กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ

    กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ_46_คลื่นใต้น้ำ

    หลังจากผู้คนเริ่มทยอยกลับกันจนหมด พระราชวังอู่เทียนก็เหลืออยู่เพียงแค่ ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน ,ไทเฮาหยวนซี และ ฮ่องเต้ หยวน ฮ่าว

    ในตอนนี้ โย่ว หลิงจี และ จิ่ว ซื่อจุน ได้กลับออกไปแล้ว จึงทำให้ หยวน ฮ่าว กล้าที่จะเผยตัวตนแท้จริงออกมา สีหน้าของมันยามนี้บิดเบี้ยวเพราะเพลิงโทสะ มันใช้มือทุบโต๊ะอย่างแรงพร้อมกับกล่าวขึ้นว่า " ปัง! อู่หยู นางแพศยา เจ้ากล้าเล่นลูกไม้นี้กับข้า ถ้าเช่นนั้นข้าจะออกคำสั่งไป ให้ปลิดชีพครอบครัวของมันซะ! "

    " เพี๊ยะ!!! " ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน ตบหน้า หยวน ฮ่าว อย่างแรง แล้วมองมันด้วยสายตาอันเย็นฉียบ เขาวางจอกสุราลงบนโต๊ะ แล้วตบลงไปบนใบหน้าของ หยวน ฮ่าว จนใบหน้าของมันนั้นแดงก่ำราวกับถูกแส้ฟาด

    " ท่านตบข้าทำไม? " จากแรงตบ ทำให้ หยวน ฮ่าว ได้ลุกถอยห่างออกมาด้วยความหวาดกลัว

    " เพราะความกังวลที่มากเกินไปของเจ้า มันเกือบจะทำให้เสียเรื่อง เจ้าลืมไปแล้วหรือไร และ มิอาจจินตนาการได้หรอกว่าหากข้าไม่ได้อยู่ในนครเย่วอู่ แห่งนี้ เจ้าคงเล่นบทเป็นฮ่องเต้ได้เพียงแค่สองสามวันเท่านั้น หลังจากนั้นเจ้าคงถูกพวกมันสังหารจนตกตายไปสิ้นแล้ว! " ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน กล่าวขึ้นด้วยเสียงเย็นเยียบ

    " ท่าน ... ท่านยอมรับหยวนเฉินเป็นบุตร ตั้งแต่เขาถือกำเนิดเป็นทารก จากนั้นท่านก็พาเขาไป แต่กับข้าซึ่งเป็นบุตรชายของท่านเช่นกัน แต่ท่านกลับไม่เคยเหลียวแลตัวข้า ไม่เคยเห็นข้าอยู่ในสายตา! " เมื่อมันถูกตำหนิ และ ดูแคลน กอปรกับเพลิงโทสะเพราะโดนตบไปหนึ่งฉาด จึงทำให้ หยวน ฮ่าว มิอาจควบคุมอารมณ์ของตนเองได้อีกต่อไป

    " หุบปากของเจ้าเดี๋ยวนี้นะฮ่าวเอ๋อ ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้า! ท่านอาจารย์ก็คงไม่จำเป็นต้องอยู่ที่นี่ ไสหัวไปซะ แล้วลองตรองนึกใคร่ครวญให้ดี " ไทเฮาหยวนซี ได้ส่งสายตากวาดมองออกไปด้วยความน่าเกรงขาม

    " หึ " หยวน ฮ่าว ปัดแขนเสื้อของมัน แล้วเดินจากไปด้วยความไม่เต็มใจนัก

    " ท่านอาจารย์ ได้โปรดอย่าตำหนิ หยวน ฮ่าว เลย เขานั้นยังเยาว์นัก " ไทเฮาหยวนซีหัว คุกเข่าอ้อนวอน ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน ให้เมตตาสงสาร นางล่วงรู้อย่างลึกซึ้งว่าเทพเซียนนั้นแตกต่างจากมนุษย์ปุถุชนธรรมดาเพียงใด หากไม่ใช่เพราะนางเป็นผู้ที่อุ้มท้องหยวน เฉิน ที่ประสบความสำเร็จในเส้นทางนี้ ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน คงไม่มีทางที่เขาจะเหลียวแลในตัวของนาง

    " หยวนฮ่าว นี่มันเปรียบได้ดั่งขยะไร้ค่าจริง ๆ ข้าเหน็ดเหนื่อยที่จะรับมือกับมันแล้ว " ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน โบกมืออย่างรำคาญใจอย่างยิ่ง จากนั้นก็กล่าวขึ้นว่า " หยวนซี เหตุการณ์ในวันนี้ที่เกิดขึ้น นับว่าแปลกอย่างยิ่ง เหตุใด เสิ่น อู๋เต้า ไยต้องช่วยเหลือ อู่หยู เช่นนั้น แล้วหากว่าต้องการจะช่วยนางจริง ทำไมถึงยอมปล่อยให้ โย่ว หลิงจี และคนอื่นๆ รั้งอยู่ที่นครเย่วอู่เป็นเวลาหนึ่งเดือน? "

    หยวนซีลุกขึ้นยืน จากนั้นก็ครุ่นคิดและกล่าวกับเขาว่า " หากกล่าวตามสัญชาตญาณของสตรี เสิ่น อู๋เต้า จะต้องมีใจให้กับ อู่หยู ข้าได้ยินข่าวลือของราษฎรบางอย่างในมหาสมุทรบูรพา ดูเหมือนพวกเขาจะไม่พอใจ ในเรื่องที่องค์หญิง อู่หยู ได้อภิเษกกับ จิ่ว ซื่อจุ้น "

    “รอให้กองทัพเรือของอาณาจักรบูรพา เย่ว อู่ ไปล่าอาณานิคมได้ 2-3 เท่าก่อน เดี๋ยวพวกมันก็หุบปากกันไปเอง" ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน กล่าวขึ้นพร้อมกับยิ้มเย้ยหยันออกมา

    " ใช่! เมื่อมีหยวนเฉินอยู่ที่นี่ คราวนี้เราก็มีเหตุผลมากเพียงพอที่จะยึดครองบูรพาเย่วอู่ แล้วขยายดินแดนไปยังอาณาจักรใกล้เคียง จากนั้นทรัพยากรที่อยู่ภายในดินแดนนั้น ก็จะตกเป็นของท่านอาจารย์แต่เพียงผู้เดียว"

    ทั้งหมดนี้คือเหตุผล ว่าทำไมพวกมันถึงยอมให้อาณาจักรบูรพาตงเสิน และ อาณาจักรบูรพาเย่วอู่เป็นพันธมิตรกัน

    สงครามของมนุษย์ เหล่าเทพเซียนไม่อาจแทรกแซงได้ แต่ในเมื่อ ฮ่าวเทียน ซ่างเซียนนั้นมีความปรารถนามากขึ้น ฉะนั้นวิธีนี้จึงเป็นกลยุทธ์ที่ดีที่สุด

    " เราไม่สามารถให้ เสิ่น อู๋เต้า ล่วงรู้ถึงแผนการ หรือ ทำลายแผนการของเราลงได้เด็ดขาด " ดวงตาฮ่าวเทียน ซ่างเซียง เผยให้เห็นแรงปรารถนา และ เจตนาอันโหดเหี้ยมของมันออกมา

    ไทเฮาหยวนซี มีไหวพริบเฉลียวฉลาด นางคิดบางอย่างออกมาได้อย่างรวดเร็วพร้อมกับกล่าวว่า "ไม่จำเป็น หากมันดิ้นรนสร้างปัญหา มันก็ต้องขัดแย้งกับ โย่ว หลิงจี ท่านเองก็เคยกล่าวกับข้าไว้ว่า โย่ว หลิงจี นั้นน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง ไฉนเราไม่ยืมมือนางสังหาร เสิ่น อู๋เต้า เพื่อแก้แค้นให้กับท่านพี่หว่านชิง ในเมื่อท่านชุบเลี้ยงนางมากับมือ ท่านน่าจะเมตตานางเป็นครั้งสุดท้าย เพื่อให้ดวงวิญญาณของนางในปรโลกจะได้สงบสุข "

    จากสถานการณ์ปัจจุบัน คงมิอาจปล่อยให้คนเถรตรงอย่าง อู่ อวี้ เข้ามายุ่งเกี่ยวและทำลายแผนการของพวกมัน

    " ก่อนหน้าข้าปรารถนาที่จะขับไล่ เสิ่น อู๋เต้า ออกจากหุบเขาซ่างเซียน โดยละมุนละม่อม และ จบลงโดยสวัสดิภาพ แต่ทุกอย่างกลับตาลปัตร หาใช่สิ่งที่ข้าคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ไม่ มันมาถึงที่นี่ได้เพียงไม่นาน ก็ก่อปัญหายุ่งยากมากมายขึ้น เจ้าช่างรนหาที่ตายโดยแท้ อย่างไปกระตุ้น โย่ว หลิงจี ถ้าเช่นนั้นเจ้าจะมาตำหนิข้าไม่ได้ หากดูตามข้อตกลงถ้า เสิ่น อู๋เต้า ถูกกำจัดที่มหาสมุทรบูรพา ก็เท่ากับว่า ' ปีศาจเจ็ดทะเลแดง และ นิกายกระบี่สวรรค์ จะเกิดความขัดแย้งกันเอง ซึ่งเรื่องนั้นไม่เกี่ยวข้องกับเรา หากนิกายกระบี่สวรรค์ ส่งผู้พิทักษ์คนใหม่มายังอาณาจักรแห่งนี้อีก ก็ให้ หยวนเฉิน เป็นผู้จัดการพวกมัน "

    " เสิ่น อู๋เต้า ข้ามักรู้สึกถึงอันตราย และ แรงกดดันบางอย่างที่แผ่ออกมาจากกายเจ้าเสมอ เช่นนั้นเจ้าก็ควรลงไปอยู่ในที่ที่ควรอยู่ อย่างนรกเสียเถิด"

    ในที่สุด ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน ก็ตัดสินใจเกี่ยวกับเรื่องนี้

    .........

    ณ พระราชวังตงหยาง

    ที่นี่ถือได้ว่าเป็นส่วนหรูหรามากที่สุด ของพระราชวัง เป็นสถานที่เอาไว้ต้อนรับแขกผู้มีเกียรติมากที่สุด อย่าง โย่ว หลิงจี และ จิ่ว ซื่อจุ้น แห่งอาณาจักรตงเสินก็พำนักอาศัยอยู่ที่นี่

    โดยทั่วไปแล้วพระราชวังตงหยาง มักจะสว่างไสว และงดงามอยู่เสมอ แต่เนื่องจาก จิ่ว ซื่อจุ้น ได้สั่งให้ผู้รับใช้ดับเทียนลงให้หมด ฉะนั้นพระราชวังตงหยางในเวลานี้ จึงมืดสนิท และ เงียบสงัดราวกับเป็นที่อยู่ของคนตาย

    ภายในห้องโถงใหญ่ของพระราชวังตงหยาง โย่ว หลิงจี กำลังนอนเหยียดยาวอยู่บนตั่งสีทอง ทั่วสรรพางค์กายถูกห่อหุ้มไว้อย่างแน่นหนา มีเพียงเท้าขาวนุ่มทั้งคู่ของนางเท่านั้นที่เผยออกมาให้เห็น ภายในสถานที่แห่งนี้มีชายร่างกำยำคนหนึ่งกำลังนั่งคุกเข่าลงบนพื้น แม้ขณะที่มันฉีกยิ้มยังดูน่าเกลียดอัปลักษณ์อย่างยิ่ง

    มือหนา ๆ ของมัน กำลังนวดเฟ้นตรงบนฝ่าเท้าของ โย่ว หลิงจีอย่างระมัดระวัง นางใช้ลิ้นเลียริมฝีปากจากนั้นก็หัวเราะคิกคักออกมาราวกับไม่ใช่เสียงหัวเราะของมนุษย์

    " จิ่ว ซื่อจุ้น ดูเหมือนวันนี้เจ้าจะสับสนในความงามของมัน จนเจ้าตกปากรับคำสัญญากับมันก่อนข้าเสียอีก หากคราหน้าเจ้าทำให้ข้าอารมณ์เสียเช่นนี้อีก ข้าจะบิดหัวของเจ้าทิ้งซะ " โย่ว หลิงจี แสยะยิ้มแล้วกล่าวขึ้น

    " ท่านเซียนกู่* โปรดเมตตาไว้ชีวิตข้าด้วย! ภายในหัวใจของข้า จิ่ว ซื่อจุ้น มีเพียงแต่ท่านซ่างเซียนเท่านั้น ท่านซ่างเซียนคือสตรีที่งดงามที่สุดในใต้หล้า ขอท่านอย่าได้โปรดห่วงกังวลเกี่ยวกับเรื่องขององค์หญิง อู่หยู เพราะเมื่อใดที่นางได้ติดตามข้ากลับไปยัง อาณาจักรบูรพาตงเสินแล้ว ข้าจะให้เหล่าพี่น้องอย่างได้รื่นรมย์กับ สตรีผู้งดงามของอาณาจักรบูรพาเย่วอู่ " จิ่ว ซื่อจุ้น หัวเราะออกมาอย่างชั่วร้าย

    " ข้าไม่เชื่อ ไม่ใช่ว่าพูดจาส่งๆ แบบขอไปทีเพื่อแก้ตัวหรอกรึ? เพราะยังไงแล้วยัยนั่นก็ถือว่าเป็นสตรีที่งดงามคนหนึ่ง "

    " ในหัวใจของข้า จิ่วเอ๋อ มีท่านเซียนกู่เพียงผู้เดียวเท่านั้น " จิ่ว ซื่อจุ้น กล่าวอย่างหนักแน่น

    " อย่าลืมเสียล่ะว่าเจ้า … เป็นเพียงแค่มนุษย์ธรรมดา และมีเพียงข้าที่เป็นผู้กุมชะตาชีวิตของเจ้า หึ...หึ " โย่ว หลิงจี หัวเราะในลำคอออกมาเบา

    " ข้าเต็มใจอย่างยิ่ง! " จิ่ว ซื่อจุ้น กล่าว

    " ถ้าเช่นนั้นแล้ว… เพราะเหตุใด เจ้าถึงยอมให้นางเลื่อนเวลาออกไป 1 เดือน? "

    "จิ่ว ซื่อจุ้น เคยได้ยินท่านเซียนกู่กล่าวว่าดินแดนเทพตงเสิ้ง เปรียบได้ดั่งดินแดนของเทพเซียน ซึ่งถือเป็นดินแดนต้องห้ามของท่าน ข้าเห็นว่าท่านปรารถนาที่จะลิ้มรสชาติโลหิต ของผู้ที่อยู่ในดินแดนแถบนี้มาเนิ่นนานแล้ว นั่นเป็นเพราะก่อนหน้าท่านไม่มีโอกาส แต่ยามนี้ถือเป็นโอกาสทองเพราะ ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน เป็นผู้เชื้อเชิญท่านมาด้วยตนเอง ฉะนั้นข้าจึงคิดว่าท่านน่าจะหาความหฤหรรษ์เพลิดเพลินในนครเย่วอู่แห่งนี้ ระหว่างรอคอยที่จะเดินทางกลับไปยังอาณาจักรบูรพาตงเสินของเรา "

    " ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ จิ่วเอ๋อเจ้าช่างเอาใจใส่ข้าเป็นอย่างยิ่ง " โย่ว หลิงจี กล่าวแล้วยิ้มออกมาอย่างชั่วร้าย ด้วยร่างกายที่สั่นสะท้านราวกับกำลังหิวกระหายเป็นอย่างยิ่ง

    คนทั้งสองพูดคุยกันนานกว่าครึ่งชั่วยาม โย่ว หลิงจี วาดขาเรียวยาวเรียบเนียนของนางกลับ พร้อมกล่าวว่า " เจ้ากลับไปพักผ่อนเถอะ ถึงเวลาแล้วข้าจะออกไปหาอาหารกิน "

    " ขอบคุณท่านที่เมตตา จิ่วเอ๋อน้อมส่งท่านเซียนกู่ " จิ่ว ซื่อจุ้น รีบน้อมกายคำนับลงกับพื้น

    …

    หลังจาก อู่หยู เดินทางกลับมาถึงยังพระราชวังของตนเอง นางก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก

    " ในวันนี้ข้ากลัวอย่างยิ่ง ว่าเจ้าจะลุกขึ้นท้าทาย และ เข้าต่อสู้กับ โย่ว หลิงจี " อู่หยู ใช้ดวงตาที่ใส่กระจ่างของนาง จ้องมองไปที่ อู่ อวี้ ด้วยความห่วงหากังวล

    " อย่าได้กังวลไป ข้าได้กำลังเดินอยู่ในเส้นทางวิถีแห่งเต่า ไยข้าต้องหลงทะนงตน ไปประฝีมือกับผู้ที่แข็งแกร่งกว่าโดยไม่จำเป็น "

    ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด เขาจะไม่ยอมปล่อยให้บุคคลอันเป็นที่รัก ผู้ที่เขาห่วงมากที่สุดในโลกนี้ จะต้องมาห่วยกังวลในตัวของเขาอย่างเด็ดขาด

    " ต่อไป ข้าจะรับมือเฉพาะหน้ากับ จิ่ว ซื่อจุ้น และ ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน เอง จงมุ่งสมาธิไปกับการฝึกตนของเจ้า ข้าคาดว่าหนึ่งเดือนคือ ระยะเวลาจำกัดที่คนจากอาณาจักรตงเสินจะรับไหว มันขึ้นอยู่กับเจ้าแล้วว่าภายในหนึ่งเดือนนี้ เจ้าจะมีความคืบหน้ามากน้อยเพียงใด..."

    อู๋ หยู๋ จะต้องต่อสู้เผชิญความลำบากเพื่อถ่วงเวลาให้แก่ อู่ อวี้

    "พี่หญิง ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง" อู่ อวี้ กล่าวออกมาทีละคำอย่างหนักแน่น

    "ในท้ายสุดแล้ว หากพวกเราทั้งสองยังคงไร้สิ้นหนทาง ข้ายังไร้ซึ่งพลังอำนาจ เมื่อนั้นข้าจะขอตายก่อนท่านพี่ในการต่อสู้"

    เมื่อ อู่หยู ได้ยินเช่นนั้นดวงตาของนาง ก็เอ่อล้นไปด้วยหยาดน้ำตา แต่นางก็ส่ายหัวแล้วกล่าวว่า " เจ้าจงจำไว้ ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นเช่นไร ข้าไม่มีทางผิดหวังในตัวเจ้า นอกจากนี้ ชีวิตของข้านั้นหาได้สำคัญไม่ เจ้าได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งเซียน มีอนาคตอันสดใสรุ่งโรจน์ ซึ่งกำลังรอเจ้าอยู่ ถ้าเจ้าต้องมาสละชีวิตเพื่อตัวข้า ข้าขอให้เจ้าจงปล่อยข้าให้ตกตายไปในนรก ไม่เช่นนั้นจิตใจของข้าคงมิอาจทำใจให้สงบลงได้”

    นางแสดงท่าทางเด็ดเดี่ยวอย่างยิ่ง

    อู่ อวี้ รู้ดีว่า นี่ไม่ใช่เวลาที่เขาจะมาโต้แย้งกับนางเรื่องนี้ เขาจำเป็นต้องแข่งกับเวลา และ หาทางบรรลุสู่ขั้น ‘พลองเทวะทะลวงจิต’ ให้จงได้

    เขาได้รอจนกระทั่ง อู่หยู หลับไป ส่วนตัวของ อู่ อวี้ เองก็จำต้องพักฟื้นอีกเล็กน้อย เพื่อฟื้นคืนสัมผัสจิตบางส่วนของเขากลับคืน จากนั้นเขาก็นำพลองพิชิตมารออกมา

    " การเก็บตัวเพื่อปิดด่านฝึกตนต้องใช้ทั้งความเงียบสงบ เพื่อเพ่งสมาธิทั้งหมดไปที่การทะลวงผ่านระดับขั้น เพื่อบรรลุพลองเทวะทะลวงจิตนั้น จำเป็นต้องมีความรู้แจ้งพลังแห่งสวรรค์ และ ปฐพีอย่างแท้จริง นอกจากนี้ข้ายังพบว่า ขอบเขตแห่งการรู้แจ้งนั้นช่างกว้างใหญ่ไร้สิ้นสุด "

    ภายในพระราชวัง อู่หยู นั้นมีหอคอยแห่งหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ ผู้ใดก็ตามหากได้ยืนอยู่บนยอดสูงสุดของหอคอย คนผู้นั้นจะสามารถมองเห็นทิวทัศน์ได้ทั่วทั้งนครหลวงเย่ว อู่ ในสภาพที่หดเล็กลงมากว่าครึ่งหนึ่งได้ ซึ่งจัดได้ว่าเป็นทิวทัศน์อันงดงามอย่างยิ่ง ท่ามกลางราตรีอันมืดมิด อู่ อวี้ กำลังยืนอยู่ด้านบนสุดของหอคอยดั่งกล่าว เขากวาดสายตามองไปรอบ ๆ ของนครหลวงเย่ว อู่ มันช่างเป็นสถานที่อันเงียบสงบอย่างยิ่ง แต่ภายใต้ความเงียบสงบนั้น แท้จริงแล้วมันกลับแฝงเร้นไปด้วยภยันตรายรอบด้าน เปรียบได้ดั่งกระแสคลื่นแห่งความบ้าคลั่งในสนามรบ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงผันผวนอยู่ตลอดเวลา เขาหลับตาลงกำหนดลมหายใจ พร้อมกับกระชับพลองพิชิตมาร แผ่สัมผัสจิตผ่านพลองพิชิตมาร เพื่อสัมผัสพลังแห่งสวรรค์ และ ปฐพี จากนั้นก็ปล่อยจิตใจให้เชื่อมโยงยืดขยาย ไปตามพลังแห่งสวรรค์ และ ปฐพีนี้

    " อย่ากังวล ไม่ต้องรีบเร่ง "

    อู่ อวี้ พยายามสงบจิตใจของตนเอง

    อย่างไรก็ตาม บางคราความวิตกกังวลก็จะปะทุขึ้นภายในจิตใจของเขา ส่งผลให้เขาไม่สามารถทำจิตใจให้สงบลงได้อย่างแท้จริง และ ไม่สามารถก้าวเข้าสู่ห้วงลึกแห่งจิตใจได้ ดังนั้นเขาจึงรู้สึกหดหู่ใจอย่างยิ่ง ความรู้สึกลึก ๆ ของเขานั้นสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า การบรรลุสู่พลองเทวะทะลวงจิตนั้น แท้จริงแล้วช่างเป็นหนทางที่ยาวไกลเสียเหลือเกิน

    " คืออะไร พลองเทวะทะลวงจิตคืออะไรกันแน่! "

    มันได้กลายเป็นความสับสนอันยิ่งที่ใหญ่สุดในใจของ อู่ อวี้ ยามนี้

    มีกลิ่นอายแปลก ๆ บางอย่างปรากฏขึ้นในนครหลวงอู่แห่งนี้ ซึ่ง อู่ อวี้ เองก็ไม่สามารถหาคำตอบ และ ที่มาของกลิ่นนั้นได้ มันเป็นกลิ่นคาวของโลหิต นอกจากนี้ยังมีกลิ่นอายแห่งความมืดในอากาศจาง ๆ …

    ฉับพลัน อู่ อวี้ ก็ลืมตาขึ้น

    “ไม่ใช่ทั้งปราณวิญญาณ และ ปีศาจ ยามราตรีอันสงบเงียบเช่นนี้ ผู้ใดกันที่ขวัญกล้าเข่นฆ่าผู้คนในนครหลวงเย่วอู่! "

    ถึงแม้นิสัยส่วนตัวของเขานั้น จะไม่ชอบวุ่นวายยุ่มย่ามเรื่องของผู้อื่นมากนัก

    แต่บางครั้งบางคราวเขาก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เนื่องจากตัวเขานั้นถือกำเนิดในนครหลวงเย่วอู่แห่งนี้ ซึ่งเขาก็รู้สึกอยู่ลึก ๆ ว่าสถานที่แห่งนี้ก็คือบ้านของเขา

    หวืด!

    อู่ อวี้ นำพลองพิชิตมารออกมา จากนั้นเขาก็พุ่งตัวลงจากหอคอย แล้วหายตัวเข้าไปในท้องถนนอันมืดมิดในยามราตรี

    "ทางนี้! "

    ยิ่งเข้าใกล้มากเท่าไหร่ กลิ่นอายของมารร้ายก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ นี่ไม่ใช่กลิ่นอายที่มนุษย์ธรรมดาสามัญจะสามารถปลดปล่อยออกมาได้ มันต้องเป็นวิชาของผู้ฝึกฝนวิถีแห่งมาร!

    "โย่ว หลิงจี! "

    อู่ อวี้ รู้ว่าจะต้องเป็นนาง

    หว่านชิงถูกสังหารสิ้นไปแล้ว ตอนนี้เหลือเพียง โย่ว หลิงจีเท่านั้น

    ทันใดนั้นเอง ตรงด้านหน้าของเขามีบ้านหลังหนึ่งตั้งอยู่ แม้บ้านหลังนี้ดูเงียบสงัด แต่สิ่งที่ผิดสังเกตไปก็คือ ประตูด้านหน้าของบ้านหลังนี้ได้ถูกเปิดแง้มเอาไว้ กอปรกับกลิ่นอายแห่งมารร้ายที่ลอยคละคลุ้งออกมาอย่างรุนแรง กลิ่นอายอันชั่วร้ายลอยคละคลุ้งอยู่บนชั้นอากาศนั้น ความหนาแน่นของมันเรียกได้ว่าเมื่อสูดลมหายใจเข้าไป ได้แต่เพียงกลิ่นคาวของโลหิต

    อู่ อวี้ ยืนอยู่ตรงหน้าประตูของบ้านหลังดังกล่าว เมื่อสายสายตามองลอดเข้าไปยังด้านใน ภาพที่เห็นคือโต๊ะ และ เก้าอี้ที่ตั้งอยู่ภายในในบ้านหลังนี้ บัดนี้กลับถูกปกคลุมไปด้วยโลหิตสีแดงฉาน สาดกระจัดกระจายไปทั่วพื้นที่ นอกจากคราบเลือดบนพื้นยังมีร่างของคน 4 คนนอนอยู่ ซึ่งบัดนี้พวกเขาเหล่านั้นได้กลายเป็นซากศพไร้ซึ่งลมหายใจอยู่บนพื้นไปเสียแล้ว ซากศพเหล่านั้นร่างหนึ่งเป็นของชายชรา อีกร่างหนึ่งเป็นของหญิงชรา และ ซากศพอีก 2 ร่าง นั้นเป็นร่างของหนุ่มสาวคู่หนึ่ง พวกเขาเหล่านี้ต้องตกตายไป ด้วยสภาพน่าอเนจอนาถอย่างยิ่ง และ บ้านหลังนี้ได้ถูกปกคลุมไปด้วยโลหิตที่สาดกระเซ็นของพวกเขา

    แต่ทันใดนั้นเอง ภายในห้องนอนได้มีการเคลื่อนไหวบางอย่างเกิดขึ้น มีร่างร่างหนึ่งกำลังผลุบ ๆ โผล่ ๆ กำลังเร้นกายท่ามกลางความมืดสลัว เมื่อ อู่ อวี้ เพ่งมองไปที่ร่างนั้นอย่างพินิจพิจารณา เขาก็ต้องตกตะลึง เมื่อรู้ว่าเงาร่างที่กำลังแต่งตัวอยู่ในความมืดนั้นคือผู้ใด และ เป็นช่วงเวลาเดียวคนที่เวลาเงาร่างนั้นได้ตระหนักถึงการดำรงอยู่ของ อู่ อวี้ ฉับพลัน! มันก็หันมองย้อนกลับมาทันเขาทันที ใบหน้าที่ย้อนกลับมามองเขานั้นมันคือ ใบหน้าอันซีดเผือดของ โย่ว หลิงจี!

    มือของนางแปดเปื้อนไปด้วยโลหิต ส่วนด้านหลังของนางเป็นเตียงไม้ ผ้าคลุมที่อยู่บนเตียงไม้นั้นถูกเผยออก จนเห็นเป็นลวดลายอาคมที่ถูกเขียนด้วยเลือดสดๆ บนใจกลางของแผ่นไม้นั้นมีร่างของเด็กทารกอยู่ และทารกน้อยยังคงร้องไห้จ้าออกมาเสียงดัง ซึ่งบนร่างกายของทารกน้อยนั้น ไม่มีร่องรอยของบาดแผลอยู่เลยแม้แต่น้อย อย่างไรก็ตามโลหิตที่เปรอะเปื้อนอยู่บนแผ่นไม้ก็ส่องสว่างขึ้น แสงนั้นกระจายกลายเป็นไอหมอก แล้วม้วนตัวพุ่งเข้าไปในร่างของทารกน้อย