ตอนที่ 63 กลิ่น
ทั้งสองหนุ่มครั้นดื่มกินกันจนเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็เป็นเวลาค่ำ จึงกลับเรือนรับรองไป ต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันเข้าห้องเพื่อพักผ่อน ส่วนหยางไคนั้นแม้ไม่ต้องอ่านเขียนตำราแล้วแต่ก็ยังมีภารกิจในการดูแลสวนวิญญาณของตน เพราะนับตั้งแต่เขาได้ก้าวขึ้นสู่ขอบเขต [พลังก่อกำเนิด] เด็กหนุ่มเองก็ยังไม่มีเวลาได้เข้ามาสำรวจภายในพื้นที่พิเศษอีกเลย และเมื่อ #พื้นที่ดินปลูก ได้ถูกยกระดับขึ้นมาเป็นระดับ 3 แล้ว ก็ย่อมมีการพัฒนาขึ้นอีกเป็นอันมากโดยเฉพาะพื้นที่ขอบเขตโดยรอบทั้งหมดซึ่งหยางไคเองยังคงมีความพอใจกับพืชพรรณที่ได้ครอบครองอยู่ในตอนนี้พอสมควร เพียงแค่ต้องการผลผลิตที่มีคุณภาพสูงขึ้นและมีปริมาณผลผลิตที่เพียงพอต่อความต้องการเท่านั้นเอง โดยเฉพาะในช่วงระยะหลังนี้ พื้นที่ก็ยังเกิดอาการขาดน้ำในอยู่เป็นระยะ ๆ ซึ่งรบกวนการดำเนินชีวิตของตนอย่างมากมายจนเกินไปนัก เด็กหนุ่มจนจำเป็นต้องดื่มน้ำบ่อยครั้งกว่าคนปกติถึง 2 เท่าตัวใจจึงคิดไปถึงเรื่อง ‘ชลประทาน’ ที่ว่าด้วยเรื่องการจัดการน้ำ ซึ่งน่าจะช่วยนำพาความอุดมสมบูรณ์เข้ามาสู่พื้นที่ใด ๆ ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน หยางไคจึงเริ่มใช้พลังความคิดขุดลอกชายขอบโดยรอบของพื้นที่ฝั่งซ้าย อันเป็นสัดส่วนสำหรับการเพาะปลูก จากนั้นจึงนำเอามวลวิญญาณที่ถูกเพิ่มเติมเข้ามาอันเนื่องจากการเข้าสู่ขอบเขตใหม่และถูกขุดขึ้นมานั้น นำไปถมขอบชั้นนอกของพื้นที่ฝั่งขวาแล้วอัดลงไปให้แน่นที่สุด เนื่องจากเป็นพื้นประเภทเดียวกันกับที่ตั้งของพีระมิดทองคำนั่นเอง หยางไคได้ขุดคูคลองรอบสวนวิญญาณโดยมีแนวมะพร้าวน้ำหอมซึ่งก็ล้วนเริ่มเติบโตขึ้นในทุก ๆ วัน จนเกิดเป็นแนวรั้วหรือกำแพงชีวะภาพอะไรทำนองนั้น และบัดนี้ภารกิจที่เหลืออยู่ก็คงมีแค่เพียงแต่ต้องเติมมวลน้ำเข้าไปในคลองด้วยปริมาณมหาศาล เพื่อที่จะได้ใช้เป็นแหล่งน้ำสำหรับการหมุนเวียนในระบบนิเวศน์อันสมบูรณ์แบบแห่งนี้เท่านั่นเอง ซึ่งแน่นอนว่าน้ำเพียงเหยือกเดียวในห้องพักส่วนตัวคงเพียงพอจะเติมเต็มลงไปได้เป็นอันขาดเด็กหนึ่งจึงจำเป็นจะต้องเดินออกมายังห้องโถงของเรือนรับรองในเวลากลางคืน เมื่อเห็นโถน้ำดื่มขนาดใหญ่ที่ตั้งเสริมเอาไว้ก็ตักดื่มกินจนหมดสิ้น แต่ก็ยังไม่อาจสังเกตเห็นน้ำในคูคลองเลยแม้แต่หยดเดียว ครั้นจะออกจากเรือนไปตักเอาน้ำจากบ่อ ก็เกรงจะสร้างความแตกตื่นสงสัยให้กับผู้คนเกินไปนัก หยางไคจึงต้องตัดใจแล้วกลับห้องแล้วเข้านอนไปในที่สุด..… ณ สำนักคุ้มภัยเซี่ยงอวี่หลังจากเซี่ยงป๋อผู้เป็นบู๊ซิ่วไฉ่ ได้รับทราบข่าวจาก ‘หน่วยเงา’ ของตระกูลก็เกิดความวิตกขึ้นอย่างชัดเจน เพราะเมื่อรับทราบว่า ‘หยางไค’ ผู้เป็นเป้าหมายสังหาร ได้เข้าอยู่อาศัยอยู่ในตระกูลเหยาที่เขาเองก็กำลังหมายปองเช่นเดียวกัน จนถึงกับต้องดุด่าเหล่าจารชนทั้งหลายว่า“บัดซบ! เด็กหนุ่มแค่เพียงคนเดียวยังจัดการมิได้ แล้วการใหญ่กว่านี้จะมิล้มเหลวจนหมดสิ้นหรอกหรือ!” เนื่องด้วยเป้าหมายนั้นมิใช่สามัญชนที่จะจัดการได้โดยง่าย และการลอบทำลายจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการลงมือล้างแค้น หนำซ้ำเพียงไม่กี่วัน จากเป้าหมายที่เป็นแค่เพียงเด็กหนุ่มหัวเดียวกระเทียมลีบ ก็กลับกลายเป็นมีพวกพ้องขึ้นมาได้อย่างน่าประหลาด และดูเหมือนจะบางคนถูกช่วยเหลือเอาไว้อย่างลับ ๆ อีกด้วย จนทำให้การลอบสังหารของพวกเขาล้มเหลวไม่เป็นท่าในทุกครั้ง แต่ขณะนั้นเอง ‘เซี่ยงเส้าหลง’ ผู้นำตระกูลเซี่ยงทั้งยังเป็นบิดาแท้ ๆ ของเซี่ยงเหลียงและเซี่ยงป๋อ เมื่อได้ฟังเช่นนั้นจึงสั่งการไปว่า“เรื่องความแค้นแม้นจะสำคัญแต่ก็จำเป็นต้องหยุดพักเอาไว้ก่อน เนื่องด้วยสำเภาจะเข้าเทียบท่าเรืออู่ฮั่นในเวลาอีกเพียง 3 วัน พวกเจ้าจงเร่งดำเนินการงานใหญ่ก่อนเสียเถิด” เซี่ยงเหลียงผู้พี่และเซี่ยงป๋อผู้น้องจึงต่างรับคำ จากนั้นพาลูกสมุนออกไปทำการโดยทันทีตั้งแต่ในคืนนั้นเอง.......เมื่อถึงยามเหม่า (卯 05.00 น.) ก็เป็นเวลาตื่นนอนของเด็กหนุ่ม พอลุกขึ้นล้างหน้าล้างตาแล้วก็เดินตรงไปยังคอกม้าเพื่อไปเล่นกับเจ้าขาวพร้อมด้วยมะเขือเทศผลโตสีแดงสด แล้วจึงส่งให้มันกินลงไปกับมือ ส่วนม้าดำของพี่ใหญ่หวงก็ย่อมได้รับอานิสงส์ไปอีกด้วย แต่เนื่องจากฟ้าสางยังมิได้สว่างเท่าใดนัก หยางไคจึงยังพอมีเวลาให้กับม้าคู่ยากตัวนี้ จึงได้จูงมันออกไปขี่เล่นที่ลานกว้างของตระกูลเหยากุบ ๆ ๆ …ขณะม้าขาวกำลังวิ่งเหยาะๆ เพื่อออกกำลังกายนั่นเอง หยางไคก็เห็นพี่ใหญ่หวงได้ขี่ม้าดำตามออกมาที่ลานกว้าง นอกจากนั้นก็ยังเห็นเขายิ้มแล้วกล่าวชักชวนขึ้นมาอีกว่า“อากาศเช้า ๆ เช่นนี้ สมควรที่จะนำม้าออกไปวิ่งเล่นที่ข้างนอกเสียมากกว่า อาจาย์น้อยซึ่งเป็นคนในอำเภอนี้น่าจะพอรู้จักสถานที่บรรยากาศดี ๆ อยู่บ้างกระมัง ?” หยางไคก็พยักหน้ารับคำ เนื่องด้วยอำเภออู่ชางย่อมมีทิวเขาที่น่าดูชมอยู่ไม่น้อยทั้งยังไม่ห่างจากตระกูลเหยามากมายเท่าใดนัก จึงพากันควบม้าไปยังทางประตูเข้า-ออกแล้วแจ้งคนงานเฝ้าประตูโดยคร่าว ๆ ว่าพวกเขาจะออกไปขี่ม้าเล่น แล้วจึงจะกลับมาช่วงสาย ๆ ของวัน กล่าวเพียงเท่านั้น ต่างคนก็ต่างควบม้าจากย่านที่พักอาศัยออกไปสู่บริเวณที่เป็นป่าเขาอันร่มรื่น ทิวทัศน์รอบนั้นงดงามนัก อากาศก็สดชื่นกอปรกับเริ่มมีแสงแดดอ่อน ๆ เพื่อสร้างความอบอุ่นให้กับทุกชีวิต มันช่างเป็นการขี่ม้าท่องเที่ยวที่น่าอภิรมย์อย่างที่สุดกุบ กุบ กุบกุบ ๆ ๆ ๆ แต่ครั้นไปถึงภูเขาลูกหนึ่ง ทั้งสองกลับพบเห็นสิ่งที่ไม่เข้ากับบรรยากาศที่แวดล้อมไปด้วยธรรมชาติอันบริสุทธิ์เอาเสียเลย เนื่องจากมีรถม้าพร้อมคนจำนวนหนึ่ง ซึ่งกำลังบรรทุกสิ่งของบางอย่างออกจากถ้ำในภูเขาแห่งนั้นเอง แค่เพียงมองด้วยตาเปล่าในระยะไกล ๆ ทั้งสองย่อมทราบได้ว่าบุคคลเหล่านี้ย่อมมิใช่เพิ่งจะเข้ามาถึงในตอนเช้า ๆ เช่นเดียวกับพวกตน แต่สมควรจะมายังที่ถ้ำแห่งนี้ตั้งแต่ในเวลากลางคืนแล้วมิใช่หรอกหรือ ? หยางรุ่นชิงเมื่อสังเกตอาการแปลก ๆ เช่นนั้น จึงเรียกให้หยางไคหยุดม้าแล้วจึงผูกพวกมันเอาไว้ในที่ลับตา จากนั้นเคลื่อนตัวเข้าไปดูใกล้ ๆ โดยสงบเงียบที่สุด ก็เห็นคนงานหลายสิบคนกำลังนำวัตถุลักษณะเป็นเม็ดสีน้ำตาลเข้มที่วางเรียงรายในถาดไม้ขนาดใหญ่ เพื่อนำไปเทลงในกระสอบป่านแล้วมัดเอาไว้อย่างแน่นหนา จากนั้นจึงขนขึ้นไปบนรถเข็นที่เรียงรายกันอยู่กว่า 4 คัน..ซึ่งเพียงไม่นานนักกระสอบปริศนาใบสุดท้ายก็ถูกส่งขึ้นไปวางบนรถ จากนั้นจึงใช้แรงงานของคนและแรงกำลังจากม้าเพื่อลากจูงแล้วขนย้ายออกไปเป็นการด่วน มันช่างเป็นพฤติการณ์ที่น่าสงสัยอย่างที่สุดแล้ว และมีหรือที่หยางรุ่นชิงที่ชื่นชอบการสืบสวนสอบสวนเป็นชีวิตจิตใจจะปล่อยมันผ่านมันไปได้ และเมื่อได้ฟังอาจารย์น้อยเอ่ยขึ้นเบา ๆ อีกว่า“คน ๆ นั้นคือเซี่ยงเหลียงคู่กรณี ส่วนคนนี้คือบู๊ซิ่วไฉ่ซึ่งได้ปรากฏตัวบนลานประลอง ทั้งยังมีนักบู๊บางคนที่อยู่ในกลุ่มคนเหล่านั้นด้วย” พี่ใหญ่หวงก็ยิ้มแย้มอย่างยินดี เพราะเขาได้กลิ่นทะแม่ง ๆ จากสำนักคุ้มภัยเซี่ยงอวี่เข้าเสียแล้ว!!