ทว่า... ในฐานะผู้ที่เคยยืนอยู่บนจุดสูงสุดของโลกแห่งการบ่มเพาะ เขาย่อมตระหนักรู้ถึงผลเสียของการเร่งรัดระดับพลังมากจนเกินไป รากฐานที่ไม่มั่นคงเปรียบเสมือนปราสาททรายที่พร้อมจะพังทลายลงเมื่อเจอกับคลื่นลมที่ถาโถม การก้าวข้ามขอบเขตอย่างรวดเร็วโดยไม่ใส่ใจในการขัดเกลารากฐานให้แข็งแกร่ง จะส่งผลเสียต่อการฝึกฝนในระยะยาว 

     

    หลังจากชีพจรปราณใต้ดินเหือดแห้งไป กลุ่มของชิงเทียนก็ย่างเท้าออกมาจากถ้ำ แสงแดดยามสายส่องกระทบใบหน้าของพวกเขาที่ดูสดใสและกระปรี้กระเปร่าขึ้นอย่างเห็นได้ชัด 

     

    จุดหมายหลักของพวกเขาคือเมืองนาวาพิสุทธิ์ซึ่งเป็นเมืองท่า ตามข้อมูลที่พวกเขาได้รับมา รอบนอกเมือง นั้นมีการพบเห็นเจียงซื่อ ออกอาละวาดสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้คน เนื่องจากเมืองนี้อยู่ภายใต้การปกคลองเมืองสายธาร สำนักมังกรศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นสำนักใหญ่ในเมือง จึงได้รับภารกิจสืบหาต้นตอและกำจัดเจียงซื่อให้สิ้นซาก

     

    "เมืองสายนาวาพิสุทธิ์คงจะวุ่นวายน่าดูเลยนะ" เยี่ยกวานจงเอ่ยขึ้นขณะพลิกเนื้อกระต่ายบนไฟ “เจียงซื่อพวกนั้นข้าได้ยินมาว่าพวกมันล้วนถูกสร้างขึ้นมาจากศพผู้บ่มเพาะที่แข็งแกร่ง อีกทั้งการที่ไม่มีความรู้สึกเหมือนมนุษย์ ยิ่งทำให้พวกมันน่ากลัวขค้นไปอีก”

     

    ชิงเทียนยักไหล่ "ก็ไม่เห็นน่ากลัวตรงไหน พวกมันก็แค่ศพที่เคลื่อนไหวได้เท่านั้นเอง"

     

    "ฮึ ถ้าเจอเข้าจริงๆ เจ้าอาจจะวิ่งหนีเป็นคนแรกก็ได้ใครจะรู้"

    ชิงเทียนเลิกคิ้วมองกวนเสี่ยวหรงด้วยรอยยิ้มขี้เล่น "ข้ากลัวว่าเจ้าจะกลัวจนฉี่ราดเสียมากกว่า"

     

    "ไอ้บ้า!"

     

    หน้าใบหน้าขาวผ่องของกวนเสี่ยวหรงก็แดงก่ำขึ้นมาทันที ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างด้วยความอับอาย เธอรีบยกมือขึ้นกอดอก มองค้อนชิงเทียนอย่างไม่พอใจ

     

    หลายวันต่อมา ในที่สุดกลุ่มของชิงเทียนก็มองเห็นกำแพงเมืองสูงตระหง่านของเมืองนาวาพิสุทธิ์ ตั้งเด่นอยู่เบื้องหน้า แสงแดดยามบ่ายส่องกระทบหลังคาสีน้ำตาลและหอคอยที่เรียงราย ทำให้เมืองดูมีชีวิตชีวา เสียงอึกทึกครึกโครมของการค้าขายดังระงมไปทั่วบริเวณ พ่อค้าตะโกนก้องสำเนียงท้องถิ่น ผู้คนหลั่งไหลราวกับสายน้ำไม่ขาดสาย กลิ่นเครื่องเทศนานาชนิดปะปนกับกลิ่นคาวเค็มของทะเลลอยมาแตะจมูก

     

    "ในที่สุดก็มาถึงเสียที ข้าสาบานเลยว่าถ้าต้องกินหนูย่างอีกมื้อเดียว ข้านี่แหละจะกลายร่างเป็นหนูเสียเอง!" เยี่ยกวานจงบ่นพึมพำ

    กู่ไท่หยางที่ได้ยินเช่นนั้นเดินเข้าไปกอดคอเยี่ยกวานจงพร้อมรอยยิ้ม

     

    "อดทนหน่อยน่า อีกเดี๋ยวก็ได้กินของดีๆแล้ว"

     

    เยี่ยกวานจงดูห่อเหี่ยว เนื่องจากชิงเทียนยกเสบียงส่วนหนึ่งให้ชาวบ้าน ทำให้ระหว่างทางพวกเราต้องล่าสัตว์หาอาหารกันเอง โชคดีที่กู่ไท่หยางมีทักษะด้านการวางกับดัก เพราะใช้ชีวิตอยู่ในป่าตั้งแต่เกิด ถึงกระนั้นสิ่งที่จับได้กลับมีเพียงหนูกับกบเท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอที่จะเติมเต็มกระเพราะเพาะที่หิวโซ

     

    เมื่อพวกเขาแทรกตัวเข้าไปในฝูงชน ความเจริญรุ่งเรืองของเมืองนาวาพิสุทธิ์ก็ปรากฏชัดเจนยิ่งขึ้น ตึกรามบ้านช่องสูงตระหง่าน ร้านค้าประดับประดาด้วยโคมไฟหลากสีสัน ผู้คนแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสวยงามเดินขวักไขว่ แม้จะมีขนาดเล็กกว่าเมืองสายธาร แต่ความอู้ฟู่นั้นไม่ต่างกันมากนัก อาจเพราะที่นี่เป็นเมืองท่า ทำให้มีพ่อค้าแวะเวียนมาไม่ขาดสาย

     

    "เมืองท่าที่นี่ร่ำรวยและมีชีวิตชีวาที่สุดในเขตการปกครองทางตะวันตก ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมหัวเมืองใหญ่ถึงให้ความสำคัญกับที่นี่นัก" ชิงเทียนกล่าว 

     

    "ที่สำคัญยังมีสิ่งหนึ่งกวนใจข้าอยู่ ในเมื่อเมืองนี้มีความสำคัญกับเมืองสายธารขนาดนั้น ทำไมพวกเขาไม่จัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเอง"

     

    "ท่านหมายถึงเรื่องเจียงซื่อ?" กู่ไท่หยางถามด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง

     

    "ใช่แล้ว" ชิงเทียนตอบ "ก่อนหน้านี้เราก็พบกับชายชราที่ควบคุมวิญญาณ ถัดมาก็เป็นเจียงซื่อ มีแต่เรื่องที่เกี่ยวกับความตายทั้งนั้น พวกเจ้าไม่คิดว่ามันบังเอิญไปหน่อยหรือ"

     

    ในแดนเซียนมีผู้ฝึกฝนปราณมืดและผู้ใช้ศาสตร์ควบคุมวิญญาณ แต่วิชาเหล่านี้ไม่เป็นที่แพร่หลายนัก ส่วนหนึ่งเพราะพวกเขามักถูกผู้คนรังเกียจ การจะพบเห็นผู้ฝึกตนเหล่านี้จึงเป็นเรื่องยาก

     

    "จริงของเจ้า… หากลองเชื่อมโยงสองเรื่องนี้เข้าด้วยกัน ก็มีเรื่องชวนหน้าสงสัยอยู่ไม่น้อย" ซินเมิ่งก้มหน้าขบคิด สิ่งที่เชิงเทียนกล่าวมาล้วนมีเหตุผล ไม่แน่ว่าสองเรื่องนี้อาจเกี่ยวข้องกันทางใดทางหนึ่ง

     

    พวกเขาเดินตรงไปยังโรงเตี๊ยมที่ดูครึกครื้นที่สุดแห่งหนึ่ง บรรยากาศภายในครึกครื้นไปด้วยเสียงพูดคุยเจื้อยแจ้ว โต๊ะไม้เนื้อแข็งวางเรียงรายกันอย่างเป็นระเบียบ แต่ละโต๊ะเต็มไปด้วยผู้คนที่กำลังดื่มด่ำกับอาหารรสเลิศและเครื่องดื่มชั้นดี 

     

    อย่างไรก็ตาม ภายใต้บรรยากาศที่ดูรื่นเริงนี้ เพียงกลุ่มของชืงเทียนย่างเท้าเข้ามาเมื่อกลุ่มของชิงเทียนก้าวเท้าเข้ามาในโรงเตี๊ยม บรรยากาศครึกครื้นพลันเงียบสงัดลงในทันที บรรยากาศกลับกลายเป็นความเงียบที่น่าอึดอัด

     

    สายตาทุกคู่ในโรงเตี๊ยมหันมาจับจ้องที่พวกเขาอย่างพร้อมเพรียง ราวกับว่าพวกเขาเป็นสิ่งแปลกปลอมในสถานที่แห่งนี้

    กลุ่มของชิงเทียนไม่สนใจสายตาเหล่านั้น พวกเขาเดินไปนั่งลงที่โต๊ะตัวหนึ่ง กวนเสี่ยวหรงรู้สึกอึดอัดอย่างเห็นได้ชัด เธอขยับตัวไปมาบนเก้าอี้ พลางกระซิบกับชิงเทียน

     

    "ทำไมพวกเขาต้องจ้องเราขนาดนั้นด้วย?"

     

    "คงเป็นเพราะข้าหน้าตาดีกระมัง"

     

    คำตอบของชิงเทียนทำให้กวนเสี่ยวหรงถึงกับต้องยกมือขึ้นกุมขมับ เธอส่ายหน้าอย่างระอาใจ ไม่คิดเลยว่าสถานการณ์แบบนี้ชิงเทียนจะยังใจเย็นได้

    คล้ายกับเรื่องมารฟ้าพิชิตสวรรค์ ที่คุณอ่าน