***แม่สาวนมติดลบ [ลิลลี่ออฟซิเดียน]
"ระ… รีบหนีออกจากที่นี่ก่อนเถอะ! "
แม่สาวกระต่ายดำพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือแถมยังติดอ่าง
ยังมีพิษตกค้างอยู่ในร่างกายหรือดอง?
"มะ… มัวแต่ยืนมองบื้ออยู่ได้เจ้าค่ะ! "
แม่สาวกระต่ายหันหลังให้ฉันแล้วเริ่มวิ่งนำไปก่อนโดยไม่หันกลับมามองอีก
เหมือนว่าจะโดนเธอเกลียดเสียแล้ว
สงสัยคงจะยังโกรธเรื่องที่ฉันไปนวยหูกระต่ายเธอเล่นละมั้งดอง?
แต่ช่างเถอะ เอาไว้ค่อยเข้าไปขอโทษทีหลังแล้วกัน
จะว่าไป ฉันยังไม่รู้จักชื่อของเธอเลยแฮะ
“จริงสิ เธอชื่ออะไรหรือ? ฉันชื่อ [ลิลลี่ออฟซิเดียน] จะเรียกว่า [ลี่] ก็ได้นะ”
“...”
แม่สาวกระต่ายดำไม่ตอบฉันงะ
ทำเมินแบบนี้ เดียวฉันก็ร้องไห้ออกมาให้เห็นเสียหรอก!
“ซิก…”
“... [ทัวร์มาลีน-เอท] หรือจะเรียกข้าน้อยว่า [เอท] ก็ได้เจ้าค่ะ”
น้ำตาได้ผลด้วยละ!
ทัวร์มาลีน-เอท? เป็นชื่อที่ทำให้พาลคิดไปว่ายังมี [วัน] [ทู] [ทรี] อยู่ด้วยเลยนะเนี่ยดอง
ทัวร์มาลีน-เอท เพื่อนสาวที่เป็นชนเผ่าท้องถิ่นจากเผ่ามนุษย์สัตว์
หุ หุ หุ ทีนี้ฉันก็มีเพื่อนกระต่ายเอาไว้นวยเล่นเพิ่มมาอีกคนหนึ่งแล้วละ ดอง~
พวกเราวิ่งไปในเส้นทางคดเคี้ยวที่ถูกใยสีดำกางเอาไว้อย่างระมัดระวัง เลยทำให้เคลื่อนที่ได้ช้ามาก
แต่ยังวางใจได้อยู่ เพราะแถวนี้ไม่มีพวกมันอยู่เลยสักตัว
หากหันหลังกลับไปมอง ก็จะพบว่าไฟกองใหญ่ที่ฉันจุดในทางแยกเมื่อกี้กำลังโหมกระหน่ำรุนแรงขึ้นมากกว่าเดิม
เปลวไฟสีส้มกำลังลุกลามใหญ่ขึ้น รุนแรงขึ้น และส่งควันสีดำลอยขึ้นสูง
ควันหนาทึบลอยขึ้นไปบนบังแสงอาทิตย์ที่เคยส่องลอดผ่านรอยแยกของโถงเก็บอาวุธ จนทำให้พื้นที่บริเวณเมื่อกี้กลายเป็นสีดำมืดมิดไร้ซึ่งแสงสว่าง
แสงไฟเพียงหนึ่งเดียวของพื้นตรงนั้น จึงมีเพียงแค่แสงจากกองเพลิงที่ลุกไหม้
“นั่นมันอะไรกันดอง…”
ฉันรู้สึกได้ว่าท่ามกลางความมืดมีอะไรบางอย่างขนาดใหญ่กำลังเคลื่อนไหวอยู่
ซึ่งฉันได้รับคำตอบของคำถามนั้นแทบจะในทันที
เปลวไฟที่ลุกไหม้ทำให้ฉันมองเห็นเงาที่เคลื่อนไหวเข้าไปใกล้
เจ้าสิ่งนั้นคือตัวจ่าฝูงที่เคยนอนขี้เกียจอยู่ใจกลางห้อง
ขาแมงมุมทั้งแปดกำลังยกร่างกายที่ยาวและหนาของมันให้ขึ้นสูงเหนือเปลวไฟ
ทั่วร่างกายของมันเต็มไปด้วยเกล็ดสีดำมันขลับ และมีท่อปล้องแมงมุมติดอยู่ตามขาทั้งแปด
มันใช้ร่างกายที่ยาวมากกว่าสามสิบเมตรและหนาเกือบห้าเมตรขดเป็นก้อนขนาดใหญ่เหนือเปลวไฟที่ลุกโชน แล้วล้มนอนทับลงไปใส่มัน
เปลวไฟขนาดยักษ์ดับมอดลงในทันทีที่ถูกมันทับ
ที่น่าตกใจคือเจ้าตัวจ่าฝูงไม่ได้แสดงความเจ็บปวดออกมาให้เห็นแม้แต่น้อย
ราวกับว่าความร้อนจากเปลวไฟเป็นได้เพียงแค่สิ่งที่น่ารำคาญใจเท่านั้น
หัวที่ชูขึ้นสูงของมันกำลังสอดสายตาไปทั่วบริเวณ
บางทีมันคงกำลังมองหาวายร้ายที่มาเผาบ้านของมันอยู่
พวกเราสองคนยืนนิ่งไม่ขยับเพราะกลัวว่าจะถูกเจอตัวเข้า
มันสอดสายตาอยู่ประมาณสิบวินาที ก่อนจะเริ่มอ้าปากกว้างเพื่อหาวออกมาอย่างขี้เกียจ แล้วนอนหลับลงไปทั้งอย่างงั้น
มีผิวที่แข็งแกร่งจนแม้แต่เปลวไฟร้อนแรงยังทำอะไรไม่ได้ มีขนาดตัวที่ใหญ่และยาวมากกว่าสามสิบเมตร…
ถ้าถูกมันหมายตาคงเอาตัวรอดยากแฮะ
“ยัยดอง--- เออ ข้าน้อยหมายถึงเธอนะ ตอนนี้รีบเร่งฝีเท้าก่อนเถอะ ข้าน้อยรู้สึกไม่ดีเลยเจ้าค่ะ”
“อืม~”
ฉันพยักหน้าตอบเธอ
ซึ่งดูเหมือนว่าเธอจะเดาถูกต้องเลยทีเดียวละดอง
ทำไมนะหรือ?
นั่นก็เพราะว่า---
“แว๊กกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก!!! ”
พวกฉันกำลังถูกพวกมันไล่ล่าอยู่นะสิดอง!
พวกเราสองคนกำลังวิ่งหน้าตั้ง โดยมีฝูงสไปเดอร์-อาบอกวิ่งไล่ตามมาจากด้านหลัง
แล้วนี่ขอประท้วงหน่อยเถอะ กับเหยื่อแค่คนสองคนนี่ถึงกับต้องยกทั้งรังมาล่าเลยหรือยังไงกันเนี่ย!
“แสดงว่าที่ตัวจ่าฝูงสอดสายตาเมื่อกี้คือมองเห็นเราสินะ? ต้องขี้เกียจเบอร์ไหนถึงส่งแต่ลูกน้องมาไล่ล่าพวกเราเนี่ยดอง! ”
“พูดแบบนี้แปลว่าอยากถูกเจ้าสัตว์ประหลาดแบบนั้นไล่ล่าหรือยังไงเจ้าค่ะ! ”
“แบบไหนก็ไม่เอาทั้งนั้นดอง! ”
เสียงสับขาแมงมุมชวนขนลุกดังไล่ตามหลังราวกับเป็นเสียงของเครื่องกล
แกรก แกรก แกรก ดังประมาณเนี่ย~
พวกมันไม่ใช้วิธีการเลื้อยเหมือนงู แต่เดินเหมือนกับแมงมุมโดยใช้สี่ขายกตัวขึ้นสูง และใช้อีกสี่ขาสร้างสมดุลให้กับตัวเอง
เขี้ยวพิษกับลิ้นที่ใช้พ่นใยสีดำกำลังยื่นยาวออกจากปากที่อ้าออกกว้าง
*งับ! *
กรี๊ดดดด! ถูกกัดตูดแหว่งไปส่วนหนึ่งแล้วดอง!
อะ… ไม่สิ โดนแค่เนื้อผ้าแหว่งไปเองดอง~
ตูดลูกท้อผิวขาวเนียนไร้รอยแผลของฉันกำลังโผล่ออกมาสวัสดีโลกเพราะถูกเจ้างูตัวหนึ่งกัดเอาชายกระโปรงขาดไป
อืม… ลมเย็นดีแฮะ
“ยังจะทำหน้าระรื่นได้อีกนะเธอเนี่ย! ”
เอทบ่นใส่ฉันแล้วกระโดดตีลังกาพร้อมกับโปรยตะปูเรือใบทิ้งเอาไว้ด้านหลัง
ขาแมงมุมที่มีขนาดใหญ่จิ้มลงไปบนตะปูเหล่านั้นเต็มแรงจนพวกมันล้มระเนระนาดไปกลุ่มหนึ่ง
แต่คลื่นสีดำอันน่าขยะแขยงยังคงวิ่งไล่ตามมาต่อ
“เอท พวกมันจะพ่นใยมาแล้ว รีบมานี่เร็ว! ”
“อืม! ”
เอทรีบวิ่งมาอยู่ด้านหน้าของฉัน
ฉันใช้พลังของปีกภูติ รวบรวมมวลอากาศจำนวนมากมาก่อตัวเหนือหัว แล้วระเบิดมันออกเป็นคลื่นลมแรง
คลื่นระเบิดนั้นทำให้เส้นใยสีดำที่พ่นออกมาถูกพัดปลิวกระจายย้อนกลับไปหาพวกมันเอง
เส้นใยส่วนหนึ่งเข้าไปรัดพวกมัน และกลายเป็นสิ่งกีดขวางขนาดใหญ่
แต่สิ่งกีดขวางพวกนั้นทำได้แค่ถ่วงเวลา
ขาแมงมุมทำให้พวกมันไม่ต้องสนใจว่าสิ่งกีดขวางนั้นคืออะไร สิ่งที่มันทำก็มีเพียงแค่เสียเวลาปีนป่ายข้ามมาเท่านั้น
“หน่อย งั้นแบบนี้ลองเจอ [ระเบิดตดภูติ] หน่อย! ”
“มันคืออะไรละนั่น!?! ”
ฉันตอบคำถามของเอทด้วยการทำให้เธอดู
นี่คือวิชาลับที่ฉันคิดขึ้นมาเอง
มันเป็นวิชาที่โหดร้ายซึ่งถ้าเป็นไปได้ก็ไม่อยากจะใช้มันเท่าไหรนัก
ฉันหันตูดลูกท้อไปทางพวกฝูงสัตว์ร้ายที่กำลังไล่ตามมาด้านหลัง
*ปรูดดดด~*
แล้วพ่นตดออกไปใส่พวกมันซะ
[ตด] คือการระบายแก๊สในระบบย่อยอาหาร และระบบขับถ่ายของเสียออกมา
ซึ่งในตดนั้นจะมีแก๊ส ไนโตรเจนราว 59 เปอร์เซ็นต์ ไฮโดรเจนราว 21 เปอร์เซ็นต์ คาร์บอนไดออกไซด์ราว 9 เปอร์เซ็นต์ ออกซิเจนราว 4 เปอร์เซ็นต์ มีเธนราว 7 เปอร์เซ็นต์ โดยมีสัดส่วนเปลี่ยนไปตามแต่สุขภาพของลำไส้ผู้ตด
แก๊สในตดนั้นถือว่ามีความสำคัญต่อการโจมตีครั้งนี้มาก เพราะมันมี [ไฮโดรเจน] กับ [มีเธน] ที่เป็นสารติดไฟ และมี [ออกซิเจน] ที่ช่วยในการสันดาปอยู่ครบ
ใช่ ฉันตั้งใจที่จะใช้ [ตด] ของตัวเองมาเป็นเชื้อตั้งต้นทำระเบิดแก๊สนั่นเอง
อย่างที่รู้กันว่าพลังภูตินั้นมีความสามารถในการควบคุมธรรมชาติ ควบคุมได้ลึกลงไปถึงระดับโมเลกุลตามแต่ความสามารถและความเข้าใจในธรรมชาติของผู้ใช้
แต่ทว่าการประกอบพันธะโครงสร้างขึ้นมาจากหนึ่งใหม่มันยากนะเออ
ดังนั้นถ้าหากมีโครงสร้างของสารตั้งต้นเป็นตัวนำร่อง แล้วเริ่มทำการโคลนโครงสร้างเหล่านั้นขึ้นมาจึงเป็นวิธีที่รวดเร็วและสะดวกกว่ามาก
เพราะงั้น [ตด] จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้ดอง
แถมการตดนั้นยังต้องหันตูดลูกท้อสวย ๆ ของฉันให้ฝ่ายตรงข้าม เลยทำได้ทั้งกวนประสาทและบินหนีไปพร้อมกับโจมตีได้
เห็นมั้ย ยิงปืนนัดเดียวได้นกสามตัวเลยดอง
ขอตั้งชื่อท่าไม้ตายนี้ว่า [ระเบิดตดภูติ] ดอง!
แสงสว่างจากปีกภูติเริ่มส่องประกายขึ้น
พลังอันมหาศาลก็เริ่มจดจำรูปโครงสร้างของแก๊ส [ไฮโดรเจน] [มีเธน] กับ [ออกซิเจน] ในตดของฉัน แล้วสลายพันธะ รวมตัว ปรับโครงสร้างของอากาศรอบตัวขึ้นมาใหม่
ฉันใช้เวลาไปหนึ่งนาทีกับการเปลี่ยนพื้นที่อากาศตรงหน้าให้กลายเป็น [ไฮโดรเจน] [มีเธน] กับ [ออกซิเจน]
ปกติถ้าหากไม่มีสารนำร่อง จะต้องใช้เวลาราวห้าหรือสิบนาทีเลยละดอง
แน่นอนว่าช่องว่างหนึ่งนาทีนั้นมีเอทคอยช่วยป้องกันให้ไปพลาง วิ่งหนีไปพลาง
ผลลัพธ์จากการเปลี่ยนแปลงที่ผิดธรรมชาตินี้ ได้ทำให้เกิดพลังงานส่วนเกินจำนวนมากแผ่กระจายออกมา
เมื่อสมดุลถูกทำลาย ความผิดเพี้ยนผันแปรถึงขีดสุด ในที่สุดมันก็ปริแตกระเบิดออกมา
“ข้าแต่เทพทั้งสามผู้น่าชิงชัง ขอบันดาลพลังให้แด่ข้าด้วย... [ระเบิดตดภูติ] ! ดอง~”
ฉันร่ายบทพูดแสนจะจูบิเนียวออกไปอย่างไร้ความจำเป็น
ลูกไฟขนาดใหญ่กว่าห้าเมตร กินพื้นที่กว้างกว่ายี่สิบเมตรได้ระเบิดลุกไหม้ขึ้นกลางอากาศ
เปลวเพลิงสีแดงฉานอมน้ำเงินแผ่กระจายออกกว้างจากที่ว่าง ลมร้อนพัดโหมรุนแรงปัดเป่าใยโดยรอบจนขาดกระจุยกระจาย ไปพร้อมกับแผดเผาร่างของ สไปเดอร์-อาร์บอก ที่เข้ามาอยู่ในระยะโจมตี
เกล็ดสีดำหลุดร่อนจากผิวหนังที่แห้งเกรียมของพวกมัน
พวกมันถูกย่างสดจนกลายเป็นงูปิ้งที่ส่งกลิ่นหอมฉุยน่าทานไปแล้ว
งูแมงมุมปิ้งย่างพร้อมเสริฟสำหรับสองร้อยที่พร้อมให้บริการแล้ว ดอง~
“สุดยอด…”
เอทพึมพำให้กับภาพระเบิดตรงหน้าด้วยความชื่นชม
*แซก ๆ *
เหมือนจะจบเรื่องแล้ว… แต่มันดันไม่จบนี่สิ
จากที่ประเมินด้วยสายตา คิดว่าเมื่อกี้คงมีถูกย่างสดไปไม่ต่ำกว่าสองร้อยตัว
แต่เพียงไม่ทันไร ก็มีฝูงใหม่เดินเข้ามาชดเชยฝูงที่ถูกฆ่าไปแล้ว
“แย่ละ พวกมันวิ่งมาอ้อมดักข้างหน้าพวกเราแล้ว! ”
พวกนี้มันมีกี่สิบตัวกันแน่เนี่ย?
ในตอนนั้นเองที่ฉันนึกอะไรขึ้นมาได้
เคยได้ยินอยู่ว่าแมงมุมบางสายพันธุ์สามารถวางไข่ได้ครั้งละถึง 2,500 ฟอง
แล้วถ้าหากว่าเจ้าพวกนี้เป็นแบบนั้นเหมือนกันละก็… อาจมีความเป็นไปได้ที่ภายในรังนี้อาจจะมีนับหมื่น ๆ ตัวเลยทีเดียว
ให้สู้ทั้งหมดนี้ไม่ไหวหรอกนะดอง มีหวังตูดระบมหมดก่อนแน่
“อย่าให้โดนล้อมเด็ดขาดนะเจ้าค่ะ ถ้าโดนล้อมไม่รอดแน่! ”
เอทพูดเตือนฉันแล้วรีบวิ่งตีฝ่าพวกที่ขวางตรงหน้า
“ถ้าหากโดนล้อม พวกมันจะเริ่มพ่นใยประสานกันจากทุกทิศทาง ซึ่งวิธีนั้นจะทำให้ใยมีความเหนี่ยวมาก แถมหลบยากด้วย”
“อืม”
เอทโยนมีดสั้นขึ้นท้องฟ้า แล้วใช้สองมือจับมีดพร้าขนาดหนึ่งเมตรฟันหัวของสไปเดอร์-อาร์บอกตรงหน้า ก่อนจะปลอยมือซ้าย แล้วใช้มือซ้ายนั้นจับมีดที่ร่วงลงมาเพื่อใช้มันแทงใส่ศัตรูอีกตัวที่กำลังฉกเข้ามาจากทางซ้ายของเธอ
“การฆ่าพวกมันควรโจมตีที่หัว แต่ถ้าเป็นไปได้ควรเลี่ยงแถวคอมัน เพราะจะไปโดนถุงพิษจนทำให้มีดเสียหายแบบนี้ได้”
เอททิ้งมีดในมือซ้ายที่ส่งควันเหม็นเปรี๊ยวฉุน แล้วหยิบมีดเล่มใหม่ที่ซ่อนเอาไว้ใต้กระโปรงแถวต้นขาขึ้นมาใช้แทน
ที่เรียวขาขาวของเธอมีสายรัดสีน้ำตาลเส้นหนึ่งปรากฏอยู่
บนนั้นมีซองสำหรับใส่มีดเรียงรายอยู่ แต่ข้างในซองเหล่านั้นกลับว่างเปล่าทั้งหมด
สรุปคือมีดที่เธอกำลังถืออยู่ กับมีดพร้าเล่มยาวในมือขวา ณ ตอนนี้ คืออาวุธชุดสุดท้ายที่เธอมีนั่นเอง
ฉันเองก็ใช้พลังไปเป็นจำนวนมากกับการยิงระเบิดเมื่อกี้ เลยทำให้อยู่ในสภาพที่แค่วิ่งก็เต็มกลืนแล้ว
สถานการณ์เริ่มแย่ขึ้นเรื่อย ๆ แล้วสิ
ฉันใช้ปืนรังสีในมือยิงโจมตีออกไปอย่างไม่คิดชีวิต
แต่ลำแสงรังสีจากปืนกระบอกเล็กเพียงกระบอกเดียวนั้น มันเป็นได้เพียงแค่ก้านไม้ขีดเส้นบางที่อาจหาญแทงใส่ก้อนเหล็กยักษ์นั่นละ
พวกเราสองคนกำลังจะถูกคลื่นสีดำกลืนกินเข้าไป
“ไม่น่าเชื่อว่าชีวิตสุดท้ายของข้าน้อยจะต้องมาตายพร้อมกับพวกอสูรกายอย่างเธอ”
“อสูรกาย? ”
“ชื่อเรียกที่พวกข้าน้อยใช้เรียกเผ่าของพวกเธอนะ”
“ตั้งชื่อได้สุดยอดไปเลยนะดอง”
พึ่งรู้นะเนี่ยว่าพวกชนเผ่าท้องถิ่นของที่นี่เรียกพวกเราว่าเป็น [อสูรกาย] เพราะโพเทนไม่เคยบอกเรื่องนี้ให้ฉันรู้เลยสักครั้ง
แสดงให้เห็นถึงความเกลียดชังที่มีอยู่ในวิธีการเรียกเลยแฮะ
“ถึงจะถูกเกลียด แต่ยังไงฉันก็ไม่เกลียดพวกชนเผ่าท้องถิ่นแบบพวกเธอหรอกนะเอท”
“... (คนบ้า) ”
“เมื่อกี้พูดอะไรหรือเปล่าดอง? ”
“เปล่า…”
พวกเราดิ้นรนวิ่งไม่หยุดไปพร้อมกับหาเส้นทางหลบเลี่ยงไม่ให้ถูกพวกมันตีวงล้อม
แต่ดูเหมือนว่าพวกเรากำลังจะพบกับทางตันแล้ว
เส้นทางที่วกวนราวกับเส้นเขาวงกตแห่งนี้ ได้นำพาพวกเรามาถึงทางตัน
กำแพงขึ้นสนิมแดงตรงหน้าที่ดูหนาทึบ ทำให้พวกเรารู้สึกถึงความสิ้นหวัง
เสียงย่ำเท้าอันน่าขยะแขยงของแมงมุมเริ่มดังเข้ามาใกล้มากขึ้นทุกขณะ
“สิ้นหวังแล้ว...”
เอททำท่าจะหันมีดพร้าเข้าหาตัวเองเพื่อปลิดชีวิต
“ยังหรอกดอง”
ฉันใช้มือของตัวเองไปจับมีดพร้าของเธอเพื่อหยุดเอาไว้
แต่เพราะกำแรงมากเกินไป เลยทำให้ถูกคมของมีดพร้าบาดมือ
เจ็บ! แต่จะร้องออกไปไม่ได้ เดียวหมดฟอร์มกันพอดี
“พวกเรารอดได้แน่นอนดอง! ”
“ทำไมถึงมั่นใจขนาดนั้นกัน…”
“เพราะว่าฉันดวงดียังไงละดอง! ”
ฉันมั่นใจในดวงของตัวเองมากดอง
ฉันสอบติดแผนกการทหารเพราะดวง รอดชีวิตจากหลาย ๆ เหตุการณ์ได้ก็เพราะดวงเช่นกัน
ไม่ว่าจะได้อาจารย์ฮอร์เนสมาช่วย หรือถูกจับเหวี่ยงฟาดพื้นจนกระดูกหัก แต่สุดท้ายก็เลี่ยงจุดตายมาได้ราวปาฏิหาริย์
ถ้าไม่ใช่เพราะดวงแล้วจะให้เรียกว่าเป็นเพราะอะไรละดอง?
"เพราะงั้นพวกเราต้องรอดแน่ดอง! "
"ลี่อยู่ตรงนี้ตามที่จาวิสว่าเลย! เร็ว! รีบหนีมาทางนี้เร็ว! "
เสียงดิวซ์ดังขึ้นมาจากทางด้านหลังของฉัน
พอหันกลับไป ก็พบว่ากำแพงขึ้นสนิมที่เต็มไปด้วยใยสีดำเมื่อกี้ ได้ถูกเปิดออกกว้างเป็นช่องทางเดินไปต่อ
และคนที่มาเปิดประตูบานนี้ให้พวกเราจากด้านในก็ไม่ใช่ใครอื่นไกล
"ดิวซ์ จาวิส เจ้ามังกรขี้เรื้อน! ทำไมถึงอยู่ที่นี่กันได้ละ ดอง! "
"จาวิสช่วยพวกเราและนำทางมาหาเธอนะ เอาเป็นว่ารีบเข้ามาหลบในนี้ก่อนเถอะ! "
ฉันกับเอทรีบพุ่งเข้าไปข้างในตามคำแนะนำของดิวซ์ แล้วลั่นประตูปิดใส่อย่างรวดเร็ว
จาวิสใช้พลังที่เหนือมนุษย์ เปิดทรัสเตอร์ตรงหัวไหล แล้วดันประตูบานเลื่อนที่ผืดเคืองเข้าที่เดิม
เกิดเสียงกระแทกประตูดังลั่น พร้อมกับมีเสียงเคลื่อนไหวที่พยายามพังประตูจากด้านนอกดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
จาวิสเลยทำการเชื่อมประตูปิดตายด้วยแสงเลเซอร์ความร้อนสูงที่ยิงออกมาจากดวงตาของเธอ
ถึงจะไม่รู้ว่าจาวิสใช้วิธีไหนช่วยพวกดิวซ์กับตามหาตัวฉัน แต่เอาเป็นว่า---
"ยัยดอง เธอนี่ดวงดีอย่างพูดจริง ๆ "
ถูกต้องตามที่เอทพูด ฉันดวงดีจริง ๆ ด้วยละดอง