7วันที่เขาและมารดาได้โอบกอดเคียงคู่กันในป่าไพร และอีก 2 วันสำหรับการเดินทางมายังเมืองไม้เขียว โดยรวมแล้วคือประมาน 10 วันได้ ด้วยระยะเวลาประมานนี้สำหรับผู้ฝึกตนนั้นไม่นับว่านานเลยแม้แต่น้อย
10 วันสำหรับพวกเขาอาจจะเพียงกระพริบตาและไม่สามารถช่วยให้ตบะบ่มเพาะกระเตื้องก้าวหน้า
แต่สำหรับอี้ชิงแล้ว 10 วันนี้นับว่าได้รับผลประโยชน์มามหาศาล!
ระดับตบะบ่มเพาะของเขาที่แต่เดิมอยู่ระดับรวมจิต ขั้น2
บัดนี้ทะยานขึ้นสู่ระดับรวมจิต ขั้น 10แล้ว!?
ใกล้ทะลวงด่านของระดับใหญ่ระดับรวมวิญญาณเต็มที!
ความก้าวหน้านี้ทำให้หลิงรั่วซีตื่นตระหนกและรู้สึกเหลือเชื่อเป็นอย่างมาก นางมองเขาเหมือนดั่งสัตว์ประหลาดที่เกินสำนึกสามัญของคนทั่วไปทุบทำลายความรู้ความเข้าใจของการเลื่อนระดับอย่างสิ้นซากมิหลงเหลือ!
มีอย่างที่ไหน?กำลังกระแทกนางอยู่จู่ๆก็เลื่อนขั้น?
นี่ถ้าไม่เห็นกับตาหลายครั้งแล้วล่ะก็นางคงคิดไปว่าเป็นเรื่องไร้สาระไม่ใช่ความจริง
และด้วยเหตุนั้นเอง ทำให้นางเข้าใจเหตุผลที่เจ้าลูกชายตัวดีของนางแสดงออกอย่างเกียจคร้านเพียงนี้เหตุผลที่เขาไม่ชอบฝึกฝนอาจจะเพราะเคล็ดบ่มเพาะอันน่าอัศจรรย์และท้าทายสวรรค์นี้ก็ได้?
ยามเห็นความก้าวหน้าของเขาครั้งแรก นางกังวลแทบแย่พยายามตรวจสอบหาข้อบกพร่องหรือร่องรอยอันตรายแอบแฝงในร่างกายเนื่องจากเคล็ดที่ลึกล้ำเหนือโลกเช่นนี้ ย่อมไม่มีทางทิ้งความเสียหายหรือจุดอ่อนเอาไว้
หากรากฐานไม่สมบูรณ์ พลังชีวิตรั่วไหล...
มันจะทำให้ศักยภาพในอนาคตของเขาลดน้อยลงจนสุดท้ายพิกลพิการ
เพราะเคล็ดบ่มเพาะแบบนี้ไม่มีทางให้ผลประโยชน์เพียงด้านเดียว มันจำเป็นต้องใช้บางสิ่งบางอย่างแลกเปลี่ยนเพื่อให้ตบะพลังเพิ่มพูนขึ้นอย่างรวดเร็วคล้ายคลึงกับเคล็ดบ่มเพาะของผู้ฝึกตนฝ่ายมาร ที่มุ่งเน้นการฆ่าทำลายและโหดร้าย
แต่ความพะวงกังวลของนางนั้นก็ถูกชายหนุ่มปัดสลายหายไปเขาแสดงพลังให้นางเห็นถึงความแข็งแกร่งและรากฐานที่ทรงพลังไร้ผู้เทียบเทียมของเขาปลอบประโลมนางว่าอาจารย์ของเขาไม่มีทางทำร้ายเขา
หลิงรั่วซีคลายความไม่สบายใจไร้ข้อกังขาอีกต่อไป
......
ตกเย็น
อี้ชิงและมารดาของเขาได้พักอาศัยอยู่ในเรือนของแขกแยกกันอยู่ฝั่งเรือนเหนือเรือนใต้ ขนาดของเรือนก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไรมากแต่ก็เพรียบพร้อมไปด้วยสิ่งของสำหรับอำนวยความสะดวก ไม่ขาดเหลืออะไร
“ได้เวลาตรวจสอบนาวาบินของข้าแล้ว...” ชายหนุ่มพึมพำเขานั่งสมาธิอยู่บนเตียง เชื่อมต่อกับร่างเงาของเขาผ่านจิตวิญญาณ
วูบ...
ดวงจิตสำนึกดำดิ่งลงสู่ความมืดมิด
ไม่ช้าไม่นาน... ร่างเงาที่อยู่ห่างไกลนับ 100ลี้ได้เปิดตาขึ้น ละวางจากการบ่มเพาะบำเพ็ญแล้วเดินไปยังห้องขนาดใหญ่ที่ใช้สำหรับหลอมสร้างนาวาบินค่ายกลอาคมเฝ้าระวังต่างๆถูกกระตุ้น ปกคลุมกายของร่างเงาสักพักก็อนุญาติให้เขาเข้าไป
ณ วินาทีนั้น
อี้ชิงก็ได้ชื่นชมเรือชิงหยุนที่เสร็จสมบูรณ์ของเขา
ขนาดของมันประมาน 10-12 จั้ง ใหญ่กว่าเรือยอร์ช 100ฟุตในโลกใบก่อนของเขาอย่างลิบลับลวดลายเมฆาสีเขียวมรกตเปล่งประกายเจิดจ้า มีกลิ่นอายของธาตุไม้เข้มข้น บริสุทธิ์ และลึกล้ำยิ่ง!
พาหนะนาวาบิน! เรือชิงหยุน ระดับดำขั้นสูง!
ภายในตัวเรือมีห้องโถงกลาง 1 ห้องที่เชื่อมต่อกับห้องบ่มเพาะบำเพ็ญ 3ห้อง มีคลังเก็บพลังงาน และมีห้องน้ำอยู่ข้างหลังของเรือ
ค่ายกลอาคม ประกอบไปด้วย...
ค่ายกลล่องเมฆา ค่ายกลโล่ปราณสามเมฆา ค่ายกลซ่อนพราง ค่ายกลเลี่ยงภัยร้ายค่ายกลซ่อมแซม ค่ายกลบำเพ็ญ ค่ายกลพันธะเลือด ค่ายกลย่อขยาย ค่ายกลจิตกระจ่าง ค่ายกลธาตุไม้เก้าสายค้ำจุน
ค่ายกลอาคมโจมตี ประกอบไปด้วย...
ค่ายกลกระบี่สายฟ้า ค่ายกลกระบี่เพลิงค่ายกลกระบี่เมฆา แก่นหลักของค่ายกลโจมตีนี้คือแก่นอสูรระดับปรมาจารย์ สามารถดับสังหารผู้ฝึกตนยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ได้อย่างง่ายดายดุจฆ่ามดปลวก!
เมื่อยามปลดปล่อยพลังถึงขีดสุดกระทั่งประหารระดับยอดยุทธ์ก็ไม่เกินกำลัง!
ไม่หมดเพียงเท่านั้น...
ยังมีรวมค่ายกลยิบๆย่อยๆอีกกว่าสิบที่ยังมิได้เอ่ยอ้างออกมา
นี่คือ...
นี่คือ...
นาวาบินของเขา! เรือชิงหยุนของเขา!
“วิเศษ วิเศษ...วิเศษเหลือเกิน! นาวาบินที่มีค่ายกลอาคมแค่ 1-2ค่ายก็นับว่าหรูแล้ว แต่เรือชิงหยุนของข้ากลับครอบครองค่ายกลอาคมจำนวนมากมายถึงเพียงนี้เชี่ยวหรือ?นี่คงเป็นนาวาในตำนานที่เทพสร้างเป็นแน่!”
“ไป๋หลง...นี่กี่ร้อยแรงม้า? สมรรถนะของมันสูงเท่าไร?” ชายหนุ่มถามอย่างเคร่งขรึมจริงจังเขาทำสีหน้าครุ่นคิดราวกับคุณชายสุดหล่อผู้ร่ำรวยจากตระกูลผู้ดีที่มั่งคั่งกำลังเลือกรถซุปเปอร์คาร์อยู่ในโชว์รูมรถ
ถึงแม้ว่ารถ ไม่สิ... นาวาบินจะมีแค่หนึ่งลำให้เลือก คนก็ยังอยากจะฉวยโอกาสนี้เพิ่มความหล่อให้ตัวเองสักหน่อย
“...” ไป๋หลงกระพริบตาปริบๆเขากำลังประมวลผลว่าควรจะตอบเจ้านายงี่เง่าของตัวเองยังไงดีให้ถูกต้องและโดนใจของเขาที่สุดคนป้องหมัดป้องมือ ก้มศีรษะและพูดอธิบายว่า “ไม่อาจระบุชี้ชัดขอรับ...”
“ทว่า...”
“1000 ลี้เพียง20-30 ลมหายใจ ความเร็วเกือบเทียบเท่าระดับยอดพรต ด้วยค่ายกลอาคมเกื้อหนุนและคลังพลังงานที่ไม่มีวันหมด มิแตกต่างกับยอดฝีมือระดับยอดยุทธ์ที่ไร้พ่ายในระดับเดียวกัน”
ความเร็วเกือบเทียบเท่าระดับยอดพรต!?
ผู้ฝึกตนยอดฝีมือระดับยอดยุทธ์ที่ไร้พ่ายในระดับเดียวกัน!?
ฟังคำพูดของไป๋หลงอี้ชิงถูกกับสูดลมหายใจลึกๆ สงบสติอารมณ์ของเขาอย่างยากลำบาก คนพยักหน้าชื่นชม “ดีมาก! ข้าซื้อ!รูดบัตรเลย!”
“เพียงหยดโลหิตลงไปขอรับ”ไป๋หลงชี้ไปที่ค่ายกลเล็กๆกลางลำ
“ได้ๆ”
ชายหนุ่มใช้ระบบคัดลอก บันทึกเรือชิงหยุนไว้ในรายการของระบบก่อนเป็นอันดับแรก
ก่อนจะเปิดช่องเก็บของไร้ขอบเขตหยิบขวดเล็กๆที่บรรจุเลือดของเขาออกมา และหยดเลือดลงไปที่ค่ายกลนั้น มันคือค่ายกลพันธะเลือดที่ใช้สำหรับผูกมัดเจ้าของผู้เป็นนายของเรือนาวาลำนี้
ตูม!
วิ้ง วิ้ง!
เกลียวคลื่นปราณวิญญาณธาตุไม้สุดลึกล้ำเกินบรรยายแผ่พุ่งก่อเกิดเป็นสายธารทั้งร้อยเส้นพัวพันกลางอากาศ แพร่กระจายไปทั่วห้องขนาดใหญ่ประหนึ่งผืนป่าทั้งผืนพลันปรากฏอยู่ตรงหน้า ท่วมท้นไปด้วยพลังสุดแกร่งกร้าว!
อี้ชิงสัมผัสได้ถึงการเชื่อมต่อระหว่างเขากับเรือชิงหยุน เขาตะโกนออกคำสั่งลั่น
“ย่อขนาด!”
วูบ!!
เรือขนาดใหญ่สั่นไหว ก่อนที่จะย่อขนาดของมันลงอย่างรวดเร็วจนเหลือเพียงขนาดเท่าฝ่ามือ กลิ่นอายของมันก็ถูกปกปิดเอาไว้อย่างสมบูรณ์เสมือนราวกับเป็นแค่เรือลำเล็กๆที่ถูกแกะสลักอย่างวิจิตรสวยงาม หาใช่ของวิเศษ
“ฮ่าฮ่า! การยอมเสียเวลา ช่างคุ้มค่านัก!”
เขาจ้องมองและสำรวจดูเรือชิงหยุนลำเล็กๆในมือจนพอใจแล้วหันกลับไปมองไป๋หลง
“ข้าจะปิดด่านเตรียมทะลวงเมื่อร่างเงาที่ 2 ของข้าถูกก่อรวมเสร็จสิ้น ก็ต้องขอฝากเจ้าช่วยสอนสั่งและชี้แนะวิชาด้วย”
“ทราบแล้วขอรับ”
ชายหนุ่มพยักหน้าอย่างพึงพอใจ เขาถอนจิตสำนึกที่เชื่อมต่อกับร่างเงาของเขาออกคำสั่งให้ทะลวงระดับใหญ่ ก้าวขึ้นสู่ระดับรวมวิญญาณ!
ไม่รอช้า...
ร่างเงาได้โบกมือโยนกองหินปราณวิญญาณคราม 1 หมื่นก้อนลงบนค่ายกลอาคมรวมปราณเขานั่งลงบนเบาะบำเพ็ญเพียร โดยไม่จำเป็นต้องจุดธูปหอมสงบจิต ปรับลมหายใจ ปรับสภาพร่างกายหรืออารมณ์ของตนเองให้สงบนิ่งเหมือนดั่งผู้ฝึกตน
เพราะไม่มีอารมณ์ความรู้สึกทำให้การฝึกวิชาและบ่มเพาะง่ายดายดุจดื่มน้ำ
คลื่น!!
ค่ายกลอาคมต่างๆที่ช่วยเอื้อหนุนต่อการบ่มเพาะเริ่มเคลื่อนไหวกองหินปราณวิญญาณคราม 1 หมื่นก้อนถูกละลายหายไปแปรเปลี่ยนเป็นหมอกควันปราณวิญญาณที่ควบแน่นในอากาศ
“โฮกก!!”
เสียงของมังกรคำรามดังกึกก้องสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งห้องโถงลับใต้ดิน
......
อี้ชิงเฝ้ารออยู่สักพักใหญ่ จวบจนเวลาล่วงเลยผ่านไปจนมืดค่ำ
ตอนนั้นเอง...
ที่ร่างกายของชายหนุ่มพลันเกิดการเปลี่ยนแปลงพลังงานลี้ลับหลั่งไหลเข้ามาในดวงตาทั้งสองดวงของเขาเรือนกายสูงสง่าและกำยำเปล่งรัศมีพลังปราณวิญญาณเข้มข้นไต่ระดับขึ้นไปอย่างเร็วรี่!?
ปัง!
ประหนึ่งมีบางสิ่งถูกทะลวงในกาย ก้องกังวาลไปทั่วดวงจิตวิญญาณและกายเนื้อ!
ตูม!
ในห้วงแห่งภวังค์ฝันของอี้ชิงชายหนุ่มราวกับตกอยู่ในความมืดมิดไร้สิ้นสุดความมืดที่กว้างใหญ่ไร้ขอบเขตและลึกไร้ก้น... ทว่าทันใดนั้นคนก็เห็นแสงสว่างที่จุดประกายขึ้นมา สุริยันสีทองสองดวงที่กำลังลุกไหม้!!
ไม่... ไม่ใช่...
มันคือดวงเนตรคู่หนึ่งของสิ่งมีชีวิตที่เก่าแก่โบราณ!?
คลื่น! คลื่น!
พลังความสามารถของเคล็ดบ่มเพาะ– เทวะมังกรอมตะ –
เนตรมังกร !!
“เปิด!” ชายหนุ่มลืมตาขึ้นดวงตาของเขาจากเดิมที่เป็นดวงตามนุษย์ เวลานี้ได้พัฒนากลายเป็นดวงตาดุจอสูรร้าย ดวงเนตรของมังกรที่เรืองรองไปด้วยอำนาจบารมีสะกดข่มทุกชีวิตให้หนาวสั่น!
ภายใต้ดวงตานี้การปกปิดทุกอย่างล้วนไร้ค่า!
มันไม่เพียงเพิ่มการมองเห็นเท่านั้นแต่ยังมองการเคลื่อนไหวของสิ่งรอบตัวช้าลง มองเห็นแก่นแท้ของทุกสรรพสิ่งได้อย่างทะลุปรุโปร่งมองเห็นจุดอ่อนของวิชา ค่ายกลอาคม และสิ่งต่างๆที่ลึกลับยากอธิบาย
มองเห็นโชคของคน
เส้นใยแห่งกรรม... อดีต อนาคต และอดีตชาติ
“ความสามารถนี้ไม่ธรรมดาเป็นอีกหนึ่งพลังท้าทายสวรรค์... ไหนลองซิ? ท่านแม่คนงามของข้ากำลังทำอะไรอยู่?” อี้ชิงนึกสนุกเขาลองมองไปยังทิศทางของเรือนพักของมารดา ครองจักษุของเขาข้ามผ่านกำแพงกั้นและเห็นนางได้อย่างชัดเจน
หลิงรั่วซีกำลังนั่งบ่มเพาะอยู่บนเตียงของนางอาภรณ์สีขาวเบาบางนั้นไม่อาจปกปิดส่วนโค้งเว้าที่สมบูรณ์แบบและเย้ายวนของนางเอาไว้ได้แต่ที่น่าอัศจรรย์ยิ่งกว่า คือบริเวณเหนือศีรษะของนางกลับปรากฏกลุ่มก้อนของโชคขึ้น
“นั่นคือ...โชคของนางงั้นหรือ?”
โชคของนางคือดวงจันทร์ที่พร่ามัว มันกระพริบและค่อยๆส่องสว่างขึ้นทีละน้อยๆฉีกกระชากชั้นหมอกหนาทึบที่บดบังรอบดวงจันทร์มีแสงสว่างสีทองและเมฆสีทองแห่งโชควาสนาคุ้มครองแสดงสัญญาณของการก้าวหน้าอย่างราบรื่นไร้อุปสรรค
อี้ชิงสัมผัสได้ว่าแสงและเมฆสีทองนั้นเกี่ยวข้องกับเขา
โชคของเขากำลังคุ้มครองนาง!?