หลังจากยามทั้งสองพูดจบก็แว่วเสียงกรีดร้องของหญิงสาวปะปนมากับเสียงหัวเราะที่แสนกักขฬะของผู้ชายเสียงนี้คงจะมาจากกระท่อมของหัวหน้าโจร
อู๋เสี่ยวหรันเลือกที่จะโยนก้อนสมุนไพรลงในกองไฟก่อน
“อะไรใครโยนอะไรมา” ชายคนแรกตกใจ
“เจ้านี่มันตื่นตูมไม่เลิกจริง ๆก็ลูกไม้ของต้นอู่ถงบนหัวนี่ไง”
ชายอีกคนตัดบทโดยไม่มีใครสังเกตควันที่มีมากขึ้นไม่นานเสียงของพวกเขาก็เงียบลง เป็นสัญญาณให้องครักษ์เข้าไปปลิดชีพทั้งสอง
เมื่ออู๋เสี่ยวหรันเดินเข้าไปด้านในห้องขังก็เห็นหลี่จวิ้นเป็นคนแรก เขาถูกจับมัดแขนทั้งสองข้างให้แขวนกับคานไม้เสื้อถูกถอดออกมีรอยแส้ รอยของมีคมและอย่างอื่นที่ดูไม่ออก กองเลือดอีกจำนวนหนึ่งและยังหยดลงที่ปลายเท้าเขา ดูเหมือนว่าจะหมดสติไปแล้ว
องครักษ์รีบเข้าไปปลดตัวเขาลงมาและพยายามปลุกให้เขาฟื้น ในที่สุดหลี่จวิ้นก็ลืมตาฟื้นคืนสติแต่ยังดูไร้เรี่ยวแรงอู๋เสี่ยวหรันจึงหยิบยาถอนพิษสองเม็ดยัดเข้าไปในปากเขาและบีบปากเอาไว้เพื่อให้กลืนมันลงไป
“มันเป็นยาถอนพิษกินซะ”
อู๋เสี่ยวหรันบอกกับเขาดูเหมือนว่าสติของหลี่จวิ้นยังคงดีอยู่ เขาค่อย ๆ กลืนยาลงไป ระหว่างนี้องครักษ์ที่เหลือก็ไปช่วยปลดเชือกให้กับคนอื่น ๆช่วยพยุงพวกเขาออกจากห้องขัง
ในตอนที่พวกนางกำลังออกมาจากห้องขัง ก็เป็นช่วงเวลาเดียวกันที่ชายหน้าบากรูปร่างสูงใหญ่ที่สวมเพียงกางเกงตัวเดียว เดินออกมาด้านหน้ากระท่อมของเขาอาจจะเป็นเพราะด้วยไหวพริบของความเป็นหัวหน้าโจรจึงสังเกตได้ถึงบรรยากาศที่แปลกประหลาดไป
“หายหัวไปไหนกันหมด…พวกเจ้าเป็นใคร มีผู้บุกรุก! หายหัวไปไหนกันหมดออกมาจับพวกมัน”
ในที่สุดเขาก็สังเกตเห็นพวกของอู๋เสี่ยวหรันที่กำลังจะหลบไปด้านหลังห้องขังชายหน้าบากตะโกนขึ้นทันทีด้วยเสียงอันดังกังวานทำให้คนที่ยังไม่หมดสติต่างออกมารวมตัวกัน
ทำให้ตอนนี้อู๋เสี่ยวหรันและคนทั้งหมดถูกล้อมเอาไว้ตรงกลางคาดคะเนด้วยสายตาน่าจะมีโจรประมาณยี่สิบถึงสามสิบคนได้เทียบกับพวกนางที่มากันเพียงเจ็ดคน และยังมีคนบาดเจ็บอีกหลายคน ย่อมเกินกำลังไปมาก
“ไม่เป็นไรอีกสักพักพวกมันจะได้สูดควันพิษทั้งหมดช่วยกันยื้อเวลาออกไปก็พอ”
อู๋เสี่ยวหรันกระซิบเบา ๆบอกกับองครักษ์ที่รายล้อมตัวนางอยู่ ส่วนตัวนางเองก็เดินก้าวออกไปเผชิญหน้ากับชายหน้าบากตรง ๆ
“เจ้าคงเป็นหัวหน้าซ่องโจรแห่งนี้สินะ”
“ฮ่า ๆ เจ้าหนุ่มหน้าหยก ใจกล้านักนะที่บุกมาถึงถิ่นข้าข้า ‘ปาหลี่จิ้น’ ในรัศมีร้อยลี้นี้ไม่มีใครไม่รู้จักเจ้าคงเป็นเจ้าหนุ่มต่างถิ่นสินะ ห๊ะ! เจ้ามาเพื่อช่วยองครักษ์พวกนั้นหรอกรึ”
เมื่อปาหลี่จิ้นมองเห็นหลี่จวิ้นที่ถูกแบกไว้เขาก็หันไปมองด้านข้างที่เป็นห้องขัง เห็นเพียงลูกน้องของตนนอนจมกองเลือดอยู่
“ฮ่า ๆ ๆ”
คราวนี้เป็นเสียงของอู๋เสี่ยวหรันที่เยาะเย้ยเขาแทน
“เพิ่งจะรู้ตัวหรือปาหลี่จิ้นเจ้ามองดูรอบ ๆ ตัวว่าลูกน้องของเจ้าเหลืออยู่มากน้อยเท่าไร ยอมรับความพ่ายแพ้ง่ายๆจะดีกว่าจะได้ไม่ต้องเหนื่อยเปล่า”
เมื่อได้ฟังคำของอู๋เสี่ยวหรันปาหลี่จิ้นก็หันไปมองรอบๆ ตัว กัดฟันกรอด
“ไก่อ่อนอย่างเจ้าบังอาจนัก! วันนี้ข้าปาหลี่จิ้นหากไม่ได้บั่นคอเจ้าด้วยตนเองจะไม่ขออยู่เป็นคนต่อไป”
ระหว่างที่เขาตะโกนใส่หน้าอู๋เสี่ยวหรันอยู่นี้โจรป่าคนหนึ่งก็วิ่งมาจากด้านข้าง
“แย่แล้วหัวหน้าคนของพวกเราตายไปหมดแล้วพวกเชลยก็ถูกปล่อยตัวไปจนหมด แฮก ๆ” ผู้ชายคนนั้นวิ่งมาอย่างเหนื่อยหอบ
“บัดซบ! พวกเจ้าเป็นใครกันแน่” ปาหลี่จิ้นหันมาชี้หน้าของอู๋เสี่ยวหรัน
“นั่นไม่สำคัญเพราะอีกไม่นานพวกเจ้าทั้งหมดก็จะตายตามกันไปเห็นควันพวกนี้หรือไม่ ข้าจะบอกให้เอาบุญมันเป็นควันพิษ ยิ่งพวกเจ้าสูดดมนานเท่าไรหึ ๆ ก็จะได้ไปปรโลกเร็วขึ้นเท่านั้น”
“ย๊าก….ไอ้เจ้าเด็กเมื่อวานซืนตายซะ”
ปาหลี่จิ้นชักดาบออกมาแล้วพุ่งตรงเข้าหาอู๋เสี่ยวหรันทันที ถึงแม้ว่านางจะตั้งรับการปะทะอยู่ก่อนแล้วแต่การรับดาบที่ฟันมาอย่างสุดแรงของปาหลี่จิ้นก็ทำให้แขนและมือของนางสั่นสะท้านไปชั่วครู่เพราะด้วยความแตกต่างของร่างกายที่มากเกินไป ทำให้นางต้องถอยหลังไปสองก้าว
“เก่งนี่ที่รับดาบของข้าได้ครั้งต่อไปเจ้าจะไม่ได้โชคดีอย่างนี้อีก”
ปาหลี่จิ้นตะโกนก้องและพุ่งตัวเข้าหานางอีกครั้งแต่ครั้งนี้อู๋เสี่ยวหรันไม่ยอมรับแรงกระแทกอีกแล้วนางใช้ความว่องไวของตนสับขาออกมาด้านข้าง และยกเข่าลอยกระแทกเข้าเต็ม ๆที่ข้างขมับของปาหลี่จิ้น ทำให้เขาเกิดอาการหูดับไปชั่วคราวและกระบวนท่าก็ปัดเป๋ไป
อู๋เสี่ยวหรันใช้จังหวะที่เขาเสียการทรงตัวนี้กระโดดลอยตัวขึ้นไปและใช้เข่าอีกข้าง กระแทกเข้าไปที่ปลายคางของเขาเมื่อปาหลี่จิ้นโดนเข่านี้เข้าไปเขาถึงกับหงายหลังและพ่นเอาเลือดและเศษฟันที่แตกออกมาจากปาก
เมื่อเห็นว่าเขาหงายหลังลงไปแล้วอู๋เสี่ยวหรันจึงวิ่งเข้าไปหาเขาอีกครั้ง เพื่อจะปลิดชีพเขาในดาบเดียว
แต่ปาหลี่จิ้นเองก็หาใช่โจรกระจอกไม่เขาอยู่ในวงการนี้มานานนับสิบปี ไหวพริบพละกำลังและวิชาการต่อสู้เองก็ไม่ธรรมดา
หลังจากที่เห็นว่าตนเองถูกโจมตีจนมึนงงไปชั่วครู่เขาก็รีบสะบัดหัวและตั้งสติ เขายกดาบขึ้นมารับดาบของอู๋เสี่ยวหรันได้ทันท่วงทีเขาเหวี่ยงดาบของนางออกไป ทำให้ตัวของนางไถลถอยหลังออกไปอีกหลายก้าว
หลังจากถูกโจมตีหลาย ๆครั้งติดกันปาหลี่จิ้นก็กำดาบไว้แน่น และลุกขึ้นเพื่อจะโจมตีอีกครั้ง
เมื่ออู๋เสี่ยวหรันเห็นว่านางประเคนเข่าให้เขาทั้งสองข้างแล้วยังไม่สามารถล้มเขาลงได้จึงต้องใช้วิธีลัดนางหยิบเอาก้อนสมุนไพรอีกสองก้อนโยนลงไปบนกองไฟที่อยู่ใกล้ที่สุดทำให้กลุ่มควันเพิ่มมากขึ้นอีก
“เจ้ามันขี้โกง!ข้ารู้นะว่าสิ่งที่เจ้าโยนเข้าไฟไปนั้นเป็นควันพิษ”
“ทีเจ้ายังใช้ลูกดอกอาบยาพิษเพื่อจัดการกับเหล่าองครักษ์เหตุใดข้าจะใช้วิธีนี้กับเจ้าบ้างไม่ได้เล่า”
อู๋เสี่ยวหรันไม่ยอมถูกเขาใส่ร้ายเพียงข้างเดียว
ปาหลี่จิ้นไม่ต่อล้อต่อเถียงกับนางอีกต่อไปเขายกดาบขึ้นมาตั้งท่าและวิ่งเข้าหาอู๋เสี่ยวหรันทันทีซึ่งครั้งนี้อู๋เสี่ยวหรันเองก็เตรียมการรับมือแล้ว
นางอาศัยความรวดเร็วและรูปร่างที่เล็กกว่าปัดดาบของปาหลี่จิ้นออกไป เพื่อเบี่ยงให้วิถีดาบของเขาพลาดเป้าจากนั้นนางก็ใช้แรงส่งจากขา ไถลลงไปกับพื้น ลอดใต้ขาของชายร่างสูงพร้อม ๆกับใช้ดาบตวัดตัดตรงบริเวณเส้นเอ็นข้อพับที่หัวเข่าของเขาทั้งสองข้าง
“อ๊ากกกก”
เสียงร้องอันแสนเจ็บปวดดังก้องหุบเขาเมื่อปาหลี่จิ้นพบว่าตนเองเสียท่าให้กับชายหนุ่มตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งเขาทรุดเข่าลงกับพื้นเพราะเส้นเอ็นทั้งสองข้างถูกตัด ทำให้ไม่สามารถยืนได้อีกต่อไป
อู๋เสี่ยวหรันใช้จังหวะนี้เข้าปลดอาวุธและสกัดจุดเขาเพื่อไม่ให้ขัดขืนนางได้อีกต่อไปหลังจากที่ใช้เวลาต่อสู้กันอยู่พักใหญ่ตัวของปาหลี่จิ้นก็สูดเอายาสลายกำลังและยาสลบในควันไฟเข้าไปทำให้ตัวเขาเองก็อ่อนแรงใกล้จะหมดสติเต็มทีแล้ว
อาจจะเป็นเพราะความเจ็บปวดที่ขาทำให้เขายังคงครองสติได้แต่แล้วความเจ็บปวดของปาหลี่จิ้น ก็ไม่ได้หยุดแค่เพียงที่ขาเขามองเห็นว่าลูกน้องกองโจรของตนถูกองครักษ์และทหารที่เขาเคยจับตัวไว้สังหารแล้วจนสิ้นสร้างความเจ็บปวดที่เอ่อล้นขึ้นมาในใจเป็นอย่างยิ่ง
“ข้าจะให้โอกาสเจ้าได้ตายอย่างสบายที่สุดเพียงบอกมาว่าใครเป็นผู้บงการให้จับองครักษ์ของตำหนักเฉิงอ๋อง”
อู๋เสี่ยวหรันถามคำถามที่นางต้องการรู้ออกไป
ปาหลี่จิ้นทำเพียงจ้องมาที่นางเขม็งราวกับจะบอกถึงความโกรธแค้นที่อยู่ในใจเขาแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาสักคำ
“ไม่พูดไม่เป็นไรข้าจะค่อย ๆทรมานเจ้าให้คายมันออกมา เริ่มต้นจากการจับแขวนกับคานไม้ค่อย ๆเฉือนเนื้อของเจ้าออกมาทีละชิ้นทีละชิ้น แล้วให้หมูกินดีหรือไม่”
อู๋เสี่ยวหรันทำท่าครุ่นคิดอย่างจริงจังจากนั้นนางจึงพูดต่อ
“หรือว่าตัดแขนตัดขาของเจ้าออกแล้วส่งตัวเจ้าให้ไปเป็นกระโถนมนุษย์...ไม่ดีกว่ากระโถนมนุษย์ดูจะเป็นงานที่สบายเกินไปส่งไปเป็นทาสบำเรอกามให้นักโทษชั้นต่ำที่สุดน่าจะดีกว่า คิก ๆ”
พูดจบนางก็ยกยิ้มที่ดูเหมือนนางจิ้งจอกที่กำลังมองดูเหยื่ออันโอชะและพร้อมจะเข้ามากัดกินวิญญาณ
แม้ว่าปาหลี่จิ้นจะเป็นโจรใจโฉดเคยแต่ทำร้ายผู้อื่นเรื่อยมา ตัวของเขาไม่เคยจนตรอกเท่านี้มาก่อน ยิ่งได้ฟังคำพูดและรอยยิ้มของชายตรงหน้ามันทำให้เขารู้สึกว่าความกลัว เริ่มก่อตัวขึ้นทีละน้อย ๆจากก้นบึ้งในหัวใจจนทำให้เหงื่อไหลซึมบนใบหน้าเขา
คำพูดและท่าทางที่ดูแล้วมิใช่แค่คำขู่ปาหลี่จิ้นรู้ว่าที่ชายตรงหน้าพูดเขาสามารถทำได้จริง ๆเมื่อเขาละสายตาจากอู๋เสี่ยวหรันมองไปรอบ ๆ เขาได้เห็นว่าคนที่บุกมาคืนนี้กำลังลากศพของลูกน้องตน คนแล้วคนเล่ามากองรวมกัน นี่ไม่ใช่ภาพที่น่าดูชมเลยสักนิด
อู๋เสี่ยวหรันเห็นท่าทีของปาหลี่จิ้นนางก็เติมเชื้อไฟเข้าไปอีก
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าพวกข้าบุกขึ้นมาทำลายรังโจรคืนนี้มีกันทั้งหมดกี่คน ...ไม่ต้องนับให้เสียเวลา ‘เจ็ดคน’ พวกข้ามีเพียงเจ็ดคนเท่านั้น”
“พะ พะ พวกเจ้าเป็นใครกันแน่”
เสียงของปาหลี่จิ้นเริ่มติดขัด
“บอกมาสิว่าใครบงการเจ้าให้จับและทรมานองครักษ์ของตำหนักอ๋อง”
“พวกเจ้าเป็นคนของเฉิงอ๋องสินะ ถุย!”
เขาถ่มน้ำลายที่เต็มไปด้วยเลือดลงตรงหน้าอู๋เสี่ยวหรันแล้วพูดต่อ
“แม้ว่าข้าเป็นโจรข้าก็มีศักดิ์ศรีของโจรหากคนของเฉิงอ๋องเก่งกาจนักก็สืบเอาเอง ฮ่า ๆ ๆ”
ระหว่างที่ปาหลี่จิ้นเริ่มหัวเราะอย่างบ้าคลั่งอยู่นี้ก็มีหญิงสาวนับสิบคนเริ่มเดินออกมาจากหลาย ๆ ทิศทาง สภาพของพวกนางแต่ละคนเรียกได้ว่ายับเยินไม่มีชิ้นดีเสื้อผ้าที่พวกนางสวมใส่พอจะมองออกว่าทำมาจากผ้าชั้นดีแต่บัดนี้มันขาดวิ่นและหลุดลุ่ย ผมของพวกนางก็คล้ายว่าจะถูกดึงทึ้งจนกระเซอะกระเซิงบางคนก็มีบาดแผล มีรอยฟกช้ำบนใบหน้าให้เห็น
“หึ ๆไม่บอกไม่เป็นไรข้าเองก็เหนื่อยจะเสวนากับเจ้าแล้ว ปาหลี่จิ้นเตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้เถิด”
พูดจบอู๋เสี่ยวหรันก็ถอยหลังออกมาเปิดทางให้หญิงสาวเหล่านั้นกรูกันเข้ามารุมทำร้ายปาหลี่จิ้นที่ไม่มีทางสู้อีกต่อไปนอกจากหญิงสาวพวกนั้นจะทุบตีใช้เล็บข่วนไปตามใบหน้าของเขาแล้วพวกนางยังผลักเขาจนล้มนอนลง ใช้เท้าเล็ก ๆ ของพวกนางกระทืบซ้ำ ๆลงตรงความเป็นชายย้ำ ๆ ซ้ำ ๆ อยู่อย่างนั้น และยังมีบางคนที่ใช้ไม้ใช้มีดหรือเครื่องทุ่นแรงที่จะหาได้มาสร้างบาดแผลและความเจ็บปวดได้
ฟังจากเสียงร้องโหยหวนที่ดังออกมาไม่หยุดของปาหลี่จิ้นปะปนมากับเสียงก่นด่าสาปแช่งจากหญิงสาวก็รู้ว่าปาหลี่จิ้นได้รับความเจ็บปวดแสนสาหัสแม้ว่าเขาจะเงียบไปแล้วแต่หญิงบางคนก็ยังไม่หยุดที่จะทุบตีเขา