ธาราย้อนแห่งนครเชียงทอง

    15 คำภีร์...

            ระหว่างกำลังเดินอยู่บนถนนสายหลักในเมืองเชียงทองเพื่อจะกลับหมู่บ้านโพนสาอยู่นั้น บอสก็ครุ่นคิดในใจถึงสิ่งที่เพิ่งประสบมา


            ‘เจ้าทับนั่นจะตั้งใจมาหาเรื่องเรารึเปล่านะ เราควรรีบกลับหมู่บ้านดีกว่า ไม่อยากเจอเจ้านั้นอีกเลยจริงๆ’


            ขณะที่กำลังคิดอะไรเพลินๆ อยู่นั้น บอสก็ได้ยินเสียงเรียกของเด็กสาวมาแต่ไกล พอหันไปดูก็พบว่าเป็นสร้อยฟ้าที่กำลังวิ่งมาจากทิศตะวันตก (มาจากวัง) และเหมือนจะมีผู้ชายถือดาบติดตามมาด้วยสองคน บอสจึงคิดว่าน่าจะเป็นผู้คุ้มกันของเธอ เพราะเมื่อคืนเพิ่งเกิดเรื่องขนาดนั้นมา 


            ลุงผู้ใหญ่มองดูสถานการณ์แล้วก็บอกบอสให้อยู่คุยกับสร้อยฟ้าก่อนก็ได้ เสร็จแล้วค่อยตามพวกเขาไป บอสจึงตกลงตามนั้น


            “แม่หญิงมาได้เยี่ยงไรขอรับ”


            “ท่านไซ จักกลับแล้วหรือเจ้าคะ ?”


            “ท่านทราบได้เยี่ยงไรขอรับ ว่าข้าจักกลับหมู่บ้านแล้ว ?”


            “เออ คือ ข้า.. มาเดินตลาดแล้วเห็นขบวนเกวียนเหมือนจักเดินออกจากเมือง เลยคิดเอาเองว่าพวกท่านคงจักกลับกันแล้ว”


            “ออ… เป็นเช่นนั้นเองดอกรึขอรับ...”


            บอสเหมือนจะดูออกว่าสร้อยฟ้ามีบางอย่างปิดบังอยู่ เห็นท่าทางเฉไฉของเธอแล้ว ดูก็รู้เลยว่าเธอโกหกไม่เก่ง แต่ก็ไม่อยากจะคาดคั้นอะไร จึงได้แต่เพียงเออออตามเธอไป ส่วนสร้อยฟ้าก็รู้สึกโล่งใจที่บอสไม่ได้สงสัยอะไรในคำตอบของตน และได้นึกย้อนถึงความจริงที่ว่า…


            …เหตุเกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าของวันนี้ ณ ตำหนักใหญ่ หลังสร้อยฟ้าตื่นขึ้นก็พลันคิดถึงเด็กหนุ่มผู้ที่ช่วยเหลือตนไว้เมื่อคืน รู้สึกอยากจะขอบคุณด้วยตนเองอีกซักครั้ง แต่ไม่รู้ว่าเขาผู้นั้นเป็นใคร มาจากไหน รู้เพียงแค่ว่าชื่อ ไซ เท่านั้น จึงได้เดินไปโถงใหญ่ตั้งใจจะไปหาผู้เป็นพี่ชาย แต่กลับได้เจอเพียจันทน์แสงไชยเสียก่อน จึงเลียบๆ เคียงๆ ถามไปว่า


            “ท่านเพียจันทน์ฯ (ท่านจัน) ท่านคิดว่าพอจักหาท่านไซพบได้หรือไม่เจ้าค่ะ ข้าอยากจักขอบน้ำใจเขาด้วยตนเองอีกซักครา เมื่อคืนเร่งรีบเกินไป จึงมิได้กล่าวอันใดแก่เขาเลย ข้ารู้สึกไม่สบายใจเลย…”


            “พระน้องนางเธอฯ ต้องประสงค์ที่จักเสด็จไปพบเด็กหนุ่มที่ชื่อ ไซ หรือพ่ะย่ะค่ะ… เช่นนั้น ข้าพระพุทธเจ้า (ต่อไปจะย่อเหลือเพียง ข้าฯ) จักให้คนลองออกไปค้นหาดู คาดว่าน่าจักพบได้ไม่ยาก เจ้าหนุ่มนั้นแลจักเป็นผู้ที่โดดเด่นพอควร ควรมิควรแล้วแต่จักโปรดฯ”


            “เช่นนั้นก็ดีเลย ข้าจักรอฟังข่าวอยู่ที่นี้ ขอรบกวนท่านเพียจันทน์ด้วยเจ้าค่ะ…”


            สร้อยฟ้าสายตาเริ่มเป็นประกาย แอบมีหวังลึกๆ ว่าจะได้พบกับบอสอีกครั้ง เธอนั่งรอฟังข่าวอยู่ที่โถงตำหนักใหญ่อยู่เป็นนานสองนาน และแล้วก็มีราชองค์รักษ์ผู้ติดตามเพียจันทน์ฯ เดินเข้ามาแจ้งว่า


            “ขอพระราชทานกราบทูลทราบฝ่าพระบาท ข้าฯ แสนแสงคำม้วน (บรรดาศักดิ์เทียบระดับขุน) ได้รับคำสั่งจากท่านเพียจันทน์ฯ ให้ตามหาเด็กหนุ่มที่ชื่อไซ บัดนี้ ได้พบตัวแล้ว ใต้ฝ่าละอองพระบาทจักทรงเห็นควรประการใด ตรัสแก่ข้าฯ ได้เลยพ่ะย่ะค่ะ”


            (คำว่า “ขอพระราชทานกราบทูลทราบฝ่าพระบาท” เป็นคำนำพูดรายงานกับพระบรมวงศ์ชั้นเจ้าฟ้า ส่วนคำว่า “ใต้ฝ่าละอองพระบาท” คือสรรพนามบุรุษที่ 2 ที่ผู้สนทนาด้วย เป็น พระบรมวงศ์ชั้นเจ้าฟ้า)


            “ตอนนี้ท่านไซ กำลังทำสิ่งใดอยู่ แลจักไปที่ใด ท่านราชองค์รักษ์พอจักทราบหรือไม่…”


            "จากที่ข้าฯ ได้แอบสืบแลสอบถามมา ได้ความว่าเขาผู้นั้นกำลังเตรียมจักกลับหมู่บ้านโพนสาที่อยู่ทางด้านอีสาน (ตะวันออกเฉียงเหนือ) พ่ะย่ะค่ะ คาดว่าจักออกเดินทางช่วงบ่ายนี้ หากใต้ฝ่าพระบาทจักเสด็จไปพบเขา เช่นนั้น ข้าฯ จักนำเสด็จด้วยตนเอง แลขอพระราชทานกราบทูลให้พระองค์ทรงเปลี่ยนฉลองพระองค์เยี่ยงสามัญชนด้วยเถิด ข้าฯ เกรงว่าจักเป็นที่โจ่งแจ้งแก่ไพร่ฟ้าเกินไปพ่ะย่ะค่ะ ควรมิควรแล้วแต่จักโปรดฯ”


            “เช่นนั้นก็ทำตามที่ท่านว่ามาก็แล้วกัน โปรดรอข้าผลัดชุดสักประเดี๋ยว…”


            สร้อยฟ้ารีบเดินเข้าไปในห้องแล้วรีบเรียกพระพี่เลี้ยงของตนมาช่วยเปลี่ยนชุดให้ จากนั้นจึงเดินกลับมายังโถงที่องค์รักษ์ผู้นั้นรออยู่ ซึ่งตอนนี้ได้เปลี่ยนจากชุดทหารมาเป็นชุดชาวบ้านแล้ว และพบว่ายังมีองค์รักษ์อีก 1 คน นั่งรออยู่ด้วย


            “ท่านแสนแสงฯ พวกเราออกเดินทางกันเถิด แลท่านมิต้องพูดราชาศัพท์กับข้าด้วย ข้ามิอยากให้ท่านไซรู้ว่าข้าเป็นผู้ใด…”


            “พ่ะย่ะค่ะ”


            จากนั้นทั้งหมดจึงเดินออกจากเขตพระราชฐานผ่านซุ้มประตูกำแพงสีขาว แล้วมุ่งสู่ถนนสายหลักทันที…


            ตัดภาพมาที่สถานการณ์ปัจจุบัน สร้อยฟ้ากำลังยืนนึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้าที่วุ่นวายหาตัวบอสให้ควั่ก แต่ตนกลับมาทำเนียนว่าบังเอิญเจอ จึงแอบนึกขำตัวเอง


            “แม่หญิง… แม่หญิงสร้อยฟ้าขอรับ ท่านเป็นอันใดหรือ เหตุใดจึงยืนยิ้มเพียงผู้เดียวเช่นนี้ ?”


            “ปะ เปล่า… มิมีอันใด ข้าเพียงแค่ นึกถึงเรื่องสนุกเรื่องหนึ่งเท่านั้น”


            “ออ.. แล้ว เช่นนั้น แม่หญิงมีเรื่องอันใดจักให้ข้ารับใช้หรือขอรับ ถึงได้เรียกข้าไว้เยี่ยงนี้…”


            “ข้า มิได้จักใช้อันใดท่านไม่ เพียงแค่… เมื่อวานข้ายังมิได้กล่าวขอบน้ำใจท่านเลย ข้าขอขอบน้ำใจท่านมาก…”


            “เมื่อวาน… แม่หญิงกล่าวขอบคุณข้าไปแล้วนะขอรับ ฮ่าๆ หรือท่านจักลืมแล้ว…”


            บอสจำได้ว่าสร้อยฟ้าได้ขอบคุณตนไปแล้ว จึงเผลอหลุดหัวเราะ แล้วแหยกลับไป ทำให้สร้อยฟ้ามีอาการเขินอายจนหน้าแดง จนทำให้แสนแสงฯ มองมาที่บอสตาเขียว แล้วเดินเข้ามาพร้อมพูดว่า


            “เจ้านี่ ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ช่างกล้าหัวเราะเชียวรึ…”


            “มิเป็นไรดอก น้าแสง ข้าก็ลืมจริงๆ ฮ่าๆ…”


            สร้อยฟ้ารีบเข้ามาขวาง แล้วพูดและหัวเราะกลบเกลื่อนไป แสนแสงฯ ที่ปลอมตัวอยู่นั้นจึงรู้สึกตัวได้ว่าตอนนี้สร้อยฟ้าปลอมเป็นเพียงสามัญชนผู้หนึ่งเท่านั้น จึงได้เดินถอยกลับไป


            “เช่นนั้น ข้าขอตัวกลับก่อนนะขอรับแม่หญิง… ตอนนี้กลุ่มของข้าคงจักใกล้ข้ามแม่น้ำคานแล้ว คราถัดไป ไว้พวกเราค่อยพบกันใหม่หนา”


            “ได้ๆ เช่นนั้น ท่านรีบตามพวกของท่านไปเถิด ไว้… เราค่อยพบกันใหม่…”


            เมื่อสิ้นเสียงตอบจากสร้อยฟ้า บอสก็หันหลังแล้วรีบวิ่งตามขบวนของตนไปทันที สร้อยฟ้ามองตามอย่างเศร้าสร้อย


            ‘ท่านไซ พวกเราจักได้พบกันอีกจริงหรือ… ถึงข้าจักอยากพบท่านเพียงใด มันคงจักไม่ง่ายเช่นนั้นกระมัง…’


            จากนั้นเธอก็หันหลัง แล้วเดินตามองค์รักษ์ทั้งสองกลับวังไป


            อีกด้าน บอสวิ่งตามมาทันขบวนเกวียนของหมู่บ้านที่แม่น้ำคานพอดี พอมาถึงก็ได้ช่วยดันเกวียนขึ้นจากน้ำไปตลิ่งอีกฝั่งทันที เมื่อขึ้นมาได้พี่สังและพี่สีก็รีบเดินปรี่เข้ามาแซวบอสทันทีว่า


            “ไซ เอ็งไปรู้จัก เด็กสาวที่งามราวเทพธิดาเช่นนั้น ได้เยี่ยงไรหรือ… เอ็งก็อยู่กับพวกข้าตลอดมิใช่หรือ ไปพบเจอกันตอนไหน ข้าล่ะประหลาดใจกับเอ็งนักเชียว”


            “ก็ตอนที่พวกท่านเข้าไปในโรงน้ำชานั้นไง พวกท่านไล่ข้าออกมาเอง เหตุใดจึงว่าข้าอยู่กับพวกท่านตลอดเล่า ฮ่าๆ”


            บอสเหน็บทั้งสองกลับไปอย่างขำๆ จนพี่ทั้งสองทำหน้าเหยเกแล้วเดินหนีไป บอสมองดูคนทั้งสองแล้วก็ได้แต่แอบหัวเราะในใจ ไม่นานทั้งหมดก็เดินทางมาถึงหมู่บ้านโพนสาเป็นที่เรียบร้อย ชาวบ้านหลายคนออกมาต้อนรับ บอสก็ได้กล่าวทักทาย จากนั้นจึงขอตัวกับลุงผู้ใหญ่และลุงคำเพื่อเดินกลับวัดไป


            เมื่อเดินมาถึงกุฏิพระอาจารย์ บอสจึงได้เห็นว่าพระอาจารย์กลับมาแล้ว จึงรีบเข้าไปกราบนมัสการทันที


            “พระอาจารย์ ท่านกลับมาแล้วรือขอรับ… ท่านมาถึงเมื่อใดกัน…?”


            “ข้าก็เพิ่งถึงก่อนเจ้าเพียงชั้วเคี้ยวหมากแหลกเท่านั้นแล แล้วเจ้าหล่ะ เป็นเช่นใดบ้าง เข้าเมืองคราแรก สนุกไหมหล่ะ ?”


            “ก็สนุกดีขอรับพระอาจารย์ ได้พบปะผู้คนมากมาย ข้ารู้สึกชื่นชอบมากขอรับ”


            “เช่นนั้นก็ดีแล้ว แลสิ่งที่ข้าทิ้งไว้ให้เจ้า ยังคงอยู่ดีหนา…?”


            “ยังคงอยู่ดีขอรับพระอาจารย์”


            บอสตอบและรีบล้วงเข้าไปหยิบสายคล้องตะกุดออกมาแสดงแก่พระอาจารย์ พระอาจารย์มองดูสิ่งนั้นด้วยสีหน้าไม่ค่อยดีนัก ก่อนจะถามว่า


            “เจ้า…ได้ไปพบสิ่งอันตรายมา หรือ…ได้ไปสัมผัสอบายมุขอะไรมาหรือไม่ ?”


            เมื่อได้ยินคำถามจากพระอาจารย์ บอสก็ขนลุกซู่ทันที คิดว่าตนจะต้องโดนเอ็ดหรือโดนทำโทษเป็นแน่แล้วที่ได้ไปกินดื่มกับพวกผู้ใหญ่มา 


            “ขอรับ ข้าได้ไปพบเสือบนภูเขากับพวกท่านลุงคำมา แลเสือตัวนั้นกลับทำอันตรายข้ามิได้เลยแม้แต่น้อย คล้ายจักมีแสงสีขาวกระแทกเสือมันกระเด็นไปขอรับ”


            “เช่นนั้นดอกรึ ถ้าถึงขั้นเป็นเสือ ก็คงเป็นไปได้ที่จักทำให้สิ่งนี้เสื่อมพลังเยี่ยงนี้ แลหลังจากนั้นเล่า มีอันใดต่อ…?”


            “แล แล้ว…ก็ ท่าน… ท่านลุงคำได้ชวนข้าไปกินเหล้าที่บ้านของท่านในคืนนั้นด้วยขอรับ”


            “หือ เจ้านี่หนา ข้าได้สั่งเจ้าไว้แล้วมิใช่ดอกหรือว่ามิให้เจ้าออกจากกุฏิข้าในยามค่ำคืน เจ้านี่มันช่างรั้นจริงเชียว”


            “ข้าผิดไปแล้วขอรับพระอาจารย์ ต่อไปข้าจักมิทำอีกแล้ว…”


            “เอาเถิด เรื่องมันก็ผ่านไปแล้ว ดีที่เจ้าก็มิเป็นอันตรายใด แลระหว่างที่ข้ามิอยู่ เจ้าได้เรียนรู้อันใดไปบ้าง…”


            “ออ ข้าได้ทำตามที่ท่านสั่งไว้ อ่านคำภีร์ในหีบของท่านหมดทุกผูกแล้วขอรับ แลข้าก็สามารถใช้อาคมในคำภีร์สรรพอาคมได้ถึง 2 บทแล้วด้วยขอรับ…”


            “หือ… เจ้าว่าเยี่ยงไรนะ เจ้า…ใช้อาคมอันใดได้นะ คำภีร์… สรรพอาคม… รึ ?”


            “ขอรับพระอาจารย์ ข้าใช้อาคมกำราบสัตว์ร้าย แลอาคมอัญเชิญสัตว์ร้ายได้แล้วขอรับ…”


            พระอาจารย์แสดงท่าทางตกใจออกทางสีหน้า เมื่อได้ยินว่าบอสสามารถใช้อาคมที่ตนไม่มีอยู่ได้

    '

            อาคมกำราบแลอัญเชิญสัตว์ร้ายจากคำภีร์สรรพอาคมรึ มีสิ่งนั้นอยู่ในหีบคำภีร์ข้าได้เยี่ยงไร มิใช่ว่าคำภีร์ผูกนี้ได้หายไปจากแดนมนุษย์มาหลายร้อยปีแล้วดอกหรือ…' 

    ---------------------------------------



    คล้ายกับเรื่องธาราย้อนแห่งนครเชียงทอง ที่คุณอ่าน