เทพยุทธ์หลอมภพ สยบหมื่นวิถี

    ตอนที่ 27 : เปลวเพลิงชำระมาร และเงามืดแห่งยอดเขาหลัก

    ตอนที่ 27 : เปลวเพลิงชำระมาร และเงามืดแห่งยอดเขาหลัก

    ความตายอยู่ห่างเพียงแค่ฝ่ามือกั้น!

    "กรงเล็บกลืนดารา" ที่อาบไปด้วยปราณสีดำทมิฬพุ่งทะลวงฝ่าอากาศ เสียงกรีดร้องของมวลอากาศดังบาดหูราวกับวิญญาณอาฆาต เป้าหมายของมันคือขั้วหัวใจของอวิ๋นเซียว ทว่าผู้ที่ลงมือกลับเป็นสหายเพียงคนเดียวที่เขายอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อช่วยเหลือ!

    ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตาย อวิ๋นเซียวไม่อาจหลบหลีกได้พ้น และเขาไม่อาจตัดใจตวัดดาบปราณในมือเพื่อบั่นคอสหายรักได้ ชายหนุ่มกัดฟันกรอด บังคับฝืนเบี่ยงสรีระท่อนบนไปด้านข้างเพียงครึ่งคืบ พร้อมกับรีดเร้น ปราณหลอมภพ ทั้งหมดมารวมไว้ที่หัวไหล่ซ้ายเพื่อเป็นโล่กำบัง

    ฉวะ!!

    กรงเล็บมารกรีดทะลวงผ่านชั้นปราณคุ้มกันและฝังลึกลงไปในเนื้อไหล่ซ้ายของอวิ๋นเซียว โลหิตสีสดสาดกระเซ็น กลิ่นอายความหนาวเหน็บอันวิปริตของนิกายเงากลืนดาราพุ่งทะลักเข้าสู่เส้นลมปราณราวกับเข็มพิษนับพันเล่ม!

    "อึก... พันซาน! ตื่นสิโว้ย!"

    อวิ๋นเซียวคำรามลั่นในลำคอ ความเจ็บปวดจากบาดแผลภายนอกยังไม่เท่าความทรมานจาก ตราทัณฑ์สวรรค์ กลางอกที่ปะทุความร้อนทะลุจุดเดือดเมื่อสัมผัสกับปราณมาร ทว่าพันซานในยามนี้ไร้ซึ่งสติสัมปชัญญะใดๆ ดวงตาสีดำสนิทไร้ตาขาวจ้องมองเขาด้วยความว่างเปล่า สหายร่างท้วมบิดข้อมือหมายจะกระชากกระดูกไหล่ของเขาให้หลุดติดมือไป!

    หากมัวแต่ตั้งรับ ข้าได้ตายอยู่ที่นี่พร้อมกับมันแน่!

    เมื่อไร้ทางถอย อวิ๋นเซียวจึงเลือกที่จะบุกตะลุยเข้าสู่ความตาย! เขาไม่ถอยร่น แต่กลับพุ่งตัวเข้าสวมกอดร่างของพันซานอย่างแนบแน่น ปล่อยให้กรงเล็บมารฝังลึกคาไหล่ซ้ายของตนเอง แลกกับโอกาสในการเข้าประชิดตัวขั้นเด็ดขาด

    "ขออภัยด้วยสหาย... อดทนหน่อยก็แล้วกัน!"

    นัยน์ตาสีรัตติกาลของอวิ๋นเซียวแปรเปลี่ยนเป็นสีทองแดงสว่างวาบ เขาเรียกหาเจตจำนงจากเจดีย์หมื่นวิถี ดึงเอาเศษเสี้ยวของ 'เพลิงบรรพกาลหลอมวิญญาณ' ที่ซุกซ่อนอยู่ในจุดตันเถียนให้ปะทุขึ้นมาตามเส้นลมปราณแขนขวา ฝ่ามือที่ร้อนระอุราวกับดวงอาทิตย์ทาบทับลงบนแผ่นหลังของพันซาน ตรงตำแหน่งของ 'ตรามารรูปดวงตา' พอดี!

    ฟู่มมม!!

    เพลิงสีดำอมแดงไม่ได้เผาผลาญผิวหนังหรือเสื้อผ้า ทว่ามันทะลวงลึกลงไปในจิตวิญญาณและเส้นลมปราณโดยตรง! ทันทีที่เพลิงบรรพกาลสัมผัสกับปราณมาร เสียงกรีดร้องแหลมเล็กประดุจภูตผีก็ดังระงมขึ้นจากร่างของพันซาน อักขระสีม่วงคล้ำดิ้นพล่านราวกับอสรพิษที่ตกอยู่ในกองเพลิง

    "อ๊ากกกก!!"

    พันซานแผดเสียงร้องโหยหวนอย่างน่าเวทนา ร่างอวบอ้วนกระตุกเกร็งอย่างรุนแรง ทว่าอวิ๋นเซียวเองก็รับสภาพที่หนักหนาสาหัสไม่แพ้กัน การบังคับเพลิงฟ้าดินให้ไหลผ่านเส้นลมปราณที่บาดเจ็บ ทำให้สายเลือดของเขาแทบจะเดือดพล่าน โลหิตทะลักออกจากทวารทั้งเจ็ด ใบหน้าของอวิ๋นเซียวบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดที่เหนือล้ำจินตนาการ ทว่าอ้อมแขนของเขากลับกอดรัดสหายไว้แน่นไม่ยอมปล่อย

    ไหม้ไปสิ! เผาผลาญความโสมมนี้ให้สิ้นซาก!

    ปราณหลอมภพทำหน้าที่เป็นเชื้อเพลิงและตัวกลาง อัดกระแทกความร้อนเข้าสลายปราณมารอย่างบ้าคลั่ง จนกระทั่งดวงตาสีดำสนิทของพันซานค่อยๆ ปรากฏตาขาวกลับคืนมา รอยตราดวงตาสีม่วงบนแผ่นหลังหดเล็กลงและซีดจางลงไปชั่วคราว แม้จะยังไม่ถูกลบเลือนไปโดยสมบูรณ์ แต่การควบคุมจิตใจได้ถูกทำลายลงแล้ว

    ร่างของพันซานอ่อนยวบลงราวกับไร้กระดูก กรงเล็บที่ฝังอยู่ในไหล่ของอวิ๋นเซียวคลายออก ชายร่างท้วมลืมตาขึ้นมองสหายตรงหน้าด้วยแววตาที่พร่ามัว หยาดน้ำตาไหลรินออกจากหางตา

    "ศิษย์พี่... อวิ๋น... ข้า... ทำร้ายเจ้า..." เสียงของพันซานแหบแห้งและเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด

    "หุบปาก แล้วเก็บแรงไว้หายใจเถอะไอ้หมูโง่!" อวิ๋นเซียวหอบหายใจอย่างหนักหน่วง รีบดึงขวดโอสถสมานแผลที่เหลืออยู่ออกมาเทกรอกปากสหายและตนเอง

    ทว่ายังไม่ทันที่พวกเขาจะได้พักหายใจ...

    วี้ดดดด—!!

    เสียงสัญญาณเตือนภัยระดับสูงสุดของหอโอสถดังแหวกอากาศขึ้น! การปะทะกันเมื่อครู่และการปลดปล่อยเพลิงบรรพกาลได้ทำลายค่ายกลพรางตาของลั่วปิงเยว่จนแหลกละเอียด กลิ่นอายแปลกปลอมกระจายตัวออกไปทั่วบริเวณ เสียงฝีเท้านับร้อยและรังสีปราณอันเกรี้ยวกราดของยอดฝีมือกำลังพุ่งตรงมายังคุกลับชั้นในสุด!

    "ไม่มีเวลาแล้ว ไป!"

    อวิ๋นเซียวฝืนกลืนความเจ็บปวด กัดฟันแบกร่างอันหนักอึ้งของพันซานขึ้นพาดบ่า แขนซ้ายของเขาห้อยต่องแต่งชุ่มไปด้วยเลือด เขาใช้วิชาเร้นเงาผสานกับปราณหลอมภพ พุ่งทะยานออกจากห้องศิลาไปตามเส้นทางลับที่ลั่วปิงเยว่มอบให้อย่างสุดกำลัง

    การหลบหนีท่ามกลางวงล้อมของนรกเต็มไปด้วยความทุลักทุเล อวิ๋นเซียวต้องใช้ปราณหลอมภพเพื่อ 'ดูดกลืน' และ 'บิดเบือน' สัญญาณค่ายกลดักจับที่ขวางหน้า ทุกครั้งที่เขาฝืนใช้พลัง ตราทัณฑ์สวรรค์จะกระตุกเต้น สร้างความเจ็บปวดจนหน้ามืด ทว่าสองเท้าของเขายังคงก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

    ขณะที่เขากำลังลัดเลาะผ่านโถงถ้ำใต้ดินที่เชื่อมต่อกับแท่นบูชาเลือด สายตาของอวิ๋นเซียวพลันสะดุดเข้ากับสิ่งผิดปกติบางอย่างที่เขาไม่ทันสังเกตในตอนแรก

    เบื้องล่างของโถงทางเดิน มีร่องหินสลักอักขระที่ทำหน้าที่ลำเลียง 'สายธารโลหิต' จากเครื่องสังเวย แน่นอนว่าสายพลังงานส่วนใหญ่มุดลึกลงไปใต้ดิน มุ่งหน้าสู่แดนลับต้นกำเนิดโลหิตตามที่ลั่วปิงเยว่กล่าวไว้ ทว่า... กลับมีสายธารโลหิตเส้นหลักอีกเส้นหนึ่งที่หนาแน่นและบริสุทธิ์ยิ่งกว่า มันไม่ได้ไหลลงสู่เบื้องล่าง แต่มันถูกสูบฉีดพุ่งทะยาน 'ขึ้นสู่เบื้องบน' ตามรอยแยกของชั้นหิน

    อวิ๋นเซียวใช้ปราณหลอมภพสัมผัสทิศทางของสายโลหิตเส้นนั้น หัวใจของเขาพลันกระตุกวูบ ความหนาวเหน็บแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย

    ทิศทางที่สายธารโลหิตบริสุทธิ์นั้นพุ่งตรงไป... ไม่ใช่สถานที่อื่นใด แต่เป็น 'ยอดเขาหลัก' สถานที่พำนักอันศักดิ์สิทธิ์ของ 'เจ้าสำนักเมฆาคล้อย' ผู้เป็นเสาหลักแห่งวิถีธรรมะ!

    นี่มันเรื่องบ้าอันใดกัน...!

    อวิ๋นเซียวเบิกตากว้าง ความคิดมากมายตีรวนในหัว เจ้าสำนักที่ทุกคนเคารพเทิดทูน แท้จริงแล้วไม่ได้ถูกนิกายเงากลืนดาราชักจูงอยู่เบื้องหลังอย่างที่ลั่วปิงเยว่เข้าใจ แต่มันเลวร้ายยิ่งกว่านั้น... ผู้นำสูงสุดแห่งสำนักแห่งนี้ อาจเป็น 'ผู้รับผลประโยชน์' โดยตรงจากการสูบกลืนเลือดเนื้อของศิษย์ตนเอง! ความโสมมนี้ไม่ได้เป็นเพียงปรสิตที่เกาะกินสำนัก แต่มันคือรากแก้วที่หยั่งลึกมาตั้งแต่ต้น!

    ความจริงอันน่าสะพรึงกลัวนี้ทำให้อวิ๋นเซียวตระหนักว่า ศัตรูที่แท้จริงของเขายิ่งใหญ่และน่าหวาดหวั่นกว่าที่คาดคิดไว้หลายสิบเท่า หากเขาก้าวพลาดเพียงก้าวเดียว ไม่ใช่แค่เขา ทว่าทุกคนที่เกี่ยวข้องจะต้องแหลกสลายเป็นเถ้าธุลี

    ครืนนน!!

    อวิ๋นเซียวทุ่มพลังเฮือกสุดท้าย พุ่งตัวทะลวงผ่านค่ายกลพรางตาด่านสุดท้าย ออกมาจากปากถ้ำลับที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ชะง่อนผา ทันทีที่สูดอากาศบริสุทธิ์ของป่าทึบหลังสำนักเข้าปอด ร่างกายของเขาก็แทบจะทรุดฮวบลงกับพื้นหญ้าที่เปียกชื้นด้วยน้ำค้างยามค่ำคืน

    เขาแบกพันซานพิงไว้กับโขดหินใหญ่ หอบหายใจอย่างหนักหน่วง สายลมเย็นเยียบพัดผ่าน ทว่ามันกลับไม่สามารถดับความร้อนรุ่มในอกได้

    "รอดแล้ว... พวกเรารอดแล้ว..." พันซานพึมพำด้วยริมฝีปากที่ซีดเผือด

    ทว่าในวินาทีที่ความโล่งใจเพิ่งจะก่อตัว...

    พรึ่บ! พรึ่บ! พรึ่บ!

    แสงคบเพลิงนับสิบดวงพลันสว่างพรึ่บขึ้นพร้อมกันจากเงามืดของแมกไม้รอบทิศทาง ทำลายความมืดมิดของป่ายามราตรีจนสิ้น รังสีปราณที่เฉียบคมและทรงพลังของยอดฝีมือระดับก่อกำเนิดกว่าสิบคนแผ่ซ่านเข้ามากดดันจนอากาศบิดเบี้ยว พวกเขาคือกลุ่มศิษย์สายในชั้นยอดที่สวมชุดคลุมประดับลวดลายเมฆาขลิบทอง!

    และเบื้องหน้าของกลุ่มศิษย์สายในเหล่านั้น ชายหนุ่มสวมชุดหรูหราผู้มีใบหน้าหล่อเหลาแต่แฝงไว้ด้วยความหยิ่งยโสและอำมหิต กำลังยืนกอดอกจ้องมองมาที่พวกเขาด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม

    อวิ๋นหง! นายน้อยแห่งตระกูลหลัก ศัตรูคู่อาฆาตที่เคยบดขยี้จุดตันเถียนของเขาในอดีต!

    "ช่างน่าประทับใจเสียจริง..." อวิ๋นหงปรบมือเข้าหากันช้าๆ เสียงสะท้อนก้องในป่าเงียบสงัด นัยน์ตาของมันทอประกายเย้ยหยันราวกับมองดูมดปลวกที่กำลังดิ้นรน "ข้าสงสัยมาตลอดว่ากลิ่นอายสวะที่คุ้นเคยซึ่งรอดชีวิตกลับมาจากสุสานกระบี่จะเป็นผู้ใด ที่แท้ก็เป็นแกนี่เอง อวิ๋นเซียว... น้องชายผู้แสนดีของข้า"

    อวิ๋นเซียวกัดฟันกรอด ขยับตัวมายืนขวางหน้าพันซานไว้ มือขวากระชับดาบปราณที่เริ่มหรี่แสงลงอย่างยากลำบาก "เจ้ามาทำอันใดที่นี่..."

    "มาทำอันใดงั้นรึ?" อวิ๋นหงหัวเราะเสียงดัง แววตาของมันเต็มไปด้วยความโลภและความทะเยอทะยาน "ข้าก็มาจับกุมศิษย์ทรยศที่บังอาจลอบเข้าไปในเขตหวงห้ามของหอโอสถอย่างไรเล่า! โอ้... หรือจะให้ข้าพูดให้ถูก คือข้ามารับตัว 'ภาชนะหมายเลขเก้า' และ 'แกนพลังงาน' ที่หลบหนีออกมา เพื่อนำไปส่งมอบให้แก่ผู้อาวุโสคุมกฎ แลกเปลี่ยนกับทรัพยากรระดับสูงและตำแหน่งศิษย์สืบทอด!"

    ประโยคนั้นทำให้อวิ๋นเซียวใจหายวาบ! ตระกูลหลักของเขา... อวิ๋นหง... ล่วงรู้ความลับของเครื่องสังเวย และพวกมันเลือกที่จะก้มหัวเป็นสุนัขรับใช้ให้กับความโสมมนี้ เพื่อเหยียบย่ำชีวิตผู้อื่นขึ้นสู่อำนาจ!

    "ดูสภาพเจ้าตอนนี้สิอวิ๋นเซียว... แค่จะยืนให้มั่นยังยากเลยกระมัง" อวิ๋นหงก้าวเข้ามาใกล้ แผ่รังสีปราณระดับก่อกำเนิดขั้นกลางที่สมบูรณ์แบบออกมาข่มขวัญ "จงยอมคุกเข่ามอบตัวแต่โดยดีเถิด บางทีข้าอาจจะเมตตาสับเจ้าให้เป็นชิ้นๆ ก่อนส่งเข้าค่ายกล เพื่อที่เจ้าจะได้ไม่ต้องทนทรมานตอนถูกสูบเลือดจนตายอย่างไรเล่า!"


    คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์หลอมภพ สยบหมื่นวิถี ที่คุณอ่าน