“เวลานี้เราส่งคนเข้าไปในสกุลเซี่ยได้แล้ว อีกไม่นานนายท่านใหญ่เซี่ยก็จะถูกกำจัด แต่ก็ยังเหลือนายท่านรองกับนายท่านห้า “ เซี่ยลี่หยางถอนหายใจ “ถึงแม้ข้าจะส่งท่านลุงเจิ้งคุณเข้าไปคอยคุ้มกันเจินซื่อกับเซี่ยอวี้แล้ว แต่ข้าก็อดที่จะเป็นห่วงพวกเขาไม่ได้ คนตระกูลเซี่ยมีแต่พวกคดในข้องอในกระดูก
ดูอย่างวันนี้สิ ทีแรกเซี่ยหมิงจูยังต่อต้าน ทั้งยังตบหน้าเจินซื่อด้วยความไม่พอใจ แต่พอนายท่านใหญ่เซี่ยขู่ว่าจะหย่าขาดกับมารดาของนาง นางก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ทั้งยังเรียกเซี่ยอวี้ว่าน้องชายอย่างสนิทสนม แม้แต่แผนแสร้งทำลายกำไลหยกเพื่อที่จะทำให้นายท่านใหญ่เซี่ยเลิกระแวง นางก็ยังคิดออกมาได้ในเวลาอันรวดเร็ว ข้าเกรงว่าสองแม่ลูกจะไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมของคนพวกนั้น”
“เจ้าต้องเชื่อมั่นในฝีมือของท่านลุงเจิ้งคุณ อีกอย่างฟังจากที่ท่านลุงเล่ามา ดูเหมือนเซี่ยอวี้จะมีไหวพริบอยู่ไม่น้อย ไม่เช่นนั้นเขาจะสังเกตเห็นความผิดปกติของเซี่ยหมิงจูจนขัดขวางแผนการของนางได้อย่างไร” หลี่เหิงเยว่อิงอยู่กับอกของสามี “เจินซื่อกับเซี่ยอวี้อาศัยอยู่กับนายท่านใหญ่เซี่ยมานาน พวกเขาย่อมรู้ว่าจะต้องปฏิบัติและเอาใจใส่นายท่านใหญ่เซี่ยอย่างไรเพื่อที่นายท่านใหญ่เซี่ยจะปกป้องพวกเขาได้ เจ้าอย่าเพิ่งกังวลไปกับพวกเขานักเลย เอาไว้หากเห็นว่าสถานการณ์ของพวกเขาเริ่มตกอยู่ในอันตราย เราก็พาพวกเขาออกมาจากที่นั่นเสียก็สิ้นเรื่องแล้ว”
“นั่นสินะ ขอแค่เจินซื่อกับเซี่ยอวี้หาหลักฐานเอาผิดนายท่านใหญ่เซี่ยมาได้ พวกเขาสองแม่ลูกก็จะหลุดพ้นออกมาจากถ้ำเสือนั้นแล้ว” เซี่ยลี่หยางจุมพิตภรรยา “นี่ก็ยังเช้าอยู่เลย ยังมีเวลาที่เราจะออกกำลังกายกันสักรอบ”
“สามีที่รัก แม้ชีวิตที่แล้วพวกเราจะมีอายุได้สามสิบปี แต่ในร่างนี้เราเป็นเพียงวัยรุ่นอายุสิบเจ็ดปีเท่านั้น เจ้าหมกมุ่นอยู่แต่กับเรื่องนี้ไม่กลัวว่าร่างกายจะทรุดโทรมก่อนวัยบ้างหรือ” หลี่เหิงเยว่ผลักสามีออก “หากเช้านี้เจ้ายืนยันที่จะทำ อีกห้าวันหลังจากนี้เจ้าห้ามมาแตะต้องข้า แม้แต่นอนกอดก็ไม่ได้”
หลี่เหิงเยว่จำเป็นต้องยื่นคำขาดกับสามี ตั้งแต่ได้เข้าหอกันมา นางมักจะตามใจเขาในเรื่องนี้มาตลอด เพราะนางคิดว่าชีวิตคนเรามันสั้น ไม่แน่ว่าวันพรุ่งนี้อาจจะเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้นก็ได้ เหมือนอย่างที่นางกับเขาได้ทะลุมิติในอยู่ในยุคนี้อย่างไม่ทันตั้งตัว แต่เวลานี้นางคิดว่านางคิดผิดเสียแล้วที่ตัดสินใจอย่างนั้น หากนางยังตามใจเขาต่อไป มีหวังว่าชาตินี้นางกับเขาคงไม่มีโอกาสได้แก่ตาย แต่คงจะอ่อนเพลียจนตายเพราะเรื่องพรรค์นั้นเป็นแน่
“เช่นนั้นยามเช้าข้าจะไม่ทำแล้ว แต่ตอนกลางคืน...”
หลี่เหิงเยว่รีบพูดสวนขึ้นมาและยื่นคำขาด “หนึ่งวันเว้นสามวัน เจ้าห้ามต่อรอง ไม่เช่นนั้นเราสองคนก็แยกห้องกันนอนตั้งแต่คืนนี้”
“แยกห้องกันนอน! ไม่มีทาง เอาเป็นว่าข้ายอมรับเงื่อนไขของเจ้า แล้วเจ้าห้ามพูดเรื่องแยกห้องนอนกันอีกเป็นอันขาด ข้าไม่ยอมให้เกิดเรื่องนั้นขึ้นแน่” เซี่ยลี่หยางรีบตอบรับ แต่ตอบรับก็ส่วนตอบรับ ส่วนจะปฏิบัติได้จริงหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับวิธีการที่เขาจะใช้กล่อมนางแล้ว
“คารวะฮูหยินเจ้าค่ะ” เจินซื่อคุกเข่ายกน้ำชาให้ฮูหยินใหญ่เซี่ย นางถือถ้วยชาร้อนๆ ไว้ในมือนานแล้ว แต่อีกฝ่ายกลับยังนิ่งเฉย
เซี่ยอวี้คว้าถ้วยน้ำชาจากมือมารดา เขาตั้งใจจะโยนมันทิ้ง แต่กลับได้ยินเสียงบ่าวรับใช้ดังอยู่หน้าประตู “นายท่านใหญ่มาพบฮูหยินหรือเจ้าคะ เวลานี้อนุเจินกับคุณชายอวี้ก็อยู่ด้านในเจ้าค่ะ”
“โอ๊ย!” เซี่ยอวี้ตะโกนขึ้นด้วยความเจ็บปวด
นายท่านใหญ่เซี่ยได้ยินเสียงบุตรชาย เขารีบวิ่งเข้ามาในเรือนของฮูหยินใหญ่ก็เห็นบุตรชายนั่งกุมมืออยู่บนพื้นอย่างเจ็บปวด “เจ้าเป็นอะไรอวี้เอ๋อ ใครทำร้ายเจ้า”
“ไม่...ไม่มีใครทำร้ายข้าขอรับท่านพ่อ เป็นข้าที่ไม่ระวังทำน้ำชาหกใส่ตนเองขอรับ” เซี่ยอวี้มองไปทางฮูหยินใหญ่เซี่ยอย่างหวาดกลัว “ข้าขออภัยฮูหยินใหญ่ด้วยขอรับ”
“เจ้าเรียกนางว่าฮูหยินใหญ่ไม่ใช่ท่านแม่อย่างนั้นหรือ?” นายท่านใหญ่เซี่ยหันไปมองภรรยาอย่างไม่พอใจ “ที่แท้แล้วเจ้าก็แค่ทำดีกับพวกเขาเวลาที่อยู่ต่อหน้าข้าเท่านั้นใช่หรือไม่ ดี...ในเมื่อเจ้ายอมรับพวกเขาไม่ได้ ข้าก็จะให้พวกเขาย้ายเข้าไปอยู่ที่เรือนของข้า”
“ท่านพี่! ท่านจะโทษว่าเรื่องนี้เป็นความผิดของข้าไม่ได้ ข้ายังไม่ได้ทำอะไรเขาเลย เมื่อครู่เขาก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นเขาที่ทำน้ำชาหกรดตัวเอง” ฮูหยินใหญ่เซี่ยรีบอธิบาย นางจะปล่อยให้สองแม่ลูกย้ายไปอยู่ที่เรือนของสามีไม่ได้ ไม่เช่นนั้นสถานะฮูหยินใหญ่ของนางจะมีประโยชน์อะไร
“อวี้เอ๋ออายุสิบขวบแล้ว อีกอย่างตอนที่เขาพักอยู่ที่วั่งโจว เขาก็ช่วยงานท่านแม่ของเขามาตลอด ยกน้ำชาถ้วยเล็กแค่นี้ทำไมเขาจะทำไม่ได้ ต้องเป็นเจ้าที่จงใจรังแกเขา”
“แต่ข้าไม่ได้ทำ! เจ้าเด็กคนนี้มันทำร้ายตัวเองเพื่อใส่ร้ายข้า” ฮูหยินใหญ่เซี่ยชี้หน้าเจินซื่อกับเซี่ยอวี้ก่อนที่จะตะโกนออกมาอย่างเหลืออด “ทำไมเจ้าคะ ตอนนี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับพวกมัน ท่านก็จะโทษว่าเป็นความผิดของข้าให้ได้ใช่หรือไม่”
“นายท่านเจ้าคะ อย่าโทษฮูหยินใหญ่เลยเจ้าค่ะ เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับนางเลย” เจินซื่อพูดขึ้น “เป็นเพราะข้าบอกให้อวี้เอ๋อยกน้ำชาให้ฮูหยินใหญ่เองเจ้าค่ะ”
“ใช่ขอรับท่านพ่อ เรื่องนี้เป็นความผิดของข้าจริงๆ ท่านอย่าโทษฮูหยินใหญ่เลยนะขอรับ” เซี่ยอวี้รีบอธิบายเช่นกัน
“เจ้าดู แม้ว่าอวี้เอ๋อจะได้รับบาดเจ็บ แต่เขาก็ยังออกหน้ารับผิดแทนเจ้า” นายท่านใหญ่เซี่ยจ้องภรรยาเขม็ง “ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย หากเจ้ายังกล้าทำร้ายพวกเขาสองคนแม่ลูกอีก ข้าคงต้องส่งเจ้ากลับสกุลสือแล้ว”
ฮูหยินใหญ่เซี่ยมองสามีเดินจูงมือเจินซื่อและเซี่ยอวี้ออกจากเรือนพักของตนไปอย่างปวดใจ ‘ท่านพี่ ข้าอยู่กินกับท่านมาร่วมยี่สิบปีมันไม่มีความหมายอะไรเลยใช่หรือไม่ ในเมื่อท่านรักพวกมันมาก เช่นนั้นก่อนที่ข้าจะไป สองแม่ลูกคู่นี้ก็ต้องออกจากตระกูลเซี่ยไปพร้อมกับข้าด้วย แต่คงเป็นเพียงร่างไร้วิญญาณของพวกมันเท่านั้น’
“เจ้าหนู ถึงแม้แผนการของเจ้าดูเหมือนจะได้ผล แต่ฮูหยินใหญ่เซี่ยไม่ใช่คนที่จะยอมให้ตนเองได้รับความไม่เป็นธรรม ต่อไปเจ้ากับท่านแม่ของเจ้าต้องระวังตัวไว้ให้ดี” ฮ่าวเจิ้งคุณเตือนเซี่ยอวี้ เวลานี้เขาแปลงโฉมเป็นบ่าวชราที่ติดตามมาจากวั่งโจว ส่วนบ่าวชราตัวจริงได้เดินทางกลับไปอาศัยอยู่กับครอบครัวที่บ้านเกิดแล้ว
“ข้าแค่อยากออกไปจากตระกูลเซี่ยเร็วๆ เท่านั้น” เซี่ยอวี้ก้มหน้าอย่างรู้สึกผิด “ตั้งแต่ที่ข้ารู้ความจริงว่านายท่านใหญ่เซี่ยเป็นคนฆ่าบิดาของข้า ข้าก็ไม่อยากจะอยู่ใกล้เขาอีกแล้ว ยิ่งตอนนี้ที่ข้าต้องเข้ามาอาศัยในตระกูลเซี่ย ข้าก็อึดอัดจนแทบจะหายใจไม่ออก ท่านลุงเจิ้งคุณ ข้าอยากทำงานนี้ให้เสร็จเร็วๆ ข้าไม่อยากอยู่ที่นี่อีกต่อไปแล้วขอรับ”
ฮ่าวเจิ้งคุณมองดูเด็กชายอย่างสงสาร หลังจากที่เขาได้รู้จักกับเซี่ยอวี้ เขาก็พอจะมองออกว่าเซี่ยอวี้เป็นเด็กที่ชอบปิดบังอารมณ์ของตนเอง หนึ่ง...ด้วยความเป็นเด็กเขาจึงไม่กล้าแสดงออกว่าเขารู้ความจริงทุกอย่างแล้วเพราะกลัวว่าตนและมารดาจะถูกนายท่านใหญ่เซี่ยทำร้าย และสองคือเขาไม่อยากให้มารดาต้องมาเป็นกังวล เขาจึงแสร้งทำตัวให้สดใสร่าเริงอยู่เสมอ
“อวี้เอ๋อ” ฮ่าวเจิ้งคุณกอดเด็กชายไว้ “หากเจ้าทนไม่ไหว ลุงสามารถพาเจ้ากับท่านแม่ของเจ้าออกจากจวนหลังนี้ได้ทันที”
เซี่ยอวี้ร้องไห้ออกมาอย่างหนัก เขารู้สึกไว้ใจฮ่าวเจิ้งคุณเป็นอย่างมาก อาจจะเป็นเพราะเขาโหยหาความรักของบิดากระมัง “ข้าต้องทำงานนี้ให้สำเร็จก่อนขอรับ ท่านลุงเจิ้งคุณ...ท่านสัญญากับข้าได้หรือไม่ว่าท่านจะไม่ทิ้งข้ากับท่านแม่ไป ข้าจะเป็นเด็กดีและจะทำตามคำสั่งของท่านทุกอย่าง”
“ข้าจะทิ้งเจ้าไปได้อย่างไร ในเมื่อคุณชายลี่หยางส่งข้าให้มาคุ้มครองพวกเจ้า” ฮ่าวเจิ้งคุณเช็ดน้ำตาให้เด็กชาย “เอาล่ะ เจ้าเลิกร้องไห้ได้แล้ว เกิดเป็นบุรุษจะเสียน้ำตาง่ายๆ ได้อย่างไรกัน”
“ข้าไม่ได้ร้องไห้ต่อหน้าผู้อื่นเสียหน่อย ข้าร้องไห้ต่อหน้าท่านคนเดียว”
ฮ่าวเจิ้งคุณหัวเราะ “เช่นนั้นต่อไปเมื่อเจ้าอยากร้องไห้ ข้าอนุญาตให้เจ้ามาร้องไห้กับข้าได้”
นายท่านใหญ่เซี่ยกับเจินซื่อเดินมาก็เห็นฮ่าวเจิ้งคุณกับเซี่ยอวี้ยืนกอดกันอยู่ นายท่านใหญ่เซี่ยขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ เมื่อก่อนเขาก็เคยกอดบุตรชายเช่นนี้ แต่ช่วงหลายปีมานี้ไม่รู้เพราะอะไร บุตรชายกลับไม่เข้าใกล้เขาเหมือนที่ผ่านมา เขาคิดมาเสมอว่าบุตรชายอาจจะไม่ชอบสัมผัสร่างกายกับผู้อื่น แต่ภาพตรงหน้ามันปฏิเสธความคิดของเขาไปอย่างสิ้นเชิง
“อวี้เอ๋อ เจ้ารบกวนอันใดกับลุงฮ่าวอีกแล้วเล่า” เจินซื่อรีบเรียกบุตรชาย ยังดีที่บ่าวชราคนนั้นมีชื่อแซ่เดียวกับฮ่าวเจิ้งคุณ ทำให้นางเรียกฮ่าวเจิ้งคุณได้อย่างเป็นธรรมชาติ
ฮ่าวเจิ้งคุณค้อมตัวลง “คุณชายคิดถึงบ้านที่วั่งโจวขอรับ เขาจึงอยากขี่หลังข้าเพื่อระลึกความหลัง”
“เจ้าเด็กคนนี้ เจ้าตัวโตขึ้นทุกวัน ลุงฮ่าวคงให้เจ้าขี้หลังไม่ไหวแล้ว” เจินซื่อหันไปส่งยิ้มหวานให้สามี “เมื่อก่อนตอนที่นายท่านไม่อยู่ที่บ้าน อวี้เอ๋อก็มักจะเล่นขี่หลังกับลุงฮ่าวและบอกให้ลุงฮ่าวพาเขามาหาท่านที่เสียนโจว เขาเป็นแค่เด็กขี้เหงาคนหนึ่ง นายท่านอย่าได้ตำหนิเขาเลยนะเจ้าคะ”
นายท่านใหญ่เซี่ยได้ยินอย่างนั้นก็ใจอ่อน เขาใช้เวลาอยู่กับสองแม่ลูกน้อยไปจริงๆ หากบุตรชายจะคุ้นเคยกับบ่าวชราคนนี้มากกว่าเขาก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกกระมัง
“ข้าไม่ตำหนิเขาหรอก” นายท่านใหญ่เซี่ยหันไปยิ้มให้บุตรชาย “ไปเถอะอวี้เอ๋อ พ่อจะพาเจ้าไปดูห้องพักที่พ่อจัดให้เจ้าเป็นพิเศษ ต่อจากนี้เจ้าจะได้อยู่ใกล้พ่อทุกวัน เจ้าดีใจหรือไม่”
“ขอรับท่านพ่อ” เซี่ยอวี้ยิ้มแต่รอยยิ้มกลับไปไม่ถึงดวงตา